ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๕
  6. /
  7. ธรรมบท
  8. /
  9. ๒๕. ภิกขุวรรค

๒๕. ภิกขุวรรค

เล่มที่ ๒๕ · ข้อ ๓๕ · บรรทัด ๑๒๔๔

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒๕. ภิกขุวรรค

หมวดว่าด้วยภิกษุ

๑. ปัญจภิกขุวัตถุ

เรื่องภิกษุ ๕ รูป

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุ ๕ รูป ผู้สำรวมทวาร(ช่องตามร่างกาย) รูปละทวาร ดังนี้)

[๓๖๐]

การสำรวมตา เป็นการดี

การสำรวมหู เป็นการดี

การสำรวมจมูก เป็นการดี

การสำรวมลิ้น เป็นการดี

[๓๖๑]

การสำรวมกาย เป็นการดี

การสำรวมวาจา เป็นการดี

การสำรวมใจ เป็นการดี

การสำรวมทวารทั้งปวง เป็นการดี

ภิกษุผู้สำรวมทวารทั้งปวง ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ๑-

๒. หังสฆาตกภิกขุวัตถุ

เรื่องภิกษุฆ่าหงส์

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุผู้ฆ่าหงส์ ดังนี้)

[๓๖๒]

บุคคลผู้สำรวมมือ ๒- สำรวมเท้า สำรวมวาจา สำรวมตน

ยินดีธรรมภายใน ๓- มีจิตตั้งมั่น อยู่ผู้เดียว สันโดษ

บัณฑิตทั้งหลายเรียกว่า ภิกษุ

@เชิงอรรถ :

@๑ ทุกข์ หมายถึงทุกข์ในวัฏฏะ (ขุ.ธ.อ. ๘/๔๕)

@๒ สำรวมมือ หมายถึงไม่คะนองมือ หรือไม่ทำร้ายสัตว์ด้วยมือ แม้เท้า วาจา ก็มีนัยเดียวกันนี้ (ขุ.ธ.อ. ๘/๕๔)

@๓ ยินดีธรรมภายใน หมายถึงยินดีในการเจริญกัมมัฏฐาน คือ สมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน

@(ขุ.ธ.อ. ๘/๕๕, ขุ.เถร.อ. ๑๐๓๕/๔๖๘)

๓. โกกาลิกวัตถุ

เรื่องพระโกกาลิกะ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๓๖๓]

ภิกษุรูปใดสำรวมปาก พูดโดยใช้มันตา ๑- เสมอ

ไม่ฟุ้งซ่าน แสดงแต่อรรถ ๒- และธรรม ๓- เท่านั้น

ภาษิตของภิกษุนั้นไพเราะ

๔. ธัมมารามเถรวัตถุ

เรื่องพระเถระผู้ยินดีในธรรม

[๓๖๔]

ภิกษุมีธรรมเป็นที่มายินดี ๔- ยินดีแล้วในธรรม

พิจารณาใคร่ครวญถึงธรรม ระลึกถึงธรรมอยู่

ย่อมไม่เสื่อมจากสัทธรรม ๕-

๕. อัญญตรวิปักขเสวกภิกขุวัตถุ

เรื่องภิกษุผู้คบฝ่ายผิดรูปใดรูปหนึ่ง

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุที่เป็นฝักฝ่ายของพระเทวทัต ดังนี้)

[๓๖๕]

ภิกษุไม่ควรดูหมิ่นลาภของตน

ไม่ควรเที่ยวปรารถนาลาภของคนอื่น

เมื่อภิกษุปรารถนาลาภของคนอื่น

ย่อมไม่บรรลุสมาธิ ๖-

@เชิงอรรถ :

@๑ มันตา หมายถึงปัญญา (ขุ.ธ.อ. ๘/๕๘)

@๒ อรรถ หมายถึงเนื้อความแห่งภาษิต (ขุ.ธ.อ. ๘/๕๘)

@๓ ธรรม หมายถึงธรรมเทศนา (ขุ.ธ.อ. ๘/๕๘)

@๔ ธรรมเป็นที่มายินดี ในที่นี้หมายถึงสมถะและวิปัสสนา (ขุ.ธ.อ. ๘/๕๙-๖๐)

@๕ สัทธรรม หมายถึงโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ และโลกุตตรธรรม ๙ ประการ (ขุ.ธ.อ. ๘/๖๐)

@และดูเทียบ ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๑๐๓๕/๕๐๙

@๖ สมาธิ หมายถึงอัปปนาสมาธิ หรืออุปจารสมาธิ (ขุ.ธ.อ. ๘/๖๒)

[๓๖๖]

ถ้าภิกษุแม้จะมีลาภน้อย แต่ไม่ดูหมิ่นลาภของตน

เทวดาทั้งหลายย่อมสรรเสริญภิกษุนั้นแล

ว่าเป็นผู้มีอาชีพหมดจด ไม่เกียจคร้าน

๖. ปัญจัคคทายกพราหมณวัตถุ

เรื่องพราหมณ์ถวายทานอันเลิศ ๕ อย่าง

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่พราหมณ์ และนางพราหมณีผู้ถวายทาน อันเลิศ ๕ อย่าง ดังนี้)

[๓๖๗]

ผู้ใดไม่มีความยึดถือในนามรูป

ว่าเป็นของเรา โดยประการทั้งปวง

และไม่เศร้าโศก เพราะนามรูปแปรผันไป

ผู้นั้นแล เราเรียกว่า ภิกษุ ๑-

๗. สัมพหุลภิกขุวัตถุ

เรื่องภิกษุหลายรูป

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๓๖๘]

ภิกษุผู้อยู่ด้วยเมตตา เลื่อมใสในพุทธศาสนา

ก็จะพึงบรรลุสันตบท ๒- อันเป็นที่ระงับสังขารเป็นสุข

[๓๖๙]

ภิกษุ เธอจงวิดเรือ ๓- นี้

เรือที่เธอวิดแล้วจักถึงเร็ว

เธอตัดราคะ โทสะได้แล้ว

ต่อจากนั้น ก็จักบรรลุนิพพาน

@เชิงอรรถ :

@๑ ดูเทียบสุตตนิบาต ข้อ ๙๕๗ หน้า ๗๒๙ ในเล่มนี้ (บาทคาถาที่ ๔ ต่างกัน)

@๒ สันตบท หมายถึงนิพพาน (ขุ.ธ.อ. ๘/๗๓)

@๓ เรือ ในที่นี้หมายถึงอัตภาพ (ขุ.ธ.อ. ๘/๗๓)

[๓๗๐]

ภิกษุพึงตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ พึงละสังโยชน์เบื้องสูง ๕

และพึงเจริญอินทรีย์ ๕ ให้ยิ่งขึ้นไป

ภิกษุผู้ก้าวล่วงกิเลสเครื่องข้อง ๕ ๑- ได้แล้ว

เราเรียกว่า ผู้ข้ามโอฆะได้ ๒-

[๓๗๑]

ภิกษุ เธอจงเพ่งพินิจ และอย่าประมาท

จงอย่าปล่อยจิตของเธอ ให้วนเวียนอยู่ในกามคุณ

อย่าเผลอกลืนก้อนเหล็กแดง(ในนรก)

อย่าเร่าร้อนคร่ำครวญอยู่ว่า นี่ทุกข์จริง

[๓๗๒]

ฌาน ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา

ปัญญาก็ย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน

ผู้มีทั้งฌานและปัญญานั่นแล

จึงนับว่าอยู่ใกล้นิพพาน

[๓๗๓]

ภิกษุผู้เข้าไปยังเรือนว่าง ๓-

มีจิตสงบ เห็นแจ้งธรรมโดยชอบ

ย่อมเกิดความยินดีที่ไม่ใช่เป็นของคนทั่วไป

[๓๗๔]

ขณะใด ภิกษุพิจารณาเห็นความเกิด

และความเสื่อมของขันธ์ทั้งหลาย

ขณะนั้น เธอย่อมได้รับปีติปราโมทย์

ซึ่งเป็นอมตธรรมสำหรับผู้รู้ทั้งหลาย

[๓๗๕]

ในอมตธรรมนั้น ธรรมนี้คือ

ความสำรวมอินทรีย์ ความสันโดษ

และความสำรวมในปาติโมกข์

เป็นเบื้องต้นของภิกษุผู้มีปัญญาในศาสนานี้

@เชิงอรรถ :

@๑ กิเลสเครื่องข้อง ๕ อย่าง คือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ และทิฏฐิ (สํ.ส.อ. ๑/๕/๒๔, ขุ.ธ.อ. ๘/๗๔)

@๒ ดูเทียบ สํ.ส. (แปล) ๑๕/๕/๖, ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๑๕/๓๐๘, ๖๓๓/๔๔๙

@๓ เรือนว่าง ในที่นี้หมายถึงการนั่งเจริญกัมมัฏฐานในที่สงัดแห่งใดแห่งหนึ่ง (ขุ.ธ.อ. ๘/๗๕)

[๓๗๖]

เธอจงคบภิกษุที่เป็นกัลยาณมิตร

มีอาชีพหมดจด ไม่เกียจคร้าน

ควรทำการปฏิสันถาร และฉลาดในเรื่องมารยาท

เพราะปฏิบัติตามคุณธรรมดังกล่าวนั้น

เธอก็จักมากด้วยความปราโมทย์

จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

๘. ปัญจสตภิกขุวัตถุ

เรื่องภิกษุ ๕๐๐ รูป

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๓๗๗]

ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงสลัดราคะและโทสะทิ้งเสีย

เหมือนต้นมะลิสลัดดอกที่เหี่ยวแห้ง ฉะนั้น

๙. สันตกายเถรวัตถุ

เรื่องพระสันตกายเถระ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๓๗๘]

ภิกษุผู้มีกายสงบ ๑- มีวาจาสงบ ๒-

มีใจสงบ ๓- มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว

และเป็นผู้ละโลกามิสได้

เราเรียกว่าผู้สงบระงับ

@เชิงอรรถ :

@๑ มีกายสงบ หมายถึงไม่มีความประพฤติชั่วทางกายมีการฆ่าสัตว์ เป็นต้น (ขุ.ธ.อ. ๘/๗๙)

@๒ มีวาจาสงบ หมายถึงไม่มีความประพฤติชั่วทางวาจามีการพูดเท็จ เป็นต้น (ขุ.ธ.อ. ๘/๗๙)

@๓ มีใจสงบ หมายถึงไม่มีความประพฤติชั่วทางใจมีการเพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่น เป็นต้น (ขุ.ธ.อ. ๘/๗๙)

๑๐. นังคลกูฏเถรวัตถุ

เรื่องพระนังคลกูฏเถระ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๓๗๙]

ภิกษุ เธอจงเตือนตนด้วยตนเอง

จงพิจารณาดูตนด้วยตนเอง

ถ้าเธอคุ้มครองตนเองได้แล้ว มีสติ

เธอก็จักอยู่เป็นสุข

[๓๘๐]

ตนแล เป็นที่พึ่งของตน

ตนแล เป็นคติ ๑- ของตน

เพราะฉะนั้น เธอจงสงวนตน ๒- ให้ดี

เหมือนพ่อค้าม้าสงวนม้าพันธุ์ดี ฉะนั้น

๑๑. วักกลิเถรวัตถุ

เรื่องพระวักกลิเถระ

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่พระวักกลิเถระ ดังนี้)

[๓๘๑]

ภิกษุผู้มากด้วยความปราโมทย์

เลื่อมใสในพุทธศาสนา พึงบรรลุสันตบท ๓-

อันเป็นธรรมเข้าไปสงบระงับสังขาร เป็นสุข ๔-

@เชิงอรรถ :

@๑ เป็นคติ หมายถึงเป็นที่พำนัก หรือเป็นสรณะ (ขุ.ธ.อ. ๘/๘๒)

@๒ สงวนตน หมายถึงป้องกันการเกิดอกุศลกรรมที่ยังไม่เกิดในตน (ขุ.ธ.อ. ๘/๘๒)

@๓ ดูเชิงอรรถที่ ๒ หน้า ๑๔๘ ในเล่มนี้

@๔ ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๑๑/๓๐๗

๑๒. สุมนสามเณรวัตถุ

เรื่องสุมนสามเณร

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๓๘๒]

ภิกษุใดแลยังหนุ่มแน่น

ย่อมประกอบขวนขวายในพุทธศาสนา

ภิกษุนั้นย่อมทำโลกนี้ให้สว่างไสว ๑-

เหมือนดวงจันทร์พ้นจากเมฆ ฉะนั้น ๒-

ภิกขุวรรคที่ ๒๕ จบ

๒๖. พราหมณวรรค

หมวดว่าด้วยพราหมณ์

๑. ปสาทพหุลพราหมณวัตถุ

เรื่องพราหมณ์ผู้เลื่อมใสมาก

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

[๓๘๓]

พราหมณ์ ๓- เธอจงพยายามตัดกระแส ๔- ให้ขาด

จงบรรเทากามทั้งหลายให้ได้

เธอรู้ความสิ้นไปแห่งสังขารทั้งหลายแล้ว

ก็จะรู้แจ้งสภาวะที่ปัจจัยอะไรปรุงแต่งไม่ได้ ๕-

@เชิงอรรถ :

@๑ หมายถึงให้โลกคือขันธ์ ๕ สว่างไสวด้วยอรหัตตมรรคญาณ (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐๐)

@๒ ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๘๗๓/๔๘๔

@๓ พราหมณ์ ตามหลักพุทธศาสนาในวรรคนี้หมายถึงพระขีณาสพทั้งหลาย แต่มีบ้างที่ตรัสหมายเอา

@พราหมณ์โดยชาติกำเนิด เช่น ในธรรมบทข้อ ๓๙๒ หน้า ๑๕๖ (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐๒)

@๔ กระแส หมายถึงตัณหา (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐๒)

@๕ สภาวะที่ปัจจัยอะไรปรุงแต่งไม่ได้ หมายถึงนิพพาน (ขุ.ธ.อ. ๘/๑๐๒)

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๕ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๒๔. ตัณหาวรรคกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๕ธรรมบทหัวข้อถัดไป๒๖. พราหมณวรรค