ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๕
  6. /
  7. …
  8. /
  9. สุตตนิบาต
  10. /
  11. ๑. อุรควรรค
  12. /
  13. ๙. เหมวตสูตร

๙. เหมวตสูตร

เล่มที่ ๒๕ · ข้อ ๓๐๙ · บรรทัด ๗๔๑๐

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๙. เหมวตสูตร

ว่าด้วยเหมวตยักษ์ทูลถามปัญหา

[๑๕๓]

(สาตาคิรยักษ์กล่าวดังนี้)

วันนี้เป็นวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ

ราตรีที่เป็นทิพย์ปรากฏแล้ว

เราทั้งสองไปเฝ้าพระโคดมผู้เป็นศาสดา

ทรงพระนามสูงส่งกันดีกว่า

[๑๕๔]

(เหมวตยักษ์ถามดังนี้)

พระโคดมเป็นผู้คงที่ ๑- มีพระทัยสม่ำเสมอ

ในสัตว์โลกทุกจำพวกจริงหรือ

ทรงทำความดำริในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์

ให้อยู่ในอำนาจได้จริงหรือ

[๑๕๕]

(สาตาคิรยักษ์ตอบดังนี้)

พระโคดมเป็นผู้คงที่ มีพระทัยสม่ำเสมอ

ในสัตว์โลกทุกจำพวกจริง

และทรงทำความดำริในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์

ให้อยู่ในอำนาจได้จริง

[๑๕๖]

(เหมวตยักษ์ถามดังนี้)

พระโคดมไม่ทรงถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้จริงหรือ

ทรงสำรวมในสัตว์ทั้งหลายจริงหรือ

ทรงประพฤติห่างไกลจากกามคุณจริงหรือ

พระองค์ไม่ทรงละทิ้งฌานจริงหรือ

@เชิงอรรถ :

@๑ พระผู้มีพระภาคเป็นผู้มีพระทัยคงที่โดยอาการ ๕ อย่าง คือ (๑) เป็นผู้คงที่ในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์

@(๒) เป็นผู้คงที่เพราะสละแล้ว (๓) เป็นผู้คงที่เพราะพ้นแล้ว (๔) เป็นผู้คงที่เพราะข้ามได้แล้ว (๕) เป็นผู้คงที่

@เพราะแสดงออกซึ่งธรรมนั้นๆ ได้ (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๕๕/๒๓๑-๒๓๒) และดู ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๓๘/๑๓๙

[๑๕๗]

(สาตาคิรยักษ์ตอบดังนี้)

พระโคดมไม่ทรงถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้จริง

ทรงสำรวมในสัตว์ทั้งหลายจริง

ทรงประพฤติห่างไกลจากกามคุณจริง

พระองค์ตรัสรู้แล้ว ไม่ทรงละทิ้งฌานจริง

[๑๕๘]

(เหมวตยักษ์ถามดังนี้)

พระโคดมไม่ตรัสคำเท็จจริงหรือ

มีพระวาจาไม่หยาบคายจริงหรือ

ไม่ตรัสคำส่อเสียดจริงหรือ ไม่ตรัสคำเพ้อเจ้อจริงหรือ

[๑๕๙]

(สาตาคิรยักษ์ตอบดังนี้)

พระโคดมไม่ตรัสคำเท็จจริง

มีพระวาจาไม่หยาบคายจริง

ไม่ตรัสคำส่อเสียดจริง ไม่ตรัสคำเพ้อเจ้อจริง

ตรัสคำที่เป็นประโยชน์อย่างเดียว

เพราะทรงกำหนดด้วยพระปัญญา

[๑๖๐]

(เหมวตยักษ์ถามดังนี้)

พระโคดมไม่ทรงยินดีในกามทั้งหลายจริงหรือ

พระทัยของพระองค์ไม่ขุ่นมัวจริงหรือ

พระองค์ทรงล่วงพ้นโมหะได้จริงหรือ

พระองค์ทรงมีปัญญาจักษุในธรรมทั้งหลายจริงหรือ

[๑๖๑]

(สาตาคิรยักษ์ตอบดังนี้)

พระโคดมไม่ทรงยินดีในกามทั้งหลายจริง

พระทัยของพระองค์ไม่ขุ่นมัวจริง

พระองค์ทรงล่วงพ้นโมหะทั้งปวงได้จริง

พระองค์ตรัสรู้แล้ว ทรงมีปัญญาจักษุในธรรมทั้งหลายจริง

[๑๖๒]

(เหมวตยักษ์ถามดังนี้)

พระโคดมทรงสมบูรณ์ด้วยวิชชาจริงหรือ

พระองค์ทรงมีจรณะบริสุทธิ์จริงหรือ

พระองค์ทรงสิ้นอาสวะทั้งหลายจริงหรือ

พระองค์ไม่ทรงเกิดอีกจริงหรือ

[๑๖๓]

(สาตาคิรยักษ์ตอบดังนี้)

พระโคดมทรงสมบูรณ์ด้วยวิชชาจริง

พระองค์ทรงมีจรณะบริสุทธิ์จริง

พระองค์ทรงสิ้นอาสวะทั้งหลายจริง

พระองค์ไม่ทรงเกิดอีกจริง

[๑๖๔]

(เหมวตยักษ์กล่าวชื่นชมสาตาคิรยักษ์ดังนี้)

ท่านได้สรรเสริญพระทัยของพระมุนีโคดม

ที่ถึงพร้อมด้วยกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม

และสรรเสริญพระมุนีโคดมนั้น

ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ โดยธรรม

[๑๖๕]

(สาตาคิรยักษ์กล่าวชื่นชมเหมวตยักษ์ดังนี้)

ท่านก็ชื่นชมพระทัยของพระมุนีโคดม

ที่ถึงพร้อมด้วยกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม

และชื่นชมพระมุนีโคดมนั้น

ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ โดยธรรม

[๑๖๖]

พระทัยของพระมุนีโคดม

ถึงพร้อมด้วยกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม

เราไปเฝ้าพระโคดมผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะกันเถิด

[๑๖๗]

(เหมวตยักษ์กล่าวดังนี้)

มาเถิด เราทั้งสองจะไปเฝ้าพระโคดม

ผู้มีพระชงฆ์ดังปลีแข้งเนื้อทราย

มีพระวรกายงามระหง มีลักษณะองอาจ

เสวยพระกระยาหารแต่พอประมาณ

ทรงปราศจากความติดพระทัยในรสพระกระยาหาร

ทรงเป็นมุนีผู้เพ่งพินิจอยู่ในป่า

[๑๖๘]

เราทั้งสองไปเฝ้าพระโคดม ผู้สง่าดุจราชสีห์

เสด็จจาริกโดดเด่นพระองค์เดียว ๑-

ทรงเป็นพระนาคะ ๒-

ไม่ทรงยินดีในกามทั้งหลาย

จะทูลถามถึงธรรมเครื่องพ้นจากบ่วงมัจจุราช ๓-

[๑๖๙]

เราทั้งสองจงทูลถามพระโคดมผู้ทรงแนะนำพร่ำสอน

ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง ๔-

ทรงเป็นผู้ตรัสรู้ ล่วงพ้นเวรภัยได้ทุกอย่าง

@เชิงอรรถ :

@๑ เสด็จจาริกโดดเด่นพระองค์เดียว หมายถึงไม่มีตัณหา อีกนัยหนึ่ง หมายถึงในโลกธาตุเดียวกันนี้ มีเพียง

@พระพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๖๘/๒๓๗)

@๒ ทรงเป็นพระนาคะ หมายถึงเป็นผู้ไม่เกิดอีกบ้าง เป็นผู้ไม่ทำความชั่วบ้าง หรือหมายถึงทรงมีพลธรรม

@บ้าง (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๖๘/๒๓๗)

@๓ ธรรมเครื่องพ้นจากบ่วงมัจจุราช ในที่นี้หมายถึงนิพพาน (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๖๘/๒๓๘)

@๔ ธรรมทั้งปวง ในที่นี้หมายถึงธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๔ (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๖๙/๒๓๙)

[๑๗๐]

(เหมวตยักษ์ทูลถามดังนี้)

เมื่ออะไรเกิด สัตว์โลกจึงเกิด

สัตว์โลกยินดีในอะไร

สัตว์โลกยึดถืออะไร

เพราะอะไรสัตว์โลกจึงเดือดร้อน

[๑๗๑]

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

เมื่ออายตนะ ๖ ๑- เกิด สัตว์โลกจึงเกิด

สัตว์โลกย่อมยินดีในอายตนะ ๖

สัตว์โลกยึดถืออายตนะ ๖ นั่นแล

เพราะอายตนะ ๖ สัตว์โลกจึงเดือดร้อน

[๑๗๒]

(เหมวตยักษ์ทูลถามดังนี้)

ความยึดถือที่ทำให้สัตว์โลกเดือดร้อนนั้นคืออะไร

ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว

ขอพระองค์โปรดตรัสบอกธรรมเครื่องนำออกจากโลก

สัตว์โลกจะพ้นจากทุกข์ได้อย่างไร

[๑๗๓]

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

กามคุณ ๕ อันมีใจเป็นที่ ๖ ซึ่งมีอยู่ในโลก

เราประกาศไว้ชัดเจนแล้ว

สัตว์โลกคลายความพอใจในกามคุณ ๕ นี้ได้

ย่อมพ้นจากทุกข์ได้ ด้วยวิธีดังกล่าวนี้ ๒-

@เชิงอรรถ :

@๑ อายตนะ ๖ หมายถึงอายตนะภายใน ๖ และอายตนะภายนอก ๖ (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๗๑/๒๔๐)

@๒ ดูเทียบ อภิ.ก. ๓๗/๕๑๐/๓๐๙

[๑๗๔]

นี้คือธรรมเครื่องนำออกจากโลก

เราบอกแก่พวกท่านตามความเป็นจริง

เราก็บอกพวกท่านเช่นนี้แล

เพราะว่าสัตว์โลกย่อมพ้นจากทุกข์ได้ก็ด้วยวิธีดังนี้

[๑๗๕]

(เหมวตยักษ์ทูลถามดังนี้)

ในโลกนี้ใครเล่าข้ามโอฆะ ๑- ได้

ใครเล่าข้ามห้วงมหรรณพได้ ๒-

ใครเล่าไม่จมลงในห้วงมหรรณพที่ลุ่มลึก

ปราศจากเกาะแก่ง และเครื่องยึดเหนี่ยว

[๑๗๖]

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

ผู้สมบูรณ์ด้วยศีล มีปัญญา มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว

เพ่งพินิจธรรมภายใน มีสติทุกเมื่อ

ย่อมข้ามพ้นโอฆะที่ข้ามได้ยาก

[๑๗๗]

ผู้นั้นเว้นขาดจากกามสัญญา ๓- ได้แล้ว

เป็นผู้ละสังโยชน์ได้ทุกอย่าง

หมดสิ้นความเพลิดเพลินและภพแล้ว

ย่อมไม่จมลงในห้วงมหรรณพที่ลุ่มลึก

@เชิงอรรถ :

@๑ โอฆะ หมายถึงกิเลส ๔ ประการ คือ กาม ภพ ทิฏฐิ และอวิชชา (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๗๕/๒๔๓)

@๒ ห้วงมหรรณพ ในที่นี้หมายถึงสังสารวัฏ คือการเวียนว่ายตายเกิด (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๗๕/๒๔๓)

@๓ กามสัญญา หมายถึงสัญญาที่เกิดขึ้นปรารภกาม หรือสัญญาที่สหรคตด้วยโลภจิต ๘ ดวง

@(องฺ.ติก.อ. ๒/๓๓/๑๑๕)

[๑๗๘]

(เหมวตยักษ์กล่าวดังนี้)

ท่านทั้งหลายโปรดมาดูพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น

มีพระปัญญาลึกซึ้ง ทรงแสดงเนื้อความอย่างละเอียด

ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ไม่ทรงข้องในกามภพ

ทรงหลุดพ้นได้เด็ดขาดในอารมณ์ทั้งปวง

แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เสด็จดำเนินอยู่ในปฏิปทาอันเป็นทิพย์

[๑๗๙]

ท่านทั้งหลายโปรดมาดูพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น

มีพระนามเลื่องลือไกล ทรงแสดงเนื้อความอย่างละเอียด

ทรงประทานแสงสว่างคือปัญญา ไม่ทรงติดข้องอาลัย ๑- ในกาม

ทรงเป็นพระสัพพัญญูรู้ธรรมทั้งปวง

มีพระปัญญาบารมี แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

เสด็จดำเนินอยู่ในปฏิปทาของพระอริยะ

[๑๘๐]

วันนี้เราทั้งหลายเห็นดีแล้ว

สว่างไสวแล้ว ตั้งมั่นดีแล้ว

เพราะเราทั้งหลายได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ผู้ข้ามพ้นโอฆะ ผู้ปราศจากอาสวะ

[๑๘๑]

ยักษ์ ๑,๐๐๐ ตนที่อยู่ ณ ที่นั้นทั้งหมด มีฤทธิ์ มียศ

ย่อมถึงพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นสรณะ

โดยเปล่งวาจาว่าพระองค์ทรงเป็นพระศาสดาผู้ยอดเยี่ยม

ไม่มีใครยิ่งกว่าของข้าพระองค์ทั้งหลาย

@เชิงอรรถ :

@๑ อาลัย หมายถึงตัณหา และทิฏฐิ (ขุ.สุ.อ. ๑/๑๗๙/๒๔๕)

[๑๘๒]

ข้าพระองค์ทั้งหลาย จะขอนอบน้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระธรรมที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว

และพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีแล้ว

เที่ยวประกาศธรรมไปทุกหนทุกแห่ง

ตามหมู่บ้านหรือตามขุนเขาลำเนาไพร

เหมวตสูตรที่ ๙ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๕ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

พระสูตรก่อนหน้า๘. เมตตสูตรกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๕๑. อุรควรรคพระสูตรถัดไป๑๐. อาฬวกสูตร