ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๒
  6. /
  7. …
  8. /
  9. ปัญจกนิบาต
  10. /
  11. จตุตถปัณณาสก์
  12. /
  13. ๒. อาฆาตวรรค
  14. /
  15. ๒. อาฆาตวินยสูตร ที่ ๒

๒. อาฆาตวินยสูตร ที่ ๒

เล่มที่ ๒๒ · ข้อ ๑๖๒ · บรรทัด ๔๓๔๒

คัดจากอรรถกถา ฉบับแปลไทย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

อรรถกถาทุติยอาฆาตวินยสูตรที่ ๒

พึงทราบวินิจฉัยในทุติยอาฆาตวินยสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-

ชื่อว่า อาฆาตปฏิวินยะ เพราะควรระงับอาฆาตในบุคคล ๕ เหล่านั้นบ้าง เพราะควรระงับอาฆาตด้วยธรรม ๕ เหล่านั้นบ้าง.

จริงอยู่ บทว่า ปฏิวินยา นี้เป็นชื่อของวัตถุที่ควรระงับบ้าง เหตุที่ควรระงับบ้าง. ทั้งสองอย่างนั้นก็ถูกในที่นี้. ก็บุคคลทั้งหลาย ๕ เป็นปฏิวินยวัตถุ (วัตถุที่ควรระงับ) ข้อปฏิบัติ ๕ ด้วยอุปมา ๕ ข้อ ชื่อว่าปฏิวินยการณะ (เหตุที่ควรระงับ).

บทว่า ลภติ จ กาเลน กาลํ เจตโส วิวรํ เจตโส ปสาทํ ความว่า เขายังได้ช่อง กล่าวคือโอกาสที่จิตอันเป็นสมถะและวิปัสสนาเกิดได้และความผ่องใส กล่าวคือความเป็นผู้ผ่องใสด้วยศรัทธาเป็นครั้งคราว.

บทว่า รถิยาย ได้แก่ ระหว่างวิถี.

บทว่า นนฺตกํ ได้แก่ ท่อนผ้าขี้ริ้ว.

บทว่า นิคฺคหิตฺวา ได้แก่ เหยียบแล้ว.

บทว่า โย ตตฺถ สาโร ได้แก่ ส่วนใดในผ้าผืนนั้นยังดีอยู่.

บทว่า ตํ ปริปาเตตฺวา ได้แก่ ฉีกส่วนนั้น.

ในบทว่า เอวเมว โข นี้ พึงเห็นว่าผู้อยู่ด้วยเมตตา ดุจภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร บุคคลผู้มีเวรดุจผ้าขี้ริ้วบนถนน ความเป็นผู้มีกายสมาจารไม่บริสุทธิ์ดุจท่อนผ้าเปื่อย ความเป็นผู้มีวจีสมาจารบริสุทธิ์ดุจท่อนผ้ายังดี พึงเห็นว่าเวลาที่ไม่ใส่ใจถึงความเป็นผู้มีกายสมาจารไม่บริสุทธิ์ ใส่ใจถึงความเป็นผู้มีวจีสมาจารบริสุทธิ์ ดับจิตตุปบาทในคนที่เป็นศัตรูกันแล้วอยู่อย่างสบาย ดุจเวลาที่ทิ้งท่อนผ้าเปื่อย ถือเอาผ้าท่อนดี เย็บ ย้อมแล้วห่มจาริกไป.

บทว่า เสวาลปณกปริโยนทฺธา ได้แก่ ถูกสาหร่ายและแหนปกคลุม.

บทว่า มมฺมปเรโต ได้แก่ เหงื่อไหลเพราะร้อน.

บทว่า กิลนฺโต ได้แก่ เดินทางเหนื่อยมา.

บทว่า ตสิโต ได้แก่ ถูกความอยากครอบงำ.

บทว่า ปิปาสิโต ได้แก่ ประสงค์จะดื่มน้ำ.

บทว่า อปวิยูหิตฺวา ได้แก่ แหวก. บทว่า ปิวิตฺวา ได้แก่ ดื่มน้ำใส.

ในบทว่า เอวเมว โข นี้ ภิกษุผู้อยู่ด้วยเมตตา พึงเห็นดุจบุรุษถูกความร้อนเผา ความเป็นผู้มีวจีสมาจารไม่บริสุทธิ์ก็ดุจสาหร่ายและแหน ความเป็นผู้มีกายสมาจารบริสุทธิ์ก็ดุจน้ำใส เวลาที่ภิกษุไม่ใส่ใจถึงความเป็นผู้มีวจีสมาจารไม่บริสุทธิ์ แล้วใส่ใจถึงความเป็นผู้มีกายสมาจารบริสุทธิ์ ยังจิตตุปบาทในคนมีเวรกันให้ดับไปแล้วอยู่อย่างสบาย พึงเห็นดุจบุรุษแหวกสาหร่ายและแหน แล้วดื่มน้ำใสแล้วเดินไป ฉะนั้น.

