ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๕
  6. /
  7. …
  8. /
  9. สุตตนิบาต
  10. /
  11. ๓. มหาวรรค
  12. /
  13. ๔. สุนทริกสูตร

๔. สุนทริกสูตร

เล่มที่ ๒๕ · ข้อ ๓๕๘ · บรรทัด ๘๕๓๕

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๔. สุนทริกภารทวาชสูตร

ว่าด้วยสุนทริกภารทวาชพราหมณ์

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำสุนทริกา แคว้นโกศล

สมัยนั้น สุนทริกภารทวาชพราหมณ์กำลังประกอบพิธีบูชาไฟ บำเรอการบูชาไฟ อยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำสุนทริกา ครั้นเสร็จสิ้นพิธีแล้วก็ลุกจากที่นั่ง เหลียวดูทิศทั้ง ๔ โดยรอบด้วยคิดว่า “ใครกันควรบริโภคเครื่องเซ่นที่เหลือนี้” พลันเหลือบไปเห็น พระผู้มีพระภาคประทับนั่งห่มคลุมพระวรกายจนถึงพระเศียรอยู่ที่โคนไม้ต้นหนึ่ง จึงใช้มือซ้ายถือเครื่องเซ่นที่เหลือ มือขวาถือคนโทเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ

ทันใดนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเปิดผ้าคลุมพระเศียรออก เพราะได้สดับเสียง ฝีเท้าของสุนทริกภารทวาชพราหมณ์ ขณะนั้นสุนทริกภารทวาชพราหมณ์กล่าวขึ้นว่า “นี้คนหัวโล้น นี้คนหัวโล้น” ตั้งใจจะหันหลังกลับจากที่นั้น แต่แล้วได้ฉุกคิดว่า “อันที่จริง พราหมณ์บางพวกในโลกนี้ก็หัวโล้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เราควร เข้าไปถามชาติตระกูล” ครั้นคิดเช่นนั้นแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้กล่าวว่า “ท่านมีชาติกำเนิดอะไร”

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสตอบสุนทริกภารทวาชพราหมณ์ด้วยพระคาถา ดังนี้ว่า

[๔๕๘]

เราไม่ใช่พราหมณ์ ไม่ใช่ราชโอรส ไม่ใช่แพศย์

หรือคนวรรณะใดวรรณะหนึ่ง

เรากำหนดรู้โคตรของปุถุชนทั้งหลายแล้ว

ไม่มีความกังวล ประพฤติตนอยู่ในโลกด้วยปัญญา

[๔๕๙]

เรานุ่งห่มไตรจีวร ไม่มีเรือน ปลงผมแล้ว

ควบคุมตน สงบระงับได้

ไม่คลุกคลีกับหมู่คน เที่ยวจาริกไปในโลก

การที่ท่านถามเราถึงโคตรวงศ์นั้นไม่สมควรเลย

[๔๖๐]

(พราหมณ์ทูลถามดังนี้)

พราหมณ์ พราหมณ์ทั้งหลายด้วยกันเท่านั้น

ที่จะถามว่า ท่านเป็นพราหมณ์หรือไม่

[๔๖๑]

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

ถ้าท่านเรียกตัวเองว่าพราหมณ์

แต่มาสนทนากับเราผู้มิใช่พราหมณ์

เพราะฉะนั้น เราจะถามท่านถึงเรื่องสาวิตรีฉันท์ ๑-

ที่มี ๓ บาท ๒๔ พยางค์

[๔๖๒]

(พราหมณ์ทูลถามดังนี้)

ฤๅษี มนุชะ กษัตริย์ และพราหมณ์เป็นจำนวนมากในโลกนี้

อาศัยอะไร จึงพากันบูชายัญแก่เทวดาทั้งหลาย

[๔๖๓]

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

เราขอชี้แจงว่า บุคคลผู้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ จบเวท

พึงได้รับเครื่องบูชาในกาลแห่งยัญพิธีของผู้ใด

การประกอบพิธีบูชายัญของผู้นั้น จึงจะสำเร็จผลมาก

[๔๖๔]

(พราหมณ์กราบทูลดังนี้)

การบูชายัญของข้าพเจ้านั้น ชื่อว่าสำเร็จผลแน่แท้

เพราะได้พบเห็นบุคคล ผู้จบเวทเช่นพระองค์

ก็เพราะยังไม่พบบุคคลผู้ทรงคุณเช่นกับพระองค์

คนอื่นๆ จึงได้กินเครื่องเซ่น

@เชิงอรรถ :

