ได้ยินว่า สหายของวังคันตพราหมณ์ ผู้บิดาของพระสารีบุตรเถระ ชื่อมหาเสนพราหมณ์ อยู่ในกรุงราชคฤห์ วันหนึ่ง พระสารีบุตรเถระเที่ยวบิณฑบาต ได้ไปยังประตูเรือนของพราหมณ์นั้น เพื่ออนุเคราะห์เขา แต่พราหมณ์นั้นมีสมบัติหมดสิ้นแล้ว กลับเป็นคนยากจน เขาคิดว่า “บุตรของเราจักมาเพื่อเที่ยวบิณฑบาตที่ประตูเรือนของเรา แต่เราเป็นคนยากจน บุตรของเราเห็นจะไม่ทราบความที่เราเป็นคนยากจน ไทยธรรมอะไรๆ ของเราก็ไม่มี" เมื่อไม่อาจจะเผชิญหน้าพระเถระนั้นได้จึงหลบเสีย ถึงในวันอื่น แม้พระเถระได้ไป (อีก) พราหมณ์ก็ได้หลบเสียอย่างนั้นเหมือนกัน เขาคิดอยู่ว่า “เราได้อะไรๆ แล้วนั้นแหละจักถวาย” ก็ไม่ได้ (อะไรๆ)
ภายหลังวันหนึ่ง เขาได้ถาดเต็มด้วยข้าวปายาสพร้อมกับผ้าสาฎกเนื้อหยาบ ในที่บอกลัทธิของพราหมณ์แห่งหนึ่ง ถือไปพอถึงเรือน นึกถึงพระเถระขึ้นได้ว่า “การที่เราถวายบิณฑบาตนี้แก่พระเถระจึงสมควร” ในขณะนั้นนั่นเอง แม้พระเถระก็เข้าฌาน ออกจากสมาบัติแล้ว เห็นพราหมณ์นั้น คิดว่า “พราหมณ์ได้ไทยธรรมแล้ว หวังอยู่ซึ่งการมาของเรา การที่เราไปในที่นั้นสมควร” แล้วจึงห่มผ้าสังฆาฏิ ถือบาตรแสดงตนยืนอยู่แล้วที่ประตูเรือนของพราหมณ์นั้นนั่นเอง เพราะเห็นพระเถระเท่านั้น จิตของพราหมณ์เลื่อมใสแล้ว
ลำดับนั้น เขาไปหาพระเถระนั้น ไหว้แล้ว ทำปฏิสันถารนิมนต์ให้นั่งภายในเรือน ถือถาดอันเต็มด้วยข้าวปายาส เกลี่ยลงในบาตรของพระเถระ พระเถระรับกึ่งหนึ่งแล้วจึงเอามือปิดบาตร ทีนั้น พราหมณ์กล่าวกับพระเถระนั้นว่า “ท่านผู้เจริญ ข้าวปายาสนี้สักว่าเป็นส่วนของคนๆ เดียวเท่านั้น ขอท่านจงทำความสงเคราะห์ในปรโลกแก่กระผมเถิด อย่าทำความสงเคราะห์ในโลกนี้เลย กระผมปรารถนาถวายไม่ให้เหลือทีเดียว” แล้วจึงเกลี่ยลงทั้งหมด
พระเถระฉันในที่นั้นนั่นแล ครั้นในเวลาเสร็จภัตกิจ เขาถวายผ้าสาฎกแม้นั้นแก่พระเถระนั้น ไหว้แล้ว กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านผู้เจริญ แม้กระผมฟังบรรลุธรรมที่ท่านเห็นแล้วเหมือนกัน” พระเถระทำอนุโมทนาแก่พราหมณ์นั้นว่า “จงสำเร็จอย่างนั้นเถิด พราหมณ์” ลุกขึ้นจากอาสนะหลีกไป เที่ยวจาริกโดยลำดับ ได้ถึงพระเชตวันแล้ว พราหมณ์ยากจนตายไปเกิดในกรุงสาวัตถี
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที