ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๕
  6. /
  7. ธรรมบท
  8. /
  9. ๒๔. ตัณหาวรรค

๒๔. ตัณหาวรรค

เล่มที่ ๒๕ · ข้อ ๓๔ · บรรทัด ๑๑๖๒

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒๔. ตัณหาวรรค

หมวดว่าด้วยตัณหา

๑. กปิลมัจฉวัตถุ

เรื่องปลากปิละ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่บริษัท ๔ ดังนี้)

[๓๓๔]

ตัณหาย่อมเจริญแก่มนุษย์ผู้ประพฤติประมาท ๓-

เหมือนเถาย่านทรายเจริญอยู่ในป่า

เขาย่อมเร่ร่อนไปมา

เหมือนวานรที่ต้องการผลไม้ เที่ยวเร่ร่อนไปมาในป่า ฉะนั้น

@เชิงอรรถ :

@๑ ท่านผู้ประเสริฐ หมายถึงพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันตสาวกผู้ลอยบาปได้แล้ว

@(ขุ.ธ.อ. ๗/๑๖๒)

@๒ ศีลนำสุขมาให้ตราบเท่าชรา หมายถึงศีล ๕ ศีล ๑๐ เป็นต้น ย่อมเป็นเครื่องประดับทำให้เกิดความงาม

@และความสุขแก่คนทุกเพศทุกวัย ไม่มีล้าสมัยไร้ตำหนิ ต่างจากเครื่องประดับภายนอกที่ทำให้งามเฉพาะ

@เพศหรือวัย ใครที่ใช้เครื่องประดับหรือเครื่องแต่งกายไม่เหมาะกับเพศหรือวัย ก็จะถูกตำหนิ และถูกสงสัยว่า

@เป็นบ้าเสียสติ (ขุ.ธ.อ. ๗/๑๖๒)

@๓ ผู้ประพฤติประมาท หมายถึงผู้มีความเป็นอยู่ด้วยความประมาท ปราศจากสติ ไม่เจริญฌาน วิปัสสนา

@มรรค และผล (ขุ.ธ.อ. ๘/๖)

[๓๓๕]

ตัณหาที่เลวทรามซ่านไปในโลกนี้

ครอบงำบุคคลใดไว้ได้

ความโศกย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น

เหมือนหญ้าคมบางที่ถูกฝนตกรดแล้วเจริญงอกงามขึ้น ฉะนั้น

[๓๓๖]

ส่วนบุคคลใดครอบงำตัณหาที่เลวทรามนั้น

ซึ่งล่วงได้ยากในโลกไว้ได้

ความโศกย่อมตกไปจากบุคคลนั้น

เหมือนหยาดน้ำกลิ้งตกไปจากใบบัว ฉะนั้น

[๓๓๗]

เพราะเหตุนั้น เราขอเตือนท่านทั้งหลาย

ขอท่านทั้งหลายที่ประชุมกันในที่นี้ จงมีความเจริญ

ขอท่านทั้งหลายจงขุดรากเหง้าแห่งตัณหา ๑-

เหมือนคนต้องการหญ้าแฝกขุดหญ้าแฝก

มารอย่าได้ระรานท่านทั้งหลายอยู่ร่ำไป

เหมือนกระแสน้ำระรานไม้อ้อ ฉะนั้น ๒-

๒. สูกรโปติกาวัตถุ

เรื่องลูกสุกรตัวเมีย

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๓๓๘]

ต้นไม้ เมื่อรากยังแข็งแรง ยังไม่ถูกทำลาย

แม้ลำต้นถูกตัดแล้ว ก็งอกขึ้นได้ใหม่ ฉันใด

ความทุกข์นี้ เมื่อบุคคลขจัดตัณหานุสัยไม่ได้ขาด

ก็ย่อมเกิดขึ้นเรื่อยๆ ฉันนั้น

@เชิงอรรถ :

@๑ ขุดรากเหง้า หมายถึงขุดรากเหง้าแห่งตัณหาอันเป็นไปในทวาร ๖ นี้ ด้วยญาณอันสัมปยุตด้วยอรหัตต-

