พาลวรรค
เล่มที่ ๒๐ · ข้อ ๒๖๗ · บรรทัด ๑๕๖๔
คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org
ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
๓. พาลวรรค
หมวดว่าด้วยคนพาล
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้
คนพาล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. คนที่ไม่เห็นโทษโดยความเป็นโทษ
๒. คนที่ไม่ยอมรับตามความเป็นจริงเมื่อบุคคลอื่นแสดงโทษ
คนพาล ๒ จำพวกนี้แล
บัณฑิต ๒ จำพวกนี้
บัณฑิต ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. คนที่เห็นโทษโดยความเป็นโทษ
๒. คนที่ยอมรับตามความเป็นจริงเมื่อบุคคลอื่นแสดงโทษ
บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล (๑)
คน ๒ จำพวกนี้ย่อมกล่าวตู่ตถาคต
คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. คนเจ้าโทสะที่มีความโหดร้ายอยู่ภายใน
๒. คนที่เชื่อโดยยึดถือผิด
คน ๒ จำพวกนี้แลย่อมกล่าวตู่ตถาคต (๒)
คน ๒ จำพวกนี้ย่อมกล่าวตู่ตถาคต
คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้กล่าวไว้ว่า “ตถาคต ได้ภาษิตไว้ ได้กล่าวไว้”
๒. คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตได้ภาษิตไว้ ได้กล่าวไว้ว่า “ตถาคต ไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้กล่าวไว้”
คน ๒ จำพวกนี้แลย่อมกล่าวตู่ตถาคต
คน ๒ จำพวกนี้ย่อมไม่กล่าวตู่ตถาคต
คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้กล่าวไว้ว่า “ตถาคต ไม่ได้ภาษิตไว้ ไม่ได้กล่าวไว้”
๒. คนที่แสดงสิ่งที่ตถาคตได้ภาษิตไว้ ได้กล่าวไว้ว่า “ตถาคตได้ ภาษิตไว้ ได้กล่าวไว้”
คน ๒ จำพวกนี้แลย่อมไม่กล่าวตู่ตถาคต (๓)
คน ๒ จำพวกนี้ย่อมกล่าวตู่ตถาคต
คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. คนที่แสดงสุตตันตะที่ควรขยายความว่า “สุตตันตะมีการขยาย ความแล้ว”
๒. คนที่แสดงสุตตันตะที่มีการขยายความแล้วว่า “สุตตันตะที่ควร ขยายความ”
คน ๒ จำพวกนี้แลย่อมกล่าวตู่ตถาคต (๔)
คน ๒ จำพวกนี้ย่อมไม่กล่าวตู่ตถาคต
คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ
๑. คนที่แสดงสุตตันตะที่ควรขยายความว่า “สุตตันตะควรขยายความ”
๒. คนที่แสดงสุตตันตะที่มีการขยายความแล้วว่า “สุตตันตะที่มี การขยายความแล้ว”
คน ๒ จำพวกนี้แลย่อมไม่กล่าวตู่ตถาคต (๕)
คติและฐานะ ๒ อย่างเป็นต้น
ผู้มีการงานปกปิดไว้ ๑- พึงหวังได้ ๒- คติอย่าง ๑ ใน ๒ อย่าง คือ นรกหรือกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ผู้มีการงานไม่ปกปิดไว้พึงหวังได้คติอย่าง ๑ ใน ๒ อย่าง คือ เทวดาหรือมนุษย์ (๖)
ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิพึงหวังได้คติอย่าง ๑ ใน ๒ อย่าง คือ นรกหรือ กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน (๗)
ผู้เป็นสัมมาทิฏฐิพึงหวังได้คติอย่าง ๑ ใน ๒ อย่าง คือ เทวดาหรือ มนุษย์ (๘)
สถานที่รองรับคนทุศีล ๒ แห่ง คือ นรกหรือกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน สถานที่รองรับคนมีศีล ๒ แห่ง คือ เทวดาหรือมนุษย์ (๙)
เราพิจารณาเห็นอำนาจประโยชน์ ๓- ๒ ประการจึงอาศัยเสนาสนะอัน เงียบสงัด คือ ป่าโปร่งและป่าทึบ ๔-
@เชิงอรรถ :
@๑ การงานที่ปกปิดไว้ หมายถึงบาปกรรม แท้จริง ขึ้นชื่อว่าบาป บุคคลจะทำอย่างปกปิดหรือไม่ปกปิด
@ก็ตาม ก็ชื่อว่าบาปกรรมที่ปกปิดไว้ (องฺ.ทุก.อ. ๒/๒๗/๒๙)
@๒ พึงหวังได้ ในที่นี้หมายถึงจำต้องปรารถนา จำต้องมีแน่นอน หรือจำต้องบังเกิดในคตินั้นๆ แน่นอน
@(องฺ.ติก.อ. ๒/๗๐/๒๑๔)
@๓ อำนาจประโยชน์ หมายถึงเหตุทั้งหลาย (องฺ.ทุก.อ. ๒/๓๑/๓๐)
@๔ ป่าโปร่ง (อรญฺญ) หมายถึงป่าอยู่นอกเสาหลักเมืองออกไปอย่างน้อยชั่ว ๕๐๐ ลูกธนู ป่าทึบ (วนปตฺถ)
@หมายถึงสถานที่ไม่มีผู้คนอยู่อาศัยเลยเขตหมู่บ้านไป (องฺ.ทุก.อ. ๒/๓๑/๓๐)
อำนาจประโยชน์ ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. เห็นการอยู่เป็นสุขในปัจจุบันของตน ๑-
๒. อนุเคราะห์คนรุ่นหลัง
เราพิจารณาเห็นอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้แลจึงอาศัยเสนาสนะอันเงียบสงัด คือ ป่าโปร่งและป่าทึบ (๑๐)
ธรรม ๒ ประการนี้เป็นฝ่ายวิชชา
ธรรม ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ
๑. สมถะ (การฝึกจิตให้สงบเป็นสมาธิ)
๒. วิปัสสนา (ความเห็นแจ้ง)
สมถะที่ภิกษุเจริญแล้วย่อมให้สำเร็จประโยชน์อะไร
คือ ย่อมให้จิตเจริญ
จิต ๒- ที่เจริญแล้วย่อมให้สำเร็จประโยชน์อะไร
คือ ย่อมละราคะได้
วิปัสสนาที่ภิกษุเจริญแล้วย่อมให้สำเร็จประโยชน์อะไร
คือ ย่อมให้ปัญญาเจริญ
ปัญญาที่เจริญแล้วย่อมให้สำเร็จประโยชน์อะไร
คือ ย่อมละอวิชชาได้
จิตที่เศร้าหมองเพราะราคะย่อมไม่หลุดพ้น ปัญญา ๓- ที่เศร้าหมองเพราะอวิชชา ย่อมไม่เจริญ เพราะสำรอกราคะจึงมีเจโตวิมุตติ เพราะสำรอกอวิชชา จึงมีปัญญาวิมุตติ (๑๑)
พาลวรรคที่ ๓ จบ
@เชิงอรรถ :
@๑ เห็นการอยู่เป็นสุขในปัจจุบันของตน หมายถึงการอยู่ผาสุกอันเป็นโลกิยะและโลกุตตระ
@(องฺ.ทุก.อ. ๒/๓๑/๓๐)
@๒ จิต ในที่นี้หมายถึงมรรคจิต คือจิตในขณะแห่งมรรค (องฺ.ทุก.อ. ๒/๓๒/๓๐)
@๓ ปัญญา ในที่นี้หมายถึงมรรคปัญญา คือปัญญาในขณะแห่งมรรค (องฺ.ทุก.อ. ๒/๓๒/๓๐)
ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๐ จาก 84000.org
รายงานข้อผิดพลาดภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที