ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๕
  6. /
  7. …
  8. /
  9. สุตตนิบาต
  10. /
  11. ๑. อุรควรรค
  12. /
  13. ๗. วสลสูตร

๗. วสลสูตร

เล่มที่ ๒๕ · ข้อ ๓๐๕ · บรรทัด ๗๒๙๒

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๗. วสลสูตร

ว่าด้วยลักษณะคนเลว

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ว่า

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงครอง อันตรวาสก ถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี สมัยนั้น ที่บ้าน อัคคิกภารทวาชพราหมณ์ มีการจุดไฟเตรียมทำพิธีบูชาไฟ พระผู้มีพระภาคเสด็จ เที่ยวบิณฑบาตมาตามลำดับตรอก ในกรุงสาวัตถี จนเสด็จเข้าไปถึงนิเวศน์ของ อัคคิกภารทวาชพราหมณ์

อัคคิกภารทวาชพราหมณ์ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จมาแต่ไกลทีเดียว จึงได้กล่าว ดังนี้ว่า “หยุดอยู่แค่นั้นแหละ คนหัวโล้น หยุดอยู่แค่นั้นแหละ สมณะ หยุดอยู่แค่นั้นแหละ คนเลว” ๑-

เมื่อพราหมณ์กล่าวอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “พราหมณ์ ท่านรู้จัก คนเลว หรือธรรมที่ทำให้เป็นคนเลวหรือไม่”

@เชิงอรรถ :

@๑ เหตุที่อัคคิกภารทวาชพราหมณ์พูดคำหยาบเช่นนี้ เพราะมีความเชื่อว่าการเห็นสมณะในเวลาที่มีงานมงคล

@ถือว่าเป็นอวมงคล และมีความเชื่อว่า คนที่มีศีรษะโล้น เป็นคนไม่บริสุทธิ์ (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๑๖/๑๘๐)

อัคคิกภารทวาชพราหมณ์ตอบว่า “ท่านพระโคดม ข้าพเจ้าไม่รู้จักคนเลวหรือ ธรรมที่ทำให้เป็นคนเลว ดีละ ถ้าท่านพระโคดมรู้ ก็จงแสดงธรรมให้ข้าพเจ้ารู้จัก คนเลวหรือธรรมที่ทำให้เป็นคนเลวบ้าง”

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “พราหมณ์ ถ้าเช่นนั้น ท่านจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจะกล่าว”

อัคคิกภารทวาชพราหมณ์ ทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว

พระผู้มีพระภาคจึงตรัสพระดำรัสนี้ว่า

[๑๑๖]

คนมักโกรธ ชอบผูกอาฆาต ชอบลบหลู่ดูหมิ่น

เห็นผิดเป็นชอบ มีมายา

พึงทราบว่าเป็นคนเลว ๑-

[๑๑๗]

คนผู้ชอบเบียดเบียนสัตว์ทุกจำพวกในโลกนี้

ไม่มีความเอ็นดูในเพื่อนมนุษย์และสัตว์อื่น

พึงทราบว่าเป็นคนเลว

[๑๑๘]

คนผู้ชอบทำลายชีวิตผู้อื่น เที่ยวปล้นสะดม

ถูกประณามว่าเป็นโจรปล้นฆ่าชาวบ้านร้านตลาด

พึงทราบว่าเป็นคนเลว

[๑๑๙]

คนเที่ยวลักขโมยทรัพย์สินเงินทอง

ที่เจ้าของหวงแหนไม่ได้ให้ ในบ้านหรือในป่าก็ตาม

พึงทราบว่าเป็นคนเลว

[๑๒๐]

คนกู้หนี้ยืมสินเขามาแล้ว

ถูกทวงกลับกล่าวว่า ไม่ได้ยืม หลบหนีไปเสีย

พึงทราบว่าเป็นคนเลว

@เชิงอรรถ :

@๑ ดูเทียบ ขุ.ป. (แปล) ๓๑/๑๕๐/๒๒๙

[๑๒๑]

คนดักฆ่าหรือทำร้ายคนเดินทาง ชิงเอาทรัพย์สมบัติ

เพราะความอยากได้ทรัพย์สมบัติเพียงเล็กน้อยของเขา

พึงทราบว่าเป็นคนเลว

[๑๒๒]

คนถูกเขาอ้างเป็นพยาน แล้วกล่าวคำเท็จ

เพราะตนเป็นเหตุ เพราะผู้อื่นเป็นเหตุ หรือเพราะทรัพย์เป็นเหตุ

พึงทราบว่าเป็นคนเลว

[๑๒๓]

คนที่ประพฤติล่วงเกินภรรยาของญาติ หรือของเพื่อน

จะด้วยการข่มขืนหรือด้วยความยินยอมกันก็ตาม

พึงทราบว่าเป็นคนเลว

[๑๒๔]

คนผู้สามารถเลี้ยงตนเองและผู้อื่นได้

แต่ไม่เลี้ยงดูมารดาบิดาของตน ผู้แก่ชรา

ผ่านวัยหนุ่มวัยสาวแล้ว พึงทราบว่าเป็นคนเลว

[๑๒๕]

คนผู้ทุบตี ดุด่ามารดาบิดา พี่น้อง

พ่อตา แม่ยาย หรือพ่อผัว แม่ผัว

พึงทราบว่าเป็นคนเลว

[๑๒๖]

คนที่ถูกถามถึงสิ่งที่เป็นประโยชน์

กลับบอกสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์

หรือพูดกลบเกลื่อนบอกไม่ชัดเจน

พึงทราบว่าเป็นคนเลว

[๑๒๗]