@มรรค (ขุ.ธ.อ. ๘/๗)

@๒ ธรรมบทข้อ ๓๓๔-๓๓๗ นี้ ดูเทียบ ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๓๙๙-๔๐๒/๔๐๘-๔๐๙

[๓๓๙]

บุคคลใดยังมีกระแสตัณหาอันแรงกล้า ๓๖ สาย ๑-

ที่มักไหลไปยังอารมณ์อันน่าพอใจ

ความดำริเป็นอันมากที่อาศัยราคะ

ย่อมนำบุคคลนั้นซึ่งมีความเห็นผิดไป

[๓๔๐]

กระแสตัณหาทั้งหลายไหลไปในอารมณ์ทั้งหมด

ตัณหาดุจเถาวัลย์ ก็งอกงามขึ้น

พวกเธอ ครั้นเห็นตัณหาดุจเถาวัลย์ที่งอกงามนั้น

จงตัดรากด้วยปัญญา ๒-

[๓๔๑]

สัตว์โลกผู้มีแต่โสมนัสซาบซ่าน

ฉ่ำชื้นด้วยเสน่หา ๓-

มัวแต่จะแสวงหาความสุขสำราญกันอยู่

จึงต้องเข้าถึงชาติและชราร่ำไป

[๓๔๒]

หมู่สัตว์ถูกล้อมไว้ด้วยตัณหาที่ทำให้สะดุ้ง

จึงดิ้นรนเหมือนกระต่ายติดบ่วง

หมู่สัตว์ผู้ถูกสังโยชน์และกิเลสเครื่องข้อง ๔- ผูกไว้แน่น

ย่อมได้รับความทุกข์ร่ำไปชั่วกาลนาน

@เชิงอรรถ :

@๑ ตัณหา ๓๖ สาย ได้แก่ ตัณหา ๓ (กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา) อาศัยอายตนะภายใน ๖

@(๓ x ๖ = ๑๘) อาศัยอายตนะภายนอก ๖ (๓ x ๖ = ๑๘) ได้กระแส ๓๖ สายที่ไหลไปในอารมณ์มีรูป

@เป็นต้นที่น่าชอบใจ (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐)

@๒ ปัญญา หมายถึงปัญญาอันสัมปยุตด้วยมรรค (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๑)

@๓ ฉ่ำชื้นด้วยเสน่หา หมายถึงเปียกชุ่มด้วยยางเหนียว คือตัณหา (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๑)

@๔ หมายถึงสังโยชน์ ๑๐ ประการ และกิเลสเครื่องข้อง ๗ ประการ มีราคะเป็นต้นผูกไว้หรือเกี่ยวไว้ (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๒)

[๓๔๓]

หมู่สัตว์ถูกล้อมไว้ด้วยตัณหาที่ทำให้สะดุ้ง

จึงดิ้นรนเหมือนกระต่ายติดบ่วง

เพราะเหตุนั้น ภิกษุเมื่อหวังให้ตนสิ้นราคะ

ควรบรรเทาตัณหาที่ทำให้สะดุ้งเสีย

๓. วิพภันตกวัตถุ

เรื่องภิกษุผู้กระสันจะสึก

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่บริษัท ๔ ดังนี้)

[๓๔๔]

บุคคลใดออกจากอาลัยแล้ว ๑- มีใจน้อมไปในป่า ๒-

พ้นจากป่าแล้ว ๓- ยังแล่นเข้าไปสู่ป่านั้นอีก

ท่านทั้งหลายจงดูบุคคลนั้น

เขาพ้นจากเครื่องผูก ยังแล่นไปสู่เครื่องผูกตามเดิม

๔. พันธนาคารวัตถุ

เรื่องเรือนจำ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่เหล่าภิกษุผู้เห็นโจรถูกจองจำในเรือนจำ ดังนี้)

[๓๔๕]

นักปราชญ์ทั้งหลายไม่ได้กล่าวถึงเครื่องจองจำ

ที่ทำด้วยเหล็ก ทำด้วยไม้ และทำด้วยหญ้าปล้อง

ว่าเป็นเครื่องจองจำที่มั่นคง แต่กล่าวถึง

ความกำหนัดยินดีในต่างหูแก้วมณี และความใยดีในบุตรภรรยา

ว่าเป็นเครื่องจองจำที่มั่นคง

@เชิงอรรถ :

