ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๕
  6. /
  7. ธรรมบท
  8. /
  9. ๑. ยมกวรรค

๑. ยมกวรรค

เล่มที่ ๒๕ · ข้อ ๑๑ · บรรทัด ๒๖๘

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

พระสุตตันตปิฎก

ขุททกนิกาย ธรรมบท

_____________

ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

๑. ยมกวรรค

หมวดว่าด้วยธรรมเป็นคู่กัน

๑. จักขุปาลเถรวัตถุ

เรื่องพระจักขุบาลเถระ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๑]

ธรรมทั้งหลาย ๑- มีใจ ๒- เป็นหัวหน้า ๓-

มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจ

ถ้าคนมีใจชั่ว ก็จะพูดชั่วหรือทำชั่วตามไปด้วย

เพราะความชั่วนั้น ทุกข์ย่อมติดตามเขาไป

เหมือนล้อหมุนตามรอยเท้าโคที่ลากเกวียนไป ฉะนั้น

@เชิงอรรถ :

@๑ ธรรมทั้งหลาย มีความหมาย ๔ ประการ คือ (๑) คุณธรรม (๒) เทศนาธรรม (๓) ปริยัติธรรม

@(๔) นิสสัตตธรรม (สภาวะที่มิใช่สัตว์) หรือนิชชีวธรรม (สภาวะที่มิใช่ชีวะ) ในที่นี้หมายถึงนิสสัตตธรรม

@ได้แก่ อรูปขันธ์ ๓ คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ (ขุ.ธ.อ. ๑/๒๐-๒๑) และดู ขุ.ชา. (แปล)

@๒๗/๓๘๖/๕๓๗ ประกอบ

@๒ ใจ หมายถึงจิต ๔ ระดับ คือ จิตระดับกามาวจรภูมิ จิตระดับรูปาวจรภูมิ จิตระดับอรูปาวจรภูมิ และ

@จิตระดับโลกุตตรภูมิ แต่ในที่นี้หมายเอาจิตที่มีโทมนัสประกอบด้วยปฏิฆะ เดิมทีเดียว จิตนั้นเป็นภวังคจิต

@คือเป็นจิตที่ผ่องใส(ปภัสสรจิต) แต่เมื่อถูกเจตสิกธรรมฝ่ายชั่วกล่าวคืออุปกิเลสธรรมจรมากระทบเข้า ก็กลาย

@เป็นจิตเศร้าหมองที่เรียกว่า ใจชั่ว ซึ่งพร้อมที่จะแสดงพฤติกรรมออกมาทางกายและวาจา (ขุ.ธ.อ. ๑/๒๐)

@๓ เป็นหัวหน้า หมายถึงเป็นหัวหน้าของเจตสิกธรรม กล่าวคือเป็นเหตุปัจจัยให้เจตสิกธรรมเกิดขึ้น (ขุ.ธ.อ. ๑/๒๑)

๒. มัฏฐกุณฑลีวัตถุ

เรื่องนายมัฏฐกุณฑลี

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่อทินนปุพพกพราหมณ์บิดาของนายมัฏฐกุณฑลี ดังนี้)

[๒]

ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า

มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจ

ถ้าคนมีใจดี ก็จะพูดดีหรือทำดีตามไปด้วย

เพราะความดีนั้น สุขย่อมติดตามเขาไป

เหมือนเงาติดตามตัวเขาไป ฉะนั้น ๑-

๓. ติสสเถรวัตถุ ๒-

เรื่องพระติสสเถระ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๓]

ชนเหล่าใด เข้าไปผูกเวรว่า

“คนนี้ได้ด่าเรา ได้ฆ่าเรา

ได้ชนะเรา และได้ลักสิ่งของของเราไป”

เวรของชนเหล่านั้น ย่อมไม่สงบระงับ

@เชิงอรรถ :

@๑ ความหมายของธรรมบทข้อที่ ๒ นี้มีนัยตรงกันข้ามกับธรรมบทข้อที่ ๑ ดูเทียบเชิงอรรถหน้า ๒๓

@และดู ขุ.ธ.อ. ๑/๓๒-๓๔ ประกอบ

@๒ ธรรมบทข้อ ๓-๖ ดูเทียบ วิ.ม. (แปล) ๕/๔๖๔/๓๕๔, ม.อุ. ๑๔/๒๓๗/๒๐๓-๒๐๔,

@ขุ.ชา. (แปล) ๒๗/๑๑๓-๑๑๕/๒๒๐

[๔]

ส่วนชนเหล่าใด ไม่เข้าไปผูกเวรว่า

“คนนี้ได้ด่าเรา ได้ฆ่าเรา

ได้ชนะเรา และได้ลักสิ่งของของเราไป”

เวรของชนเหล่านั้น ย่อมสงบระงับ

๔. กาลียักขินีวัตถุ

เรื่องนางยักษ์ชื่อกาลี

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่นางยักษ์ชื่อกาลีและหญิงคนหนึ่ง ดังนี้)

[๕]

เพราะว่าในกาลไหนๆ เวรทั้งหลายในโลกนี้

ย่อมไม่สงบระงับด้วยเวร ๑-

แต่เวรทั้งหลายย่อมสงบระงับด้วยการไม่จองเวร ๒-

นี้เป็นธรรมเก่า ๓-

๕. โกสัมพิกวัตถุ

เรื่องภิกษุชาวเมืองโกสัมพี

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุชาวเมืองโกสัมพีผู้ทะเลาะกัน ดังนี้)

[๖]

ชนเหล่าอื่น ๔- ไม่รู้ชัดว่า “พวกเรากำลังย่อยยับอยู่ ณ ที่นี้”

ส่วนชนเหล่าใด ๕- ในหมู่นั้น รู้ชัด

ความมุ่งร้ายกันย่อมระงับ

เพราะการปฏิบัติของชนเหล่านั้น

@เชิงอรรถ :

@๑ เวรนั้นนอกจากจะไม่สงบระงับแล้วยังกลับเพิ่มพูนเวรต่อกันให้มากขึ้น เปรียบเหมือนการใช้น้ำสกปรก

@ชำระล้างสิ่งสกปรกก็ยิ่งเพิ่มพูนความสกปรกมากขึ้นฉะนั้น (ขุ.ธ.อ. ๑/๔๕)

@๒ การไม่จองเวร หมายถึงธรรมคือขันติ(ความอดทน) เมตตา(ความรัก) โยนิโสมนสิการ(การพิจารณาโดย

@แยบคาย) และปัจจเวกขณะ(การพิจารณา) (ขุ.ธ.อ. ๑/๔๕)

@๓ เป็นธรรมเก่า หมายถึงเป็นทางปฏิบัติเพื่อสงบระงับเวรที่ประพฤติสืบๆ กันมาของพระพุทธเจ้า

@พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระขีณาสพ (ขุ.ธ.อ. ๑/๔๕)

@๔ ชนเหล่าอื่น หมายถึงคนที่สร้างความแตกแยกในหมู่ (ขุ.ธ.อ. ๑/๕๘)

@๕ ชนเหล่าใด หมายถึงบัณฑิต (ขุ.ธ.อ. ๑/๕๘)

๖. มหากาลเถรวัตถุ

เรื่องพระมหากาลเถระ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๗]

มาร ๑- ย่อมครอบงำบุคคลผู้พิจารณาเห็นความงาม ๒-

ไม่สำรวมอินทรีย์ ไม่รู้จักประมาณในการบริโภค

เกียจคร้าน มีความเพียรย่อหย่อน

เหมือนพายุพัดต้นไม้ที่ไม่มั่นคงให้หักโค่นลงได้ ฉะนั้น

[๘]

มารย่อมไม่ครอบงำบุคคลผู้ไม่พิจารณาเห็นความงาม

สำรวมอินทรีย์ดีแล้ว รู้จักประมาณในการบริโภค

มีศรัทธา และปรารภความเพียร

เหมือนพายุพัดโค่นภูเขาศิลาไม่ได้ ฉะนั้น

๗. เทวทัตตวัตถุ

เรื่องพระเทวทัต

(พระผู้มีพระภาคทรงปรารภพระเทวทัตที่ได้ผ้ากาสาวะมีราคามากจากแคว้น คันธาระ จึงตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุชาวเมืองราชคฤห์ ดังนี้)

[๙]

ผู้ใดยังมีกิเลสดุจน้ำฝาด ๓-

ปราศจากทมะและสัจจะ ๔-

@เชิงอรรถ :

@๑ มาร ในที่นี้หมายถึงกิเลสมาร (ขุ.ธ.อ. ๑/๖๖)

@๒ พิจารณาเห็นความงาม ในที่นี้หมายถึงอยู่อย่างปล่อยใจไปในอิฏฐารมณ์ เช่น ยึดถือว่าเล็บงาม นิ้วงาม

@เท้างาม เป็นต้น (ขุ.ธ.อ. ๑/๖๗)

@๓ กิเลสดุจน้ำฝาด หมายถึงกิเลสดุจน้ำย้อม ได้แก่ ราคะ (ความกำหนัด) โทสะ (ความคิดประทุษร้าย) โมหะ

