ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๕
  6. /
  7. …
  8. /
  9. สุตตนิบาต
  10. /
  11. ๑. อุรควรรค
  12. /
  13. ๑๒. มุนีสูตร

๑๒. มุนีสูตร

เล่มที่ ๒๕ · ข้อ ๓๑๓ · บรรทัด ๗๖๐๐

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๑๒. มุนิสูตร

ว่าด้วยลักษณะของมุนี

(พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้)

[๒๐๙]

ภัยเกิดจากความเชยชิด ๑-

ธุลีคือราคะ โทสะ และโมหะ

เกิดจากอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งกิเลส

ความไม่มีกิเลส ไม่มีความเชยชิด

นั้นแล เป็นลักษณะของมุนี

[๒๑๐]

บัณฑิตทั้งหลายเรียกผู้ที่ตัดกิเลสที่เกิดขึ้นได้

ไม่ปลูกกิเลสให้เกิดขึ้นอีก

เมื่อกิเลสเกิดขึ้นก็ไม่พึงให้ไหลเข้าอีก

ว่า เป็นมุนีผู้เที่ยวไปอยู่

พระมุนีนั้นผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

ได้ทรงเห็นสันติบทแจ้งชัดแล้ว

@เชิงอรรถ :

@๑ ความเชยชิด หมายถึงตัณหาและทิฏฐิ (ขุ.สุ.อ. ๑/๒๐๙/๒๘๗)

[๒๑๑]

ผู้กำหนดรู้ที่ตั้งแห่งกิเลส ๑- กำจัดพืช ๒- ได้เด็ดขาด

ไม่ให้ยางพืชไหลเข้าไปได้อีก

ชื่อว่า เป็นมุนีผู้มีปกติเห็นภาวะที่สิ้นสุดการเกิด

ละอกุศลวิตกได้ จึงไม่ถึงการนับอีกต่อไป

[๒๑๒]

ผู้รู้แจ้งภพเป็นที่อาศัยอยู่ทั้งหมด

ไม่ปรารถนาภพเหล่านั้นแม้สักภพเดียว

ชื่อว่า เป็นมุนีผู้ปราศจากความยึดติด ๓- ไม่มีความยึดมั่น

ย่อมไม่ก่อกรรมใดๆ อีก เพราะเป็นผู้ถึงฝั่งแล้ว

[๒๑๓]

ผู้ครอบงำธรรมทั้งปวง รู้ธรรมทั้งปวง มีปัญญา

มิได้แปดเปื้อนในธรรมทั้งปวง ละธรรมทั้งปวงได้

หลุดพ้นเพราะสิ้นตัณหา

นักปราชญ์ทั้งหลายประกาศว่า เป็นมุนี

[๒๑๔]

ผู้มีกำลังคือปัญญา ถึงพร้อมด้วยศีลและวัตร ๔-

มีจิตตั้งมั่น ยินดีในฌาน มีสติ

หลุดพ้นจากกิเลสเครื่องข้องแล้ว

ไม่มีกิเลสดุจตะปูตรึงใจ ปราศจากอาสวะ

นักปราชญ์ทั้งหลายประกาศว่า เป็นมุนี

@เชิงอรรถ :

@๑ ที่ตั้งแห่งกิเลส ในที่นี้หมายถึงขันธ์ อายตนะ และธาตุ (ขุ.สุ.อ. ๑/๒๑๑/๒๘๙)

@๒ พืช ในที่นี้หมายถึงอภิสังขารวิญญาณ (ขุ.สุ.อ. ๑/๒๑๑/๒๘๙)

@๓ ความยึดติด หมายถึงตัณหา (ขุ.สุ.อ. ๑/๒๑๒/๒๙๐)

@๔ ในที่นี้ ศีล หมายถึงปาริสุทธิศีล ๔ ประการ วัตร หมายถึงธุดงควัตร ๑๓ ประการ (ขุ.สุ.อ. ๑/๒๑๔/๒๙๔)

[๒๑๕]

ผู้เที่ยวไปผู้เดียว มีปัญญา ไม่ประมาท

ไม่หวั่นไหวเพราะนินทาและสรรเสริญ

ไม่สะดุ้งเพราะเสียง เหมือนราชสีห์

ไม่ติดข่าย ๑- เหมือนลม

ไม่เปียกน้ำ เหมือนบัว

เป็นผู้แนะนำผู้อื่น ไม่ใช่ผู้อื่นแนะนำ

นักปราชญ์ทั้งหลายประกาศว่า เป็นมุนี

[๒๑๖]

ผู้ไม่ยินดียินร้ายคำสรรเสริญหรือนินทาของคนอื่น

ดุจเสาที่เขาฝังปักไว้ที่ท่าน้ำ

ปราศจากราคะ มีอินทรีย์ตั้งมั่นดีแล้ว

นักปราชญ์ทั้งหลายประกาศว่า เป็นมุนี

[๒๑๗]