คนทำบาปกรรมไว้แล้ว ปรารถนาว่า

คนอื่นอย่าพึงรู้ว่าเราทำ

ปกปิดการกระทำไว้

พึงทราบว่าเป็นคนเลว

[๑๒๘]

คนไปบ้านผู้อื่น ถูกต้อนรับด้วยโภชนาหารอย่างดี

แต่พอเขามาบ้านตนบ้าง กลับไม่ต้อนรับเขาเช่นนั้น

พึงทราบว่าเป็นคนเลว

[๑๒๙]

คนผู้กล่าวมุสาวาท หลอกลวงสมณะหรือพราหมณ์

หรือแม้กระทั่งวณิพกยาจกอื่นๆ

พึงทราบว่าเป็นคนเลว

[๑๓๐]

คนที่เมื่อสมณะหรือพราหมณ์มาบิณฑบาตแต่เช้า

ไม่ถวายอาหารบิณฑบาต กลับด่าว่าขับไล่

พึงทราบว่าเป็นคนเลว

[๑๓๑]

ในโลกนี้คนถูกโมหะครอบงำ

อยากได้สิ่งของเล็กน้อยของผู้อื่น

ก็พูดจาหลอกลวงเขาเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา

พึงทราบว่าเป็นคนเลว

[๑๓๒]

คนผู้ชอบยกตน และดูหมิ่นคนอื่น

ประพฤติเลวทราม เพราะความถือตัวจัดของตน

พึงทราบว่าเป็นคนเลว

[๑๓๓]

คนโหดร้าย มีจิตใจคับแคบ ปรารถนาชั่ว

มีความตระหนี่ โอ้อวด ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ

พึงทราบว่าเป็นคนเลว

[๑๓๔]

คนกล่าวร้ายพระพุทธเจ้าหรือพระสาวก

ของพระพุทธเจ้าที่เป็นบรรพชิตหรือคฤหัสถ์

พึงทราบว่าเป็นคนเลว

[๑๓๕]

คนไม่เป็นพระอรหันต์ แต่ปฏิญญาว่าเป็นพระอรหันต์

ชื่อว่าเป็นดุจโจรในมนุษยโลก เทวโลก และพรหมโลก

พึงทราบว่าเป็นคนเลวทรามต่ำช้าที่สุด

[๑๓๖]

คนที่เรากล่าวมาทั้งหมดนี้ เราเรียกว่าเป็นคนเลว

คนจะชื่อว่าเป็นคนเลวเพราะชาติกำเนิดก็หามิได้

จะชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะชาติกำเนิดก็หามิได้

แต่ชื่อว่าเป็นคนเลวเพราะกรรม

ชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะกรรม

[๑๓๗]

ท่านจงรู้ข้อนั้นตามที่เราแสดงนี้ คือ

บุตรคนจัณฑาลผู้ปรากฏชื่อว่ามาตังคะ

ผู้ปิ้งสุนัขรับประทาน

[๑๓๘]

ต่อมา นายมาตังคะได้รับยศศักดิ์ใหญ่ซึ่งได้แสนยาก

ทั้งกษัตริย์และพราหมณ์จำนวนมาก ต่างมาสู่ที่บำรุงของเขา

[๑๓๙]

เขาขึ้นยานอันประเสริฐ ๑- ไปตามทางใหญ่ ๒- ที่ไม่มีฝุ่นละออง ๓-

ละกามราคะได้แล้ว ไปเกิดในพรหมโลก

ชาติกำเนิดห้ามเขาไม่ให้ไปเกิดในพรหมโลกไม่ได้

[๑๔๐]

พวกพราหมณ์ที่เกิดในตระกูลสาธยายมนตร์ มีหน้าที่ร่ายมนตร์

แต่ปรากฏว่าพวกเขาทำบาปกรรมอยู่เป็นประจำ

[๑๔๑]

พราหมณ์พวกนั้นถูกตำหนิในชาติปัจจุบันตายแล้วก็ต้องไปทุคติ

ชาติกำเนิดห้ามพวกเขาจากทุคติหรือจากการติเตียนไม่ได้

[๑๔๒]

คนจะชื่อว่าเป็นคนเลวเพราะชาติกำเนิดก็หามิได้

จะชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะชาติกำเนิดก็หามิได้

แต่ชื่อว่าเป็นคนเลวเพราะกรรม

ชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะกรรม

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว อัคคิกภารทวาชพราหมณ์ได้กราบทูลว่า

“ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของท่านพระโคดมชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่ท่าน

@เชิงอรรถ :

@๑ ยานอันประเสริฐ ในที่นี้หมายถึงสมาบัติ ๘ (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๓๙/๑๙๒)

@๒ ไปตามทางใหญ่ หมายถึงเป็นผู้ปฏิบัติตามทางที่พระพุทธเจ้าเป็นต้นดำเนินไปแล้ว (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๓๙/๑๙๒)

@๓ ฝุ่นละออง หมายถึงกิเลส (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๓๙/๑๙๒) พระโคดม ภาษิตของท่านพระโคดมชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ท่านพระโคดมทรงประกาศ ธรรมแจ่มแจ้งโดยประการต่างๆ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตามประทีปในที่มืด โดยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ ข้าพระองค์นี้ขอถึงท่านพระโคดมพร้อมทั้งพระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะ ขอท่าน พระโคดมจงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต”

วสลสูตรที่ ๗ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๕ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

พระสูตรก่อนหน้า๖. ปราภวสูตรกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๕๑. อุรควรรคพระสูตรถัดไป๘. เมตตสูตร