@๑ อาลัย ในที่นี้หมายถึงความเป็นอยู่อย่างคฤหัสถ์ (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๕)

@๒ ป่า ในที่นี้หมายถึงตบะ (ตโปวนะ) (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๕)

@๓ ป่า ในที่นี้หมายถึงตัณหาคือเครื่องผูกให้อยู่ครองเรือน (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๕)

[๓๔๖]

นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวถึงความกำหนัด เครื่องจองจำที่มั่นคงนั้น

ว่ามีปกติเหนี่ยวลง หย่อนยาน แต่แก้ให้หลุดยาก

นักปราชญ์เหล่านั้นตัดเครื่องจองจำนั้นได้แล้ว

ไม่ใยดี ละกามสุข ออกบวช ๑-

๕. เขมาเถรีวัตถุ

เรื่องพระเขมาเถรี

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่พระเขมาเถรี ดังนี้)

[๓๔๗]

สัตว์ทั้งหลายผู้กำหนัดยินดีด้วยราคะ ๒-

ย่อมตกไปสู่กระแสตัณหา

เหมือนแมงมุมติดใยที่ตนถักไว้เอง

นักปราชญ์ทั้งหลายตัดกระแสตัณหานั้นได้แล้ว

หมดความใยดี ย่อมละทุกข์ทั้งปวงไปได้

๖. อุคคเสนเสฏฐิปุตตวัตถุ

เรื่องบุตรเศรษฐีชื่ออุคคเสน

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่นายอุคคเสน ดังนี้)

[๓๔๘]

เธอจงเป็นผู้ปล่อยวางทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน ๓-

จงเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ

เธอผู้มีใจหลุดพ้นในธรรมทั้งปวงแล้ว

จักไม่เข้าถึงชาติ และชราอีกต่อไป

@เชิงอรรถ :

@๑ ดูเทียบ สํ.ส. (แปล) ๑๕/๑๒๑/๑๔๐, ขุ.ชา. (แปล) ๒๗/๑๐๑-๑๐๒/๕๕

@๒ หมายรวมถึงขุ่นเคืองเพราะโทสะ ลุ่มหลงเพราะโมหะด้วย (ขุ.ธ.อ. ๘/๒๑)

@๓ หมายถึงปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น ความทะยานอยากในขันธ์ทั้งหลายที่เป็นทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน

@(ขุ.ธ.อ. ๘/๒๖)

๗. จูฬธนุคคหปัณฑิตวัตถุ

เรื่องจูฬธนุคคหบัณฑิต

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งผู้กระสันจะสึก ดังนี้)

[๓๔๙]

บุคคลผู้ถูกวิตก ๑- ย่ำยี มีราคะจัด เห็นอารมณ์ว่างามเสมอ

ย่อมมีตัณหาพอกพูนมากขึ้นๆ

บุคคลเช่นนั้นแลชื่อว่าสร้างเครื่องผูกมัดที่แน่นหนา

[๓๕๐]

ส่วนผู้ใดยินดีในฌานเป็นที่ระงับวิตก ๒-

มีสติทุกเมื่อ เจริญอสุภฌานอยู่

ผู้นั้นแล จักทำตัณหาให้สิ้นไปได้

จักตัดเครื่องผูกแห่งมาร ๓- ได้

๘. มารวัตถุ

เรื่องมาร

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่มารผู้มีบาป ดังนี้)

[๓๕๑]

ผู้บรรลุความสำเร็จแล้ว ๔- ไม่มีความสะดุ้งกลัว

ปราศจากตัณหา ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน

ตัดลูกศรที่นำไปสู่ภพได้ขาดแล้ว

ร่างกายนี้จึงเป็นร่างกายสุดท้าย

@เชิงอรรถ :

@๑ วิตก หมายถึงความตรึกมี ๓ อย่าง คือ กามวิตก ความตรึกในทางกาม พยาบาทวิตก ความตรึกในทาง

