ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๕
  6. /
  7. …
  8. /
  9. สุตตนิบาต
  10. /
  11. ๔. อัฏฐกวรรค
  12. /
  13. ๑๔. ตุวฏกสูตร

๑๔. ตุวฏกสูตร

เล่มที่ ๒๕ · ข้อ ๔๒๑ · บรรทัด ๑๐๖๐๘

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๑๔. ตุวฏกสูตร ๑-

ว่าด้วยภิกษุผู้กำจัดบาปธรรมอย่างเร็วพลัน

(พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้)

[๙๒๒]

ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์

ผู้ทรงเป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์

ผู้มีวิเวก มีสันติบท ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ว่า

ภิกษุเห็นอย่างไร จึงไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดับไป

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

[๙๒๓]

ภิกษุพึงขจัดบาปธรรมทั้งปวง

ที่เป็นรากเหง้าแห่งกิเลสเครื่องเนิ่นช้า ๒-

และอัสมิมานะ ด้วยมันตา ๓-

ตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่งที่เกิดในภายใน

ภิกษุมีสติทุกเมื่อ พึงศึกษาเพื่อกำจัดตัณหาเหล่านั้น

[๙๒๔]

ภิกษุพึงรู้คุณธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง

ในภายในหรือในภายนอก

แต่ไม่ควรทำความดื้อรั้นเพราะคุณธรรมนั้น

เพราะการทำความดื้อรั้นนั้น

ผู้สงบทั้งหลายไม่กล่าวว่า เป็นความดับกิเลส

@เชิงอรรถ :

@๑ ดูเทียบคำแปลและรายละเอียดใน ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๕๐-๑๖๙/๔๐๕-๔๗๙

@๒ รากเหง้าแห่งกิเลสเครื่องเนิ่นช้า ในที่นี้หมายถึงอวิชชา (ความไม่รู้) อโยนิโสมนสิการ (การไม่มนสิการ

@โดยแยบคาย) อัสมิมานะ (ความถือตัว) อหิริกะ (ความไม่ละอาย) อโนตตัปปะ (ความไม่เกรงกลัว) อุทธัจจะ

@(ความฟุ้งซ่าน) (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๕๑/๔๑๒)

@๓ ดูเชิงอรรถที่ ๑ หน้า ๑๔๗ ในเล่มนี้

[๙๒๕]

ภิกษุไม่พึงสำคัญตนว่า เราเลิศกว่าเขา เราด้อยกว่าเขา

หรือว่าเราเสมอเขา เพราะคุณธรรมนั้น

เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมเป็นอเนกแล้ว

ไม่พึงกำหนดตนดำรงอยู่

[๙๒๖]

ภิกษุพึงสงบกิเลสภายในนั่นเอง

ไม่พึงแสวงหาความสงบโดยทางอื่น

เมื่อภิกษุสงบกิเลสภายในได้แล้ว

ทิฏฐิว่ามีอัตตา หรือทิฏฐิว่าไม่มีอัตตาก็ไม่มีแต่ที่ไหนๆ

[๙๒๗]

คลื่นไม่เกิดในส่วนกลางทะเล ทะเลเรียบอยู่ ฉันใด

ภิกษุพึงเป็นผู้มั่นคง ไม่หวั่นไหว ฉันนั้น

ภิกษุไม่พึงก่อกิเลสเครื่องฟูใจ ๑- ในที่ไหนๆ

(พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้)

[๙๒๘]

พระผู้มีพระภาค ผู้มีพระจักษุ ๒- แจ่มแจ้ง

ได้ทรงแสดงธรรมที่เป็นพยาน ๓-

อันเป็นธรรมเครื่องกำจัดอันตราย

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงตรัสบอกปฏิปทา

คือปาติโมกข์ หรือแม้สมาธิ

@เชิงอรรถ :

@๑ กิเลสเครื่องฟูใจ มี ๗ อย่าง คือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ กิเลส และกรรม

