ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๕
  6. /
  7. …
  8. /
  9. สุตตนิบาต
  10. /
  11. ๑. อุรควรรค
  12. /
  13. ๑. อุรคสูตร

๑. อุรคสูตร

เล่มที่ ๒๕ · ข้อ ๒๙๔ · บรรทัด ๖๘๓๕

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

พระสุตตันตปิฎก

ขุททกนิกาย สุตตนิบาต

_____________

ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

๑. อุรควรรค

หมวดว่าด้วยการกำจัดกิเลสดุจงูลอกคราบ

๑. อุรคสูตร

ว่าด้วยการกำจัดกิเลสดุจงูลอกคราบ

[๑]

ภิกษุผู้กำจัดความโกรธที่เกิดขึ้นได้

เหมือนหมองูกำจัดพิษงูที่แผ่ซ่านไปด้วยยากำจัดพิษ

ชื่อว่าละฝั่งในได้ ๑- ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้น

[๒]

ภิกษุผู้ตัดราคะ ๒- พร้อมทั้งอนุสัยกิเลสได้ทั้งหมด

เหมือนคนลงไปตัดดอกปทุมที่งอกขึ้นในสระจนหมดสิ้น

ชื่อว่าละฝั่งในได้ ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้น

@เชิงอรรถ :

@๑ ฝั่งใน หมายถึงสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการ คือ (๑) สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าเป็นอัตตาของตน)

@(๒) วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) (๓) สีลัพพตปรามาส (ความถือมั่นศีลและวัตร)

@(๔) กามราคะ (ความกำหนัดในกาม) (๕) ปฏิฆะ (ความกระทบกระทั่งในใจ) (ขุ.สุ.อ. ๑/๑/๑๒)

@๒ ราคะ ในที่นี้หมายถึงกามคุณ ๕ (ขุ.สุ.อ. ๑/๑/๑๖)

[๓]

ภิกษุตัดตัณหาที่ท่วมทับสัตว์โลก เป็นไปรวดเร็ว

ให้เหือดแห้งไปทีละน้อยๆ จนหมดสิ้น

ชื่อว่าละฝั่งในได้ ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้น

[๔]

ภิกษุผู้กำจัดมานะได้หมดสิ้น

เหมือนห้วงน้ำใหญ่พัดสะพานไม้อ้อที่อ่อนกำลังให้ทะลายไปหมดสิ้น

ชื่อว่าละฝั่งในได้ ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้น

[๕]

ภิกษุผู้ใช้ปัญญาค้นคว้าอยู่

ไม่พบแก่นสารในภพทั้งหลาย ๑-

เหมือนพราหมณ์ค้นหาดอกมะเดื่อบนต้นไม่พบ ฉะนั้น

ชื่อว่าละฝั่งในได้ ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้น

[๖]

ภิกษุผู้ไม่มีกิเลสกำเริบภายในจิต

และล่วงพ้นความเจริญและความเสื่อมมีประการต่างๆ ได้

ชื่อว่าละฝั่งในได้ ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้น

[๗]

ภิกษุผู้ระงับวิตกทั้งหลายได้

กำหนดวิตกทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในตนได้ด้วยดี

ชื่อว่าละฝั่งในได้ ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้น

[๘]

ภิกษุผู้ไม่ทำความเพียรตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป

ล่วงพ้นปปัญจธรรม ๒- ได้ทั้งหมด

ชื่อว่าละฝั่งในได้ ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้น

@เชิงอรรถ :

@๑ ไม่พบแก่นสารในภพทั้งหลาย หมายถึงไม่พบนิจจภาวะ(ภาวะเที่ยง) หรืออัตตภาวะ(ภาวะที่เป็นอัตตา)

@ในกามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญีภพ อสัญญีภพ เนวสัญญีนาสัญญีภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ และ

@ปัญจโวการภพ (ขุ.สุ.อ. ๑/๕/๑๘)

@๒ ปปัญจธรรม หมายถึงกิเลสเครื่องเนิ่นช้า มี ๓ อย่าง คือ ตัณหา มานะ และทิฏฐิ (ขุ.สุ.อ. ๑/๘/๒๐)

[๙]

ภิกษุผู้ไม่ทำความเพียรตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป

รู้สิ่งทั้งหมด ๑- ในโลกว่า มีภาวะผันแปร

ชื่อว่าละฝั่งในได้ ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้น

[๑๐]

ภิกษุผู้ไม่ทำความเพียรตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป

รู้สิ่งทั้งหมดในโลกว่า มีภาวะผันแปร เป็นผู้ปราศจากโลภะ

ชื่อว่าละฝั่งในได้ ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้น

[๑๑]

ภิกษุผู้ไม่ทำความเพียรตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป

รู้สิ่งทั้งหมดในโลกว่า มีภาวะผันแปร เป็นผู้ปราศจากราคะ

ชื่อว่าละฝั่งในได้ ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้น

[๑๒]

ภิกษุผู้ไม่ทำความเพียรตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป

รู้สิ่งทั้งหมดในโลกว่า มีภาวะผันแปร เป็นผู้ปราศจากโทสะ

ชื่อว่าละฝั่งในได้ ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้น

[๑๓]

ภิกษุผู้ไม่ทำความเพียรตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป

รู้สิ่งทั้งหมดในโลกว่า มีภาวะผันแปร เป็นผู้ปราศจากโมหะ

ชื่อว่าละฝั่งในได้ ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้น

[๑๔]

ภิกษุผู้ไม่มีอนุสัยกิเลส ๒- ใดๆ

และถอนรากอกุศลธรรม ๓- ได้หมดสิ้น

ชื่อว่าละฝั่งในได้ ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้น

@เชิงอรรถ :

@๑ สิ่งทั้งหมด ในที่นี้หมายถึงขันธ์ ธาตุ และอายตนะ (ขุ.สุ.อ. ๑/๙/๒๐)

@๒ อนุสัยกิเลส หมายถึงกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน มี ๗ ประการ คือ (๑) กามราคะ (ความกำหนัด

@ในกาม) (๒) ปฏิฆะ (ความกระทบกระทั่งในใจ) (๓) ทิฏฐิ (ความเห็นผิด) (๔) วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย)

@(๕) มานะ (ความถือตัว) (๖) ภวราคะ (ความกำหนัดในภพ) (๗) อวิชชา (ความไม่รู้) (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๔/๒๑)

@๓ รากอกุศลธรรม หมายถึงราคะ โทสะ และโมหะ (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๔/๒๒)

[๑๕]

ภิกษุผู้ไม่มีกิเลสที่เกิดจากความกระวนกระวายใดๆ

อันเป็นปัจจัยเพื่อมาสู่ฝั่งใน

ชื่อว่าละฝั่งในได้ ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้น

[๑๖]

ภิกษุผู้ไม่มีกิเลสที่เกิดจากตัณหานุสัยดุจป่าใดๆ

ซึ่งเป็นเหตุกำหนดความผูกพันไว้ในภพ

ชื่อว่าละฝั่งในได้ ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้น

[๑๗]

ภิกษุผู้ละนิวรณ์ ๑- ๕ ได้

ข้ามพ้นความสงสัยได้แล้ว ปราศจากกิเลสเพียงดังลูกศร

ชื่อว่าละฝั่งในได้ ดุจงูลอกคราบทิ้งไป ฉะนั้น

อุรคสูตรที่ ๑ จบ

๒. ธนิยสูตร

ว่าด้วยการโต้ตอบระหว่างนายธนิยะกับพระพุทธเจ้า

[๑๘]

(นายธนิยะเจ้าของโคกล่าวดังนี้)

ข้าพเจ้าปรุงอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว รีดน้ำนมโคไว้แล้ว

อยู่ร่วมกับบริวารช่วยเหลือกัน ใกล้ฝั่งแม่น้ำมหี

มุงหลังคากั้นฝาเรือน นำไฟมาติดไว้เรียบร้อย

ฝนเอ๋ย หากท่านอยากตกก็เชิญตกลงมาเถิด

[๑๙]

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

เราเป็นผู้ไม่โกรธ ปราศจากกิเลสดุจตะปูตรึงใจ

พักแรม ๑ ราตรี ใกล้ฝั่งแม่น้ำมหี

เพิงที่พักคืออัตภาพ ก็ปราศจากหลังคาเครื่องมุงบัง

กองไฟคือราคะเป็นต้นก็ดับหมดแล้ว

ฝนเอ๋ย หากท่านอยากตกก็เชิญตกลงมาเถิด

@เชิงอรรถ :

@๑ นิวรณ์ หมายถึงธรรมเป็นเครื่องกั้นความดี มี ๕ ประการ คือ (๑) กามฉันทะ (ความพอใจในกาม)

@(๒) พยาบาท (ความคิดร้าย) (๓) ถีนมิทธะ (ความหดหู่และเซื่องซึม)

@(๔) อุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ) (๕) วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๗/๒๓)

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๕ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

พระสูตรก่อนหน้า๑๓. โลกสูตรกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๕๑. อุรควรรคพระสูตรถัดไป๒. ธนิยสูตร