ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๕
  6. /
  7. …
  8. /
  9. สุตตนิบาต
  10. /
  11. ๑. อุรควรรค
  12. /
  13. ๓. ขัคควิสาณสูตร

๓. ขัคควิสาณสูตร

เล่มที่ ๒๕ · ข้อ ๒๙๖ · บรรทัด ๖๙๗๑

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๓. ขัคควิสาณสูตร ๑-

ว่าด้วยพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้ประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๓๕]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

บุคคลยกโทษในสัตว์ทุกจำพวก

ไม่เบียดเบียนสัตว์หนึ่งสัตว์ใดในบรรดาสัตว์เหล่านั้น

ไม่ต้องการบุตร(แล้ว) จะพึงต้องการสหายจากไหนเล่า

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด ๒-

[๓๖]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

ความรักย่อมมีแก่ผู้มีความเกี่ยวข้อง

ทุกข์นี้ย่อมเป็นไปตามความรัก

บุคคลเมื่อเพ่งเห็นโทษอันเกิดจากความรัก

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๓๗]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

บุคคลเมื่ออนุเคราะห์มิตร สหายผู้ใจดี

มีใจผูกพัน ย่อมทำประโยชน์ ๓- ให้เสื่อมไปได้

@เชิงอรรถ :

@๑ คาถาที่ ๓๕-๗๕ เป็นคำที่พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าแต่ละองค์กล่าวไว้ คือ พระผู้มีพระภาคตรัสเล่าประวัติ

@ในอดีตชาติของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์นั้นๆ ได้กล่าวคาถาว่าอย่างนั้นๆ

@ให้พระอานนท์ฟัง (ขุ.สุ.อ. ๑/๔๘) และดูเทียบ ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๑๒๑-๑๖๑/๓๙๓-๔๙๙

@๒ ประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด หมายถึงประพฤติตามจริยา ๘ อย่าง คือ (๑) ความประพฤติ

@ในอิริยาบถ ๔ (๒) ความประพฤติในอายตนะภายในและภายนอก (๓) ความประพฤติในสติปัฏฐาน ๔

@(๔) ความประพฤติในสมาธิคือฌาน ๔ (๕) ความประพฤติในอริยสัจ ๔ (๖) ความประพฤติในอริยมรรค ๔

@(๗) ความประพฤติในสามัญญผล ๔ (๘) ความประพฤติเพื่อประโยชน์แก่โลก

@และสามารถละตัณหาได้ ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ ละกิเลสได้สิ้นเชิง ดำเนินทางสายเอกกล่าวคือ

@สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ และตรัสรู้

@อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เหมือนแรดมีนอเดียว ไม่มีนอที่สอง (ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๑๒๑/๓๙๕-๔๐๑,

@ขุ.สุ.อ. ๑/๓๕/๖๐-๖๑)

@๓ ประโยชน์ มี ๓ อย่าง คือ (๑) ทิฏฐธัมมิกัตถะ (ประโยชน์ในโลกนี้) (๒) สัมปรายิกัตถะ (ประโยชน์ใน

@โลกหน้า) (๓) ปรมัตถะ (ประโยชน์ยอดเยี่ยม) (ขุ.สุ.อ. ๑/๓๗/๖๙)

บุคคลเมื่อเพ่งเห็นภัยในความเชยชิด

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๓๘]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

กอไผ่กว้างใหญ่เกาะเกี่ยวกันไว้ ฉันใด

ความห่วงใยในบุตรและทาระ

ก็กว้างใหญ่เกาะเกี่ยวไว้ ฉันนั้น

บุคคลเมื่อไม่เกี่ยวข้องเหมือนหน่อไผ่

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๓๙]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

เนื้อในป่า มิได้ถูกผูกมัดไว้

ย่อมเที่ยวหาอาหารได้ตามความพอใจ ฉันใด

วิญญูชนเมื่อเพ่งเห็นธรรมที่ให้ถึงความเสรี ๑-

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๔๐]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งเปล่งอุทานดังนี้)

ในท่ามกลางสหาย ย่อมมีการปรึกษากัน

ในเรื่องที่อยู่ เรื่องการดำรงตน เรื่องการไป เรื่องการเที่ยวจาริก

บุคคลเมื่อเพ่งเห็นการบวชที่ให้ถึงความเสรี

ที่พวกคนพาลไม่มุ่งหวัง

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๔๑]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

ในท่ามกลางสหาย ย่อมมีการเล่น มีความยินดี

และในบุตรก็ย่อมมีความรักอันไพบูลย์

@เชิงอรรถ :

@๑ ความเสรี มี ๒ อย่าง (๑) ธัมมเสรี ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕

@โพชฌงค์ ๗ และอริยมรรคมีองค์ ๘ (๒) บุคคลเสรี คือ ผู้ที่มีธัมมเสรี (ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๑๒๕/๔๑๗)

บุคคลเมื่อรังเกียจความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๔๒]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งเปล่งอุทานดังนี้)

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าแผ่เมตตาไปทั้ง ๔ ทิศ ไม่ขัดเคือง

ยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ ๑-

ครอบงำอันตรายทั้งหลาย และไม่หวาดเสียว

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๔๓]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

แม้บรรพชิตพวกหนึ่ง และคฤหัสถ์ที่กำลังครองเรือน

สงเคราะห์ได้ยาก ๒-

บุคคลพึงเป็นผู้ขวนขวายน้อยทั้งในผู้อื่นและในบุตร

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๔๔]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้กล้าหาญ

ปลงเครื่องหมายคฤหัสถ์แล้ว ๓-

ตัดเครื่องผูกพันของคฤหัสถ์แล้ว

เหมือนต้นทองหลางที่ใบร่วงหล่นแล้ว

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

@เชิงอรรถ :

@๑ ยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ หมายถึงยินดีปัจจัยตามที่ได้(ยถาลาภสันโดษ) ยินดีตามกำลัง(ยถาพลสันโดษ)

@ยินดีตามสมควร(ยถาสารุปปสันโดษ) เช่นได้จีวรไม่ว่าจะหยาบ ละเอียด เศร้าหมอง ประณีต คงทน หรือ

@เก่าก็ตาม ก็ยินดีด้วยสันโดษทั้ง ๓ นั้น (ขุ.สุ.อ. ๑/๔๒/๘๒, ขุ.จู.อ. ๑๒๘/๑๑๗)

@๒ สงเคราะห์ได้ยาก หมายถึงเป็นผู้ถูกความไม่สันโดษครอบงำ (ขุ.สุ.อ. ๑/๔๓/๘๔)

@๓ เครื่องหมายคฤหัสถ์ คือ ผม หนวด ผ้าขาว เครื่องประดับ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ สตรี บุตร ทาส

@เป็นต้น (ขุ.สุ.อ. ๑/๔๔/๘๕)

[๔๕]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

ถ้าบุคคลพึงได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน

เที่ยวไปด้วยกันได้ เป็นสาธุวิหารี ๑- เป็นนักปราชญ์

ครอบงำอันตรายทั้งปวงได้แล้ว

พึงมีใจแช่มชื่น มีสติ เที่ยวไปกับสหายนั้นเถิด

[๔๖]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

ถ้าบุคคลไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญารักษาตน

เที่ยวไปด้วยกันได้ เป็นสาธุวิหารี เป็นนักปราชญ์

ก็พึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเถิด

เหมือนพระราชาทรงละทิ้งแคว้นที่ทรงชนะแล้ว

ทรงประพฤติอยู่พระองค์เดียว

และเหมือนช้างมาตังคะละทิ้งโขลงอยู่ตัวเดียวในป่า ฉะนั้น ๒-

[๔๗]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

เราสรรเสริญสหายสัมปทาโดยแท้

บุคคลควรคบสหายผู้ประเสริฐสุด (หรือ) ผู้เสมอกัน

ถ้าบุคคลไม่ได้สหายเหล่านี้ พึงเป็นผู้บริโภคปัจจัยอันไม่มีโทษ

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๔๘]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

บุคคลเห็นกำไลทอง ๒ วง อันสุกปลั่ง

ที่ช่างทองทำสำเร็จอย่างดี กระทบกันอยู่ที่ข้อมือแล้ว ๓-

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

@เชิงอรรถ :

@๑ ดูเชิงอรรถที่ ๔ หน้า ๑๓๕ ในเล่มนี้

@๒ ดูเทียบ วิ.ม. (แปล) ๕/๔๖๔/๓๕๕, ขุ.ชา. (แปล) ๒๗/๑๗-๑๙/๓๐๓

@และดูธรรมบทข้อ ๓๒๘-๓๒๙ หน้า ๑๓๕-๑๓๖ ในเล่มนี้

@๓ หมายถึงเกิดความเบื่อหน่ายด้วยพิจารณาเห็นว่าคนอยู่ด้วยกันเป็นจำนวนมาก ย่อมกระทบกระะทั่งกันได้

@ด้วยอำนาจตัณหาและทิฏฐิ ดุจกำไลมือกระทบกัน (ขุ.สุ.อ. ๑/๔๘/๙๑) และดู ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๑๓๔/๔๓๘

[๔๙]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งเปล่งอุทานดังนี้)

ด้วยอาการอย่างนี้ การกล่าววาจา ๑-

หรือความเกี่ยวข้องกับเพื่อน พึงมีแก่เรา

บุคคลเมื่อเพ่งเห็นภัย ๒- นี้ต่อไป

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๕๐]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

เพราะกามทั้งหลายสวยงาม

มีรสอร่อย น่ารื่นเริงใจ

ยั่วยวนจิตด้วยอารมณ์หลายรูปแบบ

บุคคลเห็นโทษในกามคุณแล้ว

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๕๑]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

คำว่า ‘กาม’ นี้ เป็นอันตราย เป็นดุจฝี เป็นอุปัทวะ

เป็นโรค เป็นดุจลูกศร และเป็นภัย

บุคคลเห็นภัยนี้ในกามคุณแล้ว

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๕๒]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

บุคคลครอบงำภัยทั้งปวงเหล่านี้ คือ

ความหนาว ความร้อน ความหิว ความกระหาย

ลม แดด เหลือบ และสัตว์เลื้อยคลานแล้ว

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

@เชิงอรรถ :

@๑ การกล่าววาจา ในที่นี้หมายถึงติรัจฉานกถา ๓๒ ประการ มีเรื่องพระราชา เรื่องโจร เป็นต้น

@(ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๑๓๕/๔๓๙)

@๒ ภัย หมายถึงชาติภัย ชราภัย พยาธิภัย มรณภัย ราชภัย โจรภัย เป็นต้น (ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๑๓๕/๔๔๐)

[๕๓]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าละทิ้งหมู่ มีขันธ์ ๑- เกิดดีแล้ว

มีดอกบัว (คือธรรม) เป็นผู้ยิ่งใหญ่

อยู่ในป่าตามความชอบใจได้

เหมือนนาคะ ๒- ละทิ้งโขลงแล้วอยู่ในป่าได้ตามชอบใจ

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๕๔]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

บุคคลสัมผัสวิมุตติใด ซึ่งเกิดขึ้นตามสมัย

วิมุตตินั้น เป็นไปไม่ได้สำหรับบุคคล

ผู้ยินดีการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ

บุคคลใคร่ครวญถ้อยคำของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า

ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์แล้ว

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๕๕]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า)ประพฤติล่วงทิฏฐิอันเป็นเสี้ยนหนาม ๓-

ถึงนิยาม ๔- ได้เฉพาะมรรค ๕- แล้ว

เป็นผู้มีญาณเกิดขึ้นแล้ว ไม่ต้องให้ผู้อื่นแนะนำ

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

@เชิงอรรถ :

@๑ ขันธ์ ในที่นี้หมายถึงอเสขสีลขันธ์ (กองแห่งศีลของพระอเสขะ) (ขุ.สุ.อ. ๑/๕๓/๙๙)

@๒ นาคะ ที่เป็นชื่อของช้าง เพราะช้างได้รับการฝึกให้อยู่ในระเบียบที่มนุษย์ต้องการได้ เพราะช้างไม่กลับมาสู่

@ระดับเดิมที่ยังไม่ได้ฝึก หรือเพราะช้างมีสรีระใหญ่ ที่เป็นชื่อของพระปัจเจกพุทธเจ้า เพราะท่านฝึกตนในศีล

@ที่พระอริยะใคร่ เพราะท่านไม่กลับมาสู่ภูมิที่ไม่ได้ฝึก เพราะท่านไม่ทำความชั่ว หรือเพราะท่านมีคุณอันยิ่งใหญ่

@(ขุ.สุ.อ. ๑/๕๓/๙๘)

@๓ ทิฏฐิอันเป็นเสี้ยนหนาม ในที่นี้หมายถึงทิฏฐิ ๖๒ เป็นเสี้ยนหนามต่อสัมมาทิฏฐิ (ขุ.สุ.อ. ๑/๕๕/๑๐๒)

@๔ ถึงนิยาม ในที่นี้หมายถึงบรรลุมรรค ๔ (ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๑๔๑/๔๕๓)

@๕ มรรค ในที่นี้หมายถึงอริยมรรคมีองค์ ๘ (ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๑๔๑/๔๕๓)

