๕. พาลวรรค
เล่มที่ ๒๕ · ข้อ ๑๕ · บรรทัด ๔๓๔
คัดจากอรรถกถา ฉบับแปลไทย ตัวบทจาก 84000.org
อรรถกถา ฉบับแปลไทย
๕. พาลวรรควรรณนา
๑. เรื่องบุรุษคนใดคนหนึ่ง [๔๕]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระเจ้าปเสนทิโกศลและบุรุษคนใดคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "ทีฆาชาครโต รตฺติ" เป็นต้น. พระราชาประทักษิณพระนคร
ได้ยินว่า ในวันมหรสพวันหนึ่ง พระราชาพระนามว่า ปเสนทิโกศล ทรงช้างเผือกล้วนเชือกหนึ่ง ชื่อปุณฑรีกะ ซึ่งประดับประดาแล้ว ทรงทำประทักษิณพระนคร ด้วยอานุภาพแห่งพระราชาอันใหญ่. เมื่ออาญาเป็นเหตุให้บุคคลลุกไป เป็นไปอยู่ ๑-, มหาชนถูกราชบุรุษโบยด้วยวัตถุมีก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้น หนีไป ก็ยังเอี้ยวคอกลับแลดูอยู่นั่นแล. ได้ยินว่า ข้อนี้ เป็นผลแห่งทานที่พระราชาทั้งหลายทรงถวายดีแล้ว. ____________________________
๑- หมายความว่า ตำรวจกำลังทำการขับไล่ไม่ให้ยืนเกะกะทางเสด็จ. อำนาจความรัก
ภรรยาของทุคคตบุรุษแม้คนใดคนหนึ่ง ยืนอยู่ที่พื้นชั้นบนแห่งปราสาท ๗ ชั้น เปิดบานหน้าต่างบานหนึ่ง พอแลดูพระราชาแล้วก็หลบไป. การหลบไปของหญิงนั้น ปรากฏแก่พระราชา ราวกับว่า พระจันทร์เพ็ญเข้าไปสู่กลีบเมฆ. ท้าวเธอทรงมีพระหฤทัยปฏิพัทธ์ในหญิงนั้น เป็นประหนึ่งว่า ถึงอาการพลัดตกจากคอช้าง ทรงรีบกระทำประทักษิณพระนครแล้ว เสด็จเข้าสู่ภายในพระราชวัง ตรัสกะอำมาตย์คนสนิทนายหนึ่งว่า "ปราสาทที่เราแลดูในที่โน้น เธอเห็นไหม?"
อำมาตย์. เห็น พระเจ้าข้า.
พระราชา. เธอได้เห็นหญิงคนหนึ่งในปราสาทนั้นไหม?
อำมาตย์. ได้เห็น พระเจ้าข้า.
พระราชา. เธอจงไป, จงรู้ความที่หญิงนั้น มีสามีหรือไม่มีสามี.
อำมาตย์นั้นไปแล้ว ทราบความที่หญิงนั้นมีสามี จึงมากราบทูลแก่พระราชาว่า "หญิงนั้นมีสามี." ทีนั้น เมื่อพระราชาตรัสว่า "ถ้ากระนั้น เธอจงเรียกสามีของหญิงนั้นมา", อำมาตย์นั้นไปพูดว่า "มานี่แน่ะ นาย, พระราชารับสั่งหาท่าน", บุรุษนั้นคิดว่า "อันภัยพึงบังเกิดขึ้นแก่เรา เพราะอาศัยภรรยา" เมื่อไม่อาจจะขัดขืนพระราชอาญา จึงได้ไปถวายบังคมพระราชา ยืนอยู่แล้ว. ขณะนั้น พระราชาตรัสกะบุรุษนั้นว่า "เธอจงบำรุงเรา."
บุรุษ. ข้าแต่สมมติเทพ อย่าเลย, ข้าพระองค์ทำการงานของตน ถวายส่วยแด่พระองค์อยู่, การเลี้ยงชีพนั้นแล จงมีแก่ข้าพระองค์เถิด.
พระราชาตรัสว่า "เราไม่มีความต้องการด้วยส่วยของเธอ, จำเดิมแต่วันนี้ไป เธอจงบำรุงเรา" แล้วให้พระราชทานโล่และอาวุธแก่บุรุษนั้น.
ได้ยินว่า พระราชาได้ทรงดำริอย่างนี้ว่า "เราจักยกโทษบางอย่างของเขาขึ้นแล้วฆ่าเสีย ริบเอาภรรยา." ทีนั้น เขากลัวแต่มรณภัย เป็นผู้ไม่ประมาท บำรุงพระราชานั้นแล้ว. พระราชาไม่ทรงเห็นช่อง (โทษ) แห่งบุรุษนั้น เมื่อความเร่าร้อนเพราะกามเจริญอยู่. ทรงดำริว่า "เราจะยกโทษของบุรุษนั้นขึ้นสักอย่างหนึ่ง แล้วลงราชอาญา" จึงรับสั่งให้เรียกบุรุษนั้นมาแล้ว ตรัสอย่างนี้ว่า "ผู้เจริญ เธอจงไปจากที่นี้ ที่ชื่อโน้นแห่งแม่น้ำในที่สุดประมาณ ๕ โยชน์ นำเอาดอกโกมุท ดอกอุบลและดินสีอรุณมา (ให้ทัน) ในเวลาเราอาบน้ำในเวลาเย็น, ถ้าเธอไม่พึงมาในขณะนั้น, เราจักลงอาญาแก่เธอ." ความลำบากในราชสำนัก
ได้ยินว่า เสวก (ผู้เข้าเฝ้า) ลำบากกว่าทาสแม้ทั้งสี่. จริงอยู่ ทาสทั้งหลายมีทาสที่เขาไถ่มาด้วยทรัพย์เป็นต้น ยังได้เพื่อจะพูดว่า "ผมปวดศีรษะ, ผมปวดหลัง" แล้วพักผ่อน.
คำที่ทาสทั้งหลายกล่าวแล้วได้พักผ่อนนั่น ย่อมไม่มีแก่เสวก, เสวกควรทำการงานตามรับสั่งเท่านั้น เพราะเหตุนั้น บุรุษนั้นคิดอยู่ว่า "เราต้องไปเป็นแน่แท้ ชื่อว่าดินสีอรุณกับดอกโกมุทและดอกอุบล ย่อมเกิดในภพแห่งนาค, เราจักได้ที่ไหน?" กลัวแต่มรณภัย ไปเรือนแล้วกล่าวว่า "หล่อน ภัตสำหรับฉันสำเร็จแล้วหรือ?" ภรรยากล่าวว่า "ยังตั้งอยู่บนเตา นาย." เขาไม่อาจจะรออยู่ จนกว่าภรรยาจะปลงภัตลงได้ จึงให้ภรรยาเอากระบวยตักน้ำข้าวเท (ปนกับ) ข้าวที่แฉะนั้นเอง ลงในกระเช้าพร้อมด้วยกับตามแต่จะได้ ถือเอาแล้ว เดินดุ่มไปแล้วสิ้นทางโยชน์หนึ่ง.
เมื่อเขากำลังเดินไปนั่นแหละ ภัตได้สุกแล้ว. เขาแบ่งภัตไว้หน่อยหนึ่ง กระทำไม่ให้เป็นเดนบริโภคอยู่ พบคนเดินทางคนหนึ่ง จึงกล่าวว่า "ภัตหน่อยหนึ่งเท่านั้น ฉันแบ่งออกกระทำไม่ให้เป็นเดนมีอยู่, เธอจงรับไปบริโภคเถิด นาย." เขารับไปบริโภคแล้ว. แม้บุรุษนอกนี้ ก็โปรยภัตลงในน้ำกำมือหนึ่ง บ้วนปากแล้ว ประกาศขึ้น ๓ ครั้งด้วยเสียงอันดังว่า "ขอพวกนาค ครุฑ และเทวดาผู้สิงอยู่ในประเทศแห่งแม่น้ำนี้ จงฟังคำของข้าพเจ้า; พระราชาทรงปรารถนาจะลงอาญาแก่ข้าพเจ้า ทรงบังคับข้าพเจ้าว่า "เธอจงนำเอาดินสีอรุณกับดอกโกมุทและดอกอุบลมา", ก็ภัตที่ข้าพเจ้าให้แก่มนุษย์เดินทางแล้ว, ทานที่ข้าพเจ้าให้แล้วนั้น มีอานิสงส์ตั้งพัน, ภัตที่ข้าพเจ้าให้แก่ปลาทั้งหลายในน้ำ, ทานที่ข้าพเจ้าให้นั้นมีอานิสงส์ตั้งร้อย, ข้าพเจ้าให้ผลบุญประมาณเท่านี้ ให้เป็นส่วนบุญแก่ท่านทั้งหลาย; ท่านทั้งหลายจงนำดินสีอรุณกับดอกโกมุทและดอกอุบลมาให้แก่ข้าพเจ้าเถิด."
พระยานาคผู้อาศัยอยู่ในประเทศนั้น ได้ยินเสียงนั้น จึงไปสู่สำนักบุรุษนั้นด้วยเพศแห่งคนแก่ กล่าวว่า "ท่านพูดอะไร?" บุรุษนั้นจึงกล่าวซ้ำอย่างนั้นนั่นแหละ, เมื่อพระยานาคกล่าวว่า "ท่านจงให้ส่วนบุญนั้นแก่เรา", จึงกล่าวว่า "เราให้ นาย" เมื่อพระยานาคกล่าวแม้อีกว่า "ท่านจงให้" ก็กล่าว (ยืนคำ) ว่า "เราให้ นาย", พระยานาคนั้นให้นำส่วนบุญมาอย่างนั้นสิ้น ๒-๓ คราวแล้ว จึงได้ให้ดินสีอรุณกับดอกโกมุทและดอกอุบล (แก่บุรุษนั้น).
ฝ่ายพระราชาทรงดำริว่า "ธรรมดามนุษย์ทั้งหลาย มีมนต์มาก, ถ้าบุรุษนั้นพึงได้ (ของนั้น) ด้วยอุบายบางอย่างไซร้, กิจของเราก็ไม่พึงสำเร็จ", ท้าวเธอรับสั่งให้ปิดประตู (เมือง) เสียแต่วันทีเดียว แล้วให้นำลูกดาลไปยังสำนักของพระองค์.
บุรุษแม้นอกนี้ มาทันในเวลาพระราชาทรงสรงสนานเหมือนกัน เมื่อไม่ได้ประตู จึงเรียกคนยามประตู กล่าวว่า "ท่านจงเปิดประตู." คนยามประตูกล่าวว่า "เราไม่อาจจะเปิดได้, พระราชารับสั่งให้นำลูกดาลไปสู่พระราชมนเทียรแต่กาลยังวันทีเดียว." บุรุษนั้น แม้บอกว่า "เราเป็นราชทูต, ท่านจงเปิดประตู"
เมื่อไม่ได้ประตู จึงคิดว่า "บัดนี้ เราจะไม่มีชีวิต, เราจักทำอย่างไรหนอแล?" แล้วโยนก้อนดินไปที่ธรณีประตูข้างบน แขวนดอกไม้ไว้บนธรณีประตูนั้น ตะโกนร้องขึ้น ๓ ครั้งว่า "ชาวพระนครผู้เจริญทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงรู้ความที่กิจอันข้าพเจ้ากระทำตามรับสั่งของพระราชาแล้วเถิด; พระราชาทรงใคร่จะยังเราให้พินาศ ด้วยเหตุไม่สมควร" แล้วคิดอยู่ว่า "เราจักไปที่ไหนหนอแล?" ได้ทำความตกลงใจว่า "ธรรมดาภิกษุทั้งหลายมีใจอ่อนโยน, เราจักไปสู่วิหารแล้วนอน." ธรรมดาสัตว์เหล่านี้ ในเวลาได้รับสุข ไม่ทราบแม้ความที่ภิกษุทั้งหลายมีอยู่ พอถูกทุกข์ครอบงำ จึงปรารถนาจะไปวิหาร; เพราะเหตุนั้น แม้บุรุษนั้นก็คิดว่า "ที่พึ่งอย่างอื่นของเราไม่มี" จึงไปยังวิหาร นอนอยู่ในที่สำราญแห่งหนึ่ง
แม้เมื่อพระราชาไม่ได้การหลับอยู่ตลอดราตรี ทรงรำพึงถึงหญิงอยู่, ความรุ่มร้อนเพราะกามเกิดขึ้นแล้ว. ท้าวเธอทรงคิดว่า "ในขณะที่ราตรีสว่างแล้วนั่นแหละ เราจักให้ฆ่าบุรุษนั้นเสีย แล้วให้นำเอาหญิงนั้นมา." เรื่องของเปรตผู้กล่าวอักษร ทุ. สะ. นะ. โส.
ในขณะนั้นนั่นแล บุรุษ ๔ คนที่เกิดในนรกชื่อโลหกุมภี ซึ่งลึกได้ ๖๐ โยชน์ ถูกไฟนรกไหม้กลิ้งไปมาอยู่ ดุจข้าวสารในหม้อที่กำลังเดือดพล่าน (จมลงไป) ถึงพื้นภายใต้ ๓ หมื่นปีแล้ว (ลอยขึ้นมา) ถึงที่ขอบปากโดย ๓ หมื่นปีอีก. สัตว์นรกเหล่านั้นยกศีรษะขึ้นแลดูกันและกันแล้ว ปรารถนาเพื่อจะกล่าวคาถาตนละคาถา (แต่) ไม่อาจจะกล่าวได้ จึงกล่าวอักษรตนละอักษร แล้วหมุนกลับไปสู่โลหกุมภีอย่างเดิม.
พระราชา เมื่อไม่ทรงได้การหลับ ได้ยินเสียงนั้นในระหว่างแห่งมัชฌิมยาม ทรงหวาดหวั่น มีพระทัยสะดุ้ง ทรงดำริว่า "อันตรายแห่งชีวิตจักมีแก่เราหรือหนอ? หรือจักมีแก่พระอัครมเหสี หรือราชสมบัติของเราจักพินาศ?" ไม่อาจหลับพระเนตรทั้งสองได้ตลอดคืนยังรุ่ง.
พอเวลาอรุณขึ้น ท้าวเธอรับสั่งให้หาปุโรหิตมาแล้ว ตรัสว่า "อาจารย์ เสียงที่น่ากลัวอย่างใหญ่ เราได้ยินในระหว่างแห่งมัชฌิมยาม. เราไม่ทราบว่า ‘อันตรายจักมีแก่ราชสมบัติ หรือแก่พระมเหสี แก่เรา หรือแก่ใคร?’ เพราะเหตุนั้น เราจึงให้เชิญท่านมา." พราหมณ์โง่ให้พระราชาบูชายัญ
ปุโรหิต. ข้าแต่มหาราช เสียงที่พระองค์ทรงสดับอย่างไร?
ราชา. อาจารย์ เราได้ยินเสียงเหล่านี้ว่า ‘ทุ. สะ. นะ. โส.’ ท่านจงใคร่ครวญผลสำเร็จแห่งเสียงเหล่านี้ดู.
เหตุอะไรๆ ย่อมไม่ปรากฏแก่พราหมณ์ ราวกะเข้าไปสู่ที่มืดใหญ่. ปุโรหิตนั้นกลัวว่า "ก็เมื่อเราทูลว่า ‘ข้าพระองค์ไม่ทราบ’ ดังนี้ ลาภสักการะของเราจักเสื่อม" จึงทูลว่า "ข้าแต่มหาราช เหตุนี้หนัก."
ราชา. เหตุอะไร? อาจารย์.
ปุโรหิต. อันตรายแห่งชีวิต จะปรากฏแก่พระองค์.
พระราชาทรงหวาดหวั่นตั้ง ๒ เท่า ตรัสว่า "อาจารย์ เหตุเครื่องบำบัดอะไรๆ มีอยู่หรือ?"
ปุโรหิต. มีอยู่มหาราช พระองค์อย่าทรงหวาดหวั่นเลย ข้าพระองค์รู้พระเวท ๓. #-
ราชา. เราได้อะไรเล่า? จึงจะควร.
ปุโรหิต. ขอเดชะ พระองค์ทรงบูชายัญ มีสัตว์อย่างละ ๑๐๐ ทุกอย่างแล้ว จักได้ชีวิต.
ราชา. ได้อะไร? จึงควร
ปุโรหิตนั้น เมื่อจะให้จับปาณชาติชนิดหนึ่งๆ ให้ได้ชนิดละ ๑๐๐ อย่างนี้ คือ ช้าง ๑๐๐ ม้า ๑๐๐ โคอุสภะ ๑๐๐ แม่โคนม ๑๐๐ แพะ ๑๐๐ แกะ ๑๐๐ ไก่ ๑๐๐ สุกร ๑๐๐ เด็กชาย ๑๐๐ เด็กหญิง ๑๐๐, จึงคิดว่า "ถ้าเราจักให้จับเอาแต่จำพวกเนื้อเท่านั้น, ชนทั้งหลายก็จะพูดว่า ‘ปุโรหิต ให้จับเอาแต่สัตว์ที่เป็นของกินได้สำหรับตนเท่านั้น", เพราะเหตุนั้น จึงให้จับทั้งจำพวกช้าง ม้า และมนุษย์ (ด้วย).
พระราชาทรงดำริว่า "ความเป็นอยู่ของเรานั่นแหละเป็นลาภของเรา" จึงตรัสว่า "ท่านจงจับสัตว์ทุกชนิดเร็ว."
พวกมนุษย์ผู้ได้รับสั่ง ก็จับเอามากเกินประมาณ. ____________________________ #- เวท ๓ คือ
อิรุพเพท เป็นคัมภีร์มีคาถากล่าวถึงชื่อเทวดาและอ้อนวอนขอให้ช่วยกำจัดภัยต่างๆ ๑
ยชุพเพท เป็นคัมภีร์กล่าวถึงพิธีการบูชายัญ เช่น เซ่นสรวงต่างๆ ๑
สามเพท เป็นคัมภีร์กล่าวถึงอุบายชนะศึก ๑. บาลีโกสลสังยุต
จริงอยู่ พระธรรมสังคาหกาจารย์ กล่าวแม้คำนี้ไว้ในโกสลสังยุต ๑-
"ก็โดยสมัยนั้นแล ยัญใหญ่เป็นอาการปรากฏเฉพาะแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลแล้ว โคอุสภะ ๕๐๐ ลูกโคผู้ ๕๐๐ ลูกโคตัวเมีย ๕๐๐ แพะ ๕๐๐ แกะ ๕๐๐ ถูกนำเข้าไปหาหลักแล้ว เพื่อประโยชน์แก่ยัญ, สัตว์เหล่านั้นแม้ใด คือทาสก็ดี, ทาสีก็ดี, คนใช้ก็ดี, กรรมกรก็ดี, ย่อมมีเพื่อยัญนั้น สัตว์แม้เหล่านั้นถูกเขาคุกคามด้วยอาญา ถูกภัยคุกคามแล้ว มีหน้าชุ่มด้วยน้ำตา ร้องไห้ กระทำบริกรรม (คร่ำครวญ) อยู่." ____________________________
๑- สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๓๔๙. พระนางมัลลิกาทรงเปลื้องทุกข์ของสัตว์
มหาชนคร่ำครวญอยู่เพื่อประโยชน์แก่หมู่ญาติของตนๆ ได้ร้องเสียงดังแล้ว; เสียงนั้นได้เป็นราวกะว่าเสียงถล่มแห่งมหาปฐพี. ครั้งนั้น พระนางมัลลิกาเทวีทรงสดับเสียงนั้นแล้ว เสด็จไปสู่ราชสำนักทูลถามว่า "ข้าแต่มหาราช เพราะเหตุไรหนอแล? พระอินทรีย์ของพระองค์ไม่เป็นปกติ, พระองค์ย่อมทรงปรากฏดุจมีพระรูปอิดโรย."
ราชา. ประโยชน์อะไรของเธอเล่า? มัลลิกา, เธอไม่รู้อสรพิษเลื้อยอยู่ในที่ใกล้หูของเราหรือ?
มัลลิกา. นั่นเหตุอะไร? พระเจ้าข้า.
ราชา. ในส่วนราตรี เราได้ยินเสียงชื่อเห็นปานนี้ เราจึงถามปุโรหิต ได้สดับว่า ‘อันตรายแห่งชีวิตย่อมปรากฏแก่พระองค์, พระองค์ทรงบูชายัญ มีสัตว์ชนิดละ ๑๐๐ ทุกชนิดแล้ว จักได้ชีวิต’ เราจึงคิดว่า ‘ความเป็นอยู่ของเรานั่นแหละ เป็นลาภของเรา’ จึงสั่งให้จับสัตว์เหล่านี้ไว้แล้ว.