@พยาบาท วิหิงสาวิตก ความตรึกในทางเบียดเบียน (ขุ.ธ.อ. ๘/๓๒)

@๒ ฌานเป็นที่ระงับวิตก หมายถึงปฐมฌานที่มีอสุภะ ๑๐ ประการเป็นอารมณ์ สามารถเข้าไปสงบระงับ

@มิจฉาวิตกได้ (ขุ.ธ.อ. ๘/๓๒)

@๓ ดูเชิงอรรถที่ ๓ หน้า ๓๕ ในเล่มนี้

@๔ ความสำเร็จ หมายถึงอรหัตตผล (ขุ.ธ.อ. ๘/๓๔)

[๓๕๒]

ผู้ปราศจากตัณหา หมดความยึดมั่น

ฉลาดในนิรุตติบท ๑-

รู้หมวดหมู่และเบื้องต้นเบื้องปลายของอักษรทั้งหลาย

ผู้นั้นแลเรียกว่า ผู้มีร่างกายเป็นร่างกายสุดท้าย

ผู้มีปัญญามาก เป็นมหาบุรุษ

๙. อุปกาชีวกวัตถุ

เรื่องอาชีวกชื่ออุปกะ

(พระผู้มีพระภาคเมื่อแรกตรัสรู้ประทับนั่งที่ควงไม้โพธิ์ อาชีวกชื่ออุปกะเข้ามา ถามพระองค์ว่า บวชเพื่อใคร ใครเป็นศาสดา พระองค์จึงตรัสพระคาถา ดังนี้)

[๓๕๓]

เราเป็นผู้ครอบงำธรรมทั้งปวง ๒- รู้ธรรมทั้งปวง ๓-

มิได้แปดเปื้อนในธรรมทั้งปวง ๔- ละธรรมทั้งปวงได้ ๕-

หลุดพ้นเพราะสิ้นตัณหา

ตรัสรู้ยิ่งเองแล้วจะพึงกล่าวอ้างใครเล่า ๖-

@เชิงอรรถ :

@๑ นิรุตติบท หมายถึงนิรุตติปฏิสัมภิทา รวมทั้งปฏิสัมภิทาที่เหลืออีก ๓ อย่าง (อัตถปฏิสัมภิทา ธัมมปฏิสัมภิทา

@และปฏิภาณปฏิสัมภิทา) (ขุ.ธ.อ. ๘/๓๔)

@๒ ธรรม หมายถึงธรรม ๓ ระดับ (กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ) (ขุ.ธ.อ. ๘/๓๖)

@๓ ธรรม หมายถึงธรรม ๔ ระดับ (กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ โลกุตตรภูมิ) (ขุ.ธ.อ. ๘/๓๖)

@๔ มิได้แปดเปื้อนในธรรมทั้งปวง หมายถึงไม่เปื้อนด้วยตัณหาและทิฏฐิในธรรม ๓ ระดับนั้น (ขุ.ธ.อ. ๘/๓๖)

@๕ ละธรรมทั้งปวงได้ หมายถึงละธรรม ๓ ระดับ กล่าวคือละธรรมชั้นกามาวจร ชั้นรูปาวจร และชั้น

@อรูปาวจรได้ (ขุ.ธ.อ. ๘/๓๗)

@๖ หมายถึงเมื่อรู้เองได้อย่างนี้แล้ว จะต้องอ้างใครเป็นอุปัชฌาย์ หรืออาจารย์อีกเล่า (ขุ.ธ.อ. ๘/๓๗) และดู

@วิ.ม. (แปล) ๔/๑๑/๑๗

๑๐. สักกเทวราชวัตถุ

เรื่องท้าวสักกะจอมเทพ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ท้าวสักกะจอมเทพและเหล่าเทวดา ดังนี้)

[๓๕๔]

การให้ธรรม ชนะการให้ทั้งปวง

รสแห่งธรรม ชนะรสทั้งปวง

ความยินดีในธรรม ชนะความยินดีทั้งปวง

ความสิ้นตัณหา ชนะทุกข์ทั้งปวง ๑-

๑๑. อปุตตกเสฏฐิปุตตวัตถุ

เรื่องอปุตตกเศรษฐีบุตร

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่พระเจ้าปเสนทิโกศล ดังนี้)

[๓๕๕]

โภคทรัพย์ทั้งหลาย ย่อมทำลายคนมีปัญญาทราม

แต่จะไม่ทำลายคนที่แสวงหาฝั่ง ๒-

เพราะความทะยานอยากในโภคทรัพย์

คนมีปัญญาทรามจึงทำลายตนเองดุจทำลายคนอื่น

@เชิงอรรถ :

@๑ การให้ธรรม ชนะการให้ทั้งปวง หมายถึงบุคคลจะให้หรือเสียสละประโยชน์สุขส่วนตนเพื่อประโยชน์สุข

@ส่วนรวมได้ก็ต่อเมื่อได้ฟังธรรม จนรู้ว่าคุณประโยชน์ของการให้หรือการเสียสละว่าดีอย่างไรเสียก่อน จึงจะ

@ให้หรือเสียสละได้ หากไม่ได้ฟังธรรม การให้สิ่งอื่นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย

@รสแห่งธรรม ชนะรสทั้งปวง หมายถึงรสอื่นๆ เช่น รสสุธาโภชน์ของเทวดา ยังเป็นปัจจัยให้สัตว์ต้อง

@เสวยทุกข์ในสังสารวัฏ แต่รสแห่งพระธรรม คือ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ และโลกุตตรธรรม ๙ ประการ

@เป็นรสแห่งความสุขที่ประเสริฐสุด

@ความยินดีในธรรม ชนะความยินดีทั้งปวง หมายถึงความยินดีอื่นๆ เช่น ความยินดีบุตร ธิดา ทรัพย์สิน

@สตรี หรือการขับร้อง ประโคมดนตรี ทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยให้เสวยทุกข์ในสังสารวัฏ แต่การแสดงธรรม

@การได้ฟังธรรม หรือการแนะนำธรรม ย่อมก่อให้เกิดปีติสุข และเป็นปัจจัยให้บรรลุอรหัตตผล สิ้นทุกข์ใน

@สังสารวัฏได้

@ความสิ้นตัณหา ชนะทุกข์ทั้งปวง หมายถึงอรหัตตผลที่เกิดขึ้นในที่สุดแห่งความสิ้นตัณหานั้นเป็นสภาวะ

@ที่ครอบงำตัดขาดทุกข์ในสังสารวัฏได้อย่างสิ้นเชิง (ขุ.ธ.อ. ๘/๓๙-๔๑)

@๒ ฝั่ง หมายถึงนิพพาน (ขุ.ธ.อ. ๘/๔๕)

๑๒. อังกุรวัตถุ

เรื่องอังกุรเทพบุตร

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่อังกุรเทพบุตร และอินทกเทพบุตร ดังนี้)

[๓๕๖]

นามีหญ้าเป็นโทษ หมู่ชนมีราคะเป็นโทษ

ฉะนั้น ทานที่ให้แก่ผู้ปราศจากราคะ จึงมีผลมาก

[๓๕๗]

นามีหญ้าเป็นโทษ หมู่ชนมีโทสะเป็นโทษ

ฉะนั้น ทานที่ให้แก่ผู้ปราศจากโทสะ จึงมีผลมาก

[๓๕๘]

นามีหญ้าเป็นโทษ หมู่ชนมีโมหะเป็นโทษ

ฉะนั้น ทานที่ให้แก่ผู้ปราศจากโมหะ จึงมีผลมาก

[๓๕๙]

นามีหญ้าเป็นโทษ หมู่ชนมีความอยากเป็นโทษ

ฉะนั้น ทานที่ให้แก่ผู้ปราศจากความอยาก จึงมีผลมาก

(นามีหญ้าเป็นโทษ หมู่ชนมีตัณหาเป็นโทษ

ฉะนั้น ทานที่ให้แก่ผู้ปราศจากตัณหา จึงมีผลมาก)

ตัณหาวรรคที่ ๒๔ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๕ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๒๓. นาควรรคกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๕ธรรมบทหัวข้อถัดไป๒๕. ภิกขุวรรค