ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๕
  6. /
  7. ขุททกปาฐะ
  8. /
  9. ๙. กรณียเมตตสูตร

๙. กรณียเมตตสูตร

เล่มที่ ๒๕ · ข้อ ๑๐ · บรรทัด ๒๓๗

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๙. เมตตสูตร

ว่าด้วยการแผ่เมตตา

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ป่า ดังนี้)

[๑]

ผู้ฉลาดในประโยชน์มุ่งหวังบรรลุสันตบท ๒-

ควรบำเพ็ญกรณียกิจ ๓- ควรเป็นผู้อาจหาญ ซื่อตรง

เคร่งครัด ว่าง่าย อ่อนโยน และไม่เย่อหยิ่ง

[๒]

ควรเป็นผู้สันโดษ เลี้ยงง่าย มีกิจน้อย ๔-

มีความประพฤติเบา ๕- มีอินทรีย์สงบ มีปัญญารักษาตน

ไม่คะนอง ๖- ไม่ยึดติดในตระกูลทั้งหลาย

@เชิงอรรถ :

@๑ บุญสัมปทา หมายถึงความถึงพร้อมแห่งบุญ (ขุ.ขุ.อ. ๘/๒๐๖)

@๒ สันตบท หมายถึงนิพพาน (ขุ.ขุ.อ. ๙/๒๑๒)

@๓ กรณียกิจ หมายถึงการศึกษาในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ตรงกันข้ามกับ อกรณียกิจ คือ สีลวิบัติ

@ทิฏฐิวิบัติ อาจารวิบัติ อาชีววิบัติ (ขุ.ขุ.อ. ๙/๒๑๒)

@๔ มีกิจน้อย ในที่นี้หมายถึงไม่ขวนขวายการงานต่างๆ ที่จะทำให้จิตฟุ้งซ่าน ไม่พูดคุยเพ้อเจ้อ ไม่คลุกคลี

@หมู่คณะ ปล่อยวางหน้าที่รับผิดชอบงานก่อสร้าง งานบริหารคณะสงฆ์ เป็นต้น มุ่งบำเพ็ญสมณธรรมเป็น

@หลัก (ขุ.ขุ.อ. ๙/๒๑๖)

@๕ มีความประพฤติเบา ในที่นี้หมายถึงมีเพียงบริขาร ๘ เช่น บาตร จีวร เป็นต้น ไม่สะสมสิ่งของมากให้เป็น

@ภาระ เหมือนนกมีเพียงปีกบินไปฉะนั้น (ขุ.ขุ.อ. ๙/๒๑๖)

@๖ ไม่คะนอง หมายถึงไม่คะนองกาย วาจา และใจ (ขุ.ขุ.อ. ๙/๒๑๗)

[๓]

อนึ่ง ไม่ควรประพฤติความเสียหายใดๆ

ที่จะเป็นเหตุให้วิญญูชนเหล่าอื่นตำหนิเอาได้

(ควรแผ่เมตตาไปในสรรพสัตว์อย่างนี้ว่า)

ขอสัตว์ทั้งปวงจงมีความสุข

มีความเกษม มีตนเป็นสุขเถิด

[๔]

คือ เหล่าสัตว์ที่ยังเป็นผู้หวาดสะดุ้งหรือเป็นผู้มั่นคง ๑-

ขอสัตว์เหล่านั้นทั้งหมดจงมีตนเป็นสุขเถิด

เหล่าสัตว์ที่มีขนาดกายยาว ขนาดกายใหญ่ ขนาดกายปานกลาง

ขนาดกายเตี้ย ขนาดกายผอม หรือขนาดกายอ้วน

ขอสัตว์เหล่านั้นทั้งหมดจงมีตนเป็นสุขเถิด

[๕]

เหล่าสัตว์ที่เคยเห็นก็ดี เหล่าสัตว์ที่ไม่เคยเห็นก็ดี

เหล่าสัตว์ที่อยู่ใกล้และอยู่ไกลก็ดี ภูตหรือสัมภเวสี ๒- ก็ดี

ขอสัตว์เหล่านั้นทั้งหมดจงมีตนเป็นสุขเถิด

[๖]

ไม่ควรข่มเหง ไม่ควรดูหมิ่นกันและกันในทุกโอกาส

ไม่ควรปรารถนาทุกข์แก่กันและกัน

เพราะความโกรธและความแค้น

@เชิงอรรถ :

