ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๕
  6. /
  7. ธรรมบท
  8. /
  9. ๖. ปัณฑิตวรรค

๖. ปัณฑิตวรรค

เล่มที่ ๒๕ · ข้อ ๑๖ · บรรทัด ๔๗๙

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๖. ปัณฑิตวรรค

หมวดว่าด้วยบัณฑิต

๑. ราธเถรวัตถุ

เรื่องพระราธเถระ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๗๖]

บุคคลพึงเห็นผู้มีปัญญามักชี้โทษ

มักพูดปรามไว้ เหมือนผู้ชี้บอกขุมทรัพย์

(และ) พึงคบผู้ที่เป็นบัณฑิตเช่นนั้น

เพราะเมื่อคบคนเช่นนั้น ย่อมมีแต่ความเจริญ ไม่มีความเสื่อมเลย ๓-

@เชิงอรรถ :

@๑ สักการะ ในที่นี้หมายถึงปัจจัย ๔ (จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร) (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๘๙)

@๒ วิเวก หมายถึงความสงัด มี ๓ คือ (๑) กายวิเวก ความสงัดกาย (๒) จิตตวิเวก ความสงัดใจ (๓) อุปธิวิเวก

@ความสงัดอุปธิ (ขุ.ธ.อ. ๓/๑๘๙-๑๙๐)

@๓ ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๙๙๓/๕๐๒, ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๒๐๘/๖๑๐

๒. อัสสชิปุนัพพสุกวัตถุ

เรื่องพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๗๗]

ผู้ใดพึงกล่าวสอน พร่ำสอน

และห้ามจากความชั่ว

ผู้นั้นย่อมเป็นที่รักของสัตบุรุษทั้งหลาย

แต่ไม่เป็นที่รักของอสัตบุรุษทั้งหลาย ๑-

๓. ฉันนเถรวัตถุ

เรื่องพระฉันนเถระ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๗๘]

บุคคลไม่พึงคบมิตรชั่ว ๒- ไม่พึงคบคนต่ำช้า ๓-

พึงคบแต่กัลยาณมิตร พึงคบแต่สัตบุรุษ

๔. มหากัปปินเถรวัตถุ

เรื่องพระมหากัปปินเถระ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๗๙]

บุคคลผู้อิ่มเอิบในธรรม ๔- มีใจผ่องใส ย่อมอยู่เป็นสุข

บัณฑิตย่อมยินดีในธรรมที่พระอริยะประกาศแล้วทุกเมื่อ

@เชิงอรรถ :

@๑ ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๙๙๕/๕๐๒, ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๒๐๘/๖๑๐

@๒ มิตรชั่ว หมายถึงผู้ยินดีในอกุศลกรรม มีกายทุจริต เป็นต้น (ขุ.ธ.อ. ๔/๗)

@๓ คนต่ำช้า หมายถึงคนที่ชักนำในสิ่งที่ไม่สมควร มีการตัดช่องย่องเบา เป็นต้น (ขุ.ธ.อ. ๔/๗)

@๔ ผู้อิ่มเอิบในธรรม หมายถึงบุคคลผู้บรรลุโลกุตตรธรรม ๙ ประการ (มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑)

@(ขุ.ธ.อ. ๔/๒๑)

๕. ปัณฑิตสามเณรวัตถุ

เรื่องบัณฑิตสามเณร

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๘๐]

คนไขน้ำ ย่อมไขน้ำ

ช่างศร ย่อมดัดลูกศร

ช่างไม้ ย่อมถากไม้

บัณฑิต ย่อมฝึกตน ๑-

๖. ลกุณฑกภัททิยเถรวัตถุ

เรื่องพระลกุณฑกภัททิยเถระ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๘๑]

ภูเขาศิลาล้วน เป็นแท่งทึบ ย่อมไม่สะเทือนเพราะลม ฉันใด

บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะนินทาหรือสรรเสริญ ๒- ฉันนั้น

๗. กาณมาตาวัตถุ

เรื่องมารดาของนางกาณา

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๘๒]

บัณฑิตทั้งหลายฟังธรรมแล้ว ย่อมผ่องใส ๓-

ดุจห้วงน้ำที่ลึก ใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว ฉะนั้น

@เชิงอรรถ :

@๑ ฝึกตน หมายถึงฝึกฝนตนเองเพื่อบรรลุอรหัตตผล (ขุ.ธ.อ. ๔/๓๙) และดู ม.ม. (แปล) ๑๓/๓๕๒/๔๓๑,

@ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๘๗๗/๔๘๔

@๒ ในคาถานี้ แม้จะตรัสโลกธรรมไว้เพียง ๒ ประการ คือ นินทาและสรรเสริญก็จริง แต่พึงทราบว่า ทรงแสดง

@โลกธรรมไว้ทั้ง ๘ ประการ ความหมายโดยสรุป คือ ไม่หวั่นไหวทั้งในอิฏฐารมณ์(อารมณ์ที่น่าปรารถนา)

@และอนิฏฐารมณ์(อารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา) (ขุ.ธ.อ. ๔/๔๐)

@๓ ผ่องใส ในที่นี้หมายถึงบรรลุสภาวะที่จิตปราศจากอุปธิกิเลสด้วยอำนาจโสดาปัตติมรรค เป็นต้น (ขุ.ธ.อ. ๔/๔๔)

๘. ปัญจสตภิกขุวัตถุ

เรื่องภิกษุ ๕๐๐ รูป

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๘๓]

สัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมเว้นในธรรมทั้งปวง ๑-

สัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่พร่ำเพ้อเพราะกามคุณเป็นเหตุ

บัณฑิตทั้งหลายจะประสบสุขหรือทุกข์

ย่อมไม่แสดงอาการขึ้นลง ๒-

๙. ธัมมิกเถรวัตถุ

เรื่องพระธัมมิกเถระ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๘๔]

บัณฑิตย่อมไม่ทำบาปเพราะตนเป็นเหตุ

หรือเพราะผู้อื่นเป็นเหตุ

บุคคลไม่พึงปรารถนาบุตร ทรัพย์ แว่นแคว้น

หรือความสำเร็จเพื่อตน โดยไม่ชอบธรรม

พึงเป็นผู้มีศีล มีปัญญา และยึดมั่นอยู่ในธรรม

@เชิงอรรถ :

@๑ ย่อมเว้นในธรรมทั้งปวง หมายถึงมีอรหัตตมัคคญาณเป็นเครื่องเว้นหรือละฉันทราคะ(ความกำหนัดด้วย

@อำนาจความพอใจ)ในขันธ์ ๕ เป็นต้น (ขุ.ธ.อ. ๔/๔๖)

@๒ ไม่แสดงอาการขึ้นลง หมายถึงไม่แสดงอาการยินดีหรือยินร้ายเมื่อถูกโลกธรรมกระทบ (ขุ.ธ.อ. ๔/๔๗)

๑๐. ธัมมัสสวนวัตถุ ๑-

เรื่องการฟังธรรม

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๘๕]

ในหมู่มนุษย์ เหล่าชนผู้ไปถึงฝั่งโน้น ๒- มีจำนวนน้อย

ส่วนหมู่สัตว์นอกนี้เลาะไปตามฝั่งนี้ ๓- ทั้งนั้น

[๘๖]

ส่วนชนเหล่าใดประพฤติตามธรรม

ในธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้โดยชอบ ๔-

ชนเหล่านั้นจักข้ามพ้นวัฏฏะ

อันเป็นบ่วงมารที่ข้ามได้แสนยาก ไปถึงฝั่งโน้นได้

๑๑. ปัญจสตอาคันตุกภิกขุวัตถุ

เรื่องภิกษุอาคันตุกะ ๕๐๐ รูป

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุอาคันตุกะผู้อยู่ในแคว้นโกศล ดังนี้)

[๘๗]

บัณฑิตละธรรมดำ ๕- แล้วพึงเจริญธรรมขาว ๖-

ออกจากวัฏฏะมาสู่วิวัฏฏะ ๗-

@เชิงอรรถ :

@๑ ดูเทียบ สํ.ม. (แปล) ๑๙/๓๔/๓๓, ๑๙๘/๑๓๑, องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๑๑๗/๒๖๙-๒๗๐

@๒ ฝั่งโน้น หมายถึงนิพพาน (องฺ.ทสก.อ. ๓/๑๑๗-๑๑๘/๓๗๕, ขุ.ธ.อ. ๔/๕๐, สํ.ม.อ. ๓/๓๑-๔๐/๑๙๖)

@๓ ฝั่งนี้ หมายถึงสักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าเป็นอัตตาของตน) (ขุ.ธ.อ. ๔/๕๐) หรือหมายถึงวัฏฏะ

@(สํ.ม.อ. ๓/๓๑-๔๐/๑๙๖)

@๔ ธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้โดยชอบ หมายถึงโลกุตตรธรรม ๙ ประการ คือ มรรค ๔ ผล ๔

@นิพพาน ๑ (องฺ.ทสก.อ. ๓/๑๑๗-๑๑๘/๓๗๕)

@๕ ธรรมดำ หมายถึงอกุศลธรรม มีกายทุจริต เป็นต้น (ขุ.ธ.อ. ๔/๕๑)

@๖ ธรรมขาว หมายถึงกุศลธรรม มีกายสุจริต เป็นต้น (ขุ.ธ.อ. ๔/๕๑)

@๗ ออกจากวัฏฏะมาสู่วิวัฏฏะ หมายถึงออกจากวัฏฏะที่เรียกว่า โอกะ (ที่มีน้ำ) มาสู่วิวัฏฏะที่เรียกว่า อโนกะ

@(ที่ไม่มีน้ำ) ได้แก่ นิพพาน (สํ.ม.อ. ๓/๓๑-๔๐/๑๙๖, องฺ.ทสก.อ. ๓/๑๑๗-๑๑๘/๓๗๕, ขุ.ธ.อ. ๔/๕๑)

[๘๘]

ละกามทั้งหลายแล้ว เป็นผู้หมดความกังวล

พึงปรารถนายินดียิ่งในวิเวกที่ยินดีได้ยากยิ่ง

พึงชำระตนให้ผ่องแผ้วจากเครื่องเศร้าหมองแห่งจิตทั้งหลาย

[๘๙]

บัณฑิตเหล่าใดอบรมจิตโดยชอบ

ในองค์ธรรมเป็นเครื่องตรัสรู้ทั้งหลาย

ไม่ถือมั่น ยินดีในนิพพานเป็นที่สละความถือมั่น

บัณฑิตเหล่านั้นสิ้นอาสวะแล้ว

มีความรุ่งเรือง ดับสนิทแล้วในโลก ๑-

ปัณฑิตวรรคที่ ๖ จบ

๗. อรหันตวรรค

หมวดว่าด้วยพระอรหันต์

๑. ชีวกวัตถุ

เรื่องหมอชีวก

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่หมอชีวก ดังนี้)

[๙๐]

ผู้บรรลุจุดหมายปลายทางแล้ว ๒-

ไร้ความโศก หลุดพ้นแล้วในธรรมทั้งปวง ๓-

ละกิเลสเครื่องร้อยรัด ๔- ได้หมด ย่อมไม่มีความเร่าร้อน

@เชิงอรรถ :

@๑ ดูเทียบ สํ.ม. (แปล) ๑๙/๓๔/๓๓-๓๔, องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๑๖๙/๓๐๔-๓๐๖

@๒ ผู้บรรลุจุดหมายปลายทาง หมายถึงพระขีณาสพผู้ถึงที่สุดแห่งสังสารวัฏ (ขุ.ธ.อ. ๔/๕๔)

@๓ ธรรมทั้งปวง หมายถึงธรรมทั้งหลายมีขันธ์ ๕ เป็นต้น (ขุ.ธ.อ. ๔/๕๔)

@๔ กิเลสเครื่องร้อยรัด หมายถึงกิเลส ๔ อย่าง คือ (๑) อภิชฌา ความเพ่งเล็งอยากได้ของคนอื่น

@(๒) พยาบาท ความคิดร้ายผู้อื่น (๓) สีลัพพตปรามาส ความถือมั่นศีลและวัตร (๔) อิทังสัจจาภินิเวส

@ความถือมั่นว่านี้เท่านั้นจริง (ขุ.ธ.อ. ๔/๕๕) และดู ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๒๙/๑๑๙)

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๕ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๕. พาลวรรคกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๕ธรรมบทหัวข้อถัดไป๗. อรหันตวรรค