ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๕
  6. /
  7. …
  8. /
  9. สุตตนิบาต
  10. /
  11. ๔. อัฏฐกวรรค
  12. /
  13. ๙. มาคันทิยสูตร

๙. มาคันทิยสูตร

เล่มที่ ๒๕ · ข้อ ๔๑๖ · บรรทัด ๑๐๒๒๒

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๙. มาคันทิยสูตร ๑-

ว่าด้วยมาคันทิยพราหมณ์

(พระผู้มีพระภาคตรัสแก่มาคันทิยพราหมณ์พร้อมภรรยาดังนี้)

[๘๔๒]

เพราะเห็นนางตัณหา นางอรดี และนางราคา

ก็ไม่ได้มีความพอใจในเมถุนธรรมเลย

จักมีความพอใจเพราะเห็นเรือนร่าง

@เชิงอรรถ :

@๑ ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๗๐-๘๒/๒๑๗-๒๔๕

ที่เต็มไปด้วยปัสสาวะและอุจจาระนี้ได้อย่างไรเล่า

เราไม่ปรารถนาจะถูกต้องเรือนร่างนางแม้ด้วยเท้า

(มาคันทิยพราหมณ์ทูลถามดังนี้)

[๘๔๓]

หากท่านไม่ปรารถนานารีผู้เป็นอิตถีรัตนะเช่นนี้

ที่พระราชาผู้เป็นจอมคนจำนวนมากพากันปรารถนา

ท่านจะกล่าวทิฏฐิ ศีล วัตร ชีวิต

และการอุบัติขึ้นในภพว่าเป็นเช่นไร

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า มาคันทิยะ)

[๘๔๔]

การตกลงใจในธรรมทั้งหลายแล้วถือมั่นว่า

เรากล่าวสิ่งนี้ ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่เรา

เราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย จึงไม่ยึดมั่น

เมื่อเลือกเฟ้น จึงได้เห็นความสงบภายใน

(มาคันทิยพราหมณ์ทูลถามดังนี้)

[๘๔๕]

ทิฏฐิเหล่าใดที่ตกลงใจกำหนดไว้แล้ว

มุนีไม่ยึดมั่นทิฏฐิเหล่านั้นแล

กล่าวเนื้อความใดว่า ความสงบภายใน

เนื้อความนั้น นักปราชญ์ทั้งหลายประกาศไว้อย่างไรหนอ

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มาคันทิยะ)

[๘๔๖]

นักปราชญ์ไม่กล่าวความหมดจดเพราะทิฏฐิ

ไม่กล่าวความหมดจดเพราะสุตะ

ไม่กล่าวความหมดจดเพราะญาณ

ไม่กล่าวความหมดจดเพราะศีลและวัตร

บุคคลย่อมถึงความสงบภายใน เพราะความไม่มีทิฏฐิ ๑-

เพราะความไม่มีสุตะ ๒- เพราะความไม่มีญาณ ๓-

เพราะความไม่มีศีล ๔- เพราะความไม่มีวัตรนั้นก็หามิได้ ๕-

นักปราชญ์สลัดทิ้งธรรมเหล่านี้ได้แล้ว

ไม่ยึดมั่น เป็นผู้สงบ ไม่อาศัยแล้ว ไม่พึงหวังภพ

(มาคันทิยพราหมณ์กราบทูลดังนี้)

[๘๔๗]

หากนักปราชญ์ไม่กล่าวความหมดจดเพราะทิฏฐิ

ไม่กล่าวความหมดจดเพราะสุตะ

ไม่กล่าวความหมดจดเพราะญาณ

ไม่กล่าวความหมดจดเพราะศีลและวัตร

@เชิงอรรถ :

@๑ ทิฏฐิ ในที่นี้หมายถึงสัมมาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ คือ (๑) ทานที่ให้แล้วมีผล (๒) ยัญที่บูชาแล้วมีผล (๓) การ

@เซ่นสรวงมีผล (๔) ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วมีอยู่ (๕) โลกนี้มี (๖) โลกหน้ามี (๗) มารดามีคุณ

@(๘) บิดามีคุณ (๙) สัตว์เป็นโอปปาติกะมีอยู่ (๑๐) สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ รู้แจ้งโลกนี้และ

@โลกหน้า ด้วยตนเองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งมีอยู่ในโลก (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๗๔/๒๒๔)

@๒ สุตะ ในที่นี้หมายถึงเสียงจากผู้อื่น คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม

@และเวทัลละ (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๗๔/๒๒๔)

@๓ ญาณ หมายถึงกัมมัสสกตาญาณ (ญาณที่เชื่อความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน) หมายถึงสัจจานุโลมิก-

@ญาณ (ญาณอันเป็นไปโดยอนุโลมแก่การหยั่งรู้อริยสัจ) และหมายถึงอภิญญาญาณ (ญาณคือความรู้

@อย่างยิ่งยวด) มี ๖ คือ (๑) อิทธิวิธิ (๒) ทิพพโสต (๓) เจโตปริยญาณ (๔) ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

@(๕) ทิพพจักขุ (๖) อาสวักขยญาณ และสมาปัตติญาณ (ญาณในสมาบัติ ๘) (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๗๔/๒๒๔)

@๔ ศีล ในที่นี้หมายถึงปาติโมกขสังวร (สำรวมในพระปาติโมกข์) (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๗๔/๒๒๔)

@๕ วัตร ในที่นี้หมายถึงธุดงค์ ๘ ข้อ คือ (๑) อารัญญิกังคธุดงค์ (สมาทานการอยู่ในป่าเป็นวัตร) (๒) ปิณฑ-

@ปาติกังคธุดงค์ (สมาทานการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร) (๓) ปังสุกูลิกังคธุดงค์ (สมาทานการนุ่งห่มผ้าบังสุกุล

@เป็นวัตร) (๔) เตจีวริกังคธุดงค์ (สมาทานการทรงไตรจีวรเป็นวัตร) (๕) สปทานจาริกังคธุดงค์ (สมาทาน

@การเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกเป็นวัตร) (๖) ขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์ (สมาทานห้ามภัตที่ถวายภาย

@หลังเป็นวัตร) (๗) เนสัชชิกังคธุดงค์ (สมาทานการนั่งเป็นวัตร) (๘) ยถาสันถติกังคธุดงค์ (สมาทานการอยู่

@ในเสนาสนะตามที่เขาจัดให้เป็นวัตร (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๗๔/๒๒๔-๒๒๕)

บุคคลย่อมถึงความสงบภายใน เพราะความไม่มีทิฏฐิ

เพราะความไม่มีสุตะ เพราะความไม่มีญาณ

เพราะความไม่มีศีล เพราะความไม่มีวัตรนั้น ก็หามิได้

ข้าพเจ้าจึงเข้าใจธรรมของท่านว่า เป็นเรื่องงมงายแน่นอน

เพราะสมณพราหมณ์บางพวกถึงความหมดจดได้เพราะทิฏฐิ

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มาคันทิยะ)

[๘๔๘]

เพราะอาศัยทิฏฐิทั้งหลายท่านจึงถามเนืองๆ

ได้มาถึงความลุ่มหลงในทิฏฐิทั้งหลายที่ท่านถือมั่นไว้แล้ว

และท่านก็มิได้เห็นสัญญาแม้น้อยหนึ่งจากธรรมนี้

เพราะฉะนั้น ท่านจึงประสบแต่ความงมงาย

[๘๔๙]

ผู้ใดสำคัญว่า เราเสมอเขา เลิศกว่าเขา หรือด้อยกว่าเขา

ผู้นั้นพึงต้องวิวาทกันด้วยความถือตัวนั้น

บุคคลไม่หวั่นไหวในเพราะความถือตัว ๓ อย่าง

ความสำคัญว่า เราเสมอเขา เลิศกว่าเขา (หรือด้อยกว่าเขา)

จึงไม่มีแก่บุคคลนั้น

[๘๕๐]

บุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้น พึงกล่าวอะไรว่า จริง

หรือบุคคลผู้เป็นพราหมณ์นั้นพึงโต้เถียงว่า เท็จ ด้วยเหตุอะไร

ความสำคัญว่า เราเสมอเขา เราเลิศกว่าเขา (หรือด้อยกว่าเขา)

ย่อมไม่มีในพระอรหันต์ใด

พระอรหันต์นั้นพึงตอบโต้วาทะด้วยเหตุอะไรเล่า

[๘๕๑]

บุคคลละที่อาศัยแล้ว ไม่เที่ยวซ่านไปหาที่อาศัย

มุนีไม่ทำความเยื่อใยในกาม ว่างจากกามทั้งหลาย

ไม่มุ่งหมายอัตภาพต่อไป ไม่พึงกล่าวถ้อยคำขัดแย้งกัน

[๘๕๒]

บุคคลผู้เป็นนาคะ สงัดจากทิฏฐิเหล่าใด

พึงเที่ยวไปในโลก ไม่พึงพูดจายึดถือทิฏฐิเหล่านั้น

ดอกบัวก้านมีหนามเกิดในน้ำ

ไม่แปดเปื้อนด้วยน้ำและโคลนตม ฉันใด

มุนีผู้กล่าวเรื่องความสงบ ก็ไม่ยินดี

ไม่แปดเปื้อนในกามและโลก ฉันนั้น

[๘๕๓]

มุนีผู้จบเวทนั้น ย่อมไม่ไปด้วยทิฏฐิ

ไม่ถึงความถือตัวด้วยอารมณ์ที่รับรู้

มุนีนั้นผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐินั้น ไม่ถูกกรรมและสุตะนำไป

มุนีนั้นไม่ถูกตัณหาและทิฏฐินำเข้าไปในที่อาศัยทั้งหลาย

[๘๕๔]

มุนีผู้เว้นจากสัญญาแล้ว ย่อมไม่มีกิเลสเครื่องร้อยรัด

มุนีผู้หลุดพ้นด้วยปัญญาแล้ว ย่อมไม่มีความลุ่มหลง

ชนเหล่าใดยังยึดถือสัญญาและทิฏฐิ

ชนเหล่านั้นย่อมเที่ยวกระทบกระทั่งกันในโลก

มาคันทิยสูตรที่ ๙ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๕ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

พระสูตรก่อนหน้า๘. ปสูรสูตรกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๕๔. อัฏฐกวรรคพระสูตรถัดไป๑๐. ปุราเภทสูตร