บทว่า โขเภสฺสามิ คือ ให้กระเพื่อม. บทว่า โลเฬสฺสามิ คือ จักทำให้ขุ่น.

บทว่า อปฺเปยฺยมฺปิ นํ กริสฺสามิ ได้แก่ จักทำให้ดื่มไม่ได้.

บทว่า จตุคุณฺฑิโก ได้แก่ เอาเข่าทั้งสองและมือทั้งสองหมอบไปบนแผ่นดิน.

บทว่า โคปิตกํ ปิวิตฺวา ได้แก่ ก้มลงดื่มอย่างแม่โค.

ในบทว่า เอวเมว โข นี้ ผู้ภิกษุผู้อยู่ด้วยเมตตาพึงเห็นดุจบุรุษถูกความร้อนเผา. คนมีเวรก็ดุจรอยโค คุณเล็กน้อยในภายในของภิกษุนั้นดุจน้ำนิดหน่อยในรอยโค การที่ภิกษุนั้นไม่ใส่ใจถึงความเป็นผู้มีกายสมาจารและวจีสมาจารอันไม่บริสุทธิ์ แล้วใส่ใจถึงการได้ปีติและปราโมทย์ อันเป็นความผ่องใสแห่งจิต เพราะอาศัยการฟังธรรมตามกาลอันควร และยังจิตตุปบาทให้ดับไป พึงเห็นดุจบุรุษหมอบก้มลงดื่มน้ำอย่างแม่โค หลีกไปฉะนั้น.

บทว่า อาพาธิโก ได้แก่ เจ็บป่วยด้วยโรคของแสลงที่ทำลายอิริยาบถ.

บทว่า ปุรโตปิสฺส แปลว่า พึงมีอยู่ข้างหน้า.

บทว่า อนยพฺพยสนํ ได้แก่ ความไม่เจริญคือความพินาศ.

ในบทว่า เอวเมว โข นี้ คนที่ประกอบด้วยธรรมส่วนดำทั้งหมด พึงเห็นดุจคนไข้อนาถา สงสารอันหาที่สุดเบื้องต้นไม่ได้ดุจทางไกล ความที่นิพพานไกล ดุจความที่บ้านไกลทั้งข้างหน้าข้างหลัง การไม่ได้โภชนะคือผลแห่งสมณธรรม ดุจการไม่ได้โภชนะอันเป็นที่สบาย ความไม่มีสมถะและวิปัสสนาดุจการไม่ได้เภสัชอันเป็นที่สบาย ความไม่มีผู้เยียวยากิเลสด้วยโอวาทานุสาสนี ดุจการไม่ได้ผู้อุปฏฐากที่เหมาะสม ความไม่ได้พระตถาคตหรือสาวกของพระตถาคต ผู้ทำให้บรรลุนิพพาน ดุจการไม่ได้ผู้นำไปให้ถึงเขตบ้าน การที่ภิกษุผู้อยู่ด้วยเมตตา ทำกรุณาให้เกิดในบุคคลนั้นแล้ว จิต [อาฆาต] ดับไป พึงเห็นดุจการที่บุรุษคนใดคนหนึ่งเห็นคนไข้อนาถาแล้วอุปฐากด้วยความกรุณา ฉะนั้น.

บทว่า อจฺโฉทกา คือ น้ำใส.

บทว่า สาโตทกา คือ น้ำหวาน.

บทว่า สีโตทกา คือ น้ำเย็นทั่วตัว.

บทว่า เสตกา ได้แก่ มีสีขาวในที่คลื่นแตก.

บทว่า สุปติฏฺฐา คือ มีท่าเรียบ.

ในบทว่า เอวเม โข นี้ ผู้อยู่ด้วยเมตตาพึงเห็นดุจบุรุษถูกแดดเผา บุรุษผู้นี้มีทวารทั้งหมดบริสุทธิ์ ดุจสระโบกขรณีนั้น การทำสิ่งที่ต้องการในทวารเหล่านั้นให้เป็นอารมณ์แล้ว [จิตอาฆาตดับ] พึงทราบดุจการอาบ ดื่ม และขึ้นไปนอนที่ร่มไม้แล้วไปตามความต้องการ ฉะนั้น. จบอรรถกถาทุติยอาฆาตวินยสูตรที่ ๒

ที่มา: อรรถกถา ฉบับแปลไทย เล่มที่ ๒๒ ข้อ ๑๖๒ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๑. อาฆาตวินยสูตร ที่ ๑กลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๒๒. อาฆาตวรรคพระสูตรถัดไป๓. สากัจฉาสูตร