ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๕
  6. /
  7. …
  8. /
  9. สุตตนิบาต
  10. /
  11. ๓. มหาวรรค
  12. /
  13. ๑๑. นาลกสูตร

๑๑. นาลกสูตร

เล่มที่ ๒๕ · ข้อ ๓๘๘ · บรรทัด ๙๕๕๖

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๑๑. นาลกสูตร

ว่าด้วยนาลกดาบสทูลถามปัญหา

[๖๘๕]

อสิตฤๅษีอยู่ในที่พักกลางวัน ได้เห็นท้าวสักกะจอมเทพ

และทวยเทพชั้นดาวดึงส์มีใจชื่นชมโสมนัส

ยกผ้าทิพย์ขึ้นชมเชยอยู่มิได้ขาด

ณ ที่สถิตอันสะอาด

[๖๘๖]

ครั้นเห็นแล้วจึงทำความนอบน้อม

พลางถามเทวดาทั้งหลายผู้มีใจเบิกบานในที่นั้นว่า

เพราะเหตุไร ทวยเทพจึงดีใจอย่างล้นเหลือ

เพราะอาศัยอะไร ท่านทั้งหลายจึงยกผ้าทิพย์ขึ้นแล้วรื่นเริงอยู่เช่นนี้

[๖๘๗]

แม้คราวที่เกิดสงครามกับพวกอสูร ทวยเทพได้ชัยชนะ

เหล่าอสูรปราชัย อาการดีใจขนลุกขนพองสยองเกล้าเช่นนี้ก็มิได้มี

เทวดาทั้งหลายได้เห็นเหตุอะไรที่ไม่เคยมีมาก่อน

จึงพากันเบิกบานสำราญใจมากมายเช่นนี้

[๖๘๘]

ทวยเทพเปล่งเสียงชมเชยขับร้องบรรเลงดนตรี

ปรบมือฟ้อนรำกันอยู่

ข้าพเจ้าขอถามท่านทั้งหลายผู้อยู่บนยอดเขาพระสุเมรุว่า

ท่านผู้ไร้ทุกข์ทั้งหลาย

ขอพวกท่านจงช่วยกันขจัดความสงสัยของข้าพเจ้า

ให้สิ้นไปโดยเร็วเถิด

(เทวดาทั้งหลายกล่าวตอบดังนี้)

[๖๘๙]

พระโพธิสัตว์ผู้เป็นรัตนะอันประเสริฐ ไม่มีผู้เปรียบเทียบ

ได้บังเกิดแล้วในมนุษยโลก ที่ป่าลุมพินีวัน

ในคามชนบทของเจ้าศากยะทั้งหลาย

เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุข

เพราะเหตุนั้น เราทั้งหลายจึงพากันยินดีเบิกบานใจอย่างล้นเหลือ

[๖๙๐]

พระโพธิสัตว์นั้น เป็นบุคคลผู้เลิศเป็นผู้สูงสุดในสรรพสัตว์

เป็นนรชนผู้องอาจ ประเสริฐสูงสุดในหมู่สัตว์ทั้งปวง

จะทรงประกาศธรรมจักรที่ป่าอิสิปตนะ

เปรียบเหมือนพญาราชสีห์ มีกำลัง

มีอำนาจเหนือหมู่เนื้อบันลือสีหนาทอยู่

[๖๙๑]

อสิตฤๅษีนั้นฟังเสียงของเทวดานั้นแล้ว

จึงรีบลงเข้าไปสู่ที่ประทับของพระเจ้าสุทโธทนะ ณ เวลานั้นทันที

ครั้นนั่งแล้วได้ทูลถามเจ้าศากยะทั้งหลายในที่นั้นว่า

พระกุมารประทับอยู่ที่ไหน อาตมภาพประสงค์จะเฝ้า

[๖๙๒]

ลำดับนั้น เจ้าศากยะทั้งหลาย

ได้ทรงนำพระกุมาร ผู้ทรงเปล่งปลั่งดังทอง

ที่ปากเบ้าซึ่งช่างทองผู้ชำนาญหลอมดีแล้ว

ทรงรุ่งเรืองยิ่งด้วยพระสิริ มีพระฉวีวรรณผุดผ่อง

เป็นพระโอรสผู้ประเสริฐ

ออกมาให้อสิตฤๅษีเฝ้าชมพระบารมี

[๖๙๓]

อสิตฤๅษีได้เห็นพระกุมารผู้ทรงรุ่งเรืองดังเปลวไฟ

เหมือนดวงจันทร์เพ็ญลอยเด่นในนภากาศ

มีแสงพราวกว่าหมู่ดาว

ดุจดวงอาทิตย์พ้นจากเมฆแผดแสงอยู่ในสารทกาล

จึงเกิดความยินดี ได้รับปีติไพบูลย์

[๖๙๔]

ทวยเทพกั้นเศวตฉัตร มีซี่มากมาย

ประกอบด้วยชั้น ๑,๐๐๐ ชั้น ไว้ในนภากาศ

จามรด้ามทองทั้งหลาย โบกไปมาอยู่

แต่ผู้ถือจามรและเศวตฉัตรไม่ปรากฏ

[๖๙๕]

ฤๅษีเกล้าชฎา นามว่ากัณหสิริ

ได้เห็นพระกุมารงามดุจแท่งทองบนผ้ากัมพลแดง

และเศวตฉัตรที่กั้นอยู่บนพระเศียร

ก็มีจิตเบิกบาน ดีใจพลางช้อนอุ้มพระกุมารไว้แนบกาย

[๖๙๖]

พออุ้มพระกุมารผู้ประเสริฐไว้แล้ว

อสิตฤๅษีผู้เรียนจบลักษณะมนตร์

ก็ตรวจพิจารณาลักษณะ

มีจิตเลื่อมใส ได้เปล่งวาจาว่า

พระกุมารนี้ไม่มีผู้อื่นเยี่ยมกว่า

เป็นผู้สุงสุดในบรรดาสัตว์ ๒ เท้า

[๖๙๗]

ครั้นแล้ว อสิตฤๅษีหวนระลึกถึงการที่ตนต้องไปเกิด

ก็ระทมใจจนน้ำตาไหล

ซึ่งเจ้าศากยะทั้งหลายได้ทอดพระเนตรเห็นฤๅษีร้องไห้เช่นนั้น

จึงตรัสถามว่า พระกุมารจะมีอันตรายหรืออย่างไร

[๖๙๘]

อสิตฤๅษีได้ทูลเจ้าศากยะทั้งหลาย

ผู้ทอดพระเนตรเห็นแล้ว ไม่ทรงสบายพระทัยว่า

ไม่ใช่อาตมภาพระลึกถึงสิ่งที่เป็นอัปปมงคลในพระกุมาร

และก็ไม่ใช่พระกุมารนั้นจะทรงมีอันตราย

พระกุมารนี้ไม่เป็นผู้ต่ำต้อยเลย

ขอมหาบพิตรทั้งหลายจงสบายพระทัยเถิด

[๖๙๙]

พระกุมารนี้จะทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ

จะทรงเห็นนิพพานที่บริสุทธิ์อย่างยิ่ง

จะทรงบำเพ็ญประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชน

จักประกาศธรรมจักร

พรหมจรรย์ ๑- ของพระกุมารนี้

จะเผยแผ่ขจรไปอย่างกว้างขวาง

[๗๐๐]

แต่อายุของอาตมภาพเหลืออยู่ในโลกนี้ไม่นาน

อาตมภาพจะต้องมรณภาพไปในระหว่างนี้

อาตมภาพนั้นจะไม่ได้สดับธรรมของพระกุมาร

ผู้ทรงมีความเพียรหาผู้เสมอเหมือนมิได้

เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงเร่าร้อนถึงความพินาศ ทุกข์ใจ

[๗๐๑]

อสิตฤๅษีนั้นทูลให้เจ้าศากยะทั้งหลาย

เกิดความปีติเป็นล้นพ้นแล้ว

จึงออกจากพระราชวังไปบำเพ็ญพรหมจรรย์ต่อไป

พร้อมกับอนุเคราะห์หลานของตนเอง

ฝึกให้เขาสมาทานในธรรมของพระผู้มีพระภาค

ผู้ทรงมีความเพียรหาผู้เสมอเหมือนมิได้

[๗๐๒]

กล่าวสอนว่า ต่อไปภายหน้า

เจ้าได้ยินเสียงระบือไปว่า พระพุทธเจ้า

พระสิทธัตถราชกุมารนี้ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว

กำลังทรงเผยแผ่ทางดำเนินสู่อมตธรรม

เจ้าจงไปทูลสอบถามด้วยตนเองในสำนักของพระองค์

จงประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเถิด

[๗๐๓]

นาลกดาบสสั่งสมบุญไว้มาก

ได้รับคำพร่ำสอนจากอสิตฤๅษี

ผู้มีใจเกื้อกูล มีจิตมั่นคง

ซึ่งเป็นผู้เห็นนิพพานอันบริสุทธิ์อย่างยิ่งในอนาคต

จึงเฝ้ารักษาโสตินทรีย์ รอคอยพระชินสีห์อยู่

@เชิงอรรถ :

@๑ พรหมจรรย์ ในที่นี้หมายถึงศาสนา (ขุ.สุ.อ. ๒/๖๙๙/๓๒๐)

[๗๐๔]

นาลกดาบสได้ฟังเสียงระบือถึงการที่พระชินสีห์

ทรงประกาศธรรมจักรอันประเสริฐ

จึงไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคผู้ประเสริฐ องอาจกว่าฤๅษี

แล้วเลื่อมใส ได้ทูลถามปฏิปทาที่ประเสริฐสุดกับพระมุนีผู้ประเสริฐ

ในเมื่อเวลาคำสั่งสอนของอสิตฤๅษีมาถึงเข้า

วัตถุคาถา จบ

(นาลกดาบสทูลถามดังนี้)

[๗๐๕]

ข้าแต่พระโคดม คำของอสิตฤๅษีนั้น

ข้าพระองค์ได้รู้ว่า เป็นจริงตามที่กล่าวแล้ว

เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์

ผู้ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง

[๗๐๖]

พระองค์ผู้อันข้าพระองค์ทูลถามแล้ว

ขอจงตรัสบอกมุนีและปฏิปทาอันสูงสุดของมุนีแห่งบรรพชิต

ผู้แสวงหาการเที่ยวไปเพื่อภิกษา แก่ข้าพระองค์เถิด

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

[๗๐๗]

เราจักพยากรณ์ปฏิปทาของมุนีที่ปฏิบัติได้ยาก

ทั้งให้เกิดความยินดีได้ยากแก่เธอ

เอาเถิด เราจะบอกปฏิปทาของมุนีนั้นแก่เธอ

เธอจงช่วยเหลือตนเอง จงเป็นผู้มั่นคงเถิด

[๗๐๘]

มุนีพึงทำทั้งคำด่าและการกราบไหว้

ในหมู่บ้านให้มีส่วนเสมอกัน

คือพึงรักษาจิตไม่ให้คิดร้าย เป็นผู้สงบ

ไม่ฟุ้งซ่านเที่ยวไป

[๗๐๙]

อารมณ์สูงต่ำ ๑- เปรียบเหมือนเปลวไฟในป่าย่อมปรากฏ

นารีมักประเล้าประโลมมุนี

เธอจงระวังอย่าให้นางประเล้าประโลมได้

[๗๑๐]

มุนีพึงงดเว้นจากเมถุนธรรม

ละกามคุณทั้งที่ประณีตและไม่ประณีต

ไม่ยินดียินร้ายในสัตว์ผู้ยังหวาดสะดุ้งและที่มั่นคง

[๗๑๑]

มุนีพึงทำตนให้เป็นอุปมาว่า เราฉันใด

สัตว์เหล่านี้ก็ฉันนั้น

สัตว์เหล่านี้ฉันใด เราก็ฉันนั้น ดังนี้แล้ว

ไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า

[๗๑๒]

มุนีละความปรารถนาและความโลภในปัจจัย ๔

ที่ปุถุชนพากันหลงยึดติดได้แล้ว เป็นผู้มีจักษุ

ปฏิบัติปฏิปทาของมุนี

ก็จะข้ามพ้นความทะยานอยากในปัจจัยซึ่งเป็นดุจเหวลึกนี้ได้

[๗๑๓]

มุนีควรเป็นผู้มีท้องพร่อง ฉันอาหารแต่พอประมาณ

มีความปรารถนาน้อย ปราศจากความละโมบ

หมดความกระหายหิวด้วยความอยาก ไม่มีความอยากอีกต่อไป

ดับความเร่าร้อนได้ตลอดกาล

@เชิงอรรถ :

@๑ อารมณ์สูงต่ำ หมายถึงอิฏฐารมณ์(อารมณ์ที่น่าปรารถนา) และอนิฏฐารมณ์(อารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา)

@(ขุ.สุ.อ. ๒/๗๐๙/๓๒๔)

[๗๑๔]

มุนีนั้นเที่ยวรับบิณฑบาตแล้ว ควรเข้าไปชายป่าทันที

ยืนหรือนั่งที่โคนต้นไม้ชายป่านั้น

[๗๑๕]

มุนีนั้นควรจะขวนขวายในฌาน ทรงปัญญา

ยินดีอยู่เฉพาะในชายป่า

ควรเพ่งพินิจ ทำตนให้ยินดียิ่ง ณ โคนต้นไม้นั้น

[๗๑๖]

จากนั้น เมื่อราตรีสว่างแล้ว

มุนีควรเข้าไปสู่บริเวณหมู่บ้าน

ไม่ควรยินดีรับนิมนต์ฉันที่เรือน

และอาหารที่เขานำมาจากบ้านถวายเจาะจง

[๗๑๗]

มุนีเข้าไปถึงหมู่บ้านแล้ว

ไม่ควรรีบร้อนเข้าไปเรือนตระกูลอุปัฏฐาก

เป็นผู้ตัดการพูดคุย ไม่ควรกล่าววาจาเกี่ยวกับการแสวงหาของกิน

[๗๑๘]

มุนีนั้นคิดว่า สิ่งที่เราได้แล้วล้วนแต่เป็นประโยชน์ทั้งนั้น

ถึงไม่ได้ก็ดี ดังนี้แล้ว

เป็นผู้คงที่ เพราะการได้และไม่ได้ทั้ง ๒ อย่างนั้น

กลับเข้าไปยังที่อยู่ของตน

เหมือนคนหาผลไม้เข้าไปยังต้นไม้ ฉะนั้น

[๗๑๙]

มุนีนั้นอุ้มบาตรเที่ยวไป

ไม่เป็นใบ้ก็สมมติตนว่าเป็นใบ้

ไม่ควรดูหมิ่นทานว่าน้อย

ไม่ควรดูแคลนทายกผู้ให้

[๗๒๐]

ปฏิปทา ๑- ที่พระสมณะประกาศแล้ว มีทั้งสูงและต่ำ ๒-

มุนีผู้ปฏิบัติจะไปถึงฝั่งถึง ๒ ครั้งหามิได้ ๓-

ฝั่งนี้ ผู้ปฏิบัติรู้ได้ครั้งเดียว ก็หามิได้ ๔-

[๗๒๑]

อนึ่ง มุนีเป็นภิกษุซึ่งตัดกระแสขาดแล้ว

ไม่มีตัณหาซ่านไป ละกิจน้อยใหญ่ได้แล้ว

ย่อมไม่มีความเร่าร้อน ๕-

[๗๒๒]

เราจะพยากรณ์ปฏิปทาของมุนีให้เธอทราบต่อไปคือ

ภิกษุผู้ปฏิบัติควรเป็นผู้มีคมมีดโกนเป็นเครื่องเปรียบ

กดเพดานไว้ด้วยลิ้น สำรวมท้อง

[๗๒๓]

ควรเป็นผู้มีจิตไม่ท้อแท้ และไม่ควรครุ่นคิดกังวลมาก

เป็นผู้หมดกลิ่นสาบ ๖- ไม่มีตัณหาและทิฏฐิอาศัย

มีพรหมจรรย์เป็นจุดหมาย

@เชิงอรรถ :

@๑ ปฏิปทา หมายถึงประเภทของการปฏิบัติ มี ๔ อย่าง คือ (๑) ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา (ปฏิบัติลำบาก

@และรู้ได้ช้า) (๒) ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา(ปฏิบัติลำบาก แต่รู้ได้เร็ว) (๓) สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา

@(ปฏิบัติสะดวก แต่รู้ได้ช้า) (๔) สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา(ปฏิบัติสะดวก และรู้ได้เร็ว)

@(องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๑๖๑-๑๖๓/๒๒๖-๒๓๐)

@๒ มีทั้งสูงและต่ำ หมายถึงปฏิปทาสูง คือ ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา และสุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา

@ส่วนปฏิปทาต่ำ คือ ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา และสุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา (ขุ.สุ.อ. ๒/๗๒๐/๓๓๐)

@๓ หมายถึงมุนีไม่สามารถบรรลุนิพพานถึง ๒ ครั้งได้ ข้อความนี้แสดงถึงภาวะที่ไม่มีความเสื่อม กล่าวคือ

@กิเลสเหล่าใดที่ละได้แล้ว ก็ไม่ต้องกลับไปละกิเลสเหล่านั้นซ้ำอีก (ขุ.สุ.อ. ๒/๗๒๐/๓๓๐)

@๔ ข้อความนี้แสดงภาวะที่ละกิเลสด้วยมรรคนั้นๆ ตามลำดับถึงอรหัตตมรรค มิใช่ละกิเลสทั้งหมดด้วยมรรค

@ใดมรรคหนึ่ง (ขุ.สุ.อ. ๒/๗๒๐/๓๓๐) และดู อภิ.ก. ๓๗/๒๖๕/๔๗๔

@๕ ดูเทียบ ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๗๔/๒๗๐

@๖ กลิ่นสาบ หมายถึงความโกรธ (องฺ.ฉกฺก.อ. ๓/๕๔/๑๓๔)

[๗๒๔]

พึงฝึกฝนเพื่อการนั่งสงบผู้เดียว

และเพื่อบำเพ็ญจิตภาวนาของสมณะ

ความเป็นมุนีที่เราบอกไว้แล้วโดยส่วนเดียว

หากเธอจักยินดีอยู่ผู้เดียว

เธอก็จักปรากฏเกียรติคุณไปทั่ว ๑๐ ทิศ

[๗๒๕]

เธอได้ฟังเสียงสรรเสริญของนักปราชญ์ทั้งหลาย

ผู้เพ่งพินิจอยู่ ตัดขาดจากกามแล้ว

ต่อจากนั้น ควรทำหิริและศรัทธาให้ยิ่งขึ้น

จึงนับว่าเป็นสาวกของเราได้

[๗๒๖]

เธอจะเข้าใจคำที่เรากล่าวแล้วนั้นได้แจ่มแจ้ง

ด้วยการเปรียบเทียบแม่น้ำกับลำคลอง และหนองบึง คือ

แม่น้ำน้อยไหลดังสนั่น

แม่น้ำสายใหญ่ๆ ไหลเงียบสงบ

[๗๒๗]

สิ่งใดพร่อง สิ่งนั้นดัง

สิ่งใดเต็ม สิ่งนั้นเงียบ

คนพาลเปรียบได้กับหม้อน้ำที่มีน้ำเพียงครึ่งเดียว

บัณฑิตเปรียบได้กับห้วงน้ำที่เต็มเปี่ยม

[๗๒๘]

พระสมณพุทธเจ้าทรงรู้จักถ้อยคำที่จะตรัสให้มากว่า

มีสาระประกอบด้วยประโยชน์ จึงทรงแสดงธรรม

พระองค์ทรงรู้อยู่จึงตรัสได้มาก

[๗๒๙]

อนึ่ง สมณะใดรู้แจ้งธรรม

สำรวมจิตของตนได้ ไม่กล่าวมากทั้งที่รู้

สมณะนั้นชื่อว่าเป็นมุนี

ย่อมควรแก่ปฏิปทาของมุนี

สมณะนั้นเป็นมุนีได้บรรลุปฏิปทาของมุนี ๑- แล้ว

นาลกสูตรที่ ๑๑ จบ

๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร

ว่าด้วยการพิจารณาเห็นธรรมเป็นคู่

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ บุพพาราม ปราสาทของนางวิสาขา- มิคารมาตา เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้นเป็นคืนวันเพ็ญ เป็นวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำ พระผู้มีพระภาคประทับนั่งกลางแจ้งมีภิกษุสงฆ์แวดล้อม ทอดพระเนตรเห็นภิกษุ- สงฆ์สงบนิ่งจึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย หากมีผู้ถามว่า ‘การฟังกุศลธรรมที่เป็นของ พระอริยะ เป็นเครื่องนำออกจากโลก เป็นเหตุให้ดำเนินไปสู่ความตรัสรู้ จะมี ประโยชน์อะไรแก่ท่านทั้งหลาย’ เธอทั้งหลายควรตอบเขาอย่างนี้ว่า ‘มีประโยชน์ให้ รู้จักธรรมแยกออกเป็น ๒ คู่ตามความเป็นจริง’

เธอทั้งหลายควรตอบเขาถึงธรรมแยกออกเป็น ๒ คู่ คือ

(๑) การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย’ นี้เป็นคู่ที่ ๑ การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ‘นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา’ นี้เป็นคู่ ที่ ๒ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้พิจารณาเห็นธรรมแยกออกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆ

@เชิงอรรถ :

@๑ บรรลุปฏิปทาของมุนี หมายถึงบรรลุอรหัตตมัคคญาณ (ขุ.สุ.อ. ๒/๗๒๗-๗๒๙/๓๓๒-๓๓๓)

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๕ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

พระสูตรก่อนหน้า๑๐. โกกาลิกสูตรกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๕๓. มหาวรรคพระสูตรถัดไป๑๒. ทวยตานุปัสสนาสูตร