@(ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๕๕/๔๒๓-๔๒๔)

@๒ จักษุ ในที่นี้หมายถึงจักษุ ๕ ชนิด คือ มังสจักษุ ทิพพจักษุ ปัญญาจักษุ พุทธจักษุ และสมันตจักษุ

@(ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๕๖/๔๒๔

@๓ ธรรมที่เป็นพยาน หมายถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงทราบเอง ประจักษ์แก่พระองค์เอง มิใช่โดยการ

@เชื่อผู้อื่น (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๕๖/๔๓๑)

(พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

[๙๒๙]

ภิกษุไม่พึงเป็นผู้มีตาลอกแลก

พึงป้องกันหูมิให้ได้ยินคามกถา ๑-

ไม่พึงติดใจในรส และไม่พึงยึดถืออะไรๆ

ในโลกว่า เป็นของเรา

[๙๓๐]

เมื่อใด ภิกษุถูกผัสสะกระทบ

เมื่อนั้น เธอก็ไม่พึงทำความคร่ำครวญในที่ไหนๆ

ไม่พึงคาดหวังภพ และไม่พึงกระสับกระส่าย

เพราะอารมณ์ที่น่ากลัว

[๙๓๑]

ภิกษุได้ข้าวก็ดี น้ำก็ดี ของขบเคี้ยวก็ดี ผ้าก็ดี

ไม่ควรทำการสะสม เมื่อไม่ได้ข้าวเป็นต้น ก็ไม่พึงสะดุ้ง

[๙๓๒]

ภิกษุพึงเป็นผู้มีฌาน ไม่พึงเป็นผู้มีเท้าอยู่ไม่สุข

พึงเว้นจากความคะนอง ไม่พึงประมาท

และพึงอยู่ในที่นั่งที่นอนที่มีเสียงน้อย

[๙๓๓]

ภิกษุไม่พึงหลับมาก มีความเพียรเครื่องเผากิเลส

พึงประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่

พึงละเว้นความเกียจคร้าน ความหลอกลวง

เรื่องชวนหัว การเล่น เมถุนธรรม พร้อมทั้งการประดับตกแต่ง

[๙๓๔]

ผู้นับถือพระรัตนตรัยไม่พึงประกอบการทำอาถรรพณ์ ๒-

การทำนายฝัน การทำนายลักษณะ หรือแม้การดูฤกษ์ยาม

@เชิงอรรถ :

@๑ คามกถา ในที่นี้หมายถึงติรัจฉานกถา คือถ้อยคำอันขวางทางไปสู่สวรรค์หรือนิพพาน ได้แก่เรื่องราวที่ภิกษุ

@ไม่ควรนำมาเป็นข้อสนทนากัน เพราะทำให้เกิดความฟุ้งซ่านและหลงเพลินเสียเวลา (ที.สี.อ. ๑/๑๗/๘๔)

@และดู ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๕๗/๔๓๙ ประกอบ

@๒ อาถรรรพณ์ หมายถึงคาถาอาคมทางไสยศาสตร์ หรือเวทมนตร์ที่ใช้เพื่อให้ดีหรือร้าย เป็นคัมภีร์อีกเล่มหนึ่ง

@ในคัมภีร์พระเวท (ขุ.ม.อ. ๑๖๒/๔๑๗)

ไม่พึงเรียนการทำนายเสียงสัตว์ร้อง

การปรุงยาให้ตั้งครรภ์ และการบำบัดรักษาโรค

[๙๓๕]

ภิกษุไม่พึงหวั่นไหวเพราะการนินทา

แม้ได้รับการสรรเสริญก็ไม่พึงลำพองตน

พึงบรรเทาความโลภรวมทั้งความตระหนี่

ความโกรธ และวาจาส่อเสียด

[๙๓๖]

