ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๕
  6. /
  7. …
  8. /
  9. สุตตนิบาต
  10. /
  11. ๓. มหาวรรค
  12. /
  13. ๙. วาเสฏฐสูตร

๙. วาเสฏฐสูตร

เล่มที่ ๒๕ · ข้อ ๓๘๑ · บรรทัด ๙๒๕๖

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๙. วาเสฏฐสูตร

ว่าด้วยวาเสฏฐมาณพทูลถามปัญหา

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนื้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ราวป่าอิจฉานังคละ ใกล้หมู่บ้าน อิจฉานังคละ สมัยนั้น พราหมณ์มหาศาลมีชื่อเสียงเป็นจำนวนมาก คือ จังกีพราหมณ์ ตารุกขพราหมณ์ โปกขรสาติพราหมณ์ ชาณุสโสณิพราหมณ์ โตเทยยพราหมณ์ และพราหมณ์มหาศาลมีชื่อเสียงอื่นๆ อาศัยอยู่ในหมู่บ้านอิจฉานังคละ

ครั้งนั้น วาเสฏฐมาณพและภารทวาชมาณพกำลังเดินเล่นพักผ่อน ระหว่างนั้น ได้สนทนาถึงข้อความนี้ว่า “เพื่อนเอ๋ย บุคคลชื่อว่าพราหมณ์ โดยวิธีอย่างไร”

ภารทวาชมาณพกล่าวอย่างนี้ว่า “เพื่อนเอ๋ย บุคคลที่เกิดมาดีทั้ง ๒ ฝ่าย คือ ทั้งฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดา ถือปฏิสนธิบริสุทธิ์ดีตลอดเจ็ดชั่วบรรพบุรุษ ไม่มีใคร จะคัดค้านตำหนิได้เพราะอ้างถึงชาติตระกูล เพื่อนเอ๋ย เพราะเหตุดังกล่าวมานี้ บุคคลนั้นจึงชื่อว่า พราหมณ์”

วาเสฏฐมาณพกล่าวอย่างนี้ว่า “เพื่อนเอ๋ย บุคคลเป็นผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยวัตร เพราะเหตุดังกล่าวมานี้จึงชื่อว่า พราหมณ์”

ภารทวาชมาณพไม่สามารถให้วาเสฏฐมาณพยอมรับเหตุผลของตนได้ ฝ่าย วาเสฏฐมาณพก็ไม่สามารถให้ภารทวาชมาณพยอมรับเหตุผลของตนได้เช่นกัน

ลำดับนั้น วาเสฏฐมาณพได้กล่าวเชิงปรึกษากับภารทวาชมาณพว่า “ภารทวาชะ เพื่อนรัก พระสมณโคดมศากยบุตรพระองค์นี้เสด็จออกผนวชจากศากยตระกูล ประทับ อยู่ที่ราวป่าอิจฉานังคละ ใกล้หมู่บ้านอิจฉานังคละ ก็ท่านพระโคดมนั้นมีกิตติศัพท์ อันงามขจรไปอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯลฯ เป็น พระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค’ ภารทวาชะเพื่อนรัก เราทั้งสองเข้าไปเฝ้าพระ สมณโคดม ณ ที่ประทับกันเถิด แล้วเราจะทูลถามถึงเรื่องนี้กับพระองค์ จะได้จดจำ ข้อความที่พระองค์ทรงพยากรณ์แก่เรา”

ภารทวาชมาณพรับคำวาเสฏฐมาณพว่า “อย่างนั้นก็ได้เพื่อน”

ต่อจากนั้น วาเสฏฐมาณพและภารทวาชมาณพได้พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มี พระภาคถึงที่ประทับ ได้สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควร วาเสฏฐมาณพได้กราบทูลพระผู้มี พระภาคด้วยคาถาว่า

[๖๐๐]

ข้าพระองค์ทั้งสองเป็นผู้ได้รับยกย่อง

และรับรองจากอาจารย์ว่า เป็นผู้ได้ศึกษาจบไตรเพท

ข้าพระองค์เป็นหัวหน้าศิษย์ของโปกขรสาติพราหมณ์

ส่วนภารทวาชมาณพนี้เป็นหัวหน้าศิษย์ของตารุกขพราหมณ์

[๖๐๑]