[๕๖]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า) เป็นผู้ไม่โลภ

ไม่หลอกลวง ไม่กระหาย ไม่มีความลบหลู่

กำจัดกสาวะ(กิเลสดุจน้ำย้อม) และโมหะได้แล้ว

ไม่มีความหวัง ๑- ในโลกทั้งปวง

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๕๗]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

บุคคลพึงละเว้นสหายชั่วผู้ไม่เห็นประโยชน์

ผู้ตั้งอยู่ในธรรมที่ผิด

ไม่พึงคบคนผู้ขวนขวาย ๒- และผู้ประมาทด้วยตนเอง

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๕๘]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

บุคคลพึงคบมิตรผู้เป็นพหูสูต ทรงธรรม

ผู้ยิ่งใหญ่ มีปฏิภาณ รู้จักประโยชน์แล้ว

พึงกำจัดความสงสัยได้

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๕๙]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า) ไม่ชื่นชมการเล่น

ความยินดี และความสุขในโลก ไม่ใส่ใจ

งดเว้นจากฐานะแห่งการประดับตกแต่ง พูดคำจริง

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๖๐]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า) ละทิ้งบุตร ภรรยา บิดา มารดา

ทรัพย์ ธัญชาติ พวกพ้อง และกาม ตามส่วนแล้ว

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

@เชิงอรรถ :

@๑ ไม่มีความหวัง หมายถึงไม่มีตัณหา (ขุ.สุ.อ. ๑/๕๖/๑๐๕)

@๒ ขวนขวาย หมายถึงเกี่ยวข้องในธรรมผิดด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ ๑๐ ประการ (ขุ.สุ.อ. ๑/๕๗/๑๐๖)

[๖๑]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

กามนี้เป็นเครื่องข้อง มีความสุขน้อย

ในกามนี้มีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก

ผู้มีปัญญารู้ว่า กามนี้เป็นดุจขอเหล็กแล้ว

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๖๒]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า) ทำลายสังโยชน์แล้ว

เหมือนสัตว์น้ำทำลายข่าย

และเหมือนไฟไหม้เชื้อมอดหมดไปไม่กลับมา

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๖๓]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

ภิกษุเป็นผู้ไม่สอดส่ายจักษุ

และไม่เป็นผู้มีเท้าอยู่ไม่สุข

คุ้มครองอินทรีย์ รักษาใจได้แล้ว

ไม่ชุ่มด้วยกิเลส ไฟกิเลสมิได้เผา

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๖๔]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า) ปลงเครื่องหมายคฤหัสถ์แล้ว

ครองผ้ากาสาวะ ออกบวช

เหมือนต้นทองหลางที่ใบร่วงหล่นแล้ว

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด ๑-

[๖๕]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า) ไม่ทำความยินดีในรส ไม่โลเล

ผู้ที่ไม่ต้องเลี้ยงคนอื่น เที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอก

มีใจไม่ผูกพันในตระกูลต่างๆ

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

@เชิงอรรถ :

@๑ ข้อความคล้ายกันกับสุตตนิบาตข้อ ๔๔ หน้า ๕๐๙ ในเล่มนี้

[๖๖]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า) ละนิวรณ์ ๕ อย่าง

ขจัดอุปกิเลส ๑- แห่งจิตทั้งปวงได้แล้ว

ไม่อิงอาศัย ตัดความรัก และความชังได้แล้ว

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๖๗]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า) ละทิ้งสุขและทุกข์

โสมนัส โทมนัสก่อนๆ ได้แล้ว

ได้อุเบกขาและสมถะอันสะอาดแล้ว

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๖๘]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า) ตั้งความเพียร

เพื่อบรรลุประโยชน์อย่างยิ่ง ๒-

มีจิตไม่ย่อหย่อน ไม่ประพฤติเกียจคร้าน

มีความบากบั่นมั่นคง เข้าถึงเรี่ยวแรงและกำลังแล้ว

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๖๙]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า) ไม่ละการหลีกเร้น ๓- และฌาน

ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมเป็นนิตย์

@เชิงอรรถ :

@๑ อุปกิเลส หมายถึงอกุศลธรรมที่เข้าไปเบียดเบียนจิต มี ๑๖ คือ (๑) อภิชฌาวิสมโลภะ คิดเพ่งเล็งอยากได้

@(๒) พยาบาท คิดร้ายเขา (๓) โกธะ ความโกรธ (๔) อุปนาหะ ความผูกโกรธ (๕) มักขะ ความลบหลู่

@คุณท่าน (๖) ปลาสะ ความตีเสมอ (๗) อิสสา ความริษยา (๘) มัจฉริยะ ความตระหนี่ (๙) มายา มารยา