พระนางมัลลิกาเทวีทูลว่า "ข้าแต่มหาราช พระองค์เป็นคนอันธพาล; ทรงมีภักษามาก พระองค์ย่อมเสวยโภชนะอันหุงด้วยข้าวตั้งทะนาน มีสูปะและพยัญชนะหลากๆ หลายอย่าง พระองค์ทรงราชย์ในแคว้นทั้งสอง ก็จริง แต่พระปัญญาของพระองค์ยังเขลา."
ราชา. เพราะเหตุไร? เธอจึงพูดอย่างนั้น.
มัลลิกา. การได้ชีวิตของคนอื่น เพราะการตายของคนอื่น พระองค์เคยเห็น ณ ที่ไหน? เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงเชื่อถ้อยคำของพราหมณ์ผู้อันธพาลแล้ว โยนทุกข์ไปในเบื้องบนของมหาชนเล่า? พระศาสดาผู้เป็นอัครบุคคลของโลกทั้งเทวโลก มีพระญาณไม่ขัดข้องในกาลทั้งหลายมีอดีตกาลเป็นต้น ประทับอยู่ในวิหารใกล้เคียง, พระองค์ทูลถามพระศาสดานั้นแล้ว จงทรงกระทำตามพระโอวาทของพระองค์เถิด.
ครั้งนั้นแล พระราชาเสด็จไปวิหารกับพระนางมัลลิกา ด้วยยานเบา ถูกมรณภัยคุกคามแล้ว ไม่อาจทูลอะไรๆ ได้ ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
ลำดับนั้น พระศาสดาทรงทักทายพระราชานั้นก่อนว่า "เชิญเถิด มหาบพิตร พระองค์เสด็จมาจากไหนแต่ยังวันนักเล่า?" พระราชาแม้นั้น ก็ทรงนั่งนิ่งเงียบเสีย.
ลำดับนั้น พระนางมัลลิกากราบทูลแด่พระผู้มีพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้ทราบว่า พระราชาทรงสดับเสียง (ประหลาด) ในระหว่างแห่งมัชฌิมยาม, เมื่อเช่นนั้น ท้าวเธอจึงทรงบอกเหตุนั้นแก่ปุโรหิต, ปุโรหิตกราบทูลว่า ‘อันตรายแห่งชีวิตจักมีแก่พระองค์, เมื่อพระองค์จับสัตว์อย่างละ ๑๐๐ ทุกชนิด บูชายัญด้วยโลหิตในคอของสัตว์เหล่านั้น เพื่อประโยชน์แก่อันขจัดอันตรายนั้น, พระองค์จักได้ชีวิต’, พระราชาให้จับสัตว์ไว้เป็นอันมาก เพราะเหตุนั้น หม่อมฉันจึงนำพระราชามา ณ ที่นี้."
พระศาสดา. ได้ยินว่าอย่างนั้นหรือ? มหาบพิตร.
ราชา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. เสียง พระองค์ทรงสดับแล้วอย่างไร?
พระราชานั้นทูลโดยทำนองที่พระองค์สดับแล้ว. แสงสว่างเป็นอันเดียวได้ปรากฏแด่พระตถาคต เพราะทรงสดับเนื้อความนั้น.
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะพระราชานั้นว่า "พระองค์อย่าทรงหวาดหวั่นเลย มหาบพิตร, อันตรายไม่มีแก่พระองค์, สัตว์ทั้งหลายผู้มีกรรมลามก เมื่อกระทำทุกข์ของตนๆ ให้แจ้ง จึงกล่าวอย่างนี้."
พระราชาทูลว่า "ก็กรรมอะไร? อันสัตว์เหล่านั้นกระทำไว้ พระเจ้าข้า." พระศาสดาทรงแสดงโทษปรทาริกกรรม
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงกรรมของสัตว์นรกเหล่านั้น จึงตรัสว่า "ถ้ากระนั้น พระองค์จงทรงสดับ มหาบพิตร" แล้วทรงนำอดีตนิทานมา (ตรัส) ว่า :-
ในอดีตกาล เมื่อมนุษย์มีอายุ ๒ หมื่นปี พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กัสสป อุบัติขึ้นในโลก เสด็จเที่ยวจาริกไปกับด้วยพระขีณาสพ ๒ หมื่น ได้เสด็จถึงกรุงพาราณสี. ชาวกรุงพาราณสี ๒ คนบ้าง ๓ คนบ้าง มากกว่าบ้าง รวมเป็นพวกเดียวกัน ยังอาคันตุกทานให้เป็นไปแล้ว.
ในกาลนั้น ในกรุงพาราณสีได้มีเศรษฐีบุตร ๔ คน มีสมบัติ ๔๐ โกฏิ เป็นสหายกัน เศรษฐีบุตรเหล่านั้นปรึกษากันว่า "ในเรือนของพวกเรามีทรัพย์มาก พวกเราจะกระทำอะไรด้วยทรัพย์นั้น."
เมื่อพระพุทธเจ้าเห็นปานนั้น เสด็จเที่ยวจาริกไปอยู่ บรรดาเศรษฐีบุตรเหล่านั้นมิได้กล่าวว่า พวกเราจักถวายทาน จักกระทำบูชา จักรักษาศีล คนหนึ่งกล่าวอย่างนี้ก่อนว่า "พวกเราดื่มสุราที่เข้ม เคี้ยวกินเนื้อมีที่รสอร่อย จักเที่ยวไป ชีวิตนี้ของพวกเราจักมีผล."
อีกคนหนึ่งกล่าวอย่างนี้ว่า "พวกเราจักบริโภคภัตแห่งข้าวสารแห่งข้าวสาลีมีกลิ่นหอมที่เก็บค้างไว้ ๓ ปี ด้วยรสเลิศต่างๆ เที่ยวไป."
อีกคนหนึ่งกล่าวอย่างนี้ว่า "พวกเราจักให้เขาทอดของควรเคี้ยวแปลกๆ มีประการต่างๆ เคี้ยวกินเที่ยวไป."
อีกคนหนึ่งกล่าวอย่างนี้ว่า "แน่ะเพื่อน พวกเราจักไม่กระทำกิจอะไรๆ แม้อย่างอื่น. หญิงทั้งหลาย เมื่อเรากล่าวว่า ‘จักให้ทรัพย์’ ชื่อว่าไม่ปรารถนา ย่อมไม่มี; เพราะเหตุนั้น พวกเรารวบรวมทรัพย์ไว้แล้ว จักประเล้าประโลม (หญิง) ทำปรทาริกกรรม (การประพฤติผิดในภรรยาของชายอื่น)."
เศรษฐีบุตรทั้งหมด รับคำว่า "ดีละๆ" ได้ตั้งอยู่ในถ้อยคำของคนที่ ๔ นั้น. จำเดิมแต่นั้นมา เศรษฐีบุตรเหล่านั้นส่งทรัพย์ไปเพื่อ (บำเรอ) หญิงที่มีรูปงาม กระทำปรทาริกกรรมตลอด ๒ หมื่นปี กระทำกาละแล้ว บังเกิดในอเวจีมหานรก.
เศรษฐีบุตรเหล่านั้นไหม้แล้วในนรกสิ้นพุทธันดรหนึ่ง กระทำกาละในนรกนั้น ด้วยเศษผลกรรม ก็เกิดในโลหกุมภีนรก (อันลึก) ๖๐ โยชน์ (จมลง) ถึงพื้นภายใต้ ๓ หมื่นปี (ลอยขึ้นมา) ถึงปากหม้อโดย ๓ หมื่นปีอีก เป็นผู้ใคร่จะกล่าวคาถาตนละคาถา (แต่) ไม่อาจจะกล่าวได้ กล่าวตนละอักษรแล้ว ก็หมุนกลับลงไปสู่ก้นหม้ออย่างเดิมอีก,
พระองค์จงบอก มหาบพิตร, พระองค์ได้สดับเสียงชื่ออะไร? ทีแรก."
พระราชา. เสียงว่า ทุ. พระเจ้าข้า.
พระศาสดา เมื่อจะทรงแสดงคาถาที่สัตว์นรกนั้น กล่าวไม่เต็ม ทำให้เต็ม
จึงตรัสอย่างนี้ว่า :-
ทุชฺชีวิตมชีวิมฺหา เยสนฺโน น ททามฺห เส วิชฺชมาเนสุ โภเคสุ ทีปํ นากมฺห อตฺตโนติ ฯ เราทั้งหลายเหล่าใด ๑- เมื่อโภคะทั้งหลายมีอยู่ ไม่ได้ถวายทาน, ไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน, พวกเราเหล่านั้น จัดว่ามีชีวิตอยู่ชั่วช้าแล้ว. ____________________________ ๑- ปาฐะว่า เยสนฺโนฯ เยสํโน เป็น ฉฏฺฐีปจฺจตฺตตฺถฯ บางปาฐะว่า เย สนฺเต ก็มีฯ
ลำดับนั้น พระศาสดา ครั้นทรงประกาศเนื้อความแห่งคาถานี้แก่พระราชาแล้ว จึงตรัสถามว่า "มหาบพิตร เสียงที่ ๒, เสียงที่ ๓, เสียงที่ ๔ พระองค์ได้สดับอย่างไร?"
เมื่อพระราชาทูลว่า "ชื่ออย่างนี้ พระเจ้าข้า"
เมื่อจะทรงยังอรรถที่เหลือให้บริบูรณ์ จึงตรัส (คาถา) ว่า :-
สฏฺฐี วสฺสสหสฺสานิ ปริปุณฺณานิ สพฺพโส นิรเย ปจฺจมานานํ กทา อนฺโต ภวิสฺสติ นตฺถิ อนฺโต กุโต อนฺโต น อนฺโต ปฏิทิสฺสติ ตทา หิ ปกตํ ปาปํ มม ตุยฺหญฺจ มาริสา ฯ โสหํ นูน อิโต คนฺตฺวา โยนึ ลทฺธาน มานุสึ วทญฺญู สีลสมฺปนฺโน กาหามิ กุสลํ พหุนฺติ ฯ
เมื่อเราทั้งหลาย ถูกไฟไหม้อยู่ในนรกครบ ๖ หมื่นปี
โดยประการทั้งปวง, เมื่อไร ที่สุดจักปรากฏ?
ผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ที่สุดย่อมไม่มี, ที่สุดจักมีแต่ที่ไหน?
ที่สุดจะไม่ปรากฏ. เพราะว่ากรรมชั่ว อันเราและท่าน
ได้กระทำไว้แล้วในกาลนั้น.
เรานั้นไปจากที่นี่แล้ว ได้กำเนิดเป็นมนุษย์ จักเป็นผู้รู้
ถ้อยคำที่ยาจกกล่าว ถึงพร้อมด้วยศีล ทำกุศลให้มากแน่. ๑- ____________________________ ๑- ขุ. เปต. เล่ม ๒๖/ข้อ ๑๓๕.
พระศาสดา ครั้นตรัสคาถาเหล่านี้โดยลำดับ ประกาศเนื้อความแล้ว
จึงตรัสว่า "มหาบพิตร ชนทั้ง ๔ นั้น ปรารถนาจะกล่าวคาถาตนละคาถา เมื่อไม่อาจจะกล่าวได้ กล่าวตนละอักษรเท่านั้น และลงไปสู่โลหกุมภีนั้นนั่นแลอีก ด้วยประการฉะนี้แล."
ได้ยินว่า จำเดิมแต่กาลแห่งเสียงนั้น อันพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสดับแล้ว ชนเหล่านั้นพลัดลงไป ณ ภายใต้อย่างเดิม แม้จนวันนี้ก็ยังไม่ล่วงหนึ่งพันปี. ความสังเวชใหญ่ได้เกิดขึ้นแก่พระราชา เพราะทรงสดับเทศนานั้น.
ท้าวเธอทรงดำริว่า "ชื่อว่าปรทาริกกรรมนี้หนักหนอ, ได้ยินว่า ชนทั้ง ๔ ไหม้แล้วในอเวจีนรกตลอดพุทธันดรหนึ่ง จุติจากอเวจีนรกนั้นแล้ว เกิดในโลหกุมภี อันลึก ๖๐ โยชน์ ไหม้แล้วในโลหกุมภีนั้น ๒- ถึง ๖ หมื่นปี, แม้อย่างนี้ กาลเป็นที่พ้นจากทุกข์ของชนเหล่านั้น ยังไม่ปรากฏ, แม้เราทำความเยื่อใยในภรรยาของชายอื่น ไม่ได้หลับตลอดคืนยังรุ่ง, บัดนี้ จำเดิมแต่นี้ไป เราจักไม่ผูกความพอใจในภรรยาของชายอื่นละ"
จึงกราบทูลพระตถาคตว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทราบความที่แห่งราตรีนานในวันนี้." ____________________________ ๒- คำว่า อฏฺฐ...สี. ม. ยุ. เป็น ตตฺถ...
ฝ่ายบุรุษนั้นนั่งอยู่ในที่นั้นนั่นแล ฟังถ้อยคำนั้นแล้ว คิดว่า "ปัจจัยมีกำลัง เราได้แล้ว" จึงกราบทูลพระศาสดาว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระราชาทรงทราบความที่แห่งราตรีนาน ในวันนี้ก่อน, ส่วนข้าพระองค์เองได้ทราบความที่แห่งโยชน์ไกล ในวันวาน."
พระศาสดาทรงเทียบเคียงถ้อยคำของคนแม้ทั้งสองแล้ว ตรัสว่า
ราตรีของคนบางคนย่อมเป็นเวลานาน,
โยชน์ของคนบางคนเป็นของไกล,
ส่วนสงสารของคนพาลย่อมเป็นสภาพยาว.
เมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๑. ทีฆา ชาครโต รตฺติ ทีฆํ สนฺตสฺส โยชนํ ทีโฆ พาลาน สํสาโร สทฺธมฺมํ อวิชานตํ ฯ ราตรีของคนผู้ตื่นอยู่ นาน, โยชน์ของคนล้าแล้ว ไกล, สงสารของคนพาลทั้งหลายผู้ไม่รู้อยู่ซึ่งสัทธรรม ย่อมยาว. แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทีฆา เป็นต้น ความว่า ชื่อว่าราตรีนี้มีเพียง ๓ ยามเท่านั้น, แต่สำหรับผู้ตื่นอยู่ อยู่ข้างนาน คือว่า ย่อมปรากฏเป็นราวกะว่า ๒ เท่า ๓ เท่า;
บุคคลผู้เกียจคร้านมาก ทำตนให้เป็นเหยื่อของหมู่เรือด นอนกลิ้งเกลือกอยู่ตลอดจนพระอาทิตย์ขึ้นก็ดี ผู้เสพกาม บริโภคโภชนะที่ดีแล้ว นอนอยู่บนที่นอนอันเป็นสิริก็ดี ย่อมไม่รู้ความที่ราตรีนั้นนาน,
ส่วนพระโยคาวจรผู้เริ่มตั้งความเพียรตลอดคืนยังรุ่งก็ดี พระธรรมกถึกแสดงพระธรรมกถาตลอดคืนยังรุ่งก็ดี บุคคลผู้นั่งฟังธรรมอยู่ในที่ใกล้อาสนะตลอดคืนยังรุ่งก็ดี ผู้ที่ถูกโรคทั้งหลายมีโรคในศีรษะเป็นต้นถูกต้องแล้ว หรือผู้ถึงทุกข์ มีการตัดมือและเท้าเป็นต้น ถูกเวทนาครอบงำก็ดี คนเดินทางไกล เดินทางตลอดคืนก็ดี ย่อมรู้ความที่ราตรีนั้นนาน.
บทว่า โยชน์ เป็นต้น ความว่า แม้โยชน์ก็มีเพียง ๔ คาวุตเท่านั้น, แต่สำหรับผู้ล้าแล้ว คือผู้บอบช้ำแล้ว อยู่ข้างไกล คือว่าย่อมปรากฏเป็นราวกะว่า ๒ เท่า ๓ เท่า.
จริงอยู่ คนเดินทางตลอดทั้งวันล้าแล้ว พบคนเดินสวนทางมา ถามว่า "บ้านข้างหน้าไกลเท่าไร?" เมื่อเขาบอกว่า "โยชน์หนึ่ง" ไปได้หน่อยหนึ่ง ก็ถามคนแม้อื่นอีก, แม้เมื่อคนอื่นนั้นบอกว่า "โยชน์หนึ่ง" ไปได้หน่อยหนึ่งอีก ก็ถามแม้คนอื่นอีก, แม้เขาก็กล่าวว่า "โยชน์หนึ่ง" คนเหล่านั้นถูกคนผู้เดินทางนั้นถามแล้วๆ ก็บอกว่า "โยชน์หนึ่ง"
เขาคิดว่า "โยชน์นี้ ไกลจริงหนอ" ย่อมสำคัญโยชน์หนึ่งเป็นราวกับว่า ๒-๓ โยชน์.
บทว่า พาลานํ เป็นต้น ความว่า ส่วนสงสารของชนพาลทั้งหลาย ผู้ไม่รู้ประโยชน์ในโลกนี้และประโยชน์ในโลกหน้า คือผู้ไม่อาจเพื่อกระทำที่สุดแห่งสังสารวัฏ ผู้ไม่รู้แจ้งสัทธรรม อันต่างด้วยธรรม มีโพธิปักขิยธรรม ๓๗ เป็นต้น ที่พระอริยเจ้าทั้งหลายรู้แล้วกระทำที่สุดแห่งสงสารได้ ย่อมชื่อว่ายาว.
แท้จริง สงสารนั้น ชื่อว่ายาว ตามธรรมดาของตนเอง.
สมจริงดังพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ๑- :-
"ภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้มีที่สุดอันใครๆ ไปตามไม่รู้แล้ว เบื้องต้น เบื้องปลาย (แห่งสงสารนั้น) ย่อมไม่ปรากฏ." ____________________________ ๑- สํ. นิทาน. เล่ม ๑๖/ข้อ ๔๒๑.
แต่สำหรับชนพาลทั้งหลาย ผู้ไม่สามารถจะทำที่สุดได้ ย่อมยาวแท้ทีเดียว.
ในกาลจบเทศนา บุรุษนั้นบรรลุโสดาปัตติผลแล้ว ชนแม้เหล่าอื่นเป็นอันมากก็บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น
เทศนามีประโยชน์แก่มหาชนแล้ว ดังนี้แล.
พระราชาถวายบังคมพระศาสดาแล้ว กำลังเสด็จไป รับสั่งให้ปล่อยสัตว์เหล่านั้นจากเครื่องจองจำแล้ว. บรรดามนุษย์และสัตว์เหล่านั้น หญิงและชายทั้งหลายพ้นจากเครื่องผูก สนานศีรษะแล้วไปสู่เรือนของตนๆ กล่าวสรรเสริญพระคุณแห่งพระนางมัลลิกาว่า "เราทั้งหลายได้ชีวิตเพราะอาศัยพระเทวีองค์ใด ขอพระนางมัลลิกาพระเทวีองค์นั้นผู้เป็นพระแม่เจ้าของเราทั้งหลาย จงทรงพระชนม์อยู่ตลอดกาลนานเทอญ."
ในเวลาเย็น ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า "น่าสรรเสริญ! พระนางมัลลิกานี้ฉลาดหนอ ทรงอาศัยพระปัญญาของพระองค์ ได้ให้ชีวิตทานแก่ชนมีประมาณเท่านี้แล้ว." พระนางมัลลิกาเคยช่วยทุกข์คนในชาติก่อน
พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เธอทั้งหลายนั่งประชุมกันด้วยถ้อยคำอะไรหนอ?" เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า "ด้วยถ้อยคำชื่อนี้"
ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย พระนางมัลลิกาทรงอาศัยพระปัญญาของตน ให้ชีวิตทานแก่มหาชนในบัดนี้เท่านั้นหามิได้ ถึงในกาลก่อน พระนางก็ได้ให้แล้วเหมือนกัน"
เมื่อจะทรงประกาศความนั้น จึงทรงนำอดีตนิทานมา (ตรัส) ว่า :-
"ในอดีตกาล โอรสของพระเจ้าพาราณสีเข้าไปสู่ต้นไทรต้นหนึ่งแล้ว ทรงอ้อนวอนเทวดาผู้เกิด ณ ต้นไทรนั้นว่า "ข้าแต่เทวราชผู้เป็นเจ้า ในชมพูทวีปนี้ มีพระราชา ๑๐๑ พระอัครมเหสี ๑๐๑, ถ้าข้าพเจ้าจักได้ราชสมบัติโดยกาลล่วงไปแห่งบิดาไซร้, ข้าพเจ้าจักทำพลีด้วยเลือดในลำคอของพระราชาและพระอัครมเหสีเหล่านั้น."
พระกุมารนั้น เมื่อพระบิดาสวรรคตแล้ว ได้รับราชสมบัติ (สมพระประสงค์) ทรงคิดว่า "เราได้รับราชสมบัติด้วยอานุภาพของเทวดา เราจักทำพลีแก่เทวดานั้น" จึงเสด็จออกไปด้วยเสนาหมู่ใหญ่ ยังพระราชาพระองค์หนึ่งให้เป็นไปในอำนาจของตนแล้ว ทำพระราชาพระองค์อื่นและอื่นอีก กับด้วยพระราชาพระองค์นั้นให้อยู่ในอำนาจของตน ทำพระราชาทั้งหมดให้อยู่ในอำนาจของตน ด้วยประการฉะนี้แล้ว ทรงพาไปพร้อมกับพระอัครมเหสีทั้งหลาย, ทรงละพระเทวีพระนามว่าธัมมทินนา ผู้ทรงพระครรภ์แก่ ซึ่งเป็นพระอัครมเหสีของพระราชาพระนามว่าอุคคเสน ซึ่งเป็นพระราชาองค์เล็กกว่าพระราชาทั้งปวงไว้ เสด็จไป ทรงดำริว่า "เราจักให้ชนเหล่านี้ดื่มน้ำเจือยาพิษให้ตาย" จึงให้ชนทั้งหลายชำระโคนไม้ให้สะอาดแล้ว.
เทวดาคิดว่า "พระราชาองค์นี้ เมื่อจับพระราชาประมาณเท่านี้ ทรงอาศัยเราจึงจับ, ท้าวเธอทรงใคร่จะทำพลีกรรมแก่เราด้วยโลหิตในลำพระศอของพระราชาเหล่านั้น, ก็ถ้าพระราชานี้จักทรงสำเร็จโทษพระราชาเหล่านั้นไซร้. พระราชวงศ์ในชมพูทวีปจักขาดสูญ, แม้โคนไม้ของเรา ก็จักไม่สะอาด, เราจักอาจห้ามพระราชานั้นได้ไหมหนอแล?"
เทวดานั้นใคร่ครวญอยู่ก็รู้ว่า "เราจักไม่อาจ" จึงเข้าไปหาเทวดาองค์อื่น บอกเนื้อความนั้นแล้ว กล่าวว่า "ท่านจักอาจหรือ?" เทวดานั้น แม้อันเทวดา (ที่ถูกถาม) นั้นห้ามแล้ว, จึงเข้าไปหาเทวดาในจักรวาลทั้งสิ้น อย่างนี้คือ ‘เข้าไปหาเทวดาองค์อื่นและองค์อื่น’ แม้ถูกเทวดาเหล่านั้นห้ามแล้ว จึงไปสำนักของท้าวมหาราชทั้งสี่ ในเวลาที่แม้ท้าวมหาราชทั้งสี่นั้น ห้ามแล้วด้วยคำว่า "พวกเราไม่อาจ, แต่ว่าพระราชาของเราทั้งหลาย เป็นผู้วิเศษกว่าพวกเราด้วยบุญและปัญญา, ท่านจงทูลถามพระราชานั้นเถิด" ดังนี้แล้ว จึงเข้าไปเฝ้าท้าวสักกะ กราบทูลเนื้อความนั้นแล้ว ทูลว่า "ขอเดชะ เมื่อพระองค์ถึงความเป็นผู้ขวนขวายน้อยเสียแล้ว ขัตติยวงศ์จักขาดสูญ, ขอพระองค์จงทรงเป็นที่พำนักแห่งขัตติยวงศ์นั้นเถิด."
ท้าวสักกะตรัสว่า "แม้เราก็ไม่อาจเพื่อจะห้ามพระราชานั้น, แต่จักบอกอุบายแก่ท่าน" แล้วทรงบอกอุบายว่า
"ไปเถิดท่าน, เมื่อพระราชาทรงเห็นอยู่นั้นแหละ. ท่านจงนุ่งผ้าแดง แสดงอาการดุจออกไปจากต้นไม้ของตน, เมื่อเช่นนั้น พระราชาทรงดำริว่า "เทวดาของเราไปอยู่ เราจักให้เทวดานั้นกลับมา" แล้วจักอ้อนวอนท่านด้วยประการต่างๆ,
เมื่อเช่นนั้น ท่านพึงกล่าวกะพระราชานั้นว่า ‘ท่านบนต่อเราไว้ว่า จักนำพระราชา ๑๐๑ กับพระอัครมเหสีทั้งหลายมาทำพลีด้วยโลหิตในลำพระศอของพระราชาเหล่านั้น’ (แต่) ทรงทิ้งพระเทวีของพระอุคคเสนไว้แล้วเสด็จมา, เราจักไม่รับพลีของคนผู้มักพูดเท็จ เช่นกับพระองค์; นัยว่า เมื่อท่านกล่าวอย่างนี้ พระราชาจักให้นำพระเทวีนั้นมา, พระเทวีนั้นจักแสดงธรรมแก่พระราชา ให้ชีวิตทานแก่ชนมีประมาณเท่านี้."
ท้าวสักกะตรัสบอกอุบายนี้แก่เทวดาด้วยเหตุนี้, เทวดาได้กระทำตามนั้นแล้ว แม้พระราชาก็รับสั่งให้นำพระเทวีนั้นมาแล้ว. เทวดาบูชาพระนางมัลลิกา
พระเทวีนั้นมาถวายบังคมพระราชา (ผู้สวามี) ของตนเท่านั้น แม้ประทับนั่ง ณ ที่สุดแห่งพระราชาเหล่านั้น, พระราชากริ้วต่อพระเทวีนั้นว่า "เมื่อเราดำรงอยู่ในตำแหน่งผู้ใหญ่กว่าพระราชาทั้งปวง นางยังไหว้สามีของตน ซึ่งเป็นผู้น้อยกว่าพระราชาทั้งปวงได้."
ลำดับนั้น พระเทวีทูลพระราชานั้นว่า "เรื่องอะไรของหม่อมฉันต้องเกี่ยวข้องในพระองค์เล่า? ก็พระราชาพระองค์นี้ เป็นสามีผู้ให้ความเป็นใหญ่แก่หม่อมฉัน, หม่อมฉันไม่ไหว้พระราชาพระองค์นี้แล้ว จักไหว้พระองค์ เพราะเหตุไร?"
เมื่อชนนั้นเห็นอยู่นั้นเทียว รุกขเทวดากล่าวว่า "อย่างนั้น พระเทวีผู้เจริญ, อย่างนั้น พระเทวีผู้เจริญ" แล้วบูชาพระเทวีนั้น ด้วยดอกไม้กำมือหนึ่ง.
พระราชาตรัสอีกว่า "ถ้าเธอไม่ไหว้เราไซร้, เพราะเหตุไร จึงไม่ไหว้เทวดาของเราผู้มีอานุภาพมากอย่างนี้ ผู้ให้สิริแห่งความเป็นพระราชาเล่า?"
พระเทวีทูลว่า "ข้าแต่มหาราช พระราชาทั้งหลาย อันพระองค์ทรงตั้งอยู่ในบุญของพระองค์ จึงจับได้, ไม่ใช่เทวดาจับถวาย."
เทวดากล่าวกะพระเทวีอีกว่า "อย่างนั้น พระเทวีผู้เจริญ, อย่างนั้น พระเทวีผู้เจริญ" แล้วบูชาเหมือนอย่างนั้น.
พระเทวีนั้นทูลพระราชาอีกว่า "พระองค์ตรัสว่า 'พระราชาทั้งหลายมีประมาณเท่านี้ เทวดาจับให้แก่เรา.' บัดนี้ ต้นไม้ถูกไฟไหม้ ณ ข้างซ้ายในเบื้องบนแห่งเทวดาของพระองค์, เพราะเหตุไร เทวดานั้นจึงไม่อาจเพื่อจะยังไฟนั้นให้ดับได้? ถ้าเทวดามีอานุภาพมากอย่างนั้น."
เทวดากล่าวกะพระเทวีแม้อีกว่า "อย่างนั้น พระเทวีผู้เจริญ, อย่างนั้น พระเทวีผู้เจริญ" แล้วบูชาเหมือนอย่างนั้น.
พระเทวียืนตรัสอยู่ ทั้งทรงพระกันแสง ทั้งทรงพระสรวล. ลำดับนั้น พระราชาตรัสกะพระเทวีนั้นว่า "เธอเป็นบ้าหรือ?"
พระเทวี. ขอเดชะ เพราะเหตุไร? พระองค์จึงตรัสอย่างนั้น, หญิงทั้งหลายผู้เช่นกับหม่อมฉัน ไม่ใช่เป็นบ้า.
พระราชา. เมื่อเช่นนั้น เพราะเหตุไร เธอจึงร้องไห้และหัวเราะ?
พระเทวีทูลว่า "ขอพระองค์จงสดับเถิด มหาราช, ก็ในอดีตกาล หม่อมฉันเป็นกุลธิดา เมื่ออยู่ในตระกูลสามี เห็นแขกผู้เป็นสหายของสามีมาแล้ว ใคร่เพื่อหุงข้าวเพื่อแขกนั้น จึงให้กหาปณะแก่นางทาสี ด้วยสั่งว่า ‘เจ้าจงซื้อเนื้อมา’ เมื่อนางทาสีนั้นไม่ได้เนื้อมาแล้ว กล่าวว่า ‘เนื้อไม่มี’ จึงตัดศีรษะแม่แพะที่นอนอยู่เบื้องหลังเรือน จัดแจงภัตเสร็จ, หม่อมฉันนั้นตัดศีรษะแม่แพะตัวเดียว ไหม้ในนรก ด้วยเศษผลแห่งกรรม จึงได้ถูกตัดศีรษะด้วยการนับขนแม่แพะนั้น; พระองค์สำเร็จโทษชนมีประมาณเท่านี้ เมื่อไรจักพ้นจากทุกข์, หม่อมฉันระลึกถึงทุกข์อันใหญ่ของพระองค์ดังนี้ อย่างนี้จึงร้องไห้"
ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
หม่อมฉันตัดคอแม่แพะตัวเดียว ไหม้อยู่แล้ว (ในนรก)
ด้วยการนับขน (แพะ), ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นกษัตริย์ พระองค์
ตัดคอของมนุษย์เป็นอันมาก จักกระทำอย่างไร?
พระราชา. เมื่อเช่นนั้น เธอหัวเราะ เพราะเหตุไร?
พระเทวี. ข้าแต่มหาราช หม่อมฉันยินดีว่า ‘เราพ้นจากทุกข์นั้นแล้ว’ จึงหัวเราะ.
เทวดากล่าวกะพระเทวีนั้นอีกว่า "อย่างนั้น พระเทวีผู้เจริญ, อย่างนั้น พระเทวีผู้เจริญ" แล้วบูชาด้วยดอกไม้กำมือหนึ่ง.
พระราชาทรงดำริว่า "น่าสลด! กรรมของเราหนัก ได้ยินว่า พระเทวีนี้ฆ่าแม่แพะตัวเดียว ไหม้ในนรกแล้ว ด้วยเศษแห่งผลกรรม ถูกตัดศีรษะด้วยการนับขนแห่งแม่แพะนั้น, เราฆ่าชนมีประมาณเท่านี้ จักถึงความสวัสดีเมื่อไร?" ดังนี้แล้ว จึงทรงปล่อยพระราชาทั้งหมด ถวายบังคมพระราชาผู้แก่กว่าตน ทรงประคองอัญชลีแก่พระราชาที่หนุ่มกว่า ยังพระราชาทั้งหมดให้ทรงอดโทษแล้ว ทรงส่งไปสู่ที่ของตนๆ อย่างเดิม.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า "อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย พระนางมัลลิกาอาศัยปัญญาของตน ประทานชีวิตทานแก่มหาชนในบัดนี้เท่านั้นหามิได้ ถึงในกาลก่อน พระนางก็ได้ประทานแล้วเหมือนกัน"
แล้วทรงประชุมเรื่องอดีตว่า
พระเจ้าพาราณสี ในกาลนั้น ได้เป็นพระเจ้าปเสนทิโกศล,
พระนางธัมมทินนาเทวี เป็นพระนางมัลลิกา,
รุกขเทวดา คือเราเอง.
ครั้นทรงประชุมเรื่องอดีตอย่างนั้นแล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรมอีก จึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่าปาณาติบาตเป็นโทษ ไม่สมควรที่บุคคลจะพึงกระทำ, เพราะว่า บุคคลผู้ฆ่าสัตว์เป็นปกติ ย่อมเศร้าโศกสิ้นกาลนาน"
จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
"ถ้าสัตว์ทั้งหลายพึงรู้อย่างนี้ว่า ‘ชาติสมภพ
นี้เป็นทุกข์, สัตว์ไม่พึงฆ่าสัตว์ เพราะว่า ผู้ฆ่าสัตว์
เป็นปกติ ย่อมเศร้าโศก." เรื่องบุรุษคนใดคนหนึ่ง จบ. .. อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พาลวรรคที่ ๕ อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒] [๑๓] [๑๔] [๑๕]
๒. เรื่องสัทธิวิหาริกของพระมหากัสสปเถระ [๔๖]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภสัทธิวิหาริกของพระมหากัสสปเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "จรญฺเจ นาธิคจฺเฉยฺย" เป็นต้น. ผู้เกียจคร้านมักอ้างความดีของคนอื่น
เทศนาตั้งขึ้นในกรุงราชคฤห์.
ได้ยินว่า สัทธิวิหาริก ๒ รูป อุปัฏฐากพระเถระผู้อาศัยกรุงราชคฤห์ อยู่ในถ้ำปิปผลิ. บรรดาภิกษุ ๒ รูปนั้น รูปหนึ่งกระทำวัตรโดยเคารพ, รูปหนึ่งแสดงวัตรที่ภิกษุนั้นกระทำแล้วเป็นเหมือนตนกระทำ รู้ความที่น้ำล้างหน้าและไม้ชำระฟันอันภิกษุนั้นจัดแจงแล้ว จึงเรียน (พระเถระ) ว่า "น้ำล้างหน้าและไม้ชำระฟัน กระผมจัดแจงแล้ว ขอรับ, ขอท่านจงล้างหน้าเถิด." แม้ในกาลทำกิจมีการล้างเท้าและสรงน้ำเป็นต้น ก็ย่อมเรียนอย่างนั้นเหมือนกัน.
ภิกษุนอกนี้ คิดว่า "ภิกษุนี้ย่อมแสดงวัตรที่เรากระทำแล้ว เป็นเหมือนว่าตนกระทำแล้วตลอดกาลเป็นนิตย์, ช่างเถิดข้อนั้น, เราจักกระทำสิ่งที่ควรกระทำแก่เธอ;" เมื่อภิกษุนั้น ฉันแล้วหลับอยู่นั่นแล, ต้มน้ำอาบแล้ว ตักใส่ในหม้อใบหนึ่ง ตั้งไว้หลังซุ้ม, แต่ให้เหลือน้ำไว้ในภาชนะต้มน้ำประมาณกระบวยหนึ่ง แล้วตั้งไว้ให้พ่นไออยู่. กรรมตามทัน
ในเวลาเย็น ภิกษุนอกนี้ตื่นขึ้น เห็นไอพลุ่งออกอยู่ จึงคิดว่า น้ำจักเป็นน้ำอันภิกษุนั้นต้มแล้วตั้งไว้ในซุ้ม" รีบไปไหว้พระเถระแล้วเรียนว่า "น้ำกระผมตั้งไว้ในซุ้ม ขอรับ, นิมนต์ท่านสรงเถิด" แล้วเข้าไปสู่ซุ้มกับด้วยพระเถระเหมือนกัน. พระเถระ เมื่อไม่เห็นน้ำ จึงกล่าวว่า "น้ำอยู่ที่ไหน? คุณ" ภิกษุหนุ่มไปยังโรงไฟ จ้วงกระบวยลงในภาชนะรู้ความที่ภาชนะเปล่า จึงโพนทะนาว่า "ขอท่านจงดูกรรมของภิกษุหัวดื้อ เธอยกภาชนะเปล่าขึ้นตั้งไว้บนเตา แล้วไปไหนเสีย? กระผมเรียนด้วยเข้าใจว่า "น้ำมีอยู่ในซุ้ม" ดังนี้แล้ว ก็ได้ถือเอาหม้อน้ำไปยังท่าน้ำ.
ฝ่ายภิกษุนอกนี้ นำเอาน้ำมาจากหลังซุ้มแล้วตั้งไว้ในซุ้ม. แม้พระเถระคิดว่า "ภิกษุหนุ่มรูปนี้ กล่าวว่า ‘น้ำกระผมต้มตั้งไว้ในซุ้มแล้ว, นิมนต์ท่านมาสรงเถิด ขอรับ’ บัดนี้ โพนทะนาอยู่ถือเอาหม้อไปสู่ท่าน้ำ, นี่เหตุอะไรหนอแล?" ใคร่ครวญดู ก็รู้ว่า "ภิกษุหนุ่มรูปนั้น ประกาศกิจวัตรที่ภิกษุนี้กระทำแล้ว เป็นดังว่าตนกระทำแล้ว ตลอดกาลเท่านี้" ได้ให้โอวาทแก่เธอผู้มานั่งในเวลาเย็นว่า "คุณ ชื่อว่าภิกษุ กล่าวกิจที่ตนกระทำแล้วนั่นแหละว่า ‘ตนกระทำแล้ว’ ย่อมควร, จะกล่าวกิจที่ตนมิได้กระทำว่า ‘เป็นกิจที่ตนกระทำแล้ว’ ย่อมไม่ควร; บัดนี้ เธอกล่าวว่า ‘น้ำผมตั้งไว้ในซุ้ม, นิมนต์ท่านสรงเถิด ขอรับ’ เมื่อเราเข้าไปยืนอยู่, ถือหม้อน้ำโพนทะนาไป, ชื่อว่าบรรพชิตกระทำอย่างนั้น ย่อมไม่ควร."
ภิกษุนั้นกล่าวว่า "ท่านทั้งหลาย จงดูกรรมของพระเถระ, พระเถระอาศัยเหตุสักว่าน้ำ จึงกล่าวกะเราอย่างนี้" โกรธแล้ว ในวันรุ่งขึ้น ไม่เข้าไปบิณฑบาตกับพระเถระ. พระเถระไปสู่ประเทศแห่งหนึ่งกับภิกษุนอกนี้. เมื่อพระเถระไปแล้ว ภิกษุนั้นไปสู่ตระกูลอุปัฏฐากของพระเถระ ถูกอุปัฏฐากถามว่า "พระเถระไปไหน? ขอรับ" จึงบอกว่า "ความไม่ผาสุกเกิดแก่พระเถระ, ท่านนั่งอยู่ในวิหารนั่นเอง."
อุปัฏฐาก. ก็ได้อะไรเล่า จึงจะควร? ขอรับ.
ภิกษุ. ได้ยินว่า ท่านทั้งหลายจงถวายอาหาร ชื่อเห็นปานนี้.
อุปัฏฐากทั้งหลายได้จัดแจงตามทำนองที่ภิกษุนั้นกล่าวนั่นเอง ถวายแล้ว.
ภิกษุนั้นฉันอาหารนั้นในระหว่างหนทางแล ไปสู่วิหารแล้ว. พระเถระจับความเลวทรามของศิษย์ได้
ฝ่ายพระเถระได้ผ้าเนื้อละเอียดผืนใหญ่ในที่ที่ไปแล้ว ก็ได้ให้แก่ภิกษุหนุ่มผู้ไปกับด้วยตน. ภิกษุหนุ่มนั้นย้อมผ้านั้นแล้ว ได้กระทำให้เป็นผ้าสำหรับนุ่งห่มแห่งตน. ในวันรุ่งขึ้น พระเถระไปสู่ตระกูลอุปัฏฐากนั้น, เมื่อพวกอุปัฏฐากกล่าวว่า "ท่านผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าทราบว่า ‘ได้ยินว่า ความไม่ผาสุกเกิดแก่ท่าน’ จึงจัดแจงอาหารส่งไป โดยทำนองที่ภิกษุหนุ่มกล่าวนั่นเอง ความผาสุกเกิดแก่ท่านเพราะฉันแล้วหรือ?" ก็นิ่งเสีย, ก็พระเถระไปสู่วิหารแล้ว กล่าวกะภิกษุหนุ่มนั้นผู้ไหว้แล้ว นั่งอยู่ในเวลาเย็นอย่างนี้ว่า "คุณ ได้ยินว่า วานนี้ เธอกระทำกรรมชื่อนี้, กรรมนี้ ไม่สมควรแก่บรรพชิตทั้งหลาย, บรรพชิตกระทำวิญญัติ (ขอ) แล้วฉัน ย่อมไม่สมควร." ประทุษร้ายแก่ผู้มีคุณตายไปเกิดในอเวจี
ภิกษุนั้นโกรธแล้ว ผูกอาฆาตในพระเถระว่า "ในวันก่อน พระเถระอาศัยเหตุสักว่าน้ำ กระทำเราให้เป็นคนมักพูดเท็จ ในวันนี้ เพราะเหตุที่เราบริโภคภัตกำมือหนึ่งในสกุลอุปัฏฐากของตน จึงกล่าวกะเราว่า ‘บรรพชิตกระทำวิญญัติบริโภค ย่อมไม่ควร’ แม้ผ้าท่านก็ให้แก่ภิกษุผู้บำรุงตนเท่านั้น, โอ! กรรมของพระเถระหนัก, เราจักรู้สิ่งที่เราควรกระทำแก่พระเถระนั้น"
ในวันรุ่งขึ้น เมื่อพระเถระเข้าไปสู่บ้าน, ส่วนตนพักอยู่ในวิหาร จับท่อนไม้ ทุบวัตถุทั้งหลาย มีภาชนะสำหรับใช้สอยเป็นต้น แล้วจุดไฟที่บรรณศาลาของพระเถระ, สิ่งใดไฟไม่ไหม้ เอาพลองทุบทำลายสิ่งนั้นแล้วออกหนีไป กระทำกาละแล้ว เกิดในอเวจีมหานรก.