ข้าพระองค์ทั้งสอง ศึกษาจบไตรเพท

ตามที่อาจารย์ผู้แตกฉานอบรมสั่งสอน

เป็นผู้เข้าใจตัวบท ชำนาญไวยากรณ์

ในพระเวทเทียบเท่าอาจารย์

[๖๐๒]

ข้าแต่พระโคดม ข้าพระองค์ทั้งสองนั้นเกิดโต้เถียงกัน

ในเรื่องเหตุที่ทำให้บุคคลเป็นพราหมณ์

ภารทวาชมาณพกล่าวว่า

บุคคลเป็นพราหมณ์ เพราะชาติกำเนิด

ส่วนข้าพระองค์กล่าวว่า

บุคคลเป็นพราหมณ์ เพราะกรรม

ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ

ขอพระองค์ทรงทราบอย่างนี้เถิด

[๖๐๓]

ข้าพระองค์ทั้งสองนั้นไม่สามารถตกลงกันได้

จึงพากันมาทูลถามพระองค์ผู้ทรงปรากฏพระนามว่า

เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

[๖๐๔]

ข้าพระองค์ทั้งสองประนมมือถวายนมัสการพระองค์

ผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในโลก

เหมือนชนทั้งหลายประนมมือ

น้อมไหว้พระจันทร์วันเพ็ญโดยทั่วถึงกัน

[๖๐๕]

ข้าพระองค์ทั้งสองขอทูลถามพระโคดมผู้มีพระจักษุ

ผู้เสด็จอุบัติดีแล้วในโลกว่า

บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะชาติกำเนิด

หรือเพราะกรรมหนอ

ขอพระองค์โปรดตรัสบอกข้าพระองค์ทั้งสอง

ผู้ไม่รู้ให้รู้จักพราหมณ์ที่แท้จริงด้วยเถิด

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

[๖๐๖]

วาเสฏฐะ เราจะพยากรณ์ถึงความพิสดาร

แห่งชาติกำเนิดของสัตว์ทั้งหลาย

ตามลำดับความเหมาะสมแก่เธอ

เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายมีชาติกำเนิดแตกต่างกันหลายเผ่าพันธุ์

[๖๐๗]

เธอทั้งหลายย่อมรู้จักหญ้าและต้นไม้

แต่หญ้าและต้นไม้ก็ไม่ยอมรับว่าเป็นหญ้าเป็นต้นไม้

หญ้าและต้นไม้นั้นมีสัณฐานสำเร็จมาแต่กำเนิด

เพราะธรรมชาติของมันต่างกัน

[๖๐๘]

ต่อไป เธอทั้งหลายจงรู้จักแมลง ตั๊กแตน

ตลอดจนถึงมดดำ มดแดง

สัตว์เหล่านั้นต่างมีรูปร่างสัณฐานไปตามกำเนิด

เพราะกำเนิดของสัตว์เหล่านั้นต่างกัน

[๖๐๙]

เธอทั้งหลายจงรู้จักสัตว์สี่เท้า ทั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่

สัตว์เหล่านั้นมีรูปร่างสัณฐานไปตามกำเนิด

เพราะกำเนิดของสัตว์เหล่านั้นต่างกัน

[๖๑๐]

เธอทั้งหลายจงรู้จักสัตว์เลื้อยคลาน

ที่ใช้ท้องแทนเท้า มีสันหลังยาว

สัตว์เหล่านั้นมีรูปร่างสัณฐานไปตามกำเนิด

เพราะกำเนิดของสัตว์เหล่านั้นต่างกัน

[๖๑๑]

ต่อไป เธอทั้งหลายจงรู้จักปลา

และสัตว์น้ำประเภทอื่นที่เกิดเที่ยวหากินอยู่ในน้ำ

สัตว์เหล่านั้นมีรูปร่างสัณฐานไปตามกำเนิด

เพราะกำเนิดของสัตว์เหล่านั้นต่างกัน

[๖๑๒]