ผู้ตั้งตนไว้ชอบ ซื่อตรงดุจกระสวย ๒-

รังเกียจบาปกรรมทั้งหลาย

พิจารณาเห็นกรรมที่เสมอและไม่เสมอ

นักปราชญ์ทั้งหลายประกาศว่า เป็นมุนี

[๒๑๘]

ผู้ยังอยู่ในวัยหนุ่ม วัยสาว หรือวัยกลางคน

สำรวมตนแล้ว ไม่ทำบาป

เป็นมุนี มีจิตห่างจากบาป

ไม่โกรธง่าย ไม่ว่าร้ายใครๆ

นักปราชญ์ทั้งหลายประกาศว่า เป็นมุนี

@เชิงอรรถ :

@๑ ข่าย ในที่นี้หมายถึงตัณหาและทิฏฐิ (ขุ.สุ.อ. ๑/๒๑๕/๒๙๕)

@๒ กระสวย หมายถึงเครื่องบรรจุด้ายสำหรับทอผ้าหรือเย็บผ้า (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕)

[๒๑๙]

ผู้ดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่ผู้อื่นให้

ได้อาหารดีเลิศ ก็ไม่กล่าวประจบยกย่องผู้ให้

ได้อาหารปานกลางหรือเลวก็ไม่ติเตียนเขาให้เสียน้ำใจ

นักปราชญ์ทั้งหลายประกาศว่า เป็นมุนี

[๒๒๐]

ผู้มีปัญญา เที่ยวไปอยู่ผู้เดียว

มีจิตเว้นขาดจากเมถุนธรรมคือ

ไม่ผูกจิตรักใคร่ในหญิงสาวเลยแม้สักคนเดียว

เว้นขาดจากความมัวเมา ประมาท เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว

นักปราชญ์ทั้งหลายประกาศว่า เป็นมุนี

[๒๒๑]

ผู้รู้แจ้งโลก ๑- เห็นปรมัตถธรรม ๒-

ข้ามโอฆะ และสมุทร ๓- ได้

เป็นผู้คงที่ ตัดกิเลสเครื่องร้อยรัดได้เด็ดขาด

ไม่มีตัณหาและทิฏฐิอาศัย ปราศจากอาสวะ

นักปราชญ์ทั้งหลายประกาศว่า เป็นมุนี

[๒๒๒]

คฤหัสถ์และบรรพชิต ๒ จำพวกนี้

มีที่อยู่และการดำรงชีวิตห่างไกลกัน คือ

คฤหัสถ์ทำงานเลี้ยงบุตรภรรยา

ส่วนบรรพชิตไม่ยึดถือสิ่งต่างๆ ว่าเป็นของตน มีวัตรงาม

คฤหัสถ์ไม่สำรวม เพราะเบียดเบียนสัตว์อื่น

@เชิงอรรถ :

@๑ โลก ในที่นี้หมายถึงขันธ์ ๕ (ขุ.สุ.อ. ๑/๒๒๑/๓๐๗)

@๒ เห็นปรมัตถธรรม หมายถึงทำให้แจ้งนิโรธสัจ (ขุ.สุ.อ. ๑/๒๒๑/๓๐๗)

@๓ สมุทร ในที่นี้หมายถึงอายตนะ ๑๒ (ขุ.สุ.อ. ๑/๒๒๑/๓๐๗)

ส่วนบรรพชิตที่ชื่อว่าเป็นมุนี สำรวมเป็นนิตย์

รักษาสัตว์มีชีวิตไว้

[๒๒๓]

ภิกษุเป็นมุนี เป็นผู้สงบ เพ่งพินิจอยู่ในป่า

คฤหัสถ์จะทำตามอย่างท่านไม่ได้

เหมือนนกยูงมีสร้อยคอสีเขียว ถึงจะบินไปในอากาศได้

ก็ยังสู้ความเร็วของหงส์ไม่ได้ตลอดกาล ฉะนั้น

มุนิสูตรที่ ๑๒ จบ

อุรควรรคที่ ๑ จบ

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. อุรคสูตร ๒. ธนิยสูตร

๓. ขัคควิสาณสูตร ๔. กสิภารทวาชสูตร

๕. จุนทสูตร ๖. ปราภวสูตร

๗. วสลสูตร ๘. เมตตสูตร

๙. เหมวตสูตร ๑๐. อาฬวกสูตร

๑๑. วิชยสูตร ๑๒. มุนิสูตร

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๕ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

พระสูตรก่อนหน้า๑๑. วิชยสูตรกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๕๑. อุรควรรคพระสูตรถัดไป๑. รตนสูตร