ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๕
  6. /
  7. …
  8. /
  9. สุตตนิบาต
  10. /
  11. ๔. อัฏฐกวรรค
  12. /
  13. ๑๖. สารีปุตตสูตร

๑๖. สารีปุตตสูตร

เล่มที่ ๒๕ · ข้อ ๔๒๓ · บรรทัด ๑๐๗๓๕

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๑๖. สารีปุตตสูตร ๑-

ว่าด้วยพระสารีบุตรกล่าวสรรเสริญพระพุทธคุณ

(ท่านพระสารีบุตรกราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้)

[๙๖๒]

พระศาสดาผู้มีพระสุรเสียงไพเราะอย่างนี้

ได้เสด็จจากภพดุสิตมาเป็นพระคณาจารย์

ก่อนหน้านี้ ข้าพระองค์ไม่เคยเห็น

ทั้งไม่เคยได้ยินจากใครๆ มาเลย

[๙๖๓]

พระผู้มีพระภาคผู้มีพระจักษุ

ย่อมปรากฏแก่ชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก

ทรงกำจัดความมืดทั้งปวง

ทรงเป็นเอกบุรุษ บรรลุความยินดีแล้ว

[๙๖๔]

ข้าพระองค์มีความต้องการ(ถาม)ปัญหา

จึงมาเฝ้าพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ผู้ไม่ทรงถูกกิเลสอาศัย เป็นผู้มั่นคง ไม่หลอกลวง

เสด็จมาเป็นพระคณาจารย์ของคนเป็นอันมาก

ผู้ยังผูกพันอยู่ในศาสนานี้

[๙๖๕]

เมื่อภิกษุเบื่อหน่าย ใช้สอยที่นั่งอันว่างเปล่า

ในถ้ำแห่งภูเขา ที่โคนไม้ หรือที่ป่าช้า

[๙๖๖]

ภิกษุอยู่บนที่นอนที่นั่งอันไม่มีเสียงอื้ออึง

เห็นอารมณ์ที่น่าหวาดเสียวเหล่าใดแล้ว ไม่พึงหวั่นไหว

ภิกษุ(อื่น) พึงหวั่นไหวร้องไห้อยู่บนที่นอนสูงและใหญ่

ซึ่งเป็นที่มีอารมณ์ที่น่าหวาดเสียว

@เชิงอรรถ :

@๑ ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑๙๐-๒๑๐/๕๓๕-๖๒๐

[๙๖๗]

ภิกษุเมื่อจะไปสู่ทิศที่ไม่เคยไป ๑-

พึงปราบปรามอันตรายที่มีอยู่ในโลก

บนที่นั่งที่นอนอันเงียบสงัด

[๙๖๘]

ภิกษุอบรมตนอยู่ พึงมีแนวทางแห่งถ้อยคำอย่างไร

พึงมีโคจรในศาสนานี้อย่างไร พึงมีศีลและวัตรอย่างไร

[๙๖๙]

ภิกษุนั้นพึงสมาทานสิกขาอะไร

จึงมีสมาธิเป็นธรรมเอกผุดขึ้น

มีปัญญารักษาตน มีสติกำจัดมลทินของตนได้

เหมือนช่างทองขจัดมลทินทอง ฉะนั้น

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สารีบุตร)

[๙๗๐]

เราจักบอกความผาสุก และธรรมตามสมควรนั้น

ของผู้เบื่อหน่าย ใช้สอยที่นั่งที่นอนอันสงัด

ผู้ปรารถนาสัมโพธิญาณแก่เธอ ตามที่รู้

[๙๗๑]

ภิกษุผู้เป็นนักปราชญ์ มีสติ

ประพฤติธรรมอันเป็นส่วนสุดรอบ

ไม่พึงกลัวภัย ๕ อย่าง คือ

เหลือบ สัตว์ไต่ตอม สัตว์เลื้อยคลาน

สัมผัสจากมนุษย์ และสัตว์ ๔ เท้า

[๙๗๒]

ภิกษุไม่พึงหวาดกลัวผู้ถือธรรมอื่น

แม้เห็นอารมณ์น่าหวาดเสียวเป็นอันมาก

@เชิงอรรถ :

@๑ ทิศที่ไม่เคยไป ในที่นี้หมายถึงนิพพาน (ขุ.สุ.อ. ๒/๙๖๗/๔๑๗)

ของผู้ถือธรรมอื่นเหล่านั้น ก็ไม่พึงหวาดกลัว

อนึ่ง ภิกษุผู้หมั่นแสวงหากุศลธรรม

พึงปราบปรามอันตรายอื่นๆ

[๙๗๓]

ภิกษุถูกผัสสะแห่งความเจ็บป่วยและความหิวกระทบแล้ว

พึงอดกลั้นความหนาว หรือความร้อน

ภิกษุนั้นถูกผัสสะเหล่านั้นกระทบแล้ว

โดยอาการมากอย่าง ก็ไม่ให้โอกาส

พึงทำความเพียรและความบากบั่นให้มั่นคง

[๙๗๔]

ภิกษุไม่พึงขโมย ไม่พึงพูดเท็จ

พึงแผ่เมตตาไปยังสัตว์ทั้งผู้ยังหวาดสะดุ้ง และผู้มั่นคง

เมื่อใด ภิกษุรู้แจ้งความขุ่นมัวแห่งใจ

เมื่อนั้น เธอพึงบรรเทาด้วยมนสิการว่า

นี้เป็นฝักฝ่ายแห่งมารผู้มีกรรมดำ

[๙๗๕]

ภิกษุไม่พึงลุอำนาจแห่งความโกรธและความดูหมิ่น

ทั้งพึงขุดรากความโกรธและความดูหมิ่นเหล่านั้นดำรงอยู่

แต่เมื่อจะกำราบ ก็พึงครอบงำสัตว์หรือสังขาร

ที่เป็นที่รักหรือไม่เป็นที่รักโดยแท้

[๙๗๖]

ภิกษุผู้มีปีติในเรื่องดีงาม พึงเชิดชูปัญญา

พึงข่มอันตรายเหล่านั้น พึงปราบความไม่ยินดีในที่นั่งที่นอนอันสงัด

ทั้งปราบธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความคร่ำครวญ ๔ ประการ

[๙๗๗]

เราจักฉันอะไรเล่า หรือจักฉันที่ไหน

คืนนี้เรานอนลำบากแล้วหนอ เราจักนอนที่ไหนเล่า

ภิกษุผู้เป็นเสขะพึงกำจัดวิตกอันเป็นที่ตั้ง

แห่งความคร่ำครวญเหล่านี้ เป็นผู้ไม่มีกังวลท่องเที่ยวไป

[๙๗๘]

ภิกษุนั้นในธรรมวินัยนี้

ได้อาหารและเครื่องนุ่งห่มในกาลแล้ว

พึงรู้จักประมาณเพื่อสันโดษ

ภิกษุนั้นคุ้มครองในปัจจัยเหล่านั้น

เป็นผู้สำรวมเที่ยวไปในหมู่บ้าน

แม้ถูกด่า ก็ไม่พึงกล่าววาจาหยาบ

[๙๗๙]

ภิกษุพึงเป็นผู้ไม่สอดส่ายจักษุ

และไม่พึงเป็นผู้มีเท้าอยู่ไม่สุข

พึงเป็นผู้ขวนขวายในฌาน ตื่นอยู่โดยมาก

ปรารภอุเบกขา มีจิตตั้งมั่น

พึงเข้าไปตัดความตรึกธรรม

ที่อาศัยความตรึกและความคะนอง

[๙๘๐]

ภิกษุถูกผู้ตักเตือนด้วยวาจา พึงมีสติชื่นชม

ทำลายความกระด้างในเพื่อนพรหมจารี

พึงเปล่งวาจาเป็นกุศล

ไม่พึงเปล่งวาจาเกินขอบเขต

ไม่พึงคิดหาเรื่องที่จะว่ากล่าวคน

[๙๘๑]

ลำดับต่อไป ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติ

ศึกษาเพื่อกำจัดธุลี ๕ อย่างในโลก

คือพึงปราบปรามราคะในรูป ราคะในเสียง ราคะในกลิ่น

ราคะในรส และราคะในผัสสะ

[๙๘๒]

ภิกษุเป็นผู้มีสติ มีจิตหลุดพ้นด้วยดีแล้ว

พึงกำจัดความพอใจในธรรมเหล่านี้

ภิกษุนั้นเมื่อกำหนดพิจารณาธรรมโดยชอบตามกาล

เป็นผู้มีสมาธิเป็นธรรมเอกผุดขึ้น พึงกำจัดความมืด

สารีปุตตสูตรที่ ๑๖ จบ

อัฏฐกวรรคที่ ๔ จบ

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. กามสูตร ๒. คุหัฏฐกสูตร

๓. ทุฏฐัฏฐกสูตร ๔. สุทธัฏฐกสูตร

๕. ปรมัฏฐกสูตร ๖. ชราสูตร

๗. ติสสเมตเตยยสูตร ๘. ปสูรสูตร

๙. มาคันทิยสูตร ๑๐. ปุราเภทสูตร

๑๑. กลหวิวาทสูตร ๑๒. จูฬวิยูหสูตร

๑๓. มหาวิยูหสูตร ๑๔. ตุวฏกสูตร

๑๕. อัตตทัณฑสูตร ๑๖. สารีปุตตสูตร

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๕ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

พระสูตรก่อนหน้า๑๕. อัตตทัณฑสูตรกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๕๔. อัฏฐกวรรคหัวข้อถัดไปวัตถุกถา