ต่อไป เธอทั้งหลายจงรู้จักสัตว์ปีกที่บินไปในอากาศ

สัตว์เหล่านั้นมีรูปร่างสัณฐานไปตามกำเนิด

เพราะกำเนิดของสัตว์เหล่านั้นต่างกัน

[๖๑๓]

ในหมู่มนุษย์ ไม่มีรูปร่างสัณฐานแตกต่างกันไป

ตามกำเนิดมากมาย เหมือนกำเนิดของสัตว์เหล่านี้เลย

[๖๑๔]

คือ ไม่มีการกำหนดว่า เป็นพราหมณ์ เป็นกษัตริย์เป็นต้น

ด้วยผม ศีรษะ ใบหู นัยน์ตา ใบหน้า จมูก ริมฝีปาก คิ้ว

[๖๑๕]

คอ บ่า ท้อง หลัง สะโพก อก

ซอกอวัยวะ อวัยวะสืบพันธุ์

[๖๑๖]

มือ เท้า นิ้วมือ เล็บ แข้ง ขาอ่อน

ผิวพรรณ หรือเสียง

ในหมู่มนุษย์จึงไม่มีรูปร่างสัณฐาน

แตกต่างกันตามกำเนิดมากมาย

เหมือนในกำเนิดอื่นๆ เลย

[๖๑๗]

ในหมู่มนุษย์ไม่มีลักษณะเฉพาะตัวในสรีระของแต่ละคน

และในหมู่มนุษย์ การเรียกชื่อต่างกันว่า พราหมณ์ กษัตริย์ เป็นต้น

ท่านบัญญัติเรียกเพียงโวหาร

[๖๑๘]

ในหมู่มนุษย์ ใครก็ตามอาศัยโครักขกรรมเลี้ยงชีพ

วาเสฏฐะ เธอจงรู้อย่างนี้ว่า

ผู้นั้นเรียกว่า ชาวนา ไม่เรียกว่า พราหมณ์

[๖๑๙]

ในหมู่มนุษย์ ใครก็ตามเลี้ยงชีพ

ด้วยการช่างฝีมืออันเป็นศิลปะต่างๆ

วาเสฏฐะ เธอจงรู้อย่างนี้ว่า

ผู้นั้นเรียกว่า ช่างศิลป์ ไม่เรียกว่า พราหมณ์

[๖๒๐]

ในหมู่มนุษย์ ใครก็ตามอาศัยการค้าขายเลี้ยงชีพ

วาเสฏฐะ เธอจงรู้อย่างนี้ว่า

ผู้นั้นเรียกว่า พ่อค้า ไม่เรียกว่า พราหมณ์

[๖๒๑]

ในหมู่มนุษย์ ใครก็ตามเลี้ยงชีพด้วยการรับใช้ผู้อื่น

วาเสฏฐะ เธอจงรู้อย่างนี้ว่า

ผู้นั้นเรียกว่า คนรับใช้ ไม่เรียกว่า พราหมณ์

[๖๒๒]

ในหมู่มนุษย์ ใครก็ตามอาศัยการลักทรัพย์ผู้อื่นเลี้ยงชีพ

วาเสฏฐะ เธอจงรู้อย่างนี้ว่า

ผู้นั้นเรียกว่า โจร ไม่เรียกว่า พราหมณ์

[๖๒๓]

ในหมู่มนุษย์ ใครก็ตามอาศัยลูกศรและศัสตราเลี้ยงชีพ

วาเสฏฐะ เธอจงรู้อย่างนี้ว่า

ผู้นั้นเรียกว่า ทหารอาชีพ ไม่เรียกว่า พราหมณ์

[๖๒๔]

ในหมู่มนุษย์ ใครก็ตามเลี้ยงชีพด้วยการเป็นปุโรหิต

วาเสฏฐะ เธอจงรู้อย่างนี้ว่า

ผู้นั้นเรียกว่า ผู้เป็นที่เคารพบูชา ไม่เรียกว่า พราหมณ์

[๖๒๕]