@๑ หวาดสะดุ้ง หมายถึงมีตัณหาและความกลัวภัย มั่นคง หมายถึงบรรลุอรหัตตผล เพราะละตัณหาและ

@ความกลัวภัยได้ (ขุ.ขุ.อ. ๙/๒๒๐)

@๒ ในที่นี้ ภูต หมายถึงพระอรหันตขีณาสพ สัมภเวสี หมายถึงพระเสขะและปุถุชนผู้ยังต้องแสวงหาที่เกิด

@ต่อไป เพราะยังละภวสังโยชน์ไม่ได้

@อีกนัยหนึ่ง ในกำเนิด ๔ สัตว์ที่เกิดในไข่และเกิดในครรภ์ ถ้ายังไม่เจาะเปลือกไข่หรือคลอดจากครรภ์

@ออกมา ยังเรียกว่า สัมภเวสี ต่อเมื่อเจาะเปลือกไข่หรือคลอดออกมา เรียกว่า ภูต, พวกสังเสทชะ (เกิดที่

@ชื้นแฉะ) และพวกโอปปาติกะ (เกิดผุดขึ้น) ในขณะจิตแรก ก็เรียกว่า สัมภเวสี ตั้งแต่ขณะจิตที่ ๒ เป็นต้นไป

@เรียกว่า ภูต (ขุ.ขุ.อ. ๙/๒๒๑)

[๗]

ควรแผ่เมตตาจิตอย่างไม่มีประมาณไปยังสรรพสัตว์

ดุจมารดาเฝ้าถนอมบุตรคนเดียวด้วยชีวิต ฉะนั้น

[๘]

อนึ่ง ควรแผ่เมตตาจิตอย่างไม่มีประมาณ

กว้างขวาง ไม่มีเวร ไม่มีศัตรูไปยังสัตว์โลกทั่วทั้งหมด

ทั้งชั้นบน ๑- ชั้นล่าง ๒- และชั้นกลาง ๓-

[๙]

ผู้แผ่เมตตาจะยืน เดิน นั่ง หรือนอน

ควรตั้งสติ ๔- นี้ไว้ตลอดเวลาที่ยังไม่ง่วง

นักปราชญ์เรียกการอยู่ด้วยเมตตานี้ว่า พรหมวิหาร

[๑๐]

อนึ่ง ผู้แผ่เมตตาที่ไม่ยึดถือทิฏฐิ ๕-

มีศีล ถึงพร้อมด้วยทัสสนะ ๖-

กำจัดความยินดีในกามคุณได้แล้ว

ก็จะไม่เกิดในครรภ์อีกต่อไป

เมตตสูตร จบ

ขุททกปาฐะ จบ

@เชิงอรรถ :

@๑ ชั้นบน หมายถึงอรูปภพ (ขุ.ขุ.อ. ๙/๒๒๓)

@๒ ชั้นล่าง หมายถึงกามภพ (ขุ.ขุ.อ. ๙/๒๒๓)

@๓ ชั้นกลาง หมายถึงรูปภพ (ขุ.ขุ.อ. ๙/๒๒๓)

@๔ สติ หมายถึงเมตตาฌานัสสติ คือสติที่ประกอบด้วยเมตตาฌาน (ขุ.ขุ.อ. ๙/๒๒๔)

@๕ ทิฏฐิ หมายถึงทิฏฐิที่ว่า “กองแห่งสังขารล้วนๆ จัดเป็นสัตว์ไม่ได้” (ขุ.ขุ.อ. ๙/๒๒๕)

@และดู สํ.ส. (แปล) ๑๕/๑๗๑/๒๒๘

@๖ ทัสสนะ หมายถึงโสดาปัตติมัคคสัมมาทิฏฐิ ซึ่งเป็นพื้นฐานแห่งการบรรลุสกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค

@อันเป็นเหตุให้ไปเกิดในชั้นสุทธาวาส แล้วบรรลุอรหัตตผลในที่นั้น ไม่กลับมาเกิดในครรภ์อีกต่อไป

@(ขุ.ขุ.อ. ๙/๒๒๕)

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๕ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๘. นิธิกัณฑ์กลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๕ขุททกปาฐะหัวข้อถัดไป๑. ยมกวรรค