ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๕
  6. /
  7. …
  8. /
  9. สุตตนิบาต
  10. /
  11. ๔. อัฏฐกวรรค
  12. /
  13. ๑๑. กลหวิวาทสูตร

๑๑. กลหวิวาทสูตร

เล่มที่ ๒๕ · ข้อ ๔๑๘ · บรรทัด ๑๐๓๓๒

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๑๑. กลหวิวาทสูตร ๑-

ว่าด้วยการทะเลาะวิวาท

(พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้)

[๘๖๙]

การทะเลาะ การวิวาท ความคร่ำครวญ

ความเศร้าโศก ความตระหนี่ ความถือตัว

ความดูหมิ่น และวาจาส่อเสียด มีมาจากไหน

กิเลสเหล่านั้นมีมาจากไหน

ขอเชิญพระองค์โปรดตรัสบอกเหตุนั้น

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

[๘๗๐]

การทะเลาะ การวิวาท ความคร่ำครวญ

ความเศร้าโศก ความตระหนี่ ความถือตัว

ความดูหมิ่น และวาจาส่อเสียด มีมาจากสิ่งเป็นที่รัก ๒-

การทะเลาะ การวิวาท ประกอบในความตระหนี่

มีมาจากสิ่งเป็นที่รัก

เมื่อการวิวาทเกิดขึ้นแล้ว ก็มีวาจาส่อเสียดเกิดขึ้น

@เชิงอรรถ :

@๑ ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๙๗-๑๑๒/๒๙๗-๓๓๗

@๒ สิ่งเป็นที่รัก มีความหมาย ๒ อย่าง คือ (๑) สัตว์ หมายถึงมารดา บิดา พี่ น้อง บุตร ธิดา เป็นต้น

@(๒) สังขาร หมายถึงรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่ชอบใจ (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๙๘/๓๐๑-๓๐๒)

(พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้)

[๘๗๑]

สิ่งเป็นที่รักในโลกมีอะไรเป็นต้นเหตุ

และชนเหล่าใดท่องเที่ยวไปในโลกเพราะความโลภ

ความโลภของชนเหล่านั้น มีอะไรเป็นต้นเหตุ

ความหวังและความสำเร็จหวังใด จะมีแก่นรชนในภพหน้า

ความหวังและความสำเร็จหวังนั้น มีอะไรเป็นต้นเหตุ

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

[๘๗๒]

สิ่งเป็นที่รักในโลกมีความพอใจเป็นต้นเหตุ

และชนเหล่าใดท่องเที่ยวไปในโลกเพราะความโลภ

ความโลภของชนเหล่านั้นมีความพอใจเป็นต้นเหตุ

ความหวังและความสำเร็จหวังใด จะมีแก่นรชนในภพหน้า

ความหวังและความสำเร็จหวังของนรชนนั้น

มีความพอใจนี้เป็นต้นเหตุ

(พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้)

[๘๗๓]

ฉันทะในโลกมีต้นเหตุมาจากไหน

และความตัดสินใจมีมาจากไหน

อนึ่ง ความโกรธ ความเป็นคนพูดเท็จ

และความสงสัย มีมาจากอะไร

และธรรมเหล่าใดพระสมณะตรัสไว้แล้ว

ธรรมเหล่านั้นมีมาจากอะไร

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

[๘๗๔]

ชนทั้งหลายในโลกพูดถึงสิ่งใดว่า น่าดีใจ น่าเสียใจ

ฉันทะก็จะมีขึ้นเพราะอาศัยสิ่งนั้น

ชนในโลกมองเห็นความเสื่อมและความเจริญในรูปทั้งหลายแล้ว

ย่อมทำการตัดสินใจ

[๘๗๕]

ธรรมแม้เหล่านี้ คือ ความโกรธ

ความเป็นคนพูดเท็จ และความสงสัย

ย่อมมีในเมื่อความดีใจและความเสียใจทั้งสองมีอยู่

บุคคลผู้มีสงสัยพึงศึกษาเพื่อทางแห่งญาณ ๑-

และธรรมเหล่าใดพระสมณะทรงทราบแล้วตรัสไว้

ธรรมเหล่านั้น เมื่อความดีใจและความเสียใจทั้งสองมีอยู่ก็มีมา

(พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้)