@(ความหลง) มักขะ (ความลบหลู่คุณท่าน) ปลาสะ (ความตีเสมอ) อิสสา (ความริษยา) มัจฉริยะ (ความ

@ตระหนี่) มายา (มารยา) สาเถยยะ (ความโอ้อวด) ถัมภะ (หัวดื้อ) สารัมภะ (แข่งดี) มานะ (ความถือตัว)

@อติมานะ (ความดูหมิ่น) มทะ (ความัวเมา) ปมาทะ (ความประมาท) อกุศลทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง กรรมนำ

@สัตว์ไปเกิดในภพทั้งปวง และกิเลสพันห้า (ขุ.ธ.อ. ๑/๗๑, ขุ.ชา.อ. ๓/๑๔๑/๒๖๑-๒๖๔)

@๔ ในที่นี้ ทมะ หมายถึงการฝึกอินทรีย์ สัจจะ หมายถึงวจีสัจจะ (ขุ.ธ.อ. ๑/๗๔)

จะนุ่งห่มผ้ากาสาวะ

ผู้นั้นไม่ควรที่จะนุ่งห่มผ้ากาสาวะเลย

[๑๐]

ส่วนผู้ใดคายกิเลสดุจน้ำฝาด

ตั้งมั่นดีแล้วในศีล ๑- ประกอบด้วยทมะและสัจจะ

ผู้นั้นแลควรที่จะนุ่งห่มผ้ากาสาวะได้ ๒-

๘. สัญชยวัตถุ

เรื่องสัญชัยปริพาชก

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๑๑]

ชนเหล่าใดเห็นสิ่งที่ไม่มีสาระ ๓- ว่ามีสาระ

และเห็นสิ่งที่มีสาระ ๔- ว่าไม่มีสาระ

ชนเหล่านั้น ชื่อว่ามีความดำริผิดเป็นทางปฏิบัติ

ย่อมไม่ประสบสิ่งที่มีสาระ ๕-

[๑๒]

ส่วนชนเหล่าใดที่รู้สิ่งที่มีสาระว่ามีสาระ

และรู้สิ่งที่ไม่มีสาระว่าไม่มีสาระ

ชนเหล่านั้น ชื่อว่ามีความดำริชอบเป็นทางปฏิบัติ

ย่อมประสบสิ่งที่มีสาระ

@เชิงอรรถ :

@๑ ศีล ในที่นี้หมายถึงปาริสุทธิศีล ๔ ประการ (ขุ.ธ.อ. ๑/๗๔)

@๒ ดูเทียบ ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๙๖๙-๙๗๐/๔๙๘, ขุ.ชา. (แปล) ๒๗/๑๔๑-๑๔๒/๑๐๒, ๑๒๒-๑๒๓/๕๕๘

@๓ สิ่งที่ไม่มีสาระ หมายถึงปัจจัย ๔ มิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ และธรรมเทศนาที่ส่งเสริมมิจฉาทิฏฐินั้น

@(ขุ.ธ.อ. ๑/๑๐๔)

@๔ สิ่งที่มีสาระ หมายถึงสัมมาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ และธรรมเทศนาที่ส่งเสริมสัมมาทิฏฐินั้น (ขุ.ธ.อ. ๑/๑๐๔)

@๕ สาระ ในที่นี้หมายถึงสีลสาระ สมาธิสาระ ปัญญาสาระ วิมุตติสาระ วิมุตติญาณทัสสนสาระ ปรมัตถสาระ

@และนิพพาน (ขุ.ธ.อ. ๑/๑๐๕)

๙. นันทเถรวัตถุ

เรื่องพระนันทเถระ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๑๓]

ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงไม่ดีได้ ฉันใด

ราคะย่อมรั่วรดจิตที่ไม่ได้อบรม ๑- ได้ ฉันนั้น

[๑๔]

ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงดีแล้วไม่ได้ ฉันใด

ราคะย่อมรั่วรดจิตที่อบรมดีแล้วไม่ได้ ฉันนั้น ๒-

๑๐. จุนทสูกริกวัตถุ

เรื่องนายจุนทะฆ่าสุกร

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๑๕]

ผู้ทำบาปเป็นปกติ ย่อมเศร้าโศกในโลกนี้

ตายไปแล้วก็ยังเศร้าโศกในโลกหน้า

ชื่อว่าเศร้าโศกในโลกทั้งสอง

เขาย่อมเศร้าโศกเดือดร้อน เพราะเห็นกรรมที่เศร้าหมองของตน

@เชิงอรรถ :

