ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๕
  6. /
  7. …
  8. /
  9. สุตตนิบาต
  10. /
  11. ๑. อุรควรรค
  12. /
  13. ๒. ธนิยสูตร

๒. ธนิยสูตร

เล่มที่ ๒๕ · ข้อ ๒๙๕ · บรรทัด ๖๘๙๕

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒. ธนิยสูตร

ว่าด้วยการโต้ตอบระหว่างนายธนิยะกับพระพุทธเจ้า

[๑๘]

(นายธนิยะเจ้าของโคกล่าวดังนี้)

ข้าพเจ้าปรุงอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว รีดน้ำนมโคไว้แล้ว

อยู่ร่วมกับบริวารช่วยเหลือกัน ใกล้ฝั่งแม่น้ำมหี

มุงหลังคากั้นฝาเรือน นำไฟมาติดไว้เรียบร้อย

ฝนเอ๋ย หากท่านอยากตกก็เชิญตกลงมาเถิด

[๑๙]

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

เราเป็นผู้ไม่โกรธ ปราศจากกิเลสดุจตะปูตรึงใจ

พักแรม ๑ ราตรี ใกล้ฝั่งแม่น้ำมหี

เพิงที่พักคืออัตภาพ ก็ปราศจากหลังคาเครื่องมุงบัง

กองไฟคือราคะเป็นต้นก็ดับหมดแล้ว

ฝนเอ๋ย หากท่านอยากตกก็เชิญตกลงมาเถิด

@เชิงอรรถ :

@๑ นิวรณ์ หมายถึงธรรมเป็นเครื่องกั้นความดี มี ๕ ประการ คือ (๑) กามฉันทะ (ความพอใจในกาม)

@(๒) พยาบาท (ความคิดร้าย) (๓) ถีนมิทธะ (ความหดหู่และเซื่องซึม)

@(๔) อุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ) (๕) วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๗/๒๓)

[๒๐]

(นายธนิยะเจ้าของโคกล่าวดังนี้)

ฝูงโคของข้าพเจ้าไม่มีเหลือบและยุงมารบกวน

เที่ยวหากิน ณ ริมฝั่งแม่น้ำที่มีหญ้างอกงาม

จึงสามารถทนฝนที่ตกลงมาได้ดี

ฝนเอ๋ย หากท่านอยากตกก็เชิญตกลงมาเถิด

[๒๑]

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

เราผูกแพคืออริยมรรค ตกแต่งคือบำเพ็ญดีแล้ว

กำจัดห้วงน้ำคือกิเลสได้แล้ว ข้ามไปจนถึงฝั่งแล้ว ๑-

จึงไม่มีความต้องการแพนั้นอีกต่อไป

ฝนเอ๋ย หากท่านอยากตกก็เชิญตกลงมาเถิด

[๒๒]

(นายธนิยะเจ้าของโคกล่าวดังนี้)

ภรรยาของข้าพเจ้าเป็นหญิงเชื่อฟัง ไม่โลเล ๒-

ครองรักร่วมกันมานานหลายปี เป็นที่ไว้วางใจของข้าพเจ้า

ความชั่ว ๓- ใดๆ ของนาง ข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินเลย

ฝนเอ๋ย หากท่านอยากตกก็เชิญตกลงมาเถิด

[๒๓]

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

จิตของเราเชื่อฟังเรา หลุดพ้นกิเลสแล้ว

เราฝึกอบรมมานานจนเป็นจิตที่ฝึกหัดดีแล้ว

ดังนั้น เราจึงไม่มีความชั่ว ๔- ใดๆ ต่อไป

ฝนเอ๋ย หากท่านอยากตกก็เชิญตกลงมาเถิด

@เชิงอรรถ :

@๑ ข้ามไปจนถึงฝั่ง หมายถึงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ (ขุ.สุ.อ. ๑/๒๑/๓๓)

@๒ โลเล หมายถึงความลุ่มหลง ความอยากของสตรี มี ๕ อย่าง (๑) โลเลในอาหาร (๒) โลเลในเครื่อง

@ประดับ (๓) โลเลในบุรุษอื่น (๔) โลเลในทรัพย์ (๕) โลเลในการเที่ยวเตร่ (ขุ.สุ.อ. ๑/๒๒/๓๓)

@๓ ความชั่ว (บาป) ที่นายธนิยะกล่าวนั้นหมายถึงความประพฤตินอกใจ (ขุ.สุ.อ. ๑/๒๒/๓๓)

@๔ ความชั่ว ที่พระผู้มีพระภาคตรัสนั้นหมายถึงกายสมาจาร วจีสมาจาร มโนสมาจาร และอาชีวะที่ไม่บริสุทธิ์

@(ขุ.สุ.อ. ๑/๒๓/๓๕)

[๒๔]

(นายธนิยะเจ้าของโคกล่าวดังนี้)

ข้าพเจ้าเป็นผู้ทำการงานของตนเองเลี้ยงชีวิต

ทั้งบุตรธิดาของข้าพเจ้าก็พร้อมหน้า ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ

ความชั่ว ๑- ใดๆ ของบุตรธิดาเหล่านั้น ข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินเลย

ฝนเอ๋ย หากท่านอยากตกก็เชิญตกลงมาเถิด

[๒๕]

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

เราไม่เป็นลูกจ้างใคร ๒-

เที่ยวไปด้วยความเป็นสัพพัญญู

ผู้ไม่มีความต้องการในโลกทั้งปวง

เราจึงไม่มีความต้องการด้วยค่าจ้างอีกต่อไป

ฝนเอ๋ย หากท่านอยากตกก็เชิญตกลงมาเถิด

[๒๖]

(นายธนิยะเจ้าของโคกล่าวดังนี้)

ในจำนวนฝูงโคของข้าพเจ้านี้

มีทั้งโครุ่นที่ยังไม่ได้ฝึก

ลูกโคที่ยังดื่มนม แม่โคที่กำลังตั้งครรภ์

แม่โควัยเจริญพันธุ์ และโคสำคัญที่เป็นจ่าฝูง

ฝนเอ๋ย หากท่านอยากตกก็เชิญตกลงมาเถิด

[๒๗]

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

ในจำนวนฝูงโคคือศาสนธรรมของเรานี้

ไม่มีทั้งโครุ่นที่ยังไม่ได้ฝึก ๓-

@เชิงอรรถ :

@๑ ความชั่ว ของบุตรธิดาที่นายธนิยะกล่าวนั้น หมายถึงความเป็นโจร เป็นภรรยาของคนอื่น หรือเป็นผู้ทุศีล

@(ขุ.สุ.อ. ๑/๒๔/๓๖)

@๒ ไม่เป็นลูกจ้างใคร หมายถึงไม่เป็นทาสแห่งตัณหา (ขุ.สุ.อ. ๑/๒๕/๓๖)

@๓ โครุ่นที่ยังไม่ได้ฝึก ในที่นี้หมายถึงปริยุฏฐานกิเลส (ขุ.สุ.อ. ๑/๒๗/๓๗)

ลูกโคที่ยังดื่มนม ๑- แม่โคที่กำลังตั้งครรภ์ ๒-

แม่โควัยเจริญพันธุ์ ๓- และโคสำคัญที่เป็นจ่าฝูง ๔-

ฝนเอ๋ย หากท่านอยากตกก็เชิญตกลงมาเถิด

[๒๘]

(นายธนิยะเจ้าของโคกล่าวดังนี้)

ข้าพเจ้าปักเสาสำหรับล่ามโคไว้แน่นหนา ไม่โยกคลอน

เชือกพิเศษสำหรับล่ามโคทั้งหลาย

ก็ฝั้นด้วยหญ้าปล้องใหม่ๆ มีรูปทรงกะทัดรัดดี

ถึงแม้โคหนุ่มๆ จะดิ้นดึง ก็ไม่สามารถทำให้ขาดได้เลย

ฝนเอ๋ย หากท่านอยากตกก็เชิญตกลงมาเถิด

[๒๙]