ในหมู่มนุษย์ ใครก็ตามปกครองท้องถิ่นและแว่นแคว้น

วาเสฏฐะ เธอจงรู้อย่างนี้ว่า

ผู้นั้นเรียกว่า พระราชา ไม่เรียกว่า พราหมณ์

[๖๒๖]

ผู้ถือกำเนิดจากมารดา (ที่เป็นพราหมณ์)

เราไม่เรียกว่า พราหมณ์

เขาเป็นเพียงผู้ชื่อว่า โภวาที เท่านั้น

เขายังมีกิเลสเครื่องกังวล

แต่เราเรียกผู้ที่ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล

ไม่ถือมั่นเท่านั้นว่า พราหมณ์ ๑-

[๖๒๗]

ผู้ตัดสังโยชน์ได้หมดสิ้น ไม่สะดุ้ง

ผู้ล่วงพ้นกิเลสเครื่องข้องได้ ผู้ปราศจากโยคะ

เราเรียกว่า พราหมณ์

[๖๒๘]

ผู้ตัดชะเนาะ เชือกหนัง และเงื่อน

พร้อมทั้งสายรัดได้ ถอดลิ่มสลัก เป็นผู้ตรัสรู้แล้ว

เราเรียกว่า พราหมณ์

@เชิงอรรถ :

@๑ ดูธรรมบทข้อ ๓๙๖-๔๒๓ หน้า ๑๕๘ ในเล่มนี้

[๖๒๙]

ผู้ไม่ประทุษร้าย อดกลั้นคำด่า

การฆ่า และการจองจำได้

มีขันติเป็นพลัง มีขันติเป็นกำลังพล

เราเรียกว่า พราหมณ์

[๖๓๐]

ผู้ไม่มักโกรธ มีศีล มีวัตร

ไม่มีตัณหาเครื่องฟูขึ้น ฝึกตนได้แล้ว

มีสรีระเป็นร่างกายสุดท้าย

เราเรียกว่า พราหมณ์

[๖๓๑]

ผู้ใดไม่ติดในกามทั้งหลาย

เหมือนน้ำไม่ติดอยู่บนใบบัว

เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดไม่ติดอยู่บนปลายเหล็กแหลม

เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์

[๖๓๒]

ผู้ใดในธรรมวินัยนี้ รู้ชัดความสิ้นทุกข์ของตน

ปลงภาระได้แล้ว ปราศจากโยคะ

เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์

[๖๓๓]

ผู้มีปัญญาลึกซึ้ง เป็นนักปราชญ์

ฉลาดในทางและมิใช่ทาง

บรรลุประโยชน์สูงสุด

เราเรียกว่า พราหมณ์

[๖๓๔]

ผู้ไม่คลุกคลีกับคน ๒ จำพวก

คือ คฤหัสถ์ และบรรพชิต

ไม่มีความอาลัยเที่ยวไป มีความปรารถนาน้อย

เราเรียกว่า พราหมณ์

[๖๓๕]

ผู้ใดละวางโทษทัณฑ์ในสัตว์ทั้งหลาย

ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ที่ยังหวาดสะดุ้ง และสัตว์ที่มั่นคง

ไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ให้คนอื่นฆ่า

เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์

[๖๓๖]

ผู้ไม่มุ่งร้ายในหมู่คนผู้มุ่งร้าย

ผู้สงบในหมู่คนผู้ชอบหาเรื่องใส่ตน

ผู้ไม่ถือมั่นในหมู่คนผู้ถือมั่น

เราเรียกว่า พราหมณ์

[๖๓๗]

ผู้ใดทำราคะ โทสะ โมหะ มานะ และมักขะให้ตกไป

เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดตกไปจากปลายเหล็กแหลม

เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์

[๖๓๘]

ผู้กล่าวคำที่ไม่หยาบคาย สื่อความหมายได้

เป็นคำจริง ไม่เป็นเหตุให้ใครๆ ขัดเคือง

เราเรียกว่า พราหมณ์

[๖๓๙]