มหาชนตั้งเรื่องสนทนากันว่า "ได้ยินว่า สัทธิวิหาริกของพระเถระ ไม่อดทนเหตุสักว่าการกล่าวสอน โกรธเผาบรรณศาลาแล้วหนีไป."
ต่อมาภายหลัง ภิกษุรูปหนึ่งออกจากกรุงราชคฤห์ ใคร่จะเฝ้าพระศาสดา ไปถึงพระเชตวัน ถวายบังคมพระศาสดา อันพระศาสดาทรงกระทำปฏิสันถารแล้ว ตรัสถามว่า "เธอมาจากไหน?" ทูลว่า "มาจากกรุงราชคฤห์ พระเจ้าข้า."
พระศาสดา. มหากัสสปบุตรเรา อยู่สบายหรือ?
ภิกษุ. สบาย พระเจ้าข้า. แต่ว่า สัทธิวิหาริกของท่านรูปหนึ่ง โกรธด้วยเหตุสักว่าการกล่าวสอน เผาบรรณศาลาแล้วหนีไป.
พระศาสดาตรัสว่า "ภิกษุนั้น ฟังโอวาทแล้วโกรธในบัดนี้เท่านั้นหามิได้ แม้ในกาลก่อนก็โกรธแล้วเหมือนกัน; และภิกษุนั้นประทุษร้ายกุฎีในบัดนี้เท่านั้นหามิได้ แม้ในกาลก่อนก็ประทุษร้ายแล้วเหมือนกัน";
ดังนี้แล้ว ทรงนำอดีตนิทานมา (ตรัส) ว่า :- เรื่องนกขมิ้นกับลิงวิวาทกัน
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี นกขมิ้นตัวหนึ่งทำรังอยู่ในหิมวันตประเทศ. ต่อมาวันหนึ่ง เมื่อฝนกำลังตก, ลิงตัวหนึ่งสะท้านอยู่ เพราะความหนาว ได้ไปยังประเทศนั้น.
นกขมิ้นเห็นลิงนั้น จึงกล่าวคาถาว่า ๑- :-
"วานร ศีรษะและมือเท้าของท่านก็มีเหมือน
ของมนุษย์, เมื่อเช่นนั้น เพราะโทษอะไรหนอ?
เรือนของท่านจึงไม่มี." ____________________________ ๑- ขุ. ชา. จตุกก. เล่ม ๒๗/ข้อ ๕๘๒; อรรถกถา ขุ. ชา. จตุกก. เล่ม ๒๗/ข้อ ๕๘๒
ลิงคิดว่า "มือและเท้าของเรามีอยู่ก็จริง, ถึงกระนั้น เราพิจารณาแล้วพึงกระทำเรือนด้วยปัญญาใด ปัญญานั้นของเราย่อมไม่มี." ใคร่จะประกาศเนื้อความนั้น
จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
"นกขมิ้น ศีรษะและมือเท้าของเรา ย่อมมีเหมือน
ของมนุษย์, บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า ปัญญาใดประเสริฐ
ในมนุษย์ทั้งหลาย, ปัญญานั้น ย่อมไม่มีแม้แก่เรา." ๒- ____________________________ ๒- ถ้าตัดบท ยาห เป็น ยา-อหุ ก็แปลว่า แต่ข้าพเจ้าไม่มีปัญญา ที่เป็นสิ่งประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์.
ลำดับนั้น เมื่อนกขมิ้นจะติเตียนลิงนั้นว่า "การอยู่ครองเรือน จักสำเร็จแก่ท่านผู้เห็นปานนี้ ได้อย่างไร?"
จึงกล่าว ๒ คาถานี้ว่า :-
"สุขภาพ ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้มีจิตไม่มั่นคง มีจิตเบา
(กลับกลอก) มักประทุษร้ายมิตร มีปกติ ไม่ยั่งยืนเป็นนิตย์.
ท่านนั้นจงกระทำอานุภาพเถิด จงเป็นไปล่วงความเป็นปกติ
(ของตน) เสีย, จงกระทำกระท่อมเป็นที่ป้องกันหนาวและลม
เถิด กบี่."
ลิงคิดว่า "นกขมิ้นตัวนี้ ย่อมกระทำเราให้เป็นผู้มีจิตไม่มั่นคง มีจิตเบา มักประทุษร้ายมิตร มีปกติไม่ยั่งยืน, บัดนี้ เราจักแสดงความที่เรามักเป็นผู้ประทุษร้ายมิตรต่อมัน" จึงขยี้รังโปรยลงแล้ว.
นกขมิ้น เมื่อลิงนั้นจับเอารังอยู่นั่นแหละ หนีออกไปโดยข้างหนึ่งแล้ว. ทรงประมวลชาดก
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประมวลชาดกว่า
ลิงในกาลนั้น ได้เป็นภิกษุผู้ประทุษร้ายกุฎีในบัดนี้,
นกขมิ้น คือกัสสป.
ครั้นประมวลชาดกมาแล้ว จึงตรัสว่า
"อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นประทุษร้ายกุฎีในบัดนี้เท่านั้นหามิได้, แม้ในกาลก่อน ภิกษุนั้นโกรธในเพราะโอวาทแล้ว ก็ประทุษร้ายกุฎีแล้ว (เหมือนกัน), การอยู่ของกัสสปบุตรเราคนเดียวเท่านั้น ดีกว่าการอยู่ร่วมกับคนพาลผู้เห็นปานนั้น"
ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า:-
๒. จรญฺเจ นาธิคจฺเฉยฺย เสยฺยํ สทิสมตฺตโน เอกจริยํ ทฬฺหํ กยิรา นตฺถิ พาเล สหายตา. ถ้าบุคคลเมื่อเที่ยวไป ไม่พึงประสบสหายผู้ประเสริฐกว่า ผู้เช่นกับ (ด้วยคุณ) ของตนไซร้, พึงทำการเที่ยวไปคน เดียวให้มั่น, เพราะว่า คุณเครื่องเป็นสหาย ย่อมไม่มีใน เพราะคนพาล. แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น ในบทว่า จรํ บัณฑิตพึงทราบการเที่ยวไปด้วยใจ ไม่เกี่ยวกับการเที่ยวไปด้วยอิริยาบถ. อธิบายว่า เมื่อแสวงหากัลยาณมิตร.
บาทพระคาถาว่า เสยฺยํ สทิสมตฺตโน ความว่า ถ้าไม่พึงได้สหายผู้ยิ่งกว่าหรือผู้แม้นกัน ด้วยคุณคือศีล สมาธิ ปัญญาของตน.
บทว่า เอกจริยํ ความว่า ก็ในสหายเหล่านั้น บุคคลเมื่อได้สหายผู้ดีกว่า ย่อมเจริญด้วยคุณทั้งหลายมีศีลเป็นต้น, เมื่อได้สหายผู้เช่นกัน ย่อมไม่เสื่อมจากคุณทั้งหลายมีศีลเป็นต้น, แต่เมื่ออยู่โดยร่วมกันกับสหายที่เลว ทำการสมโภคและบริโภคโดยความเป็นพวกเดียวกัน ย่อมเสื่อมจากคุณทั้งหลายมีศีลเป็นต้น.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสคำนี้ว่า "บุคคลผู้เห็นปานนั้น อันบัณฑิตไม่พึงเสพ ไม่พึงคบ ไม่พึงเข้าไปนั่งใกล้, เว้นไว้แต่ความเอ็นดู เว้นไว้แต่ความอนุเคราะห์."
เพราะเหตุนั้น หากบุคคลอาศัยความการุญ คิดว่า "บุคคลนี้อาศัยเรา จักเจริญด้วยคุณทั้งหลายมีศีลเป็นต้น" ไม่หวังตอบแทนอยู่ซึ่งวัตถุอะไร? จากบุคคลนั้น ชื่อว่าย่อมอาจสงเคราะห์บุคคลนั้นได้,
การอาศัยความการุญ สงเคราะห์ดังนี้นั้น เป็นการดี ถ้าไม่อาจจะสงเคราะห์ (อย่างนั้น) ได้ พึงทำความเที่ยวไปผู้เดียวให้มั่น คือว่า ทำความเป็นคนโดดเดี่ยวเท่านั้นให้มั่น อยู่แต่ผู้เดียวในอิริยาบถทั้งปวง.
ถามว่า "เพราะเหตุอะไร?"
ตอบว่า "เพราะคุณเครื่องเป็นสหาย ย่อมไม่มีในเพราะชนพาล."
อธิบายว่า จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล กถาวัตถุ ๑๐ ธุดงคคุณ ๑๓ วิปัสสนาคุณ มรรค ๔ ผล ๔ วิชชา ๓ อภิญญา ๖ ชื่อว่าคุณเครื่องเป็นสหาย, คุณเครื่องเป็นสหายนี้ ย่อมไม่มีเพราะอาศัยคนพาล.
ในกาลจบเทศนา อาคันตุกภิกษุบรรลุโสดาปัตติผลแล้ว, ชนแม้เหล่าอื่นเป็นอันมาก ก็บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น.
เทศนาได้เป็นไปกับด้วยประโยชน์แก่มหาชน ดังนี้แล. เรื่องสัทธิวิหาริกของพระมหากัสสปเถระ จบ. .. อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พาลวรรคที่ ๕ อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒] [๑๓] [๑๔] [๑๕]
๓. เรื่องอานนทเศรษฐี [๔๗]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภอานนทเศรษฐี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "ปุตฺตามตฺถิ ธนมตฺถิ" เป็นต้น. อานนทเศรษฐีสั่งสอนบุตรให้ตระหนี่
ได้ยินว่า ในกรุงสาวัตถี เศรษฐีชื่ออานนท์ มีสมบัติประมาณ ๘๐ โกฏิ (แต่) เป็นคนตระหนี่มาก. อานนทเศรษฐีนั้นให้พวกญาติประชุมกันทุกกึ่งเดือนแล้ว กล่าวสอนบุตร (ของตน) ผู้ชื่อว่ามูลสิริ ใน ๓ เวลาอย่างนี้ว่า "เจ้าอย่าได้ทำความสำคัญว่า ‘ทรัพย์ ๔๐ โกฏินี้มาก’, เจ้าไม่ควรให้ทรัพย์ที่มีอยู่, ควรยังทรัพย์ใหม่ให้เกิดขึ้น, เพราะเมื่อบุคคลทำกหาปณะแม้หนึ่งๆ ให้เสื่อมไป ทรัพย์ย่อมสิ้นด้วยเหมือนกัน; เพราะเหตุนั้น
บุคคลผู้ฉลาดพึงเห็นความสิ้นแห่งยาสำหรับ
หยอด (ตา) ความก่อขึ้นแห่งตัวปลวกทั้งหลาย และ
การประมวลมาแห่งตัวผึ้งทั้งหลาย พึงอยู่ครองเรือน. อานนทเศรษฐีตายไปเกิดในตระกูลคนจัณฑาล
โดยสมัยอื่นอีก อานนทเศรษฐีนั้นไม่บอกขุมทรัพย์ใหญ่ ๕ แห่งของตนแก่บุตร อาศัยทรัพย์ มีความหม่นหมองเพราะมลทิน คือความตระหนี่ ทำกาละแล้ว, ถือปฏิสนธิในท้องของหญิงจัณฑาลคนหนึ่ง ในจำพวกจัณฑาลพันตระกูล ที่อยู่อาศัยในบ้านใกล้ประตูแห่งหนึ่ง แห่งพระนครนั้นนั่นเอง.
พระราชาทรงทราบการทำกาละของอานนทเศรษฐีแล้ว รับสั่งให้เรียกมูลสิริผู้บุตรของเขามา ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเศรษฐี.
ตระกูลแห่งคนจัณฑาลตั้งพันแม้นั้น ทำงานเพื่อค่าจ้างโดยความเป็นพวกเดียวกันเทียว เป็นอยู่ จำเดิมแต่กาลถือปฏิสนธิของทารกนั้น ย่อมไม่ได้ค่าจ้างเลย ทั้งไม่ได้ แม้ก้อนข้าวเกินไปกว่าอาหารพอยังอัตภาพให้เป็นไป.
พวกเขากล่าวว่า "บัดนี้ เราทั้งหลายแม้ทำการงานอยู่ ย่อมไม่ได้อาหารสักว่าก้อนข้าว, หญิงกาลกิณีพึงมีในระหว่างเราทั้งหลาย" ดังนี้แล้ว จึงแยกกันออกเป็น ๒ พวก จนแยกมารดาบิดาของทารกนั้นอยู่แผนกหนึ่งต่างหาก, ไล่มารดาของทารกนั้นออก ด้วยคิดว่า "หญิงกาลกิณีเกิดในตระกูลนี้."
ทารกนั้นยังอยู่ในท้องของหญิงนั้นตราบใด, หญิงนั้นได้อาหาร แม้สักว่ายังอัตภาพให้เป็นไปโดยฝืดเคืองตราบนั้น คลอดบุตรแล้ว. ทารกนั้นได้มีมือและเท้า นัยน์ตา หู จมูก และปากไม่ตั้งอยู่ในที่ตามปกติ. ทารกนั้นประกอบด้วยความวิกลแห่งอวัยวะเห็นปานนั้น ได้มีรูปน่าเกลียดเหลือเกิน ดุจปิศาจคลุกฝุ่น.
แม้เมื่อเป็นเช่นนี้ มารดาก็ไม่ละบุตรนั้น.
จริงอยู่ มารดาย่อมมีความเยื่อใยเป็นกำลังในบุตรที่อยู่ในท้อง. นางเลี้ยงทารกนั้นอยู่โดยฝืดเคือง, ในวันที่พาเขาไป ไม่ได้อะไรๆ เลย, ในวันที่ให้เขาอยู่บ้านแล้วไปเองนั่นแล จึงได้ค่าจ้าง. มารดาปล่อยบุตรไปขอทานเลี้ยงชีพเอง
ต่อมา ในกาลที่ทารกนั้นสามารถเที่ยวไป เพื่อก้อนข้าวเลี้ยงตัวได้ นางวางกระเบื้องไว้บนมือแล้ว กล่าวกะบุตรนั้นว่า "พ่อ แม่อาศัยเจ้า ถึงความลำบากมาก, บัดนี้ แม่ไม่อาจเลี้ยงเจ้าได้, อาหารวัตถุทั้งหลายมีข้าวเป็นต้นที่เขาจัดไว้ เพื่อคนทั้งหลายมีคนกำพร้าและคนเดินทางเป็นต้น มีอยู่ในนครนี้, เจ้าจงเที่ยวไปเพื่อภิกษาในนครนั้นเลี้ยงชีพเถิด." ดังนี้แล้ว ปล่อยบุตรนั้นไป.
ทารกนั้นเที่ยวไปตามลำดับเรือน ถึงที่แห่งตนเกิดในคราวเป็นอานนทเศรษฐีแล้ว เป็นผู้ระลึกชาติได้ เข้าไปสู่เรือนของตน. ใครๆ ไม่ได้สังเกตเขาในซุ้มประตูทั้งสาม ในซุ้มประตูที่ ๔ พวกบุตรของมูลสิริเศรษฐีเห็น (เขา) แล้วมีใจหวาดเสียวร้องไห้แล้ว.
ลำดับนั้น พวกบุรุษของเศรษฐีกล่าวกะทารกนั้นว่า "เองจงออกไป คนกาลกิณี" โบยพลางนำออกไปโยนไว้ที่กองหยากเยื่อ. พระศาสดาแสดงธรรมแก่มูลสิริเศรษฐี
พระศาสดามีพระอานนทเถระเป็นปัจฉาสมณะ เสด็จบิณฑบาตถือที่นั้นแล้ว ทอดพระเนตรดูพระเถระ อันพระเถระนั้นทูลถามแล้ว ตรัสบอกพฤติการณ์นั้น,
พระเถระให้เชิญมูลสิริเศรษฐีมาแล้ว. หมู่มหาชนประชุมกันแล้ว.
พระศาสดาตรัสเรียกมูลสิริเศรษฐีมาแล้ว ตรัสถามว่า "ท่านรู้จักทารกนั่นไหม?" เมื่อมูลสิริเศรษฐีนั้นทูลว่า "ไม่รู้จัก" จึงตรัสว่า "ทารกนั้น คืออานนทเศรษฐีผู้บิดาของท่าน" แล้วยังทารกนั้นให้บอก (ขุมทรัพย์) ด้วยพระดำรัสว่า "อานนทเศรษฐี ท่านจงบอกขุมทรัพย์ใหญ่ ๕ แห่งแก่บุตรของท่าน" แล้วทรงยังมูลสิริเศรษฐีผู้ไม่เชื่ออยู่นั้นให้เชื่อแล้ว. มูลสิริเศรษฐีนั้นได้ถึงพระศาสดาเป็นสรณะแล้ว.
พระศาสดา เมื่อจะทรงแสดงธรรมแก่มูลสิริเศรษฐีนั้น จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๓. ปุตฺตา มตฺถิ ธนมตฺถิ อิติ พาโล วิหญฺญติ อตฺตา หิ อตฺตโน นตฺถิ กุโต ปุตฺตา กุโต ธนํ. คนพาล ย่อมเดือดร้อนว่า ‘บุตรทั้งหลายของเรามีอยู่, ทรัพย์ (ของเรา) มีอยู่’, ตนแลย่อมไม่มีแก่ตน, บุตร ทั้งหลายจักมีแต่ที่ไหน? ทรัพย์จักมีแต่ที่ไหน? แก้อรรถ
พึงทราบเนื้อความแห่งคาถานั้นว่า :-
"คนพาลย่อมเดือดร้อนด้วยความอยากในบุตร และด้วยความอยากในทรัพย์ว่า ‘บุตรทั้งหลายของเรามีอยู่, ทรัพย์ของเรามีอยู่’, คือย่อมลำบาก ย่อมถึงทุกข์, คือย่อมเดือดร้อนว่า ‘บุตรทั้งหลายของเราฉิบหายแล้ว’, ย่อมเดือดร้อนว่า ‘ฉิบหายอยู่’, ย่อมเดือดร้อนว่า ‘จักฉิบหาย."
แม้ในทรัพย์ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
คนพาลย่อมเดือดร้อนด้วยอาการ ๖ อย่าง ด้วยประการฉะนี้,
คนพาล แม้พยายามอยู่ในที่ทั้งหลายมีทางบกและทางน้ำเป็นต้น ทั้งกลางคืนและกลางวันโดยประการต่างๆ ด้วยคิดว่า ‘เราจักเลี้ยงบุตรทั้งหลาย’ ชื่อว่าย่อมเดือดร้อน,
แม้ทำกรรมทั้งหลายมีการทำนาและการค้าขายเป็นต้น ด้วยคิดว่า ‘เราจักยังทรัพย์ให้เกิดขึ้น’ ชื่อว่าย่อมเดือดร้อนเหมือนกัน;
ก็เมื่อเขาเดือดร้อนอยู่อย่างนี้ ตนแลชื่อว่าย่อมไม่มีแก่ตน,
เมื่อเขาไม่อาจทำตนที่ถึงทุกข์ด้วยความคับแค้นนั้นให้ถึงสุขได้ แม้ในปัจจุบันกาล ตนของเขาแล ชื่อว่าย่อมไม่มีแก่ตน,
เมื่อเขานอนแล้วบนเตียงเป็นที่ตาย ถูกเวทนาทั้งหลายมีความตายเป็นที่สุด เผาอยู่ราวกะว่าถูกเปลวเพลิงเผาอยู่ เมื่อเครื่องต่อและเครื่องผูก (เส้นเอ็น) จะขาดไป เมื่อร่างกระดูกจะแตกไป แม้เมื่อเขาหลับตาเห็นโลกหน้า ลืมตาเห็นโลกนี้อยู่
ตนแล แม้อันเขาให้อาบน้ำวันละ ๒ ครั้ง ให้บริโภควันละ ๓ ครั้ง ประดับด้วยของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้น เลี้ยงแล้วตลอดชีวิต ก็ชื่อว่าย่อมไม่มีแก่ตน
เพราะความที่ตนเป็นผู้ไม่สามารถจะทำเครื่องต้านทานทุกข์ โดยความเป็นสหายได้, บุตรจักมีแต่ที่ไหน? ทรัพย์จักมีแต่ที่ไหน?
คือว่าในสมัยนั้น บุตรหรือทรัพย์จักทำอะไรได้เล่า? แม้เมื่ออานนทเศรษฐีไม่ให้อะไรๆ แก่ใครๆ รวบรวมทรัพย์ไว้เพื่อประโยชน์แก่บุตร นอนบนเตียงเป็นที่ตายในกาลก่อนก็ดี ถึงทุกข์นี้ในบัดนี้ก็ดี, บุตรแต่ที่ไหน? ทรัพย์แต่ที่ไหน? คือว่าบุตรหรือทรัพย์นำทุกข์อะไรไปได้? หรือให้สุขอะไรเกิดขึ้นได้เล่า?"
ในกาลจบเทศนา การตรัสรู้ธรรมได้มีแก่สัตว์ ๘๔,๐๐๐.
เทศนาได้มีประโยชน์แก่มหาชนแล้ว ดังนี้แล. เรื่องอานนทเศรษฐี จบ. .. อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พาลวรรคที่ ๕ อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒] [๑๓] [๑๔] [๑๕]
๔. เรื่องโจรผู้ทำลายปม [๔๘]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพวกโจรผู้ทำลายปม ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "โย พาโล มญฺญตี พาลฺยํ" เป็นต้น. โจรลักของที่ขอดไว้ที่พกผ้า
ได้ยินว่า โจร ๒ คนนั้นเป็นสหายกัน ไปสู่พระเชตวันกับมหาชน ผู้ไปอยู่เพื่อต้องการฟังธรรม, โจรคนหนึ่งได้ฟังธรรมกถาแล้ว, โจรคนหนึ่งมองดูของที่ตนควรถือเอา. บรรดาโจรทั้งสองนั้น โจรผู้ฟังธรรมอยู่ บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว. โจรนอกนี้ได้ทรัพย์ประมาณ ๕ มาสกที่ขอดไว้ที่ชายผ้าของอุบาสกคนหนึ่ง. ทรัพย์นั้นเป็นค่าอาหารในเรือนของเขาแล้ว, ย่อมไม่สำเร็จผลในเรือนของโจรผู้โสดาบันนอกนี้.
ครั้งนั้น โจรผู้สหายกับภรรยาของตน เมื่อจะเย้ยหยันโจรผู้โสดาบันนั้น จึงกล่าวว่า "ท่านไม่ยังแม้ค่าอาหารให้สำเร็จในเรือนของตน เพราะความที่ตนฉลาดเกินไป."
สหายผู้โสดาบันนอกนี้คิดว่า "เจ้าคนนี้ย่อมสำคัญความที่ตนเป็นบัณฑิต ด้วยความเป็นพาลทีเดียวหนอ" เพื่อจะกราบทูลความเป็นไปนั้นแด่พระศาสดา จึงไปสู่พระเชตวันกับญาติทั้งหลาย กราบทูลแล้ว. ผู้รู้สึกตัวว่าโง่ย่อมเป็นบัณฑิตได้
พระศาสดา เมื่อจะทรงแสดงธรรมแก่เขา จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๔. โย พาโล มญฺญตี พาลฺยํ ปณฺฑิโต วาปิ เตน โส พาโล จ ปณฺฑิตมานี ส เว พาโลติ วุจฺจติ. บุคคลใดโง่ ย่อมสำคัญความที่แห่งตนเป็นคนโง่, บุคคลนั้นจะเป็นบัณฑิตเพราะเหตุนั้นได้บ้าง; ส่วนบุคคลใดเป็นคนโง่ มีความสำคัญว่าตนเป็นบัณฑิต บุคคลนั้นแล เราเรียกว่า ‘คนโง่’. แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า โย พาโล ความว่า บุคคลใดเป็นคนโง่ คือมิใช่เป็นบัณฑิต ย่อมสำคัญ คือย่อมรู้ความที่ตนเป็นคนโง่ คือความเป็นคนเขลานั้น ด้วยตนเองว่า "เราเป็นคนเขลา."
สองบทว่า เตน โส ความว่า ด้วยเหตุนั้น บุคคลนั้นจะเป็นบัณฑิตได้บ้าง หรือจะเป็นเช่นกับบัณฑิตได้บ้าง. ก็เขารู้อยู่ว่า "เราเป็นคนโง่" เข้าไปหา เข้าไปนั่งใกล้คนอื่น ซึ่งเป็นบัณฑิต อันบัณฑิตนั้นกล่าวสอนอยู่ พร่ำสอนอยู่ เพื่อประโยชน์แก่ความเป็นบัณฑิต เรียนเอาโอวาทนั้นแล้ว ย่อมเป็นบัณฑิต หรือเป็นบัณฑิตกว่าได้.
สองบทว่า ส เว พาโล ความว่า ส่วนบุคคลใดเป็นคนโง่อยู่ เป็นผู้มีความสำคัญว่าตนเป็นบัณฑิตถ่ายเดียวอย่างนี้ว่า "คนอื่นใครเล่า? จะเป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึก ทรงวินัย มีวาทะกล่าวคุณเครื่องขจัดกิเลสเช่นกับด้วยเรามีอยู่" บุคคลนั้นไม่เข้าไปหา ไม่เข้าไปนั่งใกล้บุคคลอื่น ซึ่งเป็นบัณฑิต ย่อมไม่เรียนปริยัติเลย, ย่อมไม่บำเพ็ญข้อปฏิบัติ, ย่อมถึงความเป็นคนโง่โดยส่วนเดียวแท้, บุคคลนั้นย่อมเป็นเหมือนโจรทำลายปมฉะนั้น.
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำนี้ว่า "ส เว พาโลติ วุจฺจติ."
ในกาลจบเทศนา มหาชนพร้อมด้วยญาติทั้งหลายของโจรผู้โสดาบันนอกนี้ บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว ดังนี้แล. เรื่องโจรผู้ทำลายปม จบ. .. อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พาลวรรคที่ ๕ อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒] [๑๓] [๑๔] [๑๕]
๕. เรื่องพระอุทายีเถระ [๔๙]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระอุทายีเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "ยาวชีวมฺปิ เจ พาโล" เป็นต้น. คนไม่รู้มักถือตัว
ได้ยินว่า พระอุทายีเถระนั้น เมื่อพระเถระผู้ใหญ่หลีกไปแล้ว ไปสู่โรงธรรมแล้ว นั่งบนธรรมาสน์. ต่อมาวันหนึ่ง พวกภิกษุอาคันตุกะเห็นพระอุทายีเถระนั้นแล้วเข้าใจว่า "ภิกษุนี้จักเป็นพระมหาเถระผู้พหูสูต" จึงถามปัญหาปฏิสังยุตด้วยขันธ์เป็นต้นแล้ว ติเตียนท่านผู้ไม่รู้อยู่ซึ่งพระพุทธวจนะอะไรๆ ว่า "นี่พระเถระอะไร? อยู่ในพระวิหารเดียวกันกับพระพุทธเจ้า ยังไม่รู้ธรรม แม้สักว่าขันธ์ธาตุและอายตนะ" ดังนี้แล้ว จึงกราบทูลความเป็นไปนั้นแด่พระตถาคต.
ลำดับนั้น พระศาสดา เมื่อจะทรงแสดงธรรมแก่พวกภิกษุอาคันตุกะนั้น
จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๕. ยาวชีวมฺปิ เจ พาโล ปณฺฑิตํ ปยิรุปาสติ น โส ธมฺมํ วิชานาติ ทพฺพี สูปรสํ ยถา. ถ้าคนพาล เข้าไปนั่งใกล้บัณฑิตอยู่ แม้จนตลอดชีวิต, เขาย่อมไม่รู้ธรรม เหมือนทัพพีไม่รู้รสแกงฉะนั้น. แก้อรรถ
พึงทราบเนื้อความแห่งพระคาถานี้ว่า :-
"ชื่อว่าคนพาลนี้ เข้าไปหา เข้าไปนั่งใกล้บัณฑิต แม้จนตลอดชีวิต ย่อมไม่รู้ปริยัติธรรมอย่างนี้ว่า ‘นี่เป็นพระพุทธพจน์ พระพุทธพจน์มีประมาณเท่านี้’ หรือซึ่งปฏิปัตติธรรมและปฏิเวธธรรมอย่างนี้ว่า ‘ธรรมนี้เป็นเครื่องอยู่, ธรรมนี้เป็นมรรยาท, นี้เป็นโคจรกรรม นี้เป็นไปกับด้วยโทษ, กรรมนี้หาโทษมิได้, กรรมนี้ควรเสพ; กรรมนี้ไม่ควรเสพ; สิ่งนี้พึงแทงตลอด, สิ่งนี้ควรกระทำให้แจ้ง."
ถามว่า "เหมือนอะไร?"
แก้ว่า "เหมือนทัพพีไม่รู้รสแกงฉะนั้น."
อธิบายว่า เหมือนอย่างว่า ทัพพี แม้คนแกงต่างชนิด มีประการต่างๆ อยู่จนกร่อนไป ย่อมไม่รู้รสแกงว่า ‘นี้รสเค็ม, นี้รสจืด, นี้รสขม, นี้รสขื่น, นี้รสเผ็ด, นี้รสเปรี้ยว, นี้รสฝาด ฉันใด; คนพาลเข้าไปนั่งใกล้บัณฑิตตลอดชีวิต ย่อมไม่รู้ธรรมมีประการดังกล่าวแล้ว ฉันนั้นเหมือนกัน.
ในกาลจบเทศนา จิตของพวกภิกษุอาคันตุกะหลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย ดังนี้แล. เรื่องพระอุทายีเถระ จบ. .. อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พาลวรรคที่ ๕ อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒] [๑๓] [๑๔] [๑๕]
๖. เรื่องภิกษุชาวเมืองปาฐา [๕๐]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุชาวเมืองปาฐา ประมาณ ๓๐ รูป ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "มุหุตฺตมปิ เจ วิญฺญู" เป็นต้น. ภิกษุสมาทานธุดงค์
ความพิสดารว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมคราวแรกในชัฏแห่งป่าไร่ฝ้ายแก่สหาย ๓๐ นั้น ผู้แสวงหาหญิงอยู่. ในกาลนั้น สหายทั้งหมดเทียวถึงความเป็นเอหิภิกขุ เป็นผู้ทรงบาตรและจีวร อันสำเร็จแล้วด้วยฤทธิ์ สมาทานธุดงค์ ๑๓ ประพฤติอยู่ โดยล่วงไปแห่งกาลนาน เข้าไปเฝ้าพระศาสดาแม้อีก ฟังอนมตัคคธรรมเทศนา ๑- บรรลุพระอรหัตแล้ว ณ อาสนะนั้นนั่นเอง. ____________________________ ๑- สํ. นิทาน. เล่ม ๑๖/ข้อ ๔๒๑.
ภิกษุทั้งหลาย สนทนากันในธรรมสภาว่า "น่าอัศจรรย์หนอ! ภิกษุเหล่านี้ รู้แจ้งธรรมพลันทีเดียว." พระศาสดาทรงสดับกถานั้นแล้ว ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น, แม้ในกาลก่อน ภิกษุเหล่านี้เป็นนักเลง เป็นสหายกันประมาณ ๓๐ คน ฟังธรรมเทศนาของสุกร ชื่อมหาตุณฑิละ ในตุณฑิลชาดก๒- รู้แจ้งธรรมได้ฉับพลันทีเดียว สมาทานศีล ๕ แล้ว, เพราะอุปนิสัยนั้นนั่นเอง เขาเหล่านั้น จึงบรรลุพระอรหัต ณ อาสนะที่ตนนั่งแล้วทีเดียวในกาลบัดนี้" ดังนี้แล้ว
เมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๖. มุหุตฺตมปิ เจ วิญฺญู ปณฺฑิตํ ปยิรุปาสติ ขิปฺปํ ธมฺมํ วิชานาติ ชิวฺหา สูปรสํ ยถา. ถ้าวิญญูชน เข้าไปนั่งใกล้บัณฑิต แม้ครู่เดียว, เขาย่อมรู้แจ้งธรรมได้ฉับพลัน, เหมือนลิ้นรู้รสแกงฉะนั้น. ____________________________
๒- ขุ. ชา.ฉักก.เล่ม ๒๗/๙๑๗; อรรถกถา ขุ. ชา.ฉักก.เล่ม ๒๗/๙๑๗. แก้อรรถ
พึงทราบเนื้อความแห่งพระคาถานั้นว่า :-
"ถ้าวิญญูชน คือว่าบุรุษผู้บัณฑิต เข้าไปนั่งใกล้บัณฑิตอื่น แม้ครู่เดียว, เขาเรียนอยู่ สอบสวนอยู่ ในสำนักบัณฑิตอื่นนั้น ชื่อว่าย่อมรู้แจ้งปริยัติธรรมโดยพลันทีเดียว, แต่นั้น เขาให้บัณฑิตบอกกัมมัฏฐานแล้ว เพียรพยายามอยู่ในข้อปฏิบัติ, เป็นบัณฑิต ย่อมรู้แจ้งแม้โลกุตรธรรมพลันทีเดียว, เหมือนบุรุษผู้มีชิวหาประสาทอันโรคไม่กำจัดแล้ว พอวางอาหารลงที่ปลายลิ้นเพื่อจะรู้รส ย่อมรู้รส อันต่างด้วยรสเค็มเป็นต้นฉะนั้น."
ในกาลจบเทศนา ภิกษุเป็นอันมากบรรลุพระอรหัตแล้ว ดังนี้แล. เรื่องภิกษุชาวเมืองปาฐา จบ. .. อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พาลวรรคที่ ๕ อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒] [๑๓] [๑๔] [๑๕]
๗. เรื่องสุปปพุทธกุฏฐิ [๕๑]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภบุรุษโรคเรื้อน ชื่อว่าสุปปพุทธะ ตรัสว่าธรรมเทศนานี้ว่า "จรนฺติ พาลา ทุมฺเมธา" เป็นต้น. สุปปพุทธะกราบทูลคุณวิเศษแด่พระศาสดา
เรื่องสุปปพุทธะนี้มาแล้วในอุทาน ๑- นั่นแล.
ก็ในกาลนั้น สุปปพุทธกุฏฐินั่งที่ท้ายบริษัท ฟังธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว บรรลุโสดาปัตติผล ปรารถนาจะกราบทูลคุณที่ตนได้แล้ว แด่พระศาสดา (แต่) ไม่อาจเพื่อจะหยั่งลงในท่ามกลางบริษัท ได้ไปยังวิหารในเวลามหาชนถวายบังคมพระศาสดากลับไปแล้ว. ____________________________
๑- ขุ. อุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๑๑๒. คนมีอริยทรัพย์ ๗ เป็นผู้ไม่ขัดสน
ขณะนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงทราบว่า "สุปปพุทธกุฏฐินี้ใคร่เพื่อกระทำคุณที่ตนได้ในศาสนาของพระศาสดาให้ปรากฏ" ทรงดำริว่า "เราจักทดลองนายสุปปพุทธกุฏฐินั้น" เสด็จไปยืนในอากาศแล้ว ได้ตรัสคำนี้ว่า "สุปปพุทธะ เธอเป็นมนุษย์ขัดสน เป็นมนุษย์ยากไร้, เราจักให้ทรัพย์หาที่สิ้นสุดมิได้แก่เธอ, เธอจงกล่าวว่า ‘พระพุทธไม่ใช่พระพุทธ, พระธรรมไม่ใช่พระธรรม, พระสงฆ์ไม่ใช่พระสงฆ์, อย่าเลยด้วยพระพุทธแก่เรา, อย่าเลยด้วยพระธรรมแก่เรา, อย่าเลยด้วยพระสงฆ์แก่เรา."
ลำดับนั้น สุปปพุทธกุฏฐินั้นกล่าวกะท้าวสักกะนั้นว่า "ท่านเป็นใคร?"
สักกะ. เราเป็นท้าวสักกะ.
สุปปพุทธะ. ท่านผู้อันธพาล ผู้ไม่มียางอาย, ท่านเป็นผู้ไม่สมควรจะพูดกับเรา, ท่านพูดกะเราว่า ‘เป็นคนเข็ญใจ เป็นคนขัดสน เป็นคนกำพร้า’, เราไม่ใช่คนเข็ญใจ ไม่ใช่คนขัดสนเลย, เราเป็นผู้ถึงความสุข มีทรัพย์มาก,
ทรัพย์เหล่านี้ คือ ทรัพย์คือศรัทธา ๑, ทรัพย์คือศีล ๑,
ทรัพย์คือหิริ ๑, ทรัพย์คือโอตตัปปะ ๑,
ทรัพย์คือสุตะ ๑, ทรัพย์คือจาคะ ๑,
ปัญญาแลเป็นทรัพย์ที่ ๗,
ย่อมมีแก่ผู้ใด จะเป็นหญิงก็ตาม เป็นชายก็ตาม, บัณฑิตทั้งหลายกล่าวบุคคลนั้นว่า ‘เป็นคนไม่ขัดสน’, ชีวิตของบุคคลนั้นไม่ว่างเปล่า. ๑-
เพราะเหตุนั้น อริยทรัพย์มีอย่าง ๗ นี้ มีอยู่แก่ชนเหล่าใดแล ชนเหล่านั้นอันพระพุทธเจ้าทั้งหลาย หรือพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่กล่าวว่า ‘เป็นคนจน.’ ____________________________ ๑- องฺ. สตฺตก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๕.
ท้าวสักกะทรงสดับถ้อยคำของสุปปพุทธะนั้นแล้ว ทรงละเขาไว้ในระหว่างทาง เสด็จไปสู่สำนักของพระศาสดา กราบทูลการโต้ตอบถ้อยคำนั้นทั้งหมดแด่พระศาสดาแล้ว.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะท้าวสักกะนั้นว่า "ท้าวสักกะทั้งร้อยทั้งพันแห่งคนทั้งหลายผู้เช่นกับพระองค์ ไม่อาจเพื่อจะให้สุปปพุทธกุฏฐิกล่าวว่า ‘พระพุทธไม่ใช่พระพุทธ พระธรรมไม่ใช่พระธรรม หรือพระสงฆ์ไม่ใช่พระสงฆ์’ ได้เลย."
ฝ่ายสุปปพุทธะแลไปสู่สำนักของพระศาสดา มีความบันเทิงอันพระศาสดาทรงกระทำแล้ว กราบทูลคุณอันตนได้แล้วแด่พระศาสดา ลุกจากอาสนะหลีกไปแล้ว. ขณะนั้น แม่โคลูกอ่อนปลงสุปปพุทธะนั้น ผู้หลีกไปแล้วไม่นานจากชีวิตแล้ว. บุรพกรรมของสุปปพุทธะและแม่โค
ได้ยินว่า โคแม่ลูกอ่อนนั้น เป็นยักษิณีตนหนึ่ง เป็นแม่โคปลงชนทั้ง ๔ นี้
คือ
กุลบุตรชื่อปุกกุสาติ ๑
พาหิยทารุจีริยะ ๑
นายโจรฆาตกะชื่อตัมพทาฐิกะ ๑
สุปปพุทธกุฏฐิ ๑
จากชีวิตคนละร้อยอัตภาพ.
ได้ยินว่า ในอดีตกาล ชนเหล่านั้นเป็นบุตรเศรษฐีทั้ง ๔ คน นำหญิงแพศยาผู้เป็นนครโสเภณีคนหนึ่ง ไปสู่สวนอุทยาน เสวยสมบัติตลอดวันแล้ว ในเวลาเย็น ปรึกษากันอย่างนี้ว่า "ในที่นี้ไม่มีคนอื่น, เราทั้งหลายจักถือเอากหาปณะพันหนึ่งและเครื่องประดับทั้งหมดที่พวกเราให้แก่หญิงนี้แล้ว ฆ่าหญิงนี้เสียไปกันเถิด."
หญิงนั้นฟังถ้อยคำของเศรษฐีบุตรเหล่านั้นแล้ว คิดว่า "ชนพวกนี้ไม่มียางอาย อภิรมย์กับเราแล้ว บัดนี้ปรารถนาจะฆ่าเรา, เราจักรู้กิจที่ควรกระทำแก่ชนเหล่านั้น"
เมื่อถูกชนเหล่านั้นฆ่าอยู่ ได้กระทำความปรารถนาว่า "ขอเราพึงเป็นยักษิณี ผู้สามารถเพื่อฆ่าชนเหล่านั้น เหมือนอย่างที่พวกนี้ฆ่าเรา ฉะนั้นเหมือนกัน." คนโง่ทำกรรมลามก
ภิกษุหลายรูปกราบทูลการกระทำกาละของสุปปพุทธะนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลถามว่า "คติของสุปปพุทธะนั้นเป็นอย่างไร? เพราะเหตุไรเล่า? เขาจึงถึงความเป็นคนมีโรคเรื้อน."
พระศาสดาทรงพยากรณ์ความที่สุปปพุทธะนั้นบรรลุโสดาปัตติผลแล้ว เกิดในดาวดึงสภพ และการเห็นพระตครสิขีปัจเจกพุทธเจ้า ถ่ม (น้ำลาย) แล้วหลีกไปทางซ้าย ๑- ไหม้แล้วในนรกตลอดกาลนาน ด้วยวิบากที่เหลือ ถึงความเป็นคนมีโรคเรื้อนในบัดนี้แล้ว ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่านี้เที่ยวกระทำกรรมมีผลเผ็ดร้อนแก่ตนเองแล" ดังนี้แล้ว
เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรมให้ยิ่งขึ้น จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๗. จรนฺติ พาลา ทุมฺเมธา อมิตฺเตเนว อตฺตนา กโรนฺตา ปาปกํ กมฺมํ ยํ โหติ กฏุกปฺผลํ. ชนพาลทั้งหลาย มีปัญญาทราม มีตนเป็นดังข้าศึก เที่ยวทำกรรมลามก ซึ่งมีผลเผ็ดร้อนอยู่. ____________________________ ๑- อปพฺยามํ กตฺวา ถือเอาความว่า หลีกซ้าย. ธรรมดาบัณฑิตเห็นพุทธบุคคลแล้ว ย่อมหลีกทางขวา. ดูใน อรรถกถาอุทาน หน้า ๓๖๘. แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จรนฺติ ความว่า เที่ยวกระทำอกุศลถ่ายเดียวด้วยอิริยาบถ ๔ อยู่.
ชนทั้งหลายผู้ไม่รู้ประโยชน์ในโลกนี้และประโยชน์ในโลกหน้า ชื่อว่าพาล ในบทว่า พาลา นี้.
บทว่า ทุมฺเมธา คือ มีปัญญาเขลา.
บทว่า อมิตฺเตเนว ความว่า เป็นราวกะว่าคนมีเวรผู้มิใช่มิตร.
บทว่า กฏุกปฺผลํ ความว่า มีผลเข้มแข็ง คือมีทุกข์เป็นผล.
ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องสุปปพุทธกุฏฐิ จบ. .. อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พาลวรรคที่ ๕ อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒] [๑๓] [๑๔] [๑๕]
๘. เรื่องชาวนา [๕๒]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภชาวนาคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "น ตํ กมฺมํ กตํ สาธุ" เป็นต้น. โจรเข้าลักทรัพย์ในตระกูลมั่งคั่ง
ได้ยินว่า ชาวนานั้นไถนาแห่งหนึ่งอยู่ในที่ไม่ไกลจากกรุงสาวัตถี. พวกโจรเข้าไปสู่พระนครโดยท่อน้ำ ทำลายอุโมงค์ในตระกูลมั่งคั่งตระกูลหนึ่ง เข้าไปถือเอาเงินและทองเป็นอันมากแล้วก็ออกไปโดยทางท่อน้ำนั่นเอง. โจรคนหนึ่งลวงโจรเหล่านั้น กระทำถุงที่บรรจุทรัพย์พันหนึ่งถุงหนึ่งไว้ที่เกลียวผ้าแล้วไปถึงนานั้น แบ่งภัณฑะกับโจรทั้งหลายเหล่านั้นแล้ว ถือพาเดินไปอยู่ ไม่ได้กำหนดถึงถุงบรรจุทรัพย์พันหนึ่งที่ตกลงจากเกลียวผ้า. พระศาสดาทรงเล็งเห็นอุปนิสัยของชาวนา
ในวันนั้น เวลาใกล้รุ่ง พระศาสดาทรงตรวจดูสัตวโลก ทรงเห็นชาวนานั้นผู้เข้าไปในภายในข่าย คือพระญาณของพระองค์ แล้วทรงใคร่ครวญอยู่ว่า "เหตุอะไรหนอแล? จักมี" ได้ทรงเห็นเหตุนี้ว่า "ชาวนาคนนี้จักไปเพื่อไถนาแต่เช้าตรู่, แม้พวกเจ้าของภัณฑะไปตามรอยเท้าของโจรทั้งหลายแล้ว เห็นถุงที่บรรจุทรัพย์พันหนึ่งในนาของชาวนานั้น แล้วก็จักจับชาวนานั่น, เว้นเราเสีย คนอื่นชื่อว่าผู้เป็นพยานของชาวนานั้นจักไม่มี, แม้อุปนิสัยแห่งโสดาปัตติมรรคของชาวนานั้นก็มีอยู่, เราไปในที่นั้น ย่อมควร."
ฝ่ายชาวนานั้นไปเพื่อไถนาแต่เช้าตรู่.
พระศาสดามีพระอานนทเถระเป็นปัจฉาสมณะ ได้เสด็จไปในที่นั้นแล้ว. ชาวนาเห็นพระศาสดาแล้ว ไปถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วเริ่มไถนาอีก. พระศาสดา ไม่ตรัสอะไรๆ กับเขา เสด็จไปยังที่ๆ ถุงบรรจุทรัพย์พันหนึ่งตก ทอดพระเนตรเห็นถุงนั้นแล้ว จึงตรัสกะพระอานนทเถระว่า "อานนท์ เธอเห็นไหม อสรพิษ."
พระอานนทเถระทูลว่า "เห็น พระเจ้าข้า อสรพิษร้าย."
ชาวนาได้ยินถ้อยคำนั้นคิดว่า "ที่นี้เป็นที่เที่ยวไปในเวลาหรือมิใช่เวลาแห่งเรา, ได้ยินว่า อสรพิษมีอยู่ในที่นั่น" เมื่อพระศาสดาตรัสคำมีประมาณเท่านั้นหลีกไปแล้ว, จึงถือเอาด้ามปฏักเดินไปด้วยตั้งใจว่า "จักฆ่าอสรพิษนั้น" เห็นถุงบรรจุทรัพย์พันหนึ่ง แล้วคิดว่า "คำนั้น จักเป็นคำอันพระศาสดาตรัสหมายเอาถุงบรรจุทรัพย์พันหนึ่งนี้" จึงถือถุงบรรจุทรัพย์พันหนึ่งนั้นกลับไป เพราะความที่ตนเป็นคนไม่ฉลาด จึงซ่อนมันไว้ในที่สมควรแห่งหนึ่ง กลบด้วยฝุ่นแล้ว เริ่มจะไถนาอีก. ชาวนาถูกจับไปประหารชีวิต
แม้พวกมนุษย์ เมื่อราตรีสว่างแล้ว เห็นกรรมอันพวกโจรกระทำในเรือน จึงเดินตามรอยเท้าไป ถึงนานั้นแล้ว เห็นที่ๆ พวกโจรแบ่งภัณฑะกันในนานั้น ได้เห็นรอยเท้าของชาวนาแล้ว. มนุษย์เหล่านั้นไปตามแนวรอยเท้าของชาวนานั้น เห็นที่แห่งถุงทรัพย์ที่ชาวนาเก็บเอาไว้ คุ้ยฝุ่นออกแล้ว ถือเอาถุงทรัพย์ คุกคามว่า "แกปล้นเรือนแล้ว เทียวไปราวกับไถนาอยู่" โบยด้วยท่อนไม้ นำไปแสดงแก่พระราชาแล้ว.
พระราชาทรงสดับความเป็นไปนั้นแล้ว จึงรับสั่งให้ประหารชีวิตชาวนานั้น. พวกราชบุรุษมัดชาวนานั้นให้มีแขนไพล่หลัง เฆี่ยนด้วยหวาย นำไปสู่ตะแลงแกงแล้ว.
ชาวนานั้นถูกราชบุรุษเฆี่ยนด้วยหวาย ไม่กล่าวคำอะไรๆ อื่น กล่าวอยู่ว่า
เห็นไหม อานนท์ อสรพิษ,
เห็น พระเจ้าข้า อสรพิษร้าย.
เดินไปอยู่.
ครั้งนั้น พวกราชบุรุษถามเขาว่า "แกกล่าวถ้อยคำของพระศาสดาและพระอานนทเถระเท่านั้น, นี่ชื่ออะไร?" เมื่อชาวนาตอบว่า "เราเมื่อได้เฝ้าพระราชาจึงจักบอก" จึงนำไปสู่สำนักของพระราชา กราบทูลความเป็นไปนั้นแด่พระราชาแล้ว. ชาวนาพ้นโทษเพราะอ้างพระศาสดาเป็นพยาน
ลำดับนั้น พระราชาตรัสถามชาวนานั้นว่า "เพราะเหตุไร เจ้าจึงกล่าวดังนั้น?" แม้ชาวนานั้นกราบทูลว่า "ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ไม่ใช่โจร" แล้วก็กราบทูลเรื่องนั้นทั้งหมดแด่พระราชา จำเดิมแต่กาลที่ตนออกไปเพื่อต้องการจะไถนา.
พระราชาทรงสดับถ้อยคำของชาวนานั้นแล้ว ตรัสว่า "พนาย ชาวนานี้อ้างเอาพระศาสดาผู้เป็นบุคคลเลิศในโลกเป็นพยาน, เราจะยกโทษแก่ชาวนานี่ยังไม่สมควร, เราจักรู้สิ่งที่ควรกระทำในเรื่องนี้" ดังนี้แล้ว ทรงพาชาวนานั้นไปยังสำนักของพระศาสดาในเวลาเย็น
ทูลถามพระศาสดาว่า "ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระองค์ได้เสด็จไปสู่ที่ไถนาของชาวนานั้น กับพระอานนทเถระแลหรือ?"
พระศาสดา. ขอถวายพระพร มหาบพิตร.
พระราชา. พระองค์ทอดพระเนตรเห็นอะไรในนานั้น?
พระศาสดา. ถุงทรัพย์พันหนึ่ง มหาบพิตร.
พระราชา. ทอดพระเนตรเห็นแล้วได้ตรัสคำอะไร?
พระศาสดา. คำชื่อนี้ มหาบพิตร.
พระราชา. พระเจ้าข้า ถ้าบุรุษนี้จักไม่ได้กระทำการอ้างบุคคลผู้เช่นกับด้วยพระองค์แล้วไซร้ เขาจักไม่ได้ชีวิต แต่เขากล่าวคำที่พระองค์ตรัสแล้ว จึงได้ชีวิต. ไม่ควรทำกรรมที่ให้ผลเดือดร้อนในภายหลัง
พระศาสดาทรงสดับพระราชดำรัสนั้นแล้ว ตรัสว่า "ขอถวายพระพร มหาบพิตร แม้ตถาคตกล่าวคำมีประมาณเท่านั้นนั่นเองแล้ว ก็ไป, ความตามเดือดร้อนในภายหลังย่อมมี เพราะกระทำกรรมใด กรรมนั้น ผู้ชื่อว่าเป็นบัณฑิตไม่พึงกระทำ" ดังนี้
เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๘. น ตํ กมฺมํ กตํ สาธุ ยํ กตฺวา อนุตปฺปติ ยสฺส อสฺสุมุโข โรทํ วิปากํ ปฏิเสวติ. บุคคลกระทำกรรมใดแล้ว ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง เป็นผู้มีหน้าชุ่มด้วยน้ำตา ร้องไห้ เสวยผลของกรรม ใดอยู่ กรรมนั้นอันบุคคลกระทำแล้ว ไม่ดีเลย. แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า ยํ กตฺวา ความว่า บุคคลกระทำกรรมใด คืออันสามารถจะให้เกิดในอบายภูมิทั้งหลายมีนรกเป็นต้น ได้แก่มีทุกข์เป็นกำไร เมื่อตามระลึกถึง ชื่อว่าย่อมเดือดร้อนในภายหลัง คือย่อมเศร้าโศกในภายหลัง ในขณะที่ระลึกถึงแล้วๆ, กรรมนั้นอันบุคคลกระทำแล้วไม่ดี คือไม่งาม ได้แก่ ไม่สละสลวย.
สองบทว่า ยสฺส อสฺสุมุโข ความว่า เป็นผู้มีหน้าชุ่มด้วยน้ำตาร้องไห้ ย่อมเสวยผลกรรมใด.
ในเวลาจบเทศนา อุบาสกชาวนาบรรลุโสดาปัตติผลแล้ว. แม้ภิกษุผู้ประชุมกันเป็นอันมาก ก็บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องชาวนา จบ. .. อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พาลวรรคที่ ๕ อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒] [๑๓] [๑๔] [๑๕]
๙. เรื่องนายสุมนมาลาการ [๕๓]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภนายมาลาการชื่อสุมนะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "ตญฺจ กมฺมํ กตํ สาธุ" เป็นต้น. พระศาสดาเสด็จบิณฑบาต
ดังได้สดับมา นายมาลาการนั้นบำรุงพระเจ้าพิมพิสารด้วยดอกมะลิ ๘ ทะนานแต่เช้าตรู่ทุกวัน ย่อมได้กหาปณะวันละ ๘ กหาปณะ. ต่อมาวันหนึ่ง เมื่อนายมาลาการนั้นถือดอกไม้ พอเข้าไปสู่พระนคร พระผู้มีพระภาคเจ้าอันภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่แวดล้อม ทรงเปล่งพระรัศมีมีพรรณะ ๖ เสด็จเข้าไปสู่พระนคร เพื่อบิณฑบาต ด้วยพระพุทธานุภาพอันใหญ่ ด้วยพระพุทธลีลาอันใหญ่.
แท้จริง ในกาลบางคราว พระผู้มีพระภาคทรงปิดพระรัศมีมีพรรณะ ๖ ด้วยจีวรแล้ว เสด็จไปเหมือนภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปใดรูปหนึ่ง เหมือนเสด็จไปต้อนรับพระอังคุลิมาล สิ้นทางตั้ง ๓๐ โยชน์,
ในกาลบางคราว ทรงเปล่งพระรัศมีมีพรรณะ ๖ เหมือนทรงเปล่งในเวลาเสด็จเข้าไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์เป็นต้น. แม้ในวันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งพระรัศมีมีพรรณะ ๖ จากพระสรีระ เสด็จเข้าไปสู่กรุงราชคฤห์ ด้วยพระพุทธานุภาพอันใหญ่ ด้วยพระพุทธลีลาอันใหญ่. นายมาลาการบูชาพระศาสดาด้วยดอกไม้
ครั้งนั้น นายมาลาการเห็นอัตภาพพระผู้มีพระภาคเจ้า เช่นกับด้วยรัตนะอันมีค่าและทองอันมีค่า ๑- แลดูพระสรีระซึ่งประดับแล้ว ด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ มีส่วนความงามด้วยพระสิริคืออนุพยัญชนะ ๘๐ มีจิตเลื่อมใสแล้ว คิดว่า "เราจักทำการบูชาอันยิ่งแด่พระศาสดาอย่างไรหนอแล?" เมื่อไม่เห็นสิ่งอื่น จึงคิดว่า "เราจักบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยดอกไม้เหล่านี้" คิดอีกว่า "ดอกไม้เหล่านี้เป็นดอกไม้สำหรับบำรุงพระราชาประจำ, พระราชา เมื่อไม่ทรงได้ดอกไม้เหล่านี้ พึงให้จองจำเราบ้าง พึงให้ฆ่าเราบ้าง พึงขับไล่เสียจากแว่นแคว้นบ้าง, เราจะทำอย่างไรหนอแล?"
ครั้งนั้น ความคิดอย่างนี้ได้มีแก่นายมาลาการนั้นว่า "พระราชาจะทรงฆ่าเราเสียก็ตาม ขับไล่เสียจากแว่นแคว้นก็ตาม, ก็พระราชานั้น แม้เมื่อพระราชทานแก่เรา พึงพระราชทานทรัพย์สักว่าเลี้ยงชีพในอัตภาพนี้, ส่วนการบูชาพระศาสดา อาจเพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุข แก่เราในโกฏิกัปเป็นอเนกทีเดียว" สละชีวิตของตน แด่พระตถาคตแล้ว.
นายมาลาการนั้นคิดว่า "จิตเลื่อมใสของเราไม่กลับกลายเพียงใด, เราจักทำการบูชาเพียงนั้นทีเดียว" เป็นผู้ร่าเริงบันเทิงแล้ว มีจิตเบิกบานและแช่มชื่น บูชาพระศาสดาแล้ว. ____________________________ ๑- เช่นกับด้วยพวงแก้วและพวงทองก็ว่า โบราณว่า เช่นกับด้วยพนมแก้วและพนมทองก็มี. . ความอัศจรรย์ของดอกไม้ที่เป็นพุทธบูชา
นายมาลาการนั้นบูชาอย่างไร? ทีแรก นายมาลาการซัดดอกไม้ ๒ กำขึ้นไปในเบื้องบนแห่งพระตถาคตก่อน. ดอกไม้ ๒ กำนั้นได้ตั้งเป็นเพดานในเบื้องบนพระเศียร. เขาซัดดอกไม้ ๒ กำอื่นอีก. ดอกไม้ ๒ กำนั้นได้ย้อยลงมาตั้งอยู่ทางด้านพระหัตถ์ขวา โดยอาการอันมาลาบังไว้. เขาซัดดอกไม้ ๒ กำอื่นอีก. ดอกไม้ ๒ กำนั้น ได้ห้อยย้อยลงมาตั้งอยู่ทางด้านพระปฤษฎางค์ อย่างนั้นเหมือนกัน. เขาซัดดอกไม้ ๒ กำอื่นอีก. ดอกไม้ ๒ กำนั้นห้อยย้อยลงมาตั้งอยู่ทางด้านพระหัตถ์ซ้าย อย่างนั้นเหมือนกัน. ดอกไม้ ๘ ทะนานเป็น ๘ กำ แวดล้อมพระตถาคตในฐานะทั้ง ๔ ด้วยประการฉะนี้. ได้มีทางพอเป็นประตู เดินไปข้างหน้าเท่านั้น. ขั้วดอกไม้ทั้งหลายได้หันหน้าเข้าข้างใน, หันกลีบออกข้างนอก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นราวกะว่า แวดล้อมแล้วด้วยแผ่นเงิน เสด็จไปแล้ว. ดอกไม้ทั้งหลาย แม้ไม่มีจิต อาศัยบุคคลผู้มีจิต ไม่แยกกัน ไม่ตกลง ย่อมไปกับพระศาสดานั่นเทียว ย่อมหยุดในที่ประทับยืน. รัศมีเป็นราวกะว่าสายฟ้าแลบตั้งแสนสาย ออกจากพระสรีระของพระศาสดา. พระรัศมีที่ออก (จากพระกายนั้น) ออกทั้งข้างหน้าทั้งข้างหลัง ทั้งข้างขวาทั้งข้างซ้าย ทั้งเบื้องบนพระเศียร. พระรัศมี แม้แต่สายหนึ่ง ไม่หายไปทางที่ตรงเบื้องพระพักตร์ แม้ทั้งหมดกระทำประทักษิณพระศาสดา ๓ รอบแล้ว รวมเป็นพระรัศมี มีประมาณเท่าลำตาลหนุ่ม พุ่งตรงไปข้างหน้าทางเดียว. นายมาลาการบอกแก่ภรรยา
นครทั้งสิ้นเลื่องลือแล้ว. บรรดาชน ๑๘ โกฏิ คือในภายในนคร ๙ โกฏิ ภายนอกนคร ๙ โกฏิ ชายหรือหญิงแม้คนหนึ่ง ชื่อว่าจะไม่ถือเอาภิกษาออกไปย่อมไม่มี. มหาชนบันลือสีหนาท ทำการยกท่อนผ้าขึ้นตั้งพันอยู่ข้างหน้าของพระศาสดาเทียว. แม้พระศาสดาเพื่อจะทรงทำคุณของนายมาลาการให้ปรากฏ ได้เสด็จเที่ยวไปในพระนครประมาณ ๓ คาวุต โดยหนทางเป็นที่เที่ยวไปด้วยกลองนั้นเอง. สรีระทั้งสิ้นของนายมาลาการเต็มเปี่ยมด้วยปีติมีวรรณะ ๕. นายมาลาการนั้นเที่ยวไปกับพระตถาคตหน่อยหนึ่งเท่านั้น เข้าไปในภายในแห่งพุทธรัศมี เป็นราวกะว่าจมลงในรสแห่งมโนสิลา ชมเชยถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ได้ถือเอากระเช้าเปล่านั่นแลไปสู่เรือน.
ครั้งนั้น ภรรยาถามเขาว่า "ดอกไม้อยู่ที่ไหน?"
มาลาการ. เราบูชาพระศาสดาแล้ว.
ภรรยา. บัดนี้ ท่านจักทำอะไรแด่พระราชาเล่า?