@(๑๐) สาเถยยะ ความโอ้อวดหลอกเขา (๑๑) ถัมภะ ความหัวดื้อ (๑๒) สารัมภะ ความแข่งดี (๑๓) มานะ

@ความถือตัว (๑๔) อติมานะ ความถือตัวว่ายิ่งกว่าเขา (๑๕) มทะ ความมัวเมา (๑๖) ปมาทะ ความประมาท

@(ขุ.สุ.อ. ๑/๖๖/๑๑๗)

@๒ ประโยชน์อย่างยิ่ง หมายถึงนิพพาน (ขุ.สุ.อ. ๑/๖๘/๑๒๑)

@๓ การหลีกเร้น ในที่นี้หมายถึงกายวิเวก (สงัดกาย) (ขุ.สุ.อ. ๑/๖๙/๑๒๒)

พิจารณาเห็นโทษในภพแล้ว

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๗๐]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า) ปรารถนาความสิ้นตัณหา

ไม่ประมาท ไม่โง่เขลา คงแก่เรียน มีสติ

ผู้มีสังขาตธรรม ผู้แน่นอน มีความมุ่งมั่น

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๗๑]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า) ไม่สะดุ้งในเพราะเสียง เหมือนราชสีห์

ไม่ติดข่าย ๑- เหมือนลม

ไม่เปียกน้ำ ๒- เหมือนบัว

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๗๒]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

พญาสีหราชมีเขี้ยวเป็นกำลัง

ข่มขี่ ครอบงำเนื้อทั้งหลายเที่ยวไป ฉันใด

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าก็มีปัญญาเป็นกำลัง

ครอบงำบุคคลทั้งหลายด้วยปัญญา

ใช้เสนาสนะอันสงัด

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๗๓]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า) เสพอาศัยเมตตา กรุณา

มุทิตา และอุเบกขา อันเป็นวิมุตติตามกาล

@เชิงอรรถ :

@๑ ข่าย หมายถึง ตัณหาและทิฏฐิ (ขุ.จู (แปล) ๓๐/๑๕๗/๔๙๓)

@๒ ไม่เปียกน้ำ ในที่นี้หมายถึงไม่ติดด้วยอำนาจตัณหาและทิฏฐิ (ขุ.จู (แปล) ๓๐/๑๕๗/๔๙๕)

สัตว์โลกทั้งปวงมิได้เกลียดชัง

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๗๔]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า) ละราคะ โทสะ และโมหะ

ทำลายสังโยชน์ได้แล้ว

ไม่สะดุ้งในเวลาสิ้นชีวิต

จึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

[๗๕]

(พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งกล่าวดังนี้)

ทุกวันนี้ มิตรทั้งหลายมีประโยชน์เป็นเหตุ

จึงคบและเสพด้วย

มิตรที่ไม่มุ่งประโยชน์หาได้ยาก

มนุษย์ทั้งหลายมีปัญญามุ่งประโยชน์ตน ไม่สะอาด ๑-

พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าจึงประพฤติอยู่ผู้เดียวเหมือนนอแรด

ขัคควิสาณสูตรที่ ๓ จบ

๔. กสิภารทวาชสูตร ๒-

ว่าด้วยภารทวาชพราหมณ์ผู้เป็นชาวนา

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ว่า

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ทักขิณาคีรีมหาวิหาร ๓- ใกล้หมู่บ้าน พราหมณ์ ชื่อเอกนาฬา แคว้นมคธ สมัยนั้น ในฤดูหว่านข้าว กสิภารทวาช- พราหมณ์ได้ประกอบไถจำนวน ๕๐๐ เล่ม เตรียมไถนา

@เชิงอรรถ :

@๑ ไม่สะอาด หมายถึงกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมไม่สะอาด (ขุ.สุ.อ. ๑/๗๕/๑๓๑)

@๒ สํ.ส. (แปล) ๑๕/๑๙๗/๒๘๓

@๓ ทักขิณาคีรีมหาวิหาร นี้ตั้งอยู่ทางทิศใต้ติดเชิงภูเขาที่ล้อมรอบกรุงราชคฤห์ ใกล้หมู่บ้านพราหมณ์

@(ขุ.สุ.อ. ๑/๔/๑๓๗)

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๕ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

พระสูตรก่อนหน้า๒. ธนิยสูตรกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๕๑. อุรควรรคพระสูตรถัดไป๔. กสิภารทวาชสูตร