ผู้ใดในโลกนี้ ไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้

ไม่ว่ายาวหรือสั้น เล็กหรือใหญ่ งามหรือไม่งาม

เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์

[๖๔๐]

ผู้ใดไม่มีความหวังในโลกนี้และโลกหน้า

ปราศจากความหวัง ปราศจากโยคะ

เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์

[๖๔๑]

ผู้ใดไม่มีความอาลัย หมดความสงสัยเพราะรู้ชัด

หยั่งลงสู่อมตะ บรรลุแล้ว

เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์

[๖๔๒]

ผู้ใดในโลกนี้ละบุญและบาปทั้งสองได้

พ้นจากกิเลสเครื่องข้องได้ ไม่เศร้าหมอง

ปราศจากกิเลสดุจธุลี เป็นผู้บริสุทธิ์

เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์

[๖๔๓]

ผู้บริสุทธิ์ดุจจันทร์แจ่ม

มีจิตผ่องใส ไม่ขุ่นมัว

เป็นผู้สิ้นความยินดีในภพ

เราเรียกว่า พราหมณ์

[๖๔๔]

ผู้ใดก้าวพ้นทางอ้อม ๑- ทางหล่ม ๒-

สงสาร และโมหะได้แล้ว

ข้ามไปถึงฝั่งแล้ว เจริญฌาน

ไม่หวั่นไหว หมดความสงสัย

ดับเย็น เพราะไม่ถือมั่น

เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์

[๖๔๕]

ผู้ใดในโลกนี้ละกามได้แล้ว

ออกบวชเป็นบรรพชิต

เป็นผู้สิ้นกามและภพ

เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์

[๖๔๖]

ผู้ใดในโลกนี้ละตัณหาได้เด็ดขาด

ออกบวชเป็นบรรพชิต

เป็นผู้สิ้นตัณหาและภพ

เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์

[๖๔๗]

ผู้ละกิเลสเครื่องประกอบอันเป็นของมนุษย์ได้ ๓-

ล่วงพ้นกิเลสเครื่องประกอบอันเป็นทิพย์ได้แล้ว

เป็นผู้ปราศจากโยคะทั้งปวง

เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์

[๖๔๘]

ผู้ละทั้งความยินดี ๔- และความไม่ยินดี ๕-

เป็นผู้เยือกเย็น หมดอุปธิกิเลส

@เชิงอรรถ :

@๑ ทางอ้อม ในที่นี้หมายถึงราคะ (ขุ.สุ.อ. ๒/๖๔๔/๒๙๙)

@๒ ทางหล่ม ในที่นี้หมายถึงกิเลส (ขุ.สุ.อ. ๒/๖๔๔/๒๙๙)

@๓ ดูเชิงอรรถที่ ๑ หน้า ๑๖๖ ในเล่มนี้

@๔ ดูเชิงอรรถที่ ๓ หน้า ๑๖๖ ในเล่มนี้

@๕ ดูเชิงอรรถที่ ๔ หน้า ๑๖๖ ในเล่มนี้

ครอบงำโลกทั้งหมด เป็นผู้แกล้วกล้า

เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์

[๖๔๙]

ผู้ใดรู้การจุติและการอุบัติ

ของสัตว์ทั้งหลายโดยประการทั้งปวง

เราเรียกผู้นั้นซึ่งเป็นผู้ไม่ติดข้อง ไปดีแล้ว

และตรัสรู้แล้วว่า พราหมณ์

[๖๕๐]

ผู้ใดมีคติที่เทวดา คนธรรพ์ และมนุษย์ก็รู้ไม่ได้

เราเรียกผู้นั้นซึ่งเป็นอรหันตขีณาสพว่า พราหมณ์

[๖๕๑]

ผู้ใดไม่มีกิเลสเครื่องกังวล

ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

เราเรียกผู้นั้นซึ่งเป็นผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล

หมดความยึดมั่นถือมั่นว่า พราหมณ์

[๖๕๒]