มาลาการ. พระราชาจะทรงฆ่าเราก็ตาม ขับไล่จากแว่นแคว้นก็ตาม, เราสละชีวิตบูชาพระศาสดาแล้ว, ดอกไม้ทั้งหมดมี ๘ กำ, บูชาชื่อเห็นปานนี้เกิดแล้ว, มหาชนทำการโห่ร้องตั้งพัน เที่ยวไปกับพระศาสดา, นั่นเสียงโห่ร้องของมหาชนในที่นั้น. ภรรยาไม่เลื่อมใสฟ้องพระราชา
ลำดับนั้น ภรรยาของเขาเป็นหญิงอันธพาล ไม่ยังความเลื่อมใสในพระปาฏิหาริย์เห็นปานนั้นให้เกิด ด่าเขาแล้ว กล่าวว่า "ธรรมดาพระราชาทั้งหลายเป็นผู้ดุร้าย กริ้วคราวเดียว ก็กระทำความพินาศแม้มาก ด้วยการตัดมือและเท้าเป็นต้น, ความพินาศพึงมีแม้แก่เรา เพราะกรรมที่เธอกระทำ" พาพวกบุตรไปสู่ราชตระกูล ผู้อันพระราชาตรัสเรียกมาถามว่า "อะไรกันนี่?"
จึงกราบทูลว่า "สามีของหม่อมฉัน เอาดอกไม้สำหรับบำรุงพระองค์บูชาพระศาสดาแล้ว มีมือเปล่ามาสู่เรือน ถูกหม่อมฉันถามว่า ‘ดอกไม้อยู่ไหน?’ ก็กล่าวคำชื่อนี้, หม่อมฉันด่าเขาแล้วกล่าวว่า ‘ธรรมดาพระราชาทั้งหลายเป็นผู้ดุร้าย กริ้วคราวเดียว ก็กระทำความพินาศแม้มาก ด้วยการตัดมือและเท้าเป็นต้น, ความพินาศพึงมีแม้แก่เรา เพราะกรรมที่เธอกระทำ’ ดังนี้แล้ว ก็ทิ้งเขามาในที่นี้; กรรมที่เขากระทำ จงเป็นกรรมดีก็ตาม จงเป็นกรรมชั่วก็ตาม, กรรมนั้นจงเป็นของเขาผู้เดียว, ขอเดชะ พระองค์จงทรงทราบความที่เขาอันหม่อมฉันทิ้งแล้ว." พระราชาทรงทำเป็นกริ้ว
พระราชาทรงบรรลุโสดาปัตติผล ถึงพร้อมด้วยศรัทธา เป็นอริยสาวกด้วยการเห็นทีแรกนั่นแล ทรงดำริว่า "โอ! หญิงนี้เป็นอันธพาล ไม่ยังความเลื่อมใสในคุณเห็นปานนี้ให้เกิดขึ้น."
ท้าวเธอทำเป็นดังกริ้ว ตรัสว่า "เจ้าพูดอะไร แม่? นายมาลาการนั้นกระทำการบูชา ด้วยดอกไม้สำหรับบำรุงเราหรือ?" หญิงนั้นทูลว่า "ขอเดชะ พระเจ้าข้า."
พระราชาตรัสว่า "ความดีอันเจ้าทิ้งเขากระทำแล้ว, เราจักรู้กิจที่ควรกระทำแก่นายมาลาการผู้กระทำการบูชา ด้วยดอกไม้ทั้งหลายของเรา" ทรงส่งหญิงนั้นไปแล้ว รีบเสด็จไปในสำนักพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว เสด็จเที่ยวไปกับด้วยพระศาสดานั่นเทียว.
พระศาสดาทรงทราบความเลื่อมใสแห่งพระหฤทัยของพระราชานั้น เสด็จเที่ยวไปสู่พระนครตามถนนเป็นที่เที่ยวไปด้วยกลองแล้ว ได้เสด็จไปสู่พระทวารแห่งพระราชมนเทียรของพระราชา. พระราชาทรงรับบาตร ได้ทรงมีพระประสงค์จะเชิญเสด็จพระศาสดาเข้าไปสู่พระราชมนเทียร. ส่วนพระศาสดาได้ทรงแสดงพระอาการที่จะประทับนั่งในพระลานหลวงนั่นเอง. พระราชาทรงทราบพระอาการนั้นแล้ว รับสั่งให้กระทำปะรำ ในขณะนั้นนั่นเอง ด้วยพระดำรัสว่า "ท่านทั้งหลายจงกระทำปะรำโดยเร็ว." พระศาสดาประทับนั่งกับหมู่ภิกษุแล้ว.
ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระศาสดาจึงไม่เสด็จเข้าสู่พระราชมนเทียร?
แก้ว่า (เพราะ) ได้ยินว่า ความปริวิตกอย่างนี้ได้มีแก่พระองค์ว่า ‘ถ้าว่าเราพึงเข้าไปนั่งในภายในไซร้, มหาชนไม่พึงได้เพื่อจะเห็นเรา, คุณของนายมาลาการจะไม่พึงปรากฏ แต่ว่ามหาชนจักได้เพื่อเห็นเราผู้นั่งอยู่ ณ พระลานหลวง, คุณของนายมาลาการจักปรากฏ.’ พระราชาทรงพระราชทานสิ่งของอย่างละ ๘ อย่าง
จริงอยู่ พระพุทธเจ้าของเราเท่านั้น ย่อมอาจเพื่อกระทำคุณของบุคคลผู้มีคุณทั้งหลายให้ปรากฏ, ชนที่เหลือ เมื่อจะกล่าวคุณของบุคคลผู้มีคุณทั้งหลาย ย่อมประพฤติตระหนี่ (คือออมเสีย)
แผ่นดอกไม้ ๔ แผ่น ได้ตั้งอยู่ในทิศทั้ง ๔ แล้ว. มหาชนแวดล้อมพระศาสดาแล้ว. พระราชาทรงอังคาสภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยอาหารอันประณีต.
ในเวลาเสร็จภัตกิจ พระศาสดาทรงกระทำอนุโมทนาแล้ว อันแผ่นดอกไม้ ๔ แผ่น แวดล้อมโดยนัยก่อนนั่นแล อันมหาชนผู้บันลือสีหนาทแวดล้อม ได้เสด็จไปสู่วิหารแล้ว. พระราชาตามส่งพระศาสดา กลับแล้ว รับสั่งให้หานายมาลาการมาแล้ว ตรัสถามว่า "เจ้าว่าอย่างไร จึงบูชาพระศาสดาด้วยดอกไม้ อันตนพึงนำมาเพื่อเรา?"
นายมาลาการกราบทูลว่า "ขอเดชะ ข้าพระองค์คิดว่า ‘พระราชาจะฆ่าเราก็ตาม จะขับไล่เราเสียจากแว่นแคว้นก็ตาม’ ดังนี้แล้ว จึงสละชีวิตบูชาพระศาสดา."
พระราชาตรัสว่า "เจ้าชื่อว่าเป็นมหาบุรุษ" แล้วพระราชทานของที่ควรให้ ชื่อหมวด ๘ แห่งวัตถุทั้งปวงนี้ คือช้าง ๘ ม้า ๘ ทาส ๘ ทาสี ๘ เครื่องประดับใหญ่ ๘ กหาปณะ ๘ พัน นารี ๘ นาง ที่นำมาจากราชตระกูล ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง และบ้านส่วย ๘ ตำบล. พระศาสดาตรัสสรรเสริญนายมาลาการ
พระอานนทเถระคิดว่า "วันนี้ ตั้งแต่เช้าตรู่ เสียงสีหนาทตั้งพัน และการยกท่อนผ้าขึ้นตั้งพันย่อมเป็นไป. วิบากของนายมาลาการ เป็นอย่างไรหนอแล?"
พระเถระนั้นทูลถามพระศาสดาแล้ว.
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะพระเถระนั้นว่า "อานนท์ เธออย่าได้กำหนดว่า ‘กรรมมีประมาณเล็กน้อย อันนายมาลาการนี้กระทำแล้ว’ ก็นายมาลาการนี้ได้สละชีวิตกระทำการบูชาเราแล้ว, เขายังจิตให้เลื่อมใสในเราด้วยอาการอย่างนี้ จักไม่ไปสู่ทุคติ ตลอดแสนกัลป์"
ดังนี้แล้ว ตรัสว่า :-
นายมาลาการ จักดำรงอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
จักไม่ไปสู่ทุคติ ตลอดแสนกัลป์, นี่เป็นผลแห่งกรรมนั้น,
ภายหลังเขาจักเป็นพระปัจเจกพุทธะ นามว่าสุมนะ.
ก็ในเวลาพระศาสดาเสด็จถึงวิหาร เข้าไปสู่พระคันธกุฎี ดอกไม้เหล่านั้นตกลงที่ซุ้มพระทวารแล้ว. ไม่ควรทำกรรมที่เดือดร้อนภายหลัง
ในเวลาเย็น ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า "แหม! กรรมของนายมาลาการ น่าอัศจรรย์, เธอสละชีวิตเพื่อพระพุทธเจ้าผู้ยังดำรงพระชนม์อยู่ กระทำการบูชาด้วยดอกไม้แล้ว ได้ของพระราชทาน ชื่อว่าหมวด ๘ ล้วน ในขณะนั้นนั่นเอง."
พระศาสดาเสด็จออกจากพระคันธกุฎีแล้ว ไปสู่โรงธรรมด้วยการเสด็จไป ๓ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง ประทับนั่งบนพระพุทธอาสน์แล้ว ตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เธอทั้งหลายนั่งประชุมกันด้วยกถาอะไรหนอ?" เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า "ด้วยกถาชื่อนี้"
จึงตรัสว่า "อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย ความเดือดร้อนในภายหลังย่อมไม่มี โสมนัสเท่านั้นย่อมเกิดขึ้น ในขณะที่ระลึกแล้วๆ เพราะบุคคลกระทำกรรมใด, กรรมเห็นปานนั้น อันบุคคลควรกระทำแท้"
เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๙. ตญฺจ กมฺมํ กตํ สาธุ ยํ กตฺวา นานุตปฺปติ ยสฺส ปตีโต สุมโน วิปากํ ปฏิเสวติ. บุคคลทำกรรมใดแล้ว ย่อมไม่เดือดร้อนในภายหลัง เป็นผู้เอิบอิ่ม มีใจดี ย่อมเสวยผลของกรรมใด, กรรมนั้นแล อันบุคคลทำแล้ว เป็นกรรมดี. แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า ยํ กตฺวา ความว่า บุคคลกระทำกรรมใด คือกรรมที่สามารถ เพื่ออันยังสมบัติแห่งเทวดาและสมบัติแห่งมนุษย์ และนิพพานสมบัติให้เกิด คือมีสุขเป็นกำไร ย่อมไม่ตามเดือดร้อน, โดยที่แท้ บุคคลนั้น ชื่อว่าเป็นผู้เอิบอิ่มแล้วด้วยกำลังแห่งปีติ และชื่อว่ามีใจดีด้วยกำลังแห่งโสมนัส ในขณะที่ระลึกถึงๆ เป็นผู้เกิดปีติและโสมนัสในกาลต่อไป ย่อมเสวยผล ในทิฏฐธรรมนั่นเอง, กรรมนั้นอันบุคคลกระทำแล้ว เป็นกรรมดี คือเป็นกรรมงาม ได้แก่สละสลวย.
ในเวลาจบเทศนา การตรัสรู้ธรรมได้มีแก่สัตว์ ๘ หมื่น ๔ พันแล้ว ดังนี้แล. เรื่องนายสุมนมาลาการ จบ. .. อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พาลวรรคที่ ๕ อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒] [๑๓] [๑๔] [๑๕]
๑๐. เรื่องพระอุบลวรรณาเถรี [๕๔]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระเถรีนามว่าอุบลวรรณา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "มธุวา มญฺญตี พาโล" เป็นต้น. พระเถรีตั้งความปรารถนา
ดังได้สดับมา พระเถรีนั้นตั้งความปรารถนาไว้แทบบาทมูลของพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ กระทำบุญทั้งหลาย สิ้นแสนกัลป์ ท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์ จุติจากเทวโลก ถือปฏิสนธิในสกุลเศรษฐีในกรุงสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้.
ก็มารดาบิดาได้ตั้งชื่อนางว่า อุบลวรรณา เพราะนางมีผิวพรรณเหมือนกลีบอุบลเขียว.
ต่อมาในกาลที่นางเจริญวัยแล้ว พระราชาและเศรษฐีทั้งหลายในสกลชมพูทวีป ส่งบรรณาการไปสู่สำนักของเศรษฐีว่า "ขอเศรษฐีจงให้ธิดาแก่เรา" ชื่อว่าคนผู้ไม่ส่งบรรณาการไป มิได้มี. ลำดับนั้น เศรษฐีคิดว่า "เราจักไม่สามารถเอาใจของคนทั้งหมดได้, แต่เราจักทำอุบายสักอย่างหนึ่ง." เศรษฐีนั้นเรียกธิดามาแล้วกล่าวว่า "แม่ เจ้าจักอาจเพื่อบวชไหม?" คำของบิดาได้เป็นเหมือนน้ำมันที่หุงแล้วตั้ง ๑๐๐ ครั้งอันเขารดลงบนศีรษะ เพราะความที่นางมีภพมีในที่สุด เพราะฉะนั้น นางจึงกล่าวกะบิดาว่า "พ่อ ฉันจักบวช." เศรษฐีนั่นทำสักการะเป็นอันมากแก่นางแล้ว นำนางไปสู่สำนักนางภิกษุณี ให้บวชแล้ว. พระอุบลวรรณาเถรีบรรลุพระอรหัต
เมื่อนางบวชแล้วไม่นาน วาระรักษาลูกดาลในโรงอุโบสถถึงแล้ว นางตามประทีป กวาดโรงอุโบสถ ยืนถือนิมิตแห่งเปลวประทีป แลดูแล้วๆ เล่าๆ ยังฌานมีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ให้เกิดแล้ว กระทำฌานนั้นแลให้เป็นบาท บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาและอภิญญาทั้งหลายแล้ว.
โดยสมัยอื่น พระเถรีนั้นเที่ยวจาริกไปในชนบท กลับมาแล้ว เข้าไปสู่ป่าอันธวัน. ในกาลนั้น พระศาสดายังไม่ทรงห้ามการอยู่ป่าของพวกนางภิกษุณี.
ครั้งนั้น พวกมนุษย์ทำกระท่อม ตั้งเตียงกั้นม่านไว้ในป่านั้นแก่พระเถรีนั้น. พระเถรีนั้นเข้าไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี ออกมาแล้ว. นันทมาณพข่มขืนพระเถรี
ฝ่ายนันทมาณพ ผู้เป็นบุตรแห่งลุงของพระเถรีนั้น มีจิตปฏิพัทธ์ตั้งแต่กาลแห่งพระเถรียังเป็นคฤหัสถ์ สดับความที่พระเถรีมา จึงไปสู่ป่าอันธวันก่อนแต่พระเถรีมาทีเดียว เข้าไปสู่กระท่อม ซ่อนอยู่ภายใต้เตียง พอเมื่อพระเถรีมาแล้ว เข้าไปสู่กระท่อม ปิดประตู นั่งลงบนเตียง เมื่อความมืดในคลองจักษุยังไม่ทันหาย เพราะมาจาก (กลาง) แดดในภายนอก, จึงออกมาจากภายใต้เตียง ขึ้นเตียงแล้ว ถูกพระเถรีห้ามอยู่ว่า "คนพาล เธออย่าฉิบหายเลย, คนพาล เธออย่าฉิบหายเลย" ข่มขืนกระทำกรรมอันตนปรารถนาแล้วก็หนีไป.
ครั้งนั้น แผ่นดินใหญ่ประดุจว่าไม่อาจจะทรงโทษของเขาไว้ได้ แยกออกเป็น ๒ ส่วนแล้ว. เขาเข้าไปสู่แผ่นดิน ไปเกิดในอเวจีมหานรกแล้ว.
ฝ่ายพระเถรีบอกเนื้อความแก่ภิกษุณีทั้งหลายแล้ว. พวกภิกษุณีแจ้งเนื้อความนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย. พวกภิกษุกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. คนพาลประสพทุกข์เพราะบาปกรรม
พระศาสดาทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมา ตรัสว่า
"ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นพาล เมื่อทำกรรมลามก เป็นผู้ยินดีร่าเริง เป็นประดุจฟูขึ้นๆ ย่อมทำได้ ประดุจบุรุษเคี้ยวกินรสของหวาน มีจำพวกน้ำผึ้ง และน้ำตาลกรวดเป็นต้น บางชนิด" ดังนี้แล้ว
เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๑๐. มธุวา มญฺญตี พาโล ยาว ปาปํ น ปจฺจติ ยทา จ ปจฺจติ ปาปํ อถ (พาโล) ทุกฺขํ นิคจฺฉติ. คนพาลย่อมสำคัญบาปประดุจน้ำผึ้ง ตราบเท่าที่บาปยังไม่ให้ผล, ก็เมื่อใด บาปให้ผล, เมื่อนั้น คนพาล ย่อมประสพทุกข์. แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มธุวา เป็นต้น ความว่า ก็เมื่อคนพาลกระทำบาป คืออกุศลกรรมอยู่ กรรมนั้นย่อมปรากฏดุจน้ำผึ้ง คือดุจน้ำหวาน ได้แก่ประดุจน่าใคร่ น่าชอบใจ, คนพาลนั้นย่อมสำคัญบาปนั้น เหมือนน้ำหวาน ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า ยาว คือ ตลอดกาลเพียงใด.
สองบทว่า ปาปํ น ปจฺจติ ความว่า คนพาล ย่อมสำคัญบาปนั้นอย่างนั้น ตราบเท่าที่บาปยังไม่ให้ผลในทิฏฐธรรม หรือในสัมปรายภพ.
บทว่า ยทา จ ความว่า ก็ในกาลใด เมื่อคนพาลนั้นถูกทำกรรมกรณ์ต่างๆ ในทิฏฐธรรม หรือเสวยทุกข์ใหญ่ในอบายมีนรกเป็นต้นในสัมปรายภพ บาปนั้นชื่อว่าย่อมให้ผล; ในกาลนั้น คนพาลนั้นย่อมเข้าถึง คือประสพ ได้แก่กลับได้ทุกข์.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น. พระขีณาสพไม่ยินดีกามสุข
โดยสมัยอื่น มหาชนสนทนากันในธรรมสภาว่า "แม้พระขีณาสพทั้งหลาย ชะรอยจะยังยินดีกามสุข ยังเสพกาม, ทำไมจักไม่ซ่องเสพ, เพราะพระขีณาสพเหล่านั้นไม่ใช่ไม้ผุ ไม่ใช่จอมปลวก มีเนื้อและสรีระยังสดเหมือนกัน เพราะฉะนั้น แม้พระขีณาสพเหล่านั้น ยังยินดีกามสุข ยังเสพกาม."
พระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนาด้วยเรื่องอะไรกัน?" เมื่อพวกภิกษุกราบทูลว่า "ด้วยเรื่องชื่อนี้"
จึงตรัสว่า
ภิกษุทั้งหลาย พระขีณาสพทั้งหลายไม่ยินดีกามสุข ไม่เสพกาม, เหมือนอย่างว่า หยาดน้ำตกลงบนใบบัว ย่อมไม่ติด ไม่ตั้งอยู่, ย่อมกลิ้งตกไปทีเดียว และเหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดไม่ติด ไม่ตั้งอยู่ ที่ปลายเหล็กแหลม, ย่อมกลิ้งตกไปแน่แท้ ฉันใด
กามแม้ ๒ อย่าง ย่อมไม่ซึมซาบ ไม่ตั้งอยู่ในจิตของพระขีณาสพ ฉันนั้น. ดังนี้แล้ว
เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ในพราหมณวรรคว่า ๑- :-
เรากล่าวบุคคล ผู้ไม่ติดอยู่ในกามทั้งหลาย เหมือนน้ำไม่ติดอยู่ในใบบัว
เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดไม่ติดอยู่ที่ปลายเหล็กแหลม ว่าเป็นพราหมณ์.
เนื้อความแห่งพระคาถานี้ จักแจ่มแจ้งในพราหมณวรรคนั่นแล. ____________________________
๑- ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๖. ภิกษุณีควรอยู่ในพระนคร
ก็พระศาสดารับสั่งให้เชิญพระเจ้าปเสนทิโกศลมาแล้ว ตรัสว่า
"มหาบพิตร แม้กุลธิดาทั้งหลาย ในพระศาสนานี้ ละหมู่ญาติอันใหญ่และกองแห่งโภคะมาก บวชแล้ว ย่อมอยู่ในป่า เหมือนอย่างกุลบุตรทั้งหลายเหมือนกัน, คนลามกถูกราคะย้อมแล้ว ย่อมเบียดเบียนภิกษุณีเหล่านั้นผู้อยู่ในป่า ด้วยสามารถแห่งการดูถูกดูหมิ่นบ้าง ให้ถึงอันตรายแห่งพรหมจรรย์บ้าง เพราะฉะนั้น พระองค์ควรทำที่อยู่ภายในพระนครแก่ภิกษุณีสงฆ์."
พระราชาทรงรับว่า "ดีละ" ดังนี้แล้ว รับสั่งให้สร้างที่อยู่เพื่อภิกษุณีสงฆ์ ที่ข้างหนึ่งแห่งพระนคร.
จำเดิมแต่นั้นมา พวกภิกษุณีย่อมอยู่ในละแวกบ้านเท่านั้น. เรื่องพระอุบลวรรณาเถรี จบ. .. อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พาลวรรคที่ ๕ อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒] [๑๓] [๑๔] [๑๕]
๑๑. เรื่องชัมพุกาชีวก [๕๕]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภชัมพุกาชีวก ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "มาเส มาเส กุสคฺเคน" เป็นต้น. กุฏุมพีบำรุงพระเถระ
ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป ในอดีตกาล กุฎุมพีชาวบ้านคนหนึ่ง สร้างวิหาร (ถวาย) แก่พระเถระรูปหนึ่งแล้ว บำรุงพระเถระผู้อยู่ในวิหารนั้นด้วยปัจจัย ๔. พระเถระฉันในเรือนของกุฎุมพีนั้นเป็นนิตย์.
ครั้งนั้น ภิกษุขีณาสพรูปหนึ่งเที่ยวบิณฑบาตในกลางวัน ถึงประตูเรือนของกุฎุมพีนั้น. กุฎุมพีเห็นพระขีณาสพนั้นแล้ว เลื่อมใสในอิริยาบถของท่าน นิมนต์ให้เข้าไปสู่เรือน อังคาสด้วยโภชนะอันประณีตโดยเคารพ ถวายผ้าสาฎกผืนใหญ่ ด้วยเรียนว่า "ท่านผู้เจริญ ท่านพึงย้อมผ้าสาฎกนี้นุ่งเถิด" ดังนี้แล้ว เรียนว่า "ท่านผู้เจริญ ผมของท่านยาว, กระผมจักนำช่างกัลบกมา เพื่อประโยชน์แก่อันปลงผมของท่าน, จักให้จัดเตียงมาเพื่อประโยชน์แก่การนอน."
ภิกษุกุลุปกะผู้ฉันอยู่ในเรือนเป็นนิตย์ เห็นสักการะนั้นของพระขีณาสพนั้น ไม่อาจยังจิตให้เลื่อมใสได้ คิดว่า "กุฎุมพีนี้ทำสักการะนั้นเห็นปานนี้ แก่ภิกษุผู้ที่ตนเห็นแล้วครู่เดียว, แต่ไม่ทำแก่เราผู้ฉันอยู่ในเรือนเป็นนิตย์" ดังนี้แล้ว ได้ไปสู่วิหาร.
แม้ภิกษุขีณาสพนอกนี้ ไปกับด้วยภิกษุนั้นนั่นแล ย้อมผ้าสาฎกที่กุฏุมพีถวายนุ่งแล้ว. แม้กุฎุมพีพาช่างกัลบกไปให้ปลงผมของพระเถระ ให้คนลาดเตียงไว้แล้วเรียนว่า "ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงนอนบนเตียงนี้แหละ" นิมนต์พระเถระทั้งสองรูป เพื่อฉันในวันพรุ่งนี้แล้ว ก็หลีกไป.
ภิกษุเจ้าถิ่นไม่อาจอดกลั้นสักการะที่กุฎุมพีทำแก่พระขีณาสพนั้นได้. ด่าพระอรหันต์ด้วยอาการ ๔ มีโทษ
ครั้นเวลาเย็น เธอไปสู่ที่ที่พระเถระนั้นนอนแล้ว ด่าด้วยอาการ ๔ อย่างว่า
"อาคันตุกะผู้มีอายุ ท่านเคี้ยวกินคูถ ประเสริฐกว่าการบริโภคภัตในเรือนของกุฎุมพี,
ท่านให้ถอนผมด้วยแปรงตาล ประเสริฐกว่าการปลงผมด้วยช่างกัลบกที่กุฎุมพีนำมา,
ท่านเปลือยกายเที่ยวไป ประเสริฐกว่าการนุ่งผ้าสาฎกที่กุฏุมพีถวาย,
ท่านนอนเหนือแผ่นดิน ประเสริฐกว่าการนอนบนเตียงที่กุฎุมพีนำมา."
ฝ่ายพระเถระคิดว่า "คนพาลนี่ อย่าฉิบหายเพราะอาศัยเราเลย" ดังนี้แล้ว ไม่เอื้อเฟื้อถึงการนิมนต์ ลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ได้ไปตามสบายแล้ว.
ฝ่ายภิกษุเจ้าถิ่นทำวัตรที่ควรทำในวิหารแต่เช้าตรู่แล้ว เคาะระฆังด้วยหลังเล็บเท่านั้น ด้วยความสำคัญว่า "เวลานี้ เป็นเวลาเที่ยวภิกษา, แม้บัดนี้ ภิกษุอาคันตุกะหลับอยู่, เธอพึงตื่นด้วยเสียงระฆัง" ดังนี้แล้ว เข้าไปสู่บ้านเพื่อบิณฑบาต.
แม้กุฎุมพีนั้นกระทำสักการะแล้ว แลดูทางมาของพระเถระทั้งสอง เห็นภิกษุเจ้าถิ่นแล้ว ถามว่า "ท่านผู้เจริญ พระเถระไปไหน?"
ทีนั้น ภิกษุเจ้าถิ่นกล่าวกะกุฎุมพีนั้นว่า "ผู้มีอายุ อย่าได้พูดถึงเลย ภิกษุกุลุปกะของท่าน เข้าสู่ห้องน้อย ในเวลาที่ท่านออกไปเมื่อวาน ก้าวลงสู่ความหลับ เมื่อข้าพเจ้าทำเสียงกวาดวิหารก็ดี เสียงกรอกน้ำ ในหม้อฉันและหม้อน้ำใช้ก็ดี เสียงระฆังก็ดี ตั้งแต่เช้าตรู่ ก็ยังไม่รู้สึก."
กุฎุมพีคิดว่า "ชื่อว่าการหลับจนถึงกาลนี้ ย่อมไม่มี แก่พระผู้เป็นเจ้าของเรา ผู้ประกอบด้วยอิริยาบถสมบัติเช่นนั้น, แต่ท่านผู้เจริญรูปนี้จักกล่าวคำอะไรๆ แน่นอน เพราะเห็นเราทำสักการะแก่ท่าน." เพราะความที่ตนเป็นบัณฑิต กุฎุมพีนั้นจึงนิมนต์ให้ภิกษุฉันโดยเคารพ ล้างบาตรของท่านให้ดีแล้ว ให้เต็มด้วยโภชนะมีรสเลิศต่างๆ แล้วกล่าวว่า "ท่านผู้เจริญ ถ้าท่านพึงเห็นพระผู้เป็นเจ้าของกระผม, ท่านพึงถวายบิณฑบาตนี้แก่พระผู้เป็นเจ้านั้น."
ภิกษุนอกนี้พอรับบิณฑบาตนั้นแล้ว ก็คิดว่า "ถ้าภิกษุนั้นจักบริโภคบิณฑบาตเห็นปานนี้ไซร้, เธอก็จักข้องอยู่ในที่นี้เท่านั้น" ทิ้งบิณฑบาตนั้นในระหว่างทาง ไปสู่ที่อยู่ของพระเถระ แลดูพระเถระนั้นในที่นั้นมิได้เห็นแล้ว.
ทีนั้น สมณธรรมแม้ที่เธอทำไว้ สิ้นสองหมื่นปีไม่อาจเพื่อรักษาเธอได้ เพราะเธอทำกรรมประมาณเท่านี้. ก็ในกาลสิ้นอายุ เธอเกิดแล้วในอเวจี เสวยทุกข์เป็นอันมาก สิ้นพุทธันดรหนึ่ง ในพุทธุปบาทกาลนี้ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ซึ่งมีข้าวและน้ำมากแห่งหนึ่งในพระนครราชคฤห์. โทษของการด่าพระอรหันต์
จำเดิมแต่กาลที่เดินได้ด้วยเท้า เขาไม่ปรารถนา เพื่อจะนอนบนที่นอนทีเดียว ไม่ปรารถนาเพื่อจะบริโภคภัต, เคี้ยวกินแต่สรีรวลัญชะ ๑- ของตนเท่านั้น. มารดาบิดาเลี้ยงทารกนั้นไว้ ด้วยสำคัญว่า "เด็กไม่รู้เพราะยังอ่อน จึงทำ." แม้ในเวลาเป็นผู้ใหญ่ เขาไม่ปรารถนาเพื่อจะนุ่งผ้า, เป็นผู้เปลือยกายเที่ยวไป, นอนบนแผ่นดิน, เคี้ยวกินแต่สรีรวลัญชะของตนเท่านั้น. ____________________________ ๑- อุจจาระ.
ลำดับนั้น มารดาและบิดาของเขาคิดว่า "เด็กนี้ไม่สมควรแก่เรือนแห่งสกุล เด็กนี้สมควรแก่พวกอาชีวก" ดังนี้แล้ว จึงนำไปสู่สำนักของอาชีวกเหล่านั้น ได้มอบให้ว่า "ขอท่านทั้งหลายจงยังเด็กนี้ให้บวชเถิด."
ลำดับนั้น อาชีวกเหล่านั้นยังเขาให้บวชแล้ว ก็แลครั้นให้บวชแล้ว พวกอาชีวกนั้นตั้งเขาไว้ในหลุมประมาณเพียงคอ วางไม้เรียบไว้บนจะงอยบ่าทั้งสอง นั่งบนไม้เรียบเหล่านั้น ถอนผมด้วยท่อนแห่งแปรงตาล. ลำดับนั้น มารดาบิดาของเขาเชิญอาชีวกเหล่านั้น เพื่อฉันในวันพรุ่งนี้แล้ว หลีกไป.
วันรุ่งขึ้น พวกอาชีวกกล่าวกะเขาว่า "ท่านจงมา พวกเราจักเข้าไปสู่บ้าน." เขากล่าวว่า "ขอเชิญพวกท่านไปเถิด ข้าพเจ้าจักอยู่ในที่นี้แล" ดังนี้แล้ว ก็ไม่ปรารถนา. ครั้งนั้น อาชีวกทั้งหลายได้ละเขาผู้กล่าวแล้วๆ เล่าๆ ซึ่งไม่ปรารถนาอยู่ ไปแล้ว. ฝ่ายเขาทราบความที่อาชีวกเหล่านั้นไปแล้ว เปิดประตูเวจกุฏี ลงไปกินคูถปั้นให้เป็นคำด้วยมือทั้งสอง พวกอาชีวกส่งอาหารไปจากภายในบ้านเพื่อเขา. เขาไม่ปรารถนาแม้อาหารนั้น, แม้ถูกพวกอาชีวกกล่าวอยู่บ่อยๆ ก็กล่าวว่า "ข้าพเจ้าไม่ต้องการอาหารนี้, อาหารอันข้าพเจ้าได้แล้ว."
พวกอาชีวกถามว่า "ท่านได้อาหารที่ไหน?" เขาตอบว่า "ได้ ในที่นี้นั้นเอง."
แม้ในวันที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ เขาถูกพวกอาชีวกนั้นกล่าวอยู่แม้มากอย่างนั้น ก็ยังกล่าวว่า "ข้าพเจ้าจักอยู่ในที่นี้แหละ" ไม่ปรารถนาเพื่อจะไปบ้าน. พวกอาชีวกคิดว่า "อาชีวกนี้ไม่ปรารถนาจะเข้าบ้านทุกวันๆ ทีเดียว ไม่ปรารถนาจะกลืนกินอาหารที่พวกเรานำมาให้, กล่าวอยู่ว่า ‘อาหารเราได้แล้วในที่นี้เทียว’, เขาทำอะไรหนอแล? พวกเราจักจับผิดเขา" ดังนี้แล้ว เมื่อจะเข้าไปสู่บ้าน เว้นคนไว้คนหนึ่งสองคน เพื่อจับผิด แม้ซึ่งอาชีวกนั้น จึงไป. อาชีวกเหล่านั้นเป็นราวกะไปข้างหลัง ซ่อนอยู่แล้ว.
แม้เขารู้ความที่อาชีวกเหล่านั้นไปแล้ว ลงสู่เวจกุฎี กินคูถโดยนัยก่อนนั้นแล. พวกอาชีวกนอกนี้ เห็นกิริยาของเขาแล้ว จึงบอกแก่อาชีวกทั้งหลาย. พวกอาชีวกฟังคำนั้นแล้ว คิดว่า "โอ กรรมหนัก, ถ้าสาวกของพระสมณโคดม พึงรู้ไซร้, พึงประกาศความเสื่อมเกียรติของพวกเราว่า ‘อาชีวกทั้งหลายเที่ยวกินคูถ’, อาชีวกนี้ไม่สมควรแก่พวกเรา." จึงขับไล่เขาออกจากสำนักของตนแล้ว.
เขาถูกพวกอาชีวกเหล่านั้นไล่ออกแล้ว. มีหินดาดก้อนหนึ่ง ที่เขาลาดไว้ในที่ถ่ายอุจจาระของมหาชน, มีกระพังใหญ่บนแผ่นหินนั้น, มหาชนอาศัยหินดาดเป็นที่ถ่ายอุจจาระ. เขาไปในที่นั้นกินคูถในกลางคืน ในกาลที่มหาชนมาเพื่อต้องการถ่ายอุจจาระ เหนี่ยวก้อนหินข้างหนึ่งด้วยมือข้างหนึ่ง ยกเท้าขึ้นข้างหนึ่งตั้งไว้บนเข่า ยืนเงยหน้าอ้าปากอยู่. มหาชนเห็นเขาแล้ว เข้าไปหา ไหว้แล้ว ถามว่า "ท่านผู้เจริญ เพราะเหตุไร พระผู้เป็นเจ้าจึงยืนอ้าปาก?"
อาชีวก. (เพราะ) เรามีลมเป็นภักษา อาหารอย่างอื่นของเราไม่มี.
มหาชน. เมื่อเช่นนั้น เพราะเหตุไร ท่านจึงยกเท้าข้างหนึ่งตั้งไว้ บนเข่ายืนอยู่เล่า ขอรับ?
อาชีวก. เรามีตบะสูง มีตบะกล้า, แผ่นดินถูกเราเหยียบด้วยเท้าทั้งสองย่อมหวั่นไหว เพราะฉะนั้น เราจึงยกเท้าขึ้นข้างหนึ่งไว้บนเข่า ยืนอยู่, ก็เราแลยืนอย่างเดียว ยังกาลให้ล่วงไป ไม่นั่ง ไม่นอน.
ขึ้นชื่อว่าพวกมนุษย์โดยมาก มักเชื่อเพียงถ้อยคำเท่านั้น เพราะฉะนั้น ชนชาวแคว้นอังคะและมคธะโดยมาก จึงลือกระฉ่อนว่า "แหม! น่าอัศจรรย์จริง, ท่านผู้มีตบะชื่อแม้เห็นปานนี้ มีอยู่, ผู้เช่นนี้ พวกเรายังไม่เคยเห็น" ดังนี้แล้ว ย่อมนำสักการะเป็นอันมากไปทุกๆ เดือน.
อาชีวกนั้นกล่าวว่า "เรากินลมอย่างเดียว, ไม่กินอาหารอย่างอื่น, เพราะเมื่อเรากินอาหารอย่างอื่น ตบะย่อมเสื่อมไป" ดังนี้แล้ว ไม่ปรารถนาของอะไรๆ ที่พวกมนุษย์เหล่านั้นนำมา.
พวกมนุษย์อ้อนวอนบ่อยๆ ว่า "ท่านผู้เจริญ ท่านอย่าให้พวกกระผมฉิบหายเลย, การบริโภคอันคนผู้มีตบะกล้าเช่นท่านกระทำแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่พวกกระผม สิ้นกาลนาน." อาชีวกกล่าวว่า "เรานั้นไม่ชอบใจอาหารอย่างอื่น" แต่ถูกมหาชนรบกวนด้วยการอ้อนวอน จึงวางเภสัชมีเนยใสและน้ำอ้อยเป็นต้น อันชนเหล่านั้นนำมา ที่ปลายลิ้นด้วยปลายหญ้าคาแล้ว ส่งไปด้วยคำว่า "พวกท่านจงไปเถิด, เท่านี้พอละเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ท่านทั้งหลาย."
อาชีวกนั้นเป็นคนเปลือย เคี้ยวกินคูถ ถอนผม นอนบนแผ่นดิน ให้กาลล่วงไป ๕๕ ปี ด้วยประการฉะนี้. พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดชัมพุกาชีวก
การตรวจดูสัตวโลก ในเวลาใกล้รุ่ง ๑- เป็นพุทธกิจ แม้อันพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่ทรงละโดยแท้ เพราะฉะนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาดูสัตวโลกในเวลาใกล้รุ่ง วันหนึ่ง ชัมพุกาชีวกนี้ปรากฏภายในข่ายคือพระญาณแล้ว.
พระศาสดาทรงใคร่ครวญว่า "อะไรหนอแล จักมี?" ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาของเขาแล้ว ทรงทราบว่า "เราจักทำชัมพุกาชีวกนั้นให้เป็นต้นแล้ว กล่าวคาถาๆ หนึ่ง, ในกาลจบคาถา สัตว์ ๘ หมื่น ๔ พันจักตรัสรู้ธรรม อาศัยกุลบุตรนี้ มหาชนจักถึงความสวัสดี" ดังนี้แล้ว ____________________________ ๑- ปจฺจูสกาเล ปฏิ-อุส-กาล กาลเป็นที่กำจัดตอบซึ่งมืด.
ในวันรุ่งขึ้น เสด็จเที่ยวไปในกรุงราชคฤห์เพื่อบิณฑบาต เสด็จกลับจากบิณฑบาตแล้ว ตรัสกะพระอานนทเถระว่า "อานนท์ เราจักไปสู่สำนักของชัมพุกาชีวก."
อานนท์. พระองค์เท่านั้นจักเสด็จไปหรือ พระเจ้าข้า?
พระศาสดา. อย่างนั้น เราผู้เดียวจักไป.
พระศาสดา ครั้นตรัสอย่างนั้นแล้ว ในเวลาบ่าย เสด็จไปสู่สำนักของชัมพุกาชีวกนั้น. เทวดาทั้งหลายคิดว่า "พระศาสดาจะเสด็จไปสู่สำนักของชัมพุกาชีวกในเวลาเย็น, ก็ชัมพุกาชีวกนั้นอยู่บนหินดาดน่าเกลียด เป็นที่ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ เศร้าหมองด้วยไม้ชำระฟัน, พวกเราควรให้ฝนตก" ดังนี้แล้ว จึงยังฝนให้ตกครู่เดียวเท่านั้น ด้วยอานุภาพของตน หินดาดได้สะอาดปราศจากมลทินแล้ว.
ลำดับนั้น เทวดาทั้งหลายยังฝนเป็นวิการแห่งดอกไม้ ๕ สี ให้ตกลงบนหินดาดนั้น. ในเวลาเย็น พระศาสดาเสด็จไปสู่สำนักของชัมพุกาชีวกแล้ว ได้เปล่งพระสุรเสียงว่า "ชัมพุกะ" ชัมพุกะคิดว่า "นั่นใครหนอแล รู้ยาก เรียกเราด้วยวาทะว่าชัมพุกะ" จึงคิดว่า "นั่นใคร?"
พระศาสดา. เรา ชัมพุกะ.
ชัมพุกะ. ทำไม มหาสมณะ?
พระศาสดา. วันนี้ เธอจงให้ที่อยู่ในที่นี้แก่เรา สักคืนหนึ่ง.
ชัมพุกะ. มหาสมณะ ที่อยู่ในที่นี้ ไม่มี.
พระศาสดา. ชัมพุกะ เธออย่ากระทำอย่างนั้น, เธอจงให้ที่อยู่แก่เราสักคืนหนึ่ง ชื่อว่าพวกบรรพชิตย่อมปรารถนาบรรพชิต, พวกมนุษย์ย่อมปรารถนามนุษย์, พวกปศุสัตว์ย่อมปรารถนาพวกปศุสัตว์.
ชัมพุกะ. ก็ท่านเป็นบรรพชิตหรือ?
พระศาสดา. เออ เราเป็นบรรพชิต.
ชัมพุกะ. ถ้าท่านเป็นบรรพชิต, น้ำเต้าของท่านอยู่ที่ไหน? ทัพพีสำหรับโบกควันของท่านอยู่ที่ไหน? ด้าย ๑- สำหรับบูชายัญของท่านอยู่ที่ไหน? ____________________________ ๑- ยัชโญปวีต สายเครื่องหมายวรรณะพราหมณ์.
พระศาสดา. น้ำเต้าเป็นต้นนั่น ของเรามีอยู่ แต่การถือเอาเป็นแผนกๆ เที่ยวไปลำบาก เพราะฉะนั้น เราