ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๕
  6. /
  7. …
  8. /
  9. สุตตนิบาต
  10. /
  11. ๔. อัฏฐกวรรค
  12. /
  13. ๑๒. จูฬวิยูหสูตร

๑๒. จูฬวิยูหสูตร

เล่มที่ ๒๕ · ข้อ ๔๑๙ · บรรทัด ๑๐๔๑๘

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๑๒. จูฬวิยูหสูตร ๑-

ว่าด้วยการวิวาทกันเพราะทิฏฐิสูตรเล็ก

(พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้)

[๘๘๕]

สมณพราหมณ์เจ้าลัทธิบางพวก

ยึดถืออยู่เฉพาะทิฏฐิของตนๆ

ถือแล้วก็อ้างตัวว่า เป็นคนฉลาด พูดกันไปต่างๆ ว่า

บุคคลใดรู้อย่างนี้ บุคคลนั้นชื่อว่า รู้ธรรมแล้ว

บุคคลใดคัดค้านธรรมนี้ บุคคลนั้นชื่อว่า ยังไม่สำเร็จกิจ

[๘๘๖]

สมณพราหมณ์เหล่านั้นถืออย่างนี้ แล้วก็พากันวิวาท

และกล่าวว่า คนอื่นเป็นคนพาล ไม่ฉลาด

วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านี้

วาทะไหนเป็นเรื่องจริงกันหนอ

เพราะสมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมด

ต่างก็อ้างตัวว่า เป็นคนฉลาด

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

[๘๘๗]

คนพาลไม่ยอมรับธรรมของผู้อื่นเลย

เป็นคนต่ำทราม มีปัญญาทราม

@เชิงอรรถ :

@๑ ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๑๓-๑๒๙/๓๓๘-๓๖๑

สมณพราหมณ์ทั้งหมดนั้นแหละเป็นคนพาล มีปัญญาทราม

สมณพราหมณ์เหล่านี้ทั้งหมดนั้นแหละยึดถือทิฏฐิอยู่

[๘๘๘]

ถ้าพวกสมณพราหมณ์ไม่ผ่องแผ้วเพราะทิฏฐิของตน ๑-

เป็นผู้มีปัญญาหมดจดดี ฉลาด มีความรู้แล้วไซร้

บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น ก็ไม่มีใครเสื่อมปัญญา

เพราะทิฏฐิของสมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น ถือกันมาอย่างนั้น

[๘๘๙]

คน ๒ จำพวกกล่าวทิฏฐิใดต่อกันว่า เป็นคนพาล

เราไม่กล่าวทิฏฐินั้นว่า จริง

สมณพราหมณ์พากันประกาศทิฏฐิของตนๆ ว่า จริง

เพราะฉะนั้น จึงพากันใส่ไฟผู้อื่นว่า เป็นคนพาล

(พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้)

[๘๙๐]

สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่าจริง ว่าแท้

สมณพราหมณ์พวกอื่นก็พากันกล่าวธรรมนั้นว่าเปล่า ว่าเท็จ

สมณพราหมณ์เหล่านั้นต่างพากันถือมั่นแม้อย่างนี้แล้ววิวาทกัน

เพราะเหตุไร สมณพราหมณ์จึงไม่พูดอย่างเดียวกัน

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

[๘๙๑]

หมู่ชนรู้ชัดสัจจะใดไม่พึงวิวาทกัน

สัจจะนั้นมีอย่างเดียว ๒- เท่านั้น ไม่มีอย่างที่ ๒

สมณพราหมณ์เหล่านั้น พากันอวดสัจจะต่างๆ กันไปเอง

เพราะฉะนั้น สมณพราหมณ์จึงไม่พูดอย่างเดียวกัน

@เชิงอรรถ :

@๑ ข้อความนี้แปลตามบาลีที่ปรากฏว่า “สนฺทิฏฺฐิยา เจว น วีวทาตา” อีกนัยหนึ่งมีบาลีปรากฏว่า “สนฺทิฏฺฐิยา

@เจ ปน วีวทาตา” ดังนี้ก็มี แปลว่า “ก็ถ้าพวกสมณพราหมณ์เป็นผู้ผ่องแผ้ว เพราะทิฏฐิของตน”

@(ขุ.สุ.อ. ๒/๘๘๗-๘๘๘/๓๙๖)

@๒ สัจจะมีอย่างเดียว หมายถึงนิโรธสัจจะ หรือมัคคสัจจะ (ขุ.สุ.อ. ๒/๘๙๑/๓๙๗)

(พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้)

[๘๙๒]

เพราะเหตุไรหนอ สมณพราหมณ์จึงพูดสัจจะไปต่างๆ

อ้างตนว่า เป็นคนฉลาดพูดพร่ำกันไป

สัจจะที่สมณพราหมณ์เหล่านั้นเล่าเรียนมา

มีหลายอย่างต่างๆ กันหรือ

หรือว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นพากันนึกตรึกเอาเอง

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

[๘๙๓]