ภิกษุไม่พึงดำรงชีวิตในการซื้อขาย

ไม่พึงก่อกิเลสเป็นเหตุว่าร้ายในที่ไหนๆ

ไม่พึงเกี่ยวข้องในบ้าน

และไม่พึงพูดเลียบเคียงกับคน เพราะอยากได้ลาภ

[๙๓๗]

ภิกษุไม่พึงเป็นคนมักอวด ไม่พึงกล่าววาจามุ่งได้

ไม่พึงศึกษาความเป็นผู้คะนอง

ไม่พึงกล่าวถ้อยคำแก่งแย่ง

[๙๓๘]

ภิกษุไม่พึงมุ่งมั่นในความเป็นคนพูดเท็จ

เมื่อรู้ตัวก็ไม่พึงทำความโอ้อวด

และไม่พึงดูหมิ่นผู้อื่นด้วยความเป็นอยู่

ด้วยปัญญา ด้วยศีลและวัตร

[๙๓๙]

ภิกษุผู้ถูกคนเหล่าอื่นเบียดเบียน

ได้ยินคำพูดมากของพวกสมณะ หรือพวกคนพูดมาก(เหล่าอื่น)

ไม่พึงโต้ตอบคนเหล่านั้นด้วยคำหยาบ

เพราะผู้สงบย่อมไม่สร้างศัตรู

[๙๔๐]

ภิกษุรู้ธรรมนี้แล้ว เลือกสรรอยู่

พึงเป็นผู้มีสติ ศึกษาทุกเมื่อ

รู้ความดับกิเลสว่า เป็นความสงบแล้ว

ไม่พึงประมาทในศาสนาของพระโคดม

[๙๔๑]

ภิกษุนั้นเป็นผู้ครอบงำ ๑- ไม่ถูกครอบงำ

ได้เห็นธรรมที่เป็นพยานซึ่งไม่ต้องเชื่อใคร

เพราะฉะนั้น เธอพึงเป็นผู้ไม่ประมาท

ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น

นอบน้อมอยู่ พึงหมั่นศึกษาทุกเมื่อ

ตุวฏกสูตรที่ ๑๔ จบ

๑๕. อัตตทัณฑสูตร ๒-

ว่าด้วยความกลัวเกิดจากโทษของตน

(พระผู้มีพระภาคตรัสท่ามกลางหมู่ทหารของพระญาติทั้งสองฝ่ายดังนี้)

[๙๔๒]

ความกลัวเกิดจากโทษของตน

เธอทั้งหลายจงมองดูคนที่มุ่งร้ายกัน

เราจักกล่าวความสังเวชตามที่เราได้เคยสังเวชมาแล้ว

[๙๔๓]

เพราะเห็นหมู่สัตว์ผู้ดิ้นรนอยู่

เหมือนฝูงปลาในบ่อที่มีน้ำน้อย

เพราะเห็นสัตว์ทำร้ายกันและกัน ภัยจึงปรากฏแก่เรา

[๙๔๔]

โลกทั้งหมด ๓- ไม่มีแก่นสาร

สังขารทั้งหลายทุกทิศก็หวั่นไหว

เราเมื่อต้องการภพสำหรับตน

ก็มองไม่เห็นฐานะอะไรที่ไม่ถูกครอบงำ

@เชิงอรรถ :

@๑ ครอบงำ หมายถึงครอบงำรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ หรือครอบงำบาปอกุศลธรรม

@(ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๖๙/๔๗๘)

@๒ ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๗๐-๑๘๙/๔๘๐-๕๓๔

@๓ โลกทั้งหมด หมายถึงโลกนรก โลกกำเนิดดิรัจฉาน โลกเปตวิสัย โลกมนุษย์ โลกเทวดา โลกขันธ์ โลกธาตุ

@โลกอายตนะ และโลกพรหม (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๗๒/๔๘๘)

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๕ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

พระสูตรก่อนหน้า๑๓. มหาวิยูหสูตรกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๕๔. อัฏฐกวรรคพระสูตรถัดไป๑๕. อัตตทัณฑสูตร