[๘๗๖]

ความดีใจและความเสียใจมีต้นเหตุมาจากไหน

เมื่ออะไรไม่มี ความดีใจและความเสียใจเหล่านั้นจึงไม่มี

@เชิงอรรถ :

@๑ ญาณ ในที่นี้หมายถึงญาณ ๑๖ (โสฬสญาณ) ความหยั่งรู้ที่เกิดขึ้นแก่ผู้เจริญวิปัสสนาตามลำดับ

@ตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด คือ (๑) นามรูปปริจเฉทญาณ (ญาณกำหนดรู้นามและรูป) (๒) ปัจจยปริคคหญาณ

@(ญาณกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป) (๓) สัมมสนญาณ (ญาณกำหนดรู้ด้วยพิจารณาเห็นนามและรูปโดย

@ไตรลักษณ์) (๔) อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ (ญาณอันตามเห็นความเกิดและความดับ) (๕) ภังคานุ-

@ปัสสนาญาณ (ญาณอันตามเห็นความสลายเห็นว่าสังขารทั้งปวงล้วนจะต้องสลายไปหมด) (๖) ภยตูปัฏ-

@ฐานญาณ (ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว เพราะล้วนแต่จะต้องสลายไปไม่ปลอดภัยทั้งสิ้น)

@(๗) อาทีนวานุปัสสนาญาณ (ญาณอันคำนึงเห็นสังขารทั้งปวงนั้นว่าเป็นโทษ) (๘) นิพพิทานุปัสสนาญาณ

@(ญาณอันคำนึงเห็นด้วยความหน่าย) (๙) มุญจิตุกัมยตาญาณ (ญาณอันคำนึงด้วยใคร่จะพ้นไปเสีย เมื่อ

@หน่ายสังขารทั้งหลายแล้ว ย่อมปรารถนาที่จะพ้นไปเสียจากสังขารเหล่านั้น) (๑๐) ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ

@(ญาณอันคำนึงพิจารณาหาทาง เพื่อมองหาอุบายที่จะปลดเปลื้องออก) (๑๑) สังขารุเปกขาญาณ (ญาณ

@อันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร ไม่ยินดียินร้ายต่อสังขารทั้งหลาย) (๑๒) สัจจานุโลมิกญาณ หรือ

@อนุโลมญาณ (ญาณอันเป็นไปโดยอนุโลม ได้แก่การหยั่งรู้อริยสัจ) (๑๓) โคตรภูญาณ (ญาณหยั่งรู้ที่เป็น

@หัวต่อแห่งการข้ามพ้นจากภาวะปุถุชน เข้าสู่ภาวะอริยบุคคล) (๑๔) มัคคญาณ ญาณในอริยมรรค (ความ

@หยั่งรู้ที่ให้สำเร็จภาวะอริยบุคคลแต่ละขั้น) (๑๕) ผลญาณ ญาณในอริยผล (ความหยั่งรู้ที่เป็นผลสำเร็จของ

@พระอริยบุคคลชั้นนั้นๆ) (๑๖) ปัจจเวกขณญาณ (ญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวน สำรวจรู้มรรคผล

@กิเลสที่ละแล้ว กิเลสที่เหลืออยู่และนิพพาน) (ขุ.ป. (แปล) ๓๑/๑-๖๕/๗-๑๐๙, วิสุทฺธิ. ๒/๖๖๒-๘๐๔/๒๕๐-๓๕๐)

ขอพระองค์จงตรัสบอกเรื่องความไม่มีและความมีว่า

มีต้นเหตุมาจากสิ่งใดแก่ข้าพระองค์

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

[๘๗๗]

ความดีใจและความเสียใจมีต้นเหตุมาจากผัสสะ

เมื่อผัสสะไม่มี ความดีใจและความเสียใจเหล่านี้จึงไม่มี

เราขอบอกเรื่องคือความไม่มีและความมีนี้ว่า

มีต้นเหตุมาจากผัสสะแก่เธอ

(พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้)

[๘๗๘]

ผัสสะในโลกมีต้นเหตุมาจากไหน

และความยึดถือมีมาจากไหน

เมื่ออะไรไม่มี ความยึดถือว่าเป็นของเราจึงไม่มี

เมื่ออะไรไม่มี ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

[๘๗๙]

เพราะอาศัยนามและรูป ผัสสะจึงเกิดขึ้น

ความยึดถือมีต้นเหตุมาจากความปรารถนา

เมื่อความปรารถนาไม่มี ความยึดถือว่าเป็นของเราจึงไม่มี

เมื่อรูปไม่มี ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง

(พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้)

[๘๘๐]

เมื่อบุคคลดำเนินอย่างไร รูปจึงไม่มี

สุขและทุกข์จะไม่มีได้อย่างไร

สุขและทุกข์ย่อมไม่มีโดยวิธีการใด

ขอพระองค์โปรดตรัสบอกวิธีการนั้นแก่ข้าพระองค์

ข้าพระองค์มีความตั้งใจว่า จะรู้วิธีการนั้น

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

[๘๘๑]

บุคคลไม่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาปกติ

ไม่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาผิดปกติ

เป็นผู้ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ปราศจากสัญญาก็มิใช่

เมื่อบุคคลดำเนินอย่างนี้ รูปจึงไม่มี

เพราะส่วนแห่งธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้ามีต้นเหตุมาจากสัญญา

(พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้)

[๘๘๒]

ข้าพระองค์ได้ทูลถามธรรมใดแล้ว

พระองค์ก็ได้ตรัสตอบธรรมนั้นแก่ข้าพระองค์แล้ว

ข้าพระองค์ขอทูลถามธรรมอื่นอีก

ขอเชิญพระองค์โปรดตรัสบอกธรรมนั้นด้วยเถิด

สมณพราหมณ์บางพวกอ้างตนว่าเป็นบัณฑิตในโลกนี้

พากันกล่าวความหมดจดของยักษ์ ๑-

ด้วยอรูปสมาบัติเท่านั้นหรือหนอว่า เป็นธรรมอันเลิศ

หรือว่าสมณพราหมณ์บางพวก กล่าวถึงความหมดจดอย่างอื่นว่า

เยี่ยมกว่าอรูปสมาบัตินี้

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

[๘๘๓]

สมณพราหมณ์บางพวกอ้างตนว่า เป็นบัณฑิตในโลกนี้

พากันกล่าวความหมดจดของยักษ์

ด้วยอรูปสมาบัติเท่านั้นว่า เป็นธรรมอันเลิศ

บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น

สมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่งก็อ้างตนว่า เป็นผู้ฉลาด

พากันกล่าวความสงบในความไม่มีอะไรเหลือ

@เชิงอรรถ :

@๑ ยักษ์ ในที่นี้หมายถึงสัตว์ นรชน มานพ บุรุษ บุคคล ผู้มีชีวิต ผู้เกิด ผู้เป็นไปตามกรรม มนุษย์

@(ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๑๐/๓๓๓)

[๘๘๔]

มุนีผู้มีปัญญาเครื่องพิจารณานั้น รู้จักสมณพราหมณ์

ผู้เป็นเจ้าลัทธิเหล่านี้ว่า เป็นผู้เข้าไปอาศัยทิฏฐิ

และรู้จักทิฏฐิเป็นที่อาศัย

นักปราชญ์ครั้นรู้จักแล้ว ก็หลุดพ้นไม่ถึงการวิวาท

ไม่กลับมาในภพน้อยภพใหญ่

กลหวิวาทสูตรที่ ๑๑ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๕ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

พระสูตรก่อนหน้า๑๐. ปุราเภทสูตรกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๕๔. อัฏฐกวรรคพระสูตรถัดไป๑๒. จูฬวิยูหสูตร