ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๕
  6. /
  7. …
  8. /
  9. สุตตนิบาต
  10. /
  11. ๒. จูฬวรรค
  12. /
  13. ๒. อามคันธสูตร

๒. อามคันธสูตร

เล่มที่ ๒๕ · ข้อ ๓๑๕ · บรรทัด ๗๗๔๗

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒. อามคันธสูตร

ว่าด้วยสิ่งที่มีกลิ่นดิบ

[๒๔๒]

(ติสสดาบสทูลถามพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าดังนี้)

สัตบุรุษทั้งหลายบริโภคข้าวฟ่าง ลูกเดือย ถั่วเขียว

ใบไม้ เผือกมัน และผลไม้ที่ได้มาโดยชอบธรรม

ถึงใคร่ในกาม ก็ไม่กล่าวคำเหลาะแหละ

[๒๔๓]

ข้าแต่พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระองค์เมื่อเสวยเนื้อชนิดใด

ที่ผู้อื่นปรุงเป็นพิเศษเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ตบแต่งอย่างประณีตถวาย

เมื่อเสวยข้าวสาลีที่เขาหุงสุกแล้วก็ชื่อว่า เสวยกลิ่นดิบ ๑-

[๒๔๔]

ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระพรหม

พระองค์ตรัสอย่างนี้ว่า ‘กลิ่นดิบไม่สมควรแก่เรา’

แต่ยังเสวยข้าวสาลีที่เขาหุงสุกแล้วกับเนื้อนกที่เขาปรุงเป็นพิเศษ

@เชิงอรรถ :

@๑ กลิ่นดิบ ในที่นี้หมายถึงอาหารจำพวกปลาและเนื้อสัตว์ (ขุ.สุ.อ. ๒/๒๔๓/๕๐)

ข้าแต่พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า

ข้าพระองค์ขอทูลถามความข้อนี้กับพระองค์

กลิ่นดิบของพระองค์ มีความหมายอย่างไร

[๒๔๕]

(พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสตอบดังนี้)

การฆ่าสัตว์ การทุบตี การตัด การจองจำ

การลักขโมย การพูดเท็จ การเห็นแก่ได้ การหลอกลวง

การศึกษาตำราที่ไร้ประโยชน์ และการเป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น

นี้ต่างหาก ชื่อว่า กลิ่นดิบ หาใช่อาหารที่ปรุงด้วยเนื้อไม่

[๒๔๖]

ในโลกนี้ คนผู้ไม่ควบคุมตนในกามทั้งหลาย

ติดอยู่ในรสต่างๆ เจือปนด้วยของไม่สะอาด

มีความเห็นว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล

มีการงานไม่เสมอ ว่ายากสอนยาก

นี้ต่างหาก ชื่อว่า กลิ่นดิบ หาใช่อาหารที่ปรุงด้วยเนื้อไม่

[๒๔๗]

พวกคนผู้เศร้าหมอง มีใจหยาบช้า หน้าไหว้หลังหลอก

ประทุษร้ายมิตร ไร้ความกรุณาผู้อื่น ถือตัวจัด

ไม่ชอบให้ทาน และไม่เคยให้อะไรแก่ใครๆ

นี้ต่างหาก ชื่อว่า กลิ่นดิบ หาใช่อาหารที่ปรุงด้วยเนื้อไม่

[๒๔๘]

ความโกรธ ความมัวเมา ความดื้อรั้น การตั้งตนไว้ผิด

ความมีมายา ความริษยา การยกตนข่มผู้อื่น

การถือตัวเหยียดหยามผู้อื่น และการสมาคมกับอสัตบุรุษ

นี้ต่างหาก ชื่อว่า กลิ่นดิบ หาใช่อาหารที่ปรุงด้วยเนื้อไม่

[๒๔๙]