@๑ สาวิตรีฉันท์ โดยทั่วไปหมายถึงบทสวดในคัมภีร์พระเวท แต่ในที่นี้พระพุทธองค์ทรงหมายเอาอริยสาวิตรี

@คือ พุทธัง สรณัง คัจฉามิ, ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ, สังฆัง สรณัง คัจฉามิ (ขุ.สุ.อ. ๒/๔๖๑/๒๒๖)

[๔๖๕]

(พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้)

พราหมณ์ เพราะฉะนั้น ท่านผู้มีความต้องการด้วยประโยชน์นี้

จงเข้ามาถามเถิด ท่านก็จะได้พบบุคคลผู้สงบ

กำจัดความโกรธได้ ไม่มีความทุกข์

ไม่มีความหวัง มีปัญญาดี ในโลกนี้แน่นอน

[๔๖๖]

(พราหมณ์ทูลถามดังนี้)

ข้าพเจ้ายินดีในการบูชายัญ ปรารถนาที่จะบูชายัญ

แต่ข้าพเจ้ายังไม่รู้ ขอพระองค์โปรดตรัสสอนข้าพเจ้า

โปรดตรัสบอกสถานที่ที่การบูชายัญจะสำเร็จผล

ให้ข้าพเจ้าทราบด้วยเถิด

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “พราหมณ์ ถ้าอย่างนั้น ท่านจงตั้งใจฟังเถิด เราจะ แสดงธรรมแก่ท่าน”

[๔๖๗]

ท่านอย่าถามถึงชาติตระกูลเลย

จงถามเฉพาะธรรมที่ประพฤติเถิด

ไฟย่อมเกิดจากไม้

แม้ผู้ที่เกิดในสกุลต่ำก็สามารถเป็นมุนี

มีปัญญา กีดกันอกุศลวิตกได้ด้วยหิริ

เป็นบุรุษอาชาไนยได้

[๔๖๘]

พราหมณ์ผู้มุ่งบุญ ควรบูชา

จัดถวายเครื่องไทยธรรมให้เหมาะแก่กาล

แก่พระทักขิไณยบุคคลผู้ฝึกตนจนบรรลุสัจจะ

สมบูรณ์ด้วยการฝึกอินทรีย์

ผู้จบเวท อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว

[๔๖๙]

พราหมณ์ผู้มุ่งบุญ ควรบูชา

จัดถวายเครื่องไทยธรรมให้เหมาะแก่กาล

แก่เหล่าชนผู้ละกามทั้งหลายได้แล้ว ไม่ยึดมั่น

สำรวมตนเคร่งครัด เที่ยวไปอยู่

เหมือนกระสวยที่ไปตรง

[๔๗๐]

พราหมณ์ผู้มุ่งบุญ ควรบูชา

จัดถวายเครื่องไทยธรรมให้เหมาะแก่กาล

แก่เหล่าชนผู้ปราศจากราคะ มีอินทรีย์มั่นคงดีแล้ว

หลุดพ้นจากกิเลส เหมือนดวงจันทร์พ้นจากราหูจับ ฉะนั้น

[๔๗๑]

พราหมณ์ผู้มุ่งบุญ ควรบูชา

จัดถวายเครื่องไทยธรรมให้เหมาะแก่กาล

แก่เหล่าชนผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยกิเลส มีสติอยู่ทุกเมื่อ

ละนามรูปที่ยึดถือว่าเป็นของเราได้แล้ว เที่ยวไปอยู่ในโลก

[๔๗๒]

ตถาคตละกามทั้งหลายได้

มีปกติครอบงำกามทั้งหลาย เที่ยวไป

รู้ที่สุดแห่งชาติและมรณะ

ดับกิเลสเครื่องเร่าร้อนได้เด็ดขาดแล้ว

เป็นผู้เยือกเย็นเหมือนห้วงน้ำ ควรแก่เครื่องบูชา

[๔๗๓]

ตถาคตผู้เสมอพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

อยู่ห่างไกลจากบุคคลผู้ไม่เสมอทั้งหลาย มีปัญญาหาที่สุดมิได้

เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่แปดเปื้อน ไม่ว่าในโลกนี้หรือโลกไหนๆ

