ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๕
  6. /
  7. ธรรมบท
  8. /
  9. ๑๙. ธัมมัฏฐวรรค

๑๙. ธัมมัฏฐวรรค

เล่มที่ ๒๕ · ข้อ ๒๙ · บรรทัด ๙๔๖

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๑๙. ธัมมัฏฐวรรค

หมวดว่าด้วยผู้ตั้งอยู่ในธรรม

๑. วินิจฉยมหามัตตวัตถุ

เรื่องมหาอำมาตย์ผู้พิพากษา

(ภิกษุทั้งหลายเห็นมหาอำมาตย์ผู้พิพากษารับสินบนแล้วตัดสินคดี จึงกราบทูลให้พระผู้มีพระภาคทรงทราบ พระองค์ตรัสพระคาถา ดังนี้)

[๒๕๖]

ผู้ที่ตัดสินคดีโดยผลีผลาม ๑-

ไม่ชื่อว่า ผู้ตั้งอยู่ในธรรม

ส่วนผู้ใดเป็นบัณฑิต วินิจฉัยคดี

เหตุแห่งคดีทั้งที่เป็นจริงและไม่เป็นจริงทั้งสอง

[๒๕๗]

พิพากษาผู้อื่นโดยไม่ผลีผลาม

โดยเที่ยงธรรม โดยสม่ำเสมอ

ผู้มีปัญญา มีธรรมคุ้มครองนั้น

เราเรียกว่า ผู้ตั้งอยู่ในธรรม

๒. ฉัพพัคคิยวัตถุ

เรื่องพระฉัพพัคคีย์

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๒๕๘]

บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นบัณฑิตเพียงเพราะพูดมาก

แต่ผู้มีความเกษม ไม่มีเวร ไม่มีภัย จึงจะชื่อว่า เป็นบัณฑิต.

@เชิงอรรถ :

@๑ ตัดสินคดีโดยผลีผลาม หมายถึงดำรงอยู่ในอคติ ๔ มีฉันทาคติเป็นต้นแล้วตัดสินคดีโดยมุสาวาท เช่น ทำผู้

@ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ให้เป็นเจ้าของทรัพย์ หรือทำผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ไม่ให้เป็นเจ้าของทรัพย์ (ขุ.ธ.อ. ๗/๔๒)

๓. เอกุทานขีณาสววัตถุ

เรื่องพระเอกุทานขีณาสพ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุผู้ทรงพระไตรปิฎก ๒ รูป ดังนี้)

[๒๕๙]

บุคคลไม่ชื่อว่าผู้ทรงธรรมเพียงเพราะพูดมาก

ส่วนผู้ใดได้สดับตรับฟังธรรมน้อย

แต่พิจารณาเห็นธรรมด้วยนามกาย

ทั้งไม่ประมาทธรรมนั้น

ผู้นั้นชื่อว่า ผู้ทรงธรรม

๔. ลกุณฏกภัททิยเถรวัตถุ

เรื่องพระลกุณฏกภัททิยเถระ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุผู้อยู่ป่า ๓๐ รูป ที่เห็นพระลกุณฑก- ภัททิยเถระรูปร่างเล็กเหมือนสามเณร ดังนี้)

[๒๖๐]

บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นเถระ ๑- เพียงเพราะมีผมหงอก

ผู้ที่แก่แต่วัยเท่านั้น เรียกว่า คนแก่เปล่า

[๒๖๑]

ส่วนผู้มีสัจจะ มีธรรม ๒-

มีอหิงสา สัญญมะ และทมะ ๓-

คายมลทินได้แล้ว เป็นปราชญ์ ชื่อว่า เถระ

@เชิงอรรถ :

@๑ เถระ ในที่นี้หมายถึงผู้มีคุณธรรมที่ทำให้เป็นผู้มั่นคง คือรู้แจ้งอริยสัจ ๔ เป็นต้น (ขุ.ธ.อ. ๗/๔๗)

@๒ มีสัจจะ หมายถึงรู้แจ้งอริยสัจ ๔ ประการ มีธรรม หมายถึงบรรลุโลกุตตรธรรม ๙ ประการ (ขุ.ธ.อ. ๗/๔๗)

@๓ อหิงสา หมายถึงความไม่เบียดเบียน สัญญมะ หมายถึงศีล ทมะ หมายถึงการสำรวมอินทรีย์

@(ขุ.ธ.อ. ๗/๔๗)

๕. สัมพหุลภิกขุวัตถุ

เรื่องภิกษุหลายรูป

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลายที่พูดจาคล่องแคล่ว ดังนี้)

[๒๖๒]

เพราะเหตุเพียงการพูดจาคล่องแคล่ว

หรือเพราะมีผิวพรรณงดงาม

แต่ยังมีความริษยา ตระหนี่ และโอ้อวด

บุคคลก็หาชื่อว่าคนดีได้ไม่

[๒๖๓]

ส่วนผู้ตัดความริษยาเป็นต้นนี้ได้

ถอนขึ้นทำให้รากขาดแล้ว

คายโทษได้แล้ว เป็นผู้มีปัญญา

จึงจะชื่อว่า คนดี

๖. หัตถกวัตถุ

เรื่องหัตถกภิกษุ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่พระหัตถกะผู้พูดจาเหลาะแหละ ดังนี้)

[๒๖๔]

ผู้ไม่มีวัตร ๑- พูดจาเหลาะแหละ

แม้มีศีรษะโล้น ก็ไม่ชื่อว่าสมณะ

ผู้เต็มไปด้วยความปรารถนา และความอยากได้

จะเป็นสมณะได้อย่างไร

[๒๖๕]

ส่วนผู้ใดระงับบาปน้อยใหญ่ลงได้โดยสิ้นเชิง

และเพราะเหตุที่ระงับบาปทั้งหลายได้นี้เอง

เขาจึงเรียกผู้นั้นว่า สมณะ

@เชิงอรรถ :

@๑ ดูเชิงอรรถที่ ๑ หน้า ๙๗ ในเล่มนี้

๗. อัญญตรพราหมณวัตถุ

เรื่องพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง

(พราหมณ์คนหนึ่งเป็นนักบวชนอกพระพุทธศาสนาเที่ยวบิณฑบาตอย่างภิกษุ วันหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคประสงค์จะให้พระองค์ตรัสเรียกว่าภิกษุ พระองค์ จึงตรัสพระคาถา ดังนี้)

[๒๖๖]

บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นภิกษุ ๑- เพียงเพราะขอจากผู้อื่นเท่านั้น

ทั้งไม่ชื่อว่าเป็นภิกษุ เพราะยังสมาทานธรรมที่เป็นพิษอยู่ ๒-

[๒๖๗]

ในศาสนานี้ ผู้ที่ลอยบุญและบาปได้แล้ว

ประพฤติพรหมจรรย์ อยู่ในโลกด้วยปัญญา

จึงจะชื่อว่า ภิกษุ

๘. ติตถิยวัตถุ

เรื่องเดียรถีย์

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๒๖๘]

บุคคลโง่เขลาไม่รู้อะไร เพียงแต่นั่งนิ่งๆ หาชื่อว่าเป็นมุนีไม่

ส่วนบุคคลผู้ฉลาด เลือกชั่งเอาแต่สิ่งที่ดี ละทิ้งสิ่งที่ชั่ว

[๒๖๙]

เหมือนบุคคลชั่งสิ่งของ จึงจะชื่อว่า มุนีแท้

ผู้ที่รู้โลกทั้งสอง ก็เรียกว่า มุนี(เช่นกัน) ๓-

@เชิงอรรถ :

@๑ ภิกษุ ในที่นี้หมายถึงผู้ทำลายกิเลสทั้งหลายได้ด้วยญาณ (ขุ.ธ.อ. ๗/๕๑)

@๒ สมาทานธรรมที่เป็นพิษ หมายถึงมีความประพฤติชั่วทางกาย ทางวาจา และทางใจ (ขุ.ธ.อ. ๗/๕๑)

@๓ คาถาธรรมบท ๒ ข้อนี้ มีข้อความสัมพันธ์กัน ดูเทียบ ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๔/๗๑, ขุ.จู. (แปล) ๓๐/๒๑/๑๒๙

๙. อริยพาฬิสิกวัตถุ

เรื่องพรานเบ็ดชื่ออริยะ

(พระผู้มีพระภาคตรัสถามชื่อนายพรานเบ็ด นายพรานเบ็ดทูลตอบว่าชื่ออริยะ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสพระคาถานี้แก่เขา ดังนี้)

[๒๗๐]

บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นอริยะ เพราะยังเบียดเบียนสัตว์อยู่

แต่ชื่อว่า อริยะ เพราะไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง

๑๐. สัมพหุลสีลาทิสัมปันนภิกขุวัตถุ

เรื่องภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยศีลเป็นต้นหลายรูป

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๒๗๑]

ภิกษุ ด้วยเหตุเพียงมีศีล ๑- และวัตร ๒-

แม้ด้วยความเป็นพหูสูต ๓- ด้วยการได้สมาธิ ๔-

หรือด้วยการนอนในที่สงัด

[๒๗๒]

หรือด้วยการรู้ประจักษ์ว่าเราได้สัมผัสเนกขัมมสุข ๕-

ที่ปุถุชนไม่เคยได้สัมผัส

แต่ถ้าเธอยังไม่บรรลุความสิ้นอาสวะ

ก็อย่าไว้วางใจ

ธัมมัฏฐวรรคที่ ๑๙ จบ

@เชิงอรรถ :

@๑ ศีล หมายถึงปาริสุทธิศีล ๔ (ปาติโมกขสังวรศีล อินทรียสังวรศีล อาชีวปาริสุทธิศีล ปัจจัยสันนิสิตศีล)

@(ขุ.ธ.อ. ๗/๕๖)

@๒ ดูเชิงอรรถที่ ๑ หน้า ๙๗ ในเล่มนี้

@๓ ความเป็นพหูสูต หมายถึงเรียนปิฎก ๓ (พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก) (ขุ.ธ.อ. ๗/๕๖)

@๔ สมาธิ หมายถึงสมาบัติ ๘ (รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔) (ขุ.ธ.อ. ๗/๕๖)

@๕ เนกขัมมสุข หมายถึงสุขของพระอนาคามี (ขุ.ธ.อ. ๗/๕๖)

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๕ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๑๘. มลวรรคกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๕ธรรมบทหัวข้อถัดไป๒๐. มรรควรรค