มิได้มีสัจจะหลายอย่างต่างๆ กันเลย

เว้นแต่สัจจะที่แน่นอนด้วยสัญญาในโลก

แต่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย

พากันกำหนดความตรึกในทิฏฐิทั้งหลายไปเอง

แล้วกล่าวธรรมเป็น ๒ อย่างว่า

คำของเราจริง คำของท่านเท็จ

[๘๙๔]

เจ้าลัทธิอาศัยธรรมเหล่านี้ คือ

รูปที่เห็น เสียงที่ได้ยิน ศีล วัตร และอารมณ์ที่รับรู้

แล้วแสดงอาการดูหมิ่น และดำรงอยู่ในทิฏฐิที่ตกลงใจ

แล้วก็ร่าเริงกล่าวว่า คนอื่นเป็นคนพาล ไม่ฉลาด

[๘๙๕]

เจ้าลัทธิใส่ไฟบุคคลอื่นว่า เป็นคนพาล เพราะเหตุใด

ก็กล่าวถึงตนเองว่า เป็นคนฉลาด เพราะเหตุนั้น

เจ้าลัทธินั้นอวดอ้างตนเองว่า เป็นคนฉลาด

ย่อมดูหมิ่นบุคคลอื่นและกล่าวเช่นนั้นเหมือนกัน

[๘๙๖]

เจ้าลัทธินั้นเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยอติสารทิฏฐิ ๑-

เมาด้วยความถือตัว มีความถือตัวจัด อภิเษกตนเองด้วยใจ

เพราะทิฏฐินั้นเจ้าลัทธิถือกันมาอย่างนั้น

@เชิงอรรถ :

@๑ อติสารทิฏฐิ ในที่นี้หมายถึงทิฏฐิ ๖๒ และทิฏฐิ ๖๒ นี้เอง เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ‘ทิฏฐิที่ตกลงใจ’

@(ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๒๔/๓๕๔)

[๘๙๗]

อนึ่ง หากบุคคลเป็นผู้เลวทรามเพราะวาจาของผู้อื่นไซร้

เขาก็เป็นผู้มีปัญญาทรามพร้อมกับผู้นั้น

และถ้าผู้เรียนจบพระเวทเอง ๑- เป็นนักปราชญ์ได้ไซร้

บรรดาสมณะ ก็ไม่มีใครเป็นคนพาล

[๘๙๘]

ชนเหล่าใดกล่าวสรรเสริญธรรมอื่นนอกจากธรรมนี้

ชนเหล่านั้นเป็นผู้พลาดทางแห่งความหมดจด เป็นผู้ไม่บริบูรณ์

เดียรถีย์พากันกล่าวทิฏฐิมากแม้อย่างนี้

เพราะพวกเขาเป็นผู้ยินดียิ่งด้วยความยินดีในทิฏฐิของตน

[๘๙๙]

พวกเดียรถีย์พากันกล่าวความหมดจดว่ามีอยู่ในธรรมนี้เท่านั้น

ไม่กล่าวความหมดจดในธรรมเหล่าอื่น

พวกเดียรถีย์ตั้งอยู่ในทิฏฐิมากแม้อย่างนี้

ต่างกล่าวยืนยันในธรรมอันเป็นแนวทางของตนนั้น

[๙๐๐]

อนึ่ง เจ้าลัทธิกล่าวยืนยันในแนวทางของตน

ใส่ไฟใครอื่นว่า เป็นคนพาล เพราะทิฏฐินี้

เจ้าลัทธินั้น กล่าวถึงผู้อื่นว่า เป็นคนพาล

มีความไม่หมดจดเป็นธรรมดา

พึงนำความมุ่งร้ายมาเองทีเดียว

[๙๐๑]

เจ้าลัทธินั้นตั้งอยู่ในทิฏฐิที่ตกลงใจและนับถือเองแล้ว

ก็ถึงการวิวาทในกาลข้างหน้าในโลก

คนที่เกิดมาละทิฏฐิที่ตกลงใจทั้งมวลได้

ย่อมไม่ก่อการมุ่งร้ายในโลก

จูฬวิยูหสูตรที่ ๑๒ จบ

@เชิงอรรถ :

@๑ จบพระเวท หมายถึงจบไตรเพท อันเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของศาสนาพราหมณ์ มี ๓ คือ (๑) ฤคเวท

@หรืออิรุเวท ประมวลบทสวดสรรเสริญเทพเจ้า (๒) ยชุรเวท บทสวดอ้อนวอนในพิธีบูชายัญต่างๆ

@(๓) สามเวท ประมวลบทเพลงขับสำหรับสวดหรือร้องเป็นทำนองในพิธีบูชายัญ ต่อมาเพิ่ม (๔) อถรรพเวท

@หรืออาถรรพณเวท ว่าด้วยคาถาอาคมทางไสยศาสตร์ (องฺ.ติก.อ. ๒/๕๙/๑๖๓)

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๕ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

พระสูตรก่อนหน้า๑๑. กลหวิวาทสูตรกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๕๔. อัฏฐกวรรคพระสูตรถัดไป๑๓. มหาวิยูหสูตร