ผู้องอาจ ผู้ประเสริฐ ผู้แกล้วกล้า

ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ผู้ชำนะแล้ว

ผู้ไม่หวั่นไหว ผู้ชำระแล้ว และผู้ตรัสรู้แล้ว

เราเรียกว่า พราหมณ์

[๖๕๓]

ผู้ใดระลึกอดีตชาติได้ เห็นสวรรค์และอบาย

บรรลุภาวะที่สิ้นสุดการเกิด

เราเรียกผู้นั้นว่า พราหมณ์

[๖๕๔]

อันที่จริง ชื่อและโคตรที่เขากำหนดให้กันนั้น

เป็นเพียงสมมติบัญญัติในโลก

ชื่อและโคตรปรากฏอยู่ได้เพราะรู้ตามกันมา

ญาติสาโลหิตกำหนดไว้ในการเกิดนั้นๆ

[๖๕๕]

ชื่อและโคตรที่กำหนดเรียกกันนี้

เป็นความเห็นที่ฝังแน่นอยู่ในใจมานานของคนผู้ไม่รู้ความจริง

เมื่อไม่รู้จึงกล่าวว่า บุคคลเป็นพราหมณ์เพราะชาติกำเนิด

[๖๕๖]

บุคคลจะชื่อว่า เป็นพราหมณ์เพราะชาติกำเนิดก็หามิได้

จะชื่อว่ามิใช่พราหมณ์เพราะชาติกำเนิดก็หามิได้

แต่ชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะกรรม

ชื่อว่ามิใช่พราหมณ์เพราะกรรม

[๖๕๗]

บุคคลชื่อว่าเป็นชาวนาเพราะกรรม

ชื่อว่าเป็นช่างศิลป์ เป็นพ่อค้า เป็นคนรับใช้ ก็เพราะกรรม

[๖๕๘]

ชื่อว่าเป็นโจร เป็นทหารอาชีพ เป็นปุโรหิต

แม้กระทั่งเป็นพระราชา ก็เพราะกรรมทั้งนั้น

[๖๕๙]

บัณฑิตผู้มีปกติเห็นปฏิจจสมุปบาท

ฉลาดในกรรมและวิบาก

ย่อมเห็นกรรมตามความเป็นจริงอย่างนี้

[๖๖๐]

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

หมู่สัตว์เป็นไปตามกรรม

สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นเครื่องผูกพัน

เปรียบเหมือนรถที่แล่นไปมีหมุดเป็นเครื่องตรึงไว้ ฉะนั้น

[๖๖๑]

บุคคลจะเป็นพราหมณ์ ก็เพราะกรรมอันประเสริฐนี้

คือ ตบะ พรหมจรรย์ สัญญมะ ทมะ ๑-

กรรมอันประเสริฐนี้นำความเป็นพราหมณ์ที่สูงสุดมาให้

[๖๖๒]

บุคคลสมบูรณ์ด้วยวิชชา ๓

มีความสงบ สิ้นภพใหม่แล้ว

@เชิงอรรถ :

@๑ ตบะ หมายถึงการสำรวมอินทรีย์ พรหมจรรย์ หมายถึงการประพฤติธรรมอันประเสริฐ สัญญมะ

@หมายถึงมีศีล ทมะ หมายถึงมีปัญญา (ขุ.สุ.อ. ๒/๖๖๑/๓๐๒)

วาเสฏฐะ เธอจงรู้อย่างนี้ว่า

บุคคลนั้นเป็นทั้งพรหม และท้าวสักกะของบัณฑิตผู้รู้แจ้งอยู่

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว วาเสฏฐมาณพและภารทวาชมาณพได้ กราบทูลดังนี้ว่า “ข้าแต่ท่านพระโคดม พระภาษิตของท่านพระโคดมชัดเจนไพเราะ ยิ่งนัก ฯลฯ ขอท่านพระโคดมจงทรงจำพวกข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต”

วาเสฏฐสูตรที่ ๙ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๕ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

พระสูตรก่อนหน้า๘. สัลลสูตรกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๕๓. มหาวรรคพระสูตรถัดไป๑๐. โกกาลิกสูตร