ในโลกนี้ คนผู้ประพฤติชั่วเป็นปกติ

กู้หนี้แล้วไม่ชดใช้ ชอบพูดเสียดสี

เป็นพยานให้การเท็จ ปลอมเป็นนักบวชในศาสนานี้

เป็นคนต่ำทราม ทำความชั่วร้ายแรงไว้

นี้ต่างหาก ชื่อว่า กลิ่นดิบ หาใช่อาหารที่ปรุงด้วยเนื้อไม่

[๒๕๐]

ในโลกนี้ คนผู้ฆ่าสัตว์ทั้งหลาย

ถือเอาทรัพย์ของผู้อื่น เบียดเบียนชีวิตผู้อื่น

ประพฤติชั่ว ร้ายกาจ พูดคำหยาบ ไม่มีความเอื้อเฟื้อ

นี้ต่างหาก ชื่อว่า กลิ่นดิบ หาใช่อาหารที่ปรุงด้วยเนื้อไม่

[๒๕๑]

คนผู้รักใคร่ เกลียดชัง ลุ่มหลง

ประกอบอกุศลกรรมอยู่เสมอ

ตายแล้วต้องตกไปสู่ที่มืด หรือไม่ก็ดิ่งหัวจมลงไปสู่นรก

นี้ต่างหาก ชื่อว่า กลิ่นดิบ หาใช่อาหารที่ปรุงด้วยเนื้อไม่

[๒๕๒]

มิใช่การบริโภคปลาและเนื้อ มิใช่การเป็นคนเปลือย

มิใช่ความเป็นคนโล้น มิใช่การเกล้าชฎา

และการเป็นคนหมักหมมด้วยธุลี

มิใช่การครองหนังเสือที่ยังมีเล็บ มิใช่การบำเรอไฟ

หรือความเศร้าหมองในกาย

ที่เป็นไปด้วยความปรารถนาความเป็นเทพ

ความเป็นผู้ไม่ตาย การทำตนให้ลำบากหลากหลายวิธี

เวทมนตร์ทั้งหลาย การบูชาไฟ การบูชายัญ

และการทรมานตนตามฤดูกาล

ที่ทำคนผู้ยังไม่ล่วงพ้นความสงสัยให้หมดจดได้

[๒๕๓]

ผู้ใดคุ้มครองอินทรีย์ทั้ง ๖ นั้นได้

เข้าใจชัดอินทรีย์ ๖ อยู่เสมอ ดำรงตนอยู่ในธรรม

ยินดีในความซื่อตรงและความอ่อนโยน

ล่วงพ้นกิเลสเครื่องข้องได้ ละทุกข์ทั้งหมดได้เด็ดขาด

ผู้นั้นชื่อว่า เป็นปราชญ์ ไม่ยึดติดในอารมณ์ที่ได้เห็น ได้ฟัง และได้รับรู้

[๒๕๔]

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสบอกความที่กล่าวมานี้เนืองๆ

จนติสสดาบสผู้เรียนจบมนตร์เข้าใจข้อความนั้นได้แล้ว

พระผู้มีพระภาคผู้เป็นมุนี ได้ทรงประกาศด้วยพระคาถาอันไพเราะว่า

บุคคลผู้ไม่มีกิเลสคือกลิ่นดิบ

ไม่มีตัณหาและทิฏฐิอาศัย

ใครๆ ก็แนะนำได้ยาก

[๒๕๕]

ติสสดาบสฟังบทสุภาษิตว่าด้วยเรื่องสิ่งที่ไม่มีกลิ่นดิบ

ที่เป็นเครื่องบรรเทาทุกข์ทั้งปวง

ของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว

มีใจอ่อนน้อม ถวายอภิวาทพระตถาคต

และกราบทูลขอบรรพชาอุปสมบท ณ ที่นั้นนั่นเอง

อามคันธสูตรที่ ๒ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๕ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

พระสูตรก่อนหน้า๑. รตนสูตรกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๕๒. จูฬวรรคพระสูตรถัดไป๓. หิริสูตร