ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๑๗
  6. /
  7. …
  8. /
  9. ขันธสังยุตต์
  10. /
  11. มูลปัณณาสก์
  12. /
  13. ภารวรรค
  14. /
  15. ๑. ภารสูตร

๑. ภารสูตร

เล่มที่ ๑๗ · ข้อ ๔๙ · บรรทัด ๕๗๑

คัดจากอรรถกถา ฉบับแปลไทย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

อรรถกถาภารวรรคที่ ๓

อรรถกถาภารสูตรที่ ๑

ภารวรรค ภารสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

ปญฺจุปาทานกฺขนฺธาติสฺส วจนียํ ตัดเป็น ปญฺจุปาทานกฺขนฺขา อิติ อสฺส วจนียํ ความว่า เป็นข้อที่จะพึงตรัสอย่างนั้น.

บทว่า อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภาโร ความว่า อุปาทานขันธ์ ๕ ท่านกล่าวว่าเป็นภาระ.

ถามว่า ด้วยอรรถว่ากระไร?

แก้ว่า ด้วยอรรถว่าเป็นภาระที่จะต้องบริหาร.

จริงอยู่ อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านั้น จำต้องบริหารด้วยการให้ยืน ให้เดิน ให้นั่ง ให้นอน ให้อาบน้ำ แต่งตัว ให้เคี้ยว ให้กิน เป็นต้น จึงชื่อว่าเป็นภาระ (ของหนัก) เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่าภาระ เพราะอรรถว่าเป็นภาระจะต้องบริหาร.

บทว่า เอวํนาโม ได้แก่ มีชื่อเป็นต้นว่าติสสะ ว่าทัตตะ.

บทว่า เอวํโคตฺโต ได้แก่ มีโคตรเป็นต้นว่ากัจจายนโคตร วัจฉายนโคตร. ดังนั้น ทรงแสดงบุคคลที่สำเร็จเพียงโวหาร ให้ชื่อว่าภารหาระ ผู้แบกภาระ จริงอยู่ บุคคลยกขันธภาระขึ้นในขณะปฏิสนธินั้นเอง แล้วให้ขันธ์นี้อาบ บริโภค นั่ง นอน บนเตียงและตั่งที่อ่อนนุ่มแล้วบริหาร ๑๐ ปีบ้าง ๒๐ ปีบ้าง ๓๐ ปีบ้าง ๑๐๐ ปีบ้าง จนตลอดชีวิตแล้วทิ้งไปในจุติขณะ ยึดเอาขันธ์อื่นในปฏิสนธิขณะอีก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าผู้แบกภาระ.

บทว่า โปโนพฺภวิกา ได้แก่ ที่เกิดในภพใหม่.

บทว่า นนฺทิราคสหคตา ได้แก่ ถึงความเป็นอันเดียวกันกับนันทิราคะนั่นเอง ในที่นี้ท่านประสงค์ว่า เกิดพร้อมกับความเป็นนันทิราคะนั้น.

บทว่า ตตฺร ตตฺราภินนฺทินี ได้แก่ มีปกติยินดีในที่เกิดหรือในอารมณ์มีรูปเป็นต้นนั้นๆ. ในกามตัณหาเป็นต้น ความยินดีอันเป็นไปในกามคุณ ๕ ชื่อว่ากามตัณหา, ความยินดีในรูปภพและอรูปภพ ความติดอยู่ในฌาน ความยินดีที่เกิดพร้อมด้วยสัสสตทิฏฐิ นี้ชื่อว่าภวตัณหา, ความยินดีที่เกิดพร้อมกับอุจเฉททิฏฐิ ชื่อว่าวิภวตัณหา.

บทว่า ภาราทานํ ได้แก่ การถือภาระ. จริงอยู่ บุคคลนี้ย่อมถือภาระด้วยตัณหา.

บทว่า อเสสวิราคนิโรโธ เป็นต้นทั้งหมดเป็นไวพจน์ของนิพพานนั้นเอง.

จริงอยู่ ตัณหามาถึงพระนิพพานนั้นแล้ว ย่อมคลายความยินดี ย่อมดับ ย่อมละขาด ย่อมสละคืน ย่อมหลุดพ้น โดยไม่มีส่วนเหลือ ก็ในพระนิพพานนี้ไม่มีอาลัยคือกาม หรืออาลัยคือทิฏฐิ ฉะนั้น พระนิพพานจึงได้ชื่อเหล่านี้.

บทว่า สมูลํ ตณฺหํ ความว่า อวิชชาชื่อว่าเป็นมูลของตัณหา.

บทว่า อพฺพุยฺห ได้แก่ ถอนตัณหานั้นพร้อมทั้งรากด้วยอรหัตตมรรค.

บทว่า นิจฺฉาโต ปรินิพฺพุโต ความว่า ผู้ออกจากตัณหาจะเรียกว่าผู้ปรินิพพานแล้ว ก็ควรแล. จบอรรถกถาภารสูตรที่ ๑

ที่มา: อรรถกถา ฉบับแปลไทย เล่มที่ ๑๗ ข้อ ๔๙ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

พระสูตรก่อนหน้า๑๐. อานันทสูตรกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๑๗ภารวรรคพระสูตรถัดไป๒. ปริญญาสูตร