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

เราได้ตัดเครื่องผูกทั้งหลาย

เหมือนโคอุสภะสลัดเชือกที่ล่ามไว้จนขาดสะบั้น

ทำลายเถาหัวด้วนเหมือนช้างทำลายเถาหัวด้วนจนแหลกละเอียด ๕-

จึงไม่ต้องกลับมาเกิดอีก

ฝนเอ๋ย หากท่านอยากตกก็เชิญตกลงมาเถิด

[๓๐]

(พระสังคีติกาจารย์กล่าวดังนี้)

ทันใดนั่นเอง ฝนห่าใหญ่ได้ตกลงมา

จนน้ำท่วมเต็มทั้งที่ลุ่มและที่ดอน

นายธนิยะเจ้าของโคได้ยินเสียงฝนที่กำลังตกอยู่

ได้กราบทูลเนื้อความดังนี้ว่า

@เชิงอรรถ :

@๑ ลูกโคที่ยังดื่มนม ในที่นี้หมายถึงอนุสัยกิเลส (ขุ.สุ.อ. ๑/๒๗/๓๗)

@๒ แม่โคที่กำลังตั้งครรภ์ ในที่นี้หมายถึงปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร และอาเนญชาภิสังขาร

@(ขุ.สุ.อ. ๑/๒๗/๓๗)

@๓ แม่โควัยเจริญพันธุ์ ในที่นี้หมายถึงตัณหา (ขุ.สุ.อ. ๑/๒๗/๓๗)

@๔ โคจ่าฝูง ในที่นี้หมายถึงอภิสังขารวิญญาณ (ขุ.สุ.อ. ๑/๒๗/๓๗)

@๕ พระองค์ทรงทำลายเถาหัวด้วน คือ โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการ ด้วยโสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค

@และอนาคามิมรรค เหมือนช้างทำลายเถาหัวด้วน ทรงตัดเครื่องผูกคืออุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการ

@ด้วยอรหัตตมรรคเหมือนโคอุสภะสลัดเชือก (ขุ.สุ.อ. ๑/๒๙/๓๘)

[๓๑]

เป็นลาภของพวกข้าพระองค์ไม่น้อยเลย

ที่พวกข้าพระองค์ได้เห็นพระผู้มีพระภาค

ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ

พวกข้าพระองค์ขอถึงพระองค์เป็นสรณะ

ข้าแต่พระมหามุนี ขอพระองค์ทรงเป็นพระศาสดา

ของพวกข้าพระองค์เถิด

[๓๒]

ข้าพระองค์และภรรยามีศรัทธาเชื่อฟังพระองค์

ขอประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของพระสุคต

ข้าพระองค์ทั้งสองขอเป็นผู้ไปถึงฝั่งแห่งชาติและมรณะ

จะเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

[๓๓]

(มารผู้มีบาปกล่าวดังนี้)

คนมีบุตรก็เพลิดเพลินบุตร

เช่นเดียวกับคนมีโคก็เพลิดเพลินโค

เพราะคนมีอุปธิ ๑- เป็นเหตุเพลิดเพลิน

คนที่ไม่มีอุปธิย่อมไม่เพลิดเพลินเลย

[๓๔]

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

คนมีบุตรก็เศร้าโศกเพราะบุตร

เช่นเดียวกับคนมีโคก็เศร้าโศกเพราะโค

เพราะคนมีอุปธิเป็นเหตุเศร้าโศก

คนที่ไม่มีอุปธิ ย่อมไม่เศร้าโศกเลย

ธนิยสูตรที่ ๒ จบ

@เชิงอรรถ :

@๑ อุปธิ หมายถึงกิเลสที่ทำให้ติดอยู่ในวัฏฏสงสารมี ๔ อย่าง คือ (๑) กามูปธิ (อุปธิคือกาม) (๒) ขันธูปธิ

@(อุปธิคือขันธ์) (๓) กิเลสูปธิ (อุปธิคือกิเลส) (๔) อภิสังขารูปธิ (อุปธิคืออภิสังขาร) (ขุ.สุ.อ. ๑/๓๓/๔๑)

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๕ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

พระสูตรก่อนหน้า๑. อุรคสูตรกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๕๑. อุรควรรคพระสูตรถัดไป๓. ขัคควิสาณสูตร