ย่อมควรแก่เครื่องบูชา

[๔๗๔]

ตถาคต ไม่มีมายา ไม่มีมานะ ปราศจากโลภะ

ไม่ยึดถือสิ่งว่าเป็นของเรา

ไม่มีความหวัง กำจัดความโกรธ

ดับกิเลสเครื่องเร่าร้อนได้เด็ดขาด

เป็นพราหมณ์ผู้ลอยบาปได้แท้จริง

ละมลทินคือความโศกได้แล้ว ย่อมควรแก่เครื่องบูชา

[๔๗๕]

ตถาคตละตัณหาและทิฏฐิ

อันเป็นกิเลสนอนเนื่องประจำใจได้แล้ว

ไม่มีตัณหาและทิฏฐิเครื่องยึดถือใดๆ

ชื่อว่าหมดความยึดมั่นในโลกนี้หรือโลกอื่น

ย่อมควรแก่เครื่องบูชา

[๔๗๖]

ตถาคตมีจิตเป็นสมาธิ ข้ามพ้นโอฆะได้เด็ดขาด

และรู้ธรรมด้วยปัญญาอันยอดเยี่ยม

หมดสิ้นอาสวะ ทรงไว้ซึ่งร่างกายเป็นร่างกายสุดท้าย

ย่อมควรแก่เครื่องบูชา

[๔๗๗]

ภวาสวะ ๑- และวาจาหยาบคาย

ตถาคตกำจัดให้สิ้นได้ ไม่มีอยู่

เป็นผู้จบเวท หลุดพ้นแล้วในธรรมทั้งปวง ๒-

ย่อมควรแก่เครื่องบูชา

[๔๗๘]

ตถาคตผู้ล่วงพ้นกิเลสเครื่องข้อง ไม่มีธรรมเครื่องข้อง

เมื่อคนทั่วไปติดข้องเพราะมานะ ตถาคตขจัดมานะได้

กำหนดรู้ทุกข์พร้อมทั้งเขตและที่ตั้ง ย่อมควรแก่เครื่องบูชา

[๔๗๙]

ตถาคตไม่อิงอาศัยความหวัง มีปกติเห็นความสงัด

ล่วงพ้นทิฏฐิที่ผู้อื่นรู้กัน

ไม่มีกิเลสเครื่องยึดเหนี่ยวใดๆ ย่อมควรแก่เครื่องบูชา

[๔๘๐]

ตถาคตรู้แจ้งธรรมทั้งที่ดีและเลว

กำจัดให้สูญสิ้นได้เด็ดขาดแล้ว เป็นผู้สงบ

น้อมจิตไปในธรรมเป็นที่สิ้นอุปาทาน ย่อมควรแก่เครื่องบูชา

@เชิงอรรถ :

@๑ ภวาสวะ หมายถึงราคะที่ประกอบด้วย (๑) ภวตัณหา (ความทะยานอยากในภพ) (๒) ฌานนิกันติ (ความ

@ยึดติดในฌาน (๓) สัสสตทิฏฐิ (ความเห็นว่าเที่ยง) (ขุ.สุ.อ. ๒/๔๗๗/๒๓๒)

@๒ ธรรมทั้งปวง หมายถึงขันธ์และอายตนะเป็นต้น (ขุ.สุ.อ. ๒/๔๗๗/๒๓๒)

[๔๘๑]

ตถาคตมีปกติเห็นภาวะที่สิ้นสุดการเกิด

ขจัดสังโยชน์อันเป็นทางแห่งราคะได้หมดสิ้น

เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีโทษ ปราศจากมลทิน

หมดกิเลสเครื่องเศร้าหมอง ย่อมควรแก่เครื่องบูชา

[๔๘๒]

ตถาคตไม่พิจารณาเห็นตนโดยความเป็นตน ๑-

มีจิตตั้งมั่น ปฏิบัติตรง ดำรงตนมั่นคง ไม่หวั่นไหว

ไม่มีกิเลสดุจตะปูตรึงใจ หมดความสงสัย ย่อมควรแก่เครื่องบูชา

[๔๘๓]

ตถาคตไม่มีเหตุเกิดโมหะใดๆ

มีปกติเห็นด้วยญาณในธรรมทั้งปวง

ทรงไว้ซึ่งร่างกายเป็นร่างกายสุดท้าย

และบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณที่ยอดเยี่ยมอันเกษม

ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ ตถาคตนับว่ามีความบริสุทธิ์ที่น่าบูชา

จึงควรแก่เครื่องบูชา

[๔๘๔]

(พราหมณ์กราบทูลดังนี้)

การบูชาของข้าพระองค์

จะเป็นการบูชาที่ถูกต้องอย่างแน่แท้

เพราะได้พบบุคคล ผู้จบเวทเช่นพระองค์

ขอพระผู้มีพระภาคผู้ทรงเป็นพรหมโดยประจักษ์

โปรดทรงรับ ทรงบริโภคเครื่องบูชาของข้าพระองค์ด้วยเถิด

[๔๘๕]

(พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้)

พราหมณ์ เราไม่บริโภคโภชนะ

ที่ได้มาเพราะการขับกล่อม

ธรรมนั้นมิใช่ธรรมของผู้พิจารณา

@เชิงอรรถ :

@๑ เห็นตนโดยความเป็นตน หมายถึงเห็นขันธ์ ๕ ด้วยจิตอันสัมปยุตด้วยญาณ (ขุ.สุ.อ. ๒/๔๘๒/๒๓๔)

พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่รับโภชนะ

ที่ได้มาเพราะการขับกล่อม

เมื่อธรรมยังมีอยู่

การเลี้ยงชีพแบบนี้ก็ยังมีอยู่

[๔๘๖]

อนึ่ง ท่านจงบำรุงพระขีณาสพ

ผู้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

มีความคะนองสงบแล้ว ด้วยข้าวและน้ำ

เพราะว่าการบำรุงนั้น

เป็นนาบุญของผู้แสวงบุญ

[๔๘๗]

(พราหมณ์กราบทูลดังนี้)

ข้าแต่พระผู้พระภาค ขอประทานวโรกาส

ข้าพระองค์เข้าถึงคำสอนของพระองค์

จนรู้ชัดตามที่พระองค์ตรัสบอกแล้ว

ขอพระองค์โปรดตรัสแสดงบุคคล

ผู้ควรจะบริโภคทักษิณาทานของข้าพระองค์

ซึ่งเป็นผู้ที่ข้าพระองค์กำลังแสวงหาในเวลาบูชายัญ

แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด

[๔๘๘]

(พระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้)

บุคคลใดปราศจากการแก่งแย่งชิงดีกัน

มีจิตไม่ขุ่นมัว หลุดพ้นแล้วจากกามทั้งหลาย

กำจัดถีนมิทธะได้แล้ว

[๔๘๙]

กำจัดกิเลสส่วนสุดออกได้

รู้เท่าทันชาติและมรณะ

เป็นมุนีผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญา

ถ้าบุคคลเช่นนั้นมาถึงสถานที่บูชายัญของท่าน

[๔๙๐]

ท่านอย่าทำหน้านิ่วคิ้วขมวด จงประคองอัญชลีนอบน้อม

บูชาด้วยข้าวและน้ำเถิด

ทักษิณาของท่านจึงจะสำเร็จได้ด้วยอาการอย่างนี้

[๔๙๑]

(พราหมณ์กราบทูลดังนี้)

พระองค์เป็นพระพุทธเจ้าผู้ควรบูชาในโลกทั้งปวง

เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยม ย่อมควรรับเครื่องบูชา

ทานที่ถวายแก่พระองค์ย่อมมีผลมาก

ลำดับนั้น สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของท่านพระโคดมชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่ท่านพระ- โคดม ภาษิตของท่านพระโคดมชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ท่านพระโคดมทรงประกาศ ธรรมแจ่มแจ้งโดยประการต่างๆ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตามประทีปในที่มืดโดยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ ข้าพระองค์นี้ขอถึงท่านพระโคดม พร้อมทั้งพระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะ ข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักของท่านพระโคดมเถิด”

สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ได้บรรพชา ได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาค ฯลฯ จึงเป็นอันว่า ท่านพระสุนทริกภารทวาชะได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในบรรดา พระอรหันต์ทั้งหลาย

สุนทริกภารทวาชสูตรที่ ๔ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๕ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

พระสูตรก่อนหน้า๓. สุภาษิตสูตรกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๕๓. มหาวรรคพระสูตรถัดไป๕. มาฆสูตร