@๑ จิตที่ไม่ได้อบรม หมายถึงจิตที่ไม่ได้อบรมด้วยสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา ในคาถานี้หาใช่หมายเอา

@เฉพาะราคะเท่านั้นไม่ที่รั่วรดจิต แต่ยังหมายเอากิเลสทั้งปวง มีโทสะ และโมหะ เป็นต้นด้วย

@(ขุ.ธ.อ. ๑/๑๑๓)

@๒ ดูเทียบ ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๑๓๓-๑๓๔/๓๕๐

๑๑. ธัมมิกอุปาสกวัตถุ

เรื่องอุบาสกผู้ประพฤติธรรม

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๑๖]

ผู้ทำบุญไว้ ย่อมบันเทิงใจในโลกนี้

ตายไปแล้วก็ยังบันเทิงใจในโลกหน้า

ชื่อว่าบันเทิงใจในโลกทั้งสอง

เขาย่อมบันเทิงรื่นเริงใจเพราะเห็นกรรมที่บริสุทธิ์ของตน

๑๒. เทวทัตตวัตถุ

เรื่องพระเทวทัต

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๑๗]

ผู้ทำบาปเป็นปกติ ย่อมเดือดร้อนในโลกนี้

ตายไปแล้วก็ยังเดือดร้อนในโลกหน้า

ชื่อว่าเดือดร้อนในโลกทั้งสอง

เขาย่อมเดือดร้อนใจว่า “เราได้ทำบาปไว้แล้ว”

ครั้นไปสู่ทุคติ เขายิ่งเดือดร้อนมากขึ้น

๑๓. สุมนาเทวีวัตถุ

เรื่องนางสุมนาเทวี

(พระผู้มีพระภาคทรงปรารภนางสุมนาเทวีธิดาคนเล็กของเศรษฐีซึ่งเสียชีวิตจึง ตรัสพระคาถานี้แก่อนาถบิณฑิกเศรษฐี ดังนี้)

[๑๘]

ผู้ทำบุญไว้ ย่อมเพลิดเพลินใจในโลกนี้

ตายไปแล้วก็ยังเพลิดเพลินใจในโลกหน้า

ชื่อว่าเพลิดเพลินใจในโลกทั้งสอง

เขาย่อมเพลิดเพลินใจว่า “เราได้ทำบุญไว้แล้ว”

ครั้นไปสู่สุคติ เขายิ่งเพลิดเพลินใจมากขึ้น

๑๔. เทฺวสหายกภิกขุวัตถุ

เรื่องภิกษุสองสหาย

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๑๙]

คนที่กล่าวพุทธพจน์ ๑- แม้มาก

แต่มัวประมาท ไม่ทำตามพุทธพจน์นั้น

ย่อมไม่ได้รับผลแห่งความเป็นสมณะ ๒-

เหมือนคนรับจ้างเลี้ยงโคได้แต่นับโคให้คนอื่น ฉะนั้น

[๒๐]

คนที่กล่าวพุทธพจน์แม้น้อย

แต่ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมเป็นปกติ ๓-

ละราคะ โทสะ และโมหะได้แล้ว

รู้ชอบ มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว

ไม่ยึดติดในโลกนี้และโลกหน้า ๔-

เขาย่อมได้รับผลแห่งความเป็นสมณะ

ยมกวรรคที่ ๑ จบ

@เชิงอรรถ :

@๑ พุทธพจน์ ในที่นี้หมายถึงพระไตรปิฎก (ขุ.ธ.อ. ๑/๑๔๗)

@๒ ผลแห่งความเป็นสมณะ หมายถึงมรรค ๔ ผล ๔ (ขุ.ธ.อ. ๑/๑๔๗)

@๓ ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ในที่นี้หมายถึงประพฤติธรรม คือ ปาริสุทธิศีล ๔ ประการ ธุดงค์ ๑๓ ประการ

@และอสุภกัมมัฏฐาน เป็นต้น ซึ่งเป็นธรรมที่ควรแก่การบรรลุโลกุตตรธรรม ๙ ประการ (ขุ.ธ.อ. ๑/๑๔๘)

@๔ ไม่ยึดติดในโลกนี้และโลกหน้า ในที่นี้หมายถึงไม่ถือมั่นขันธ์ ธาตุ และอายตนะทั้งภายในภายนอก ในโลก

@นี้และโลกหน้าด้วยอุปาทาน ๔ ประการ (ขุ.ธ.อ. ๑/๑๔๘)

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๕ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

พระสูตรก่อนหน้า๙. กรณียเมตตสูตรกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๕ธรรมบทหัวข้อถัดไป๒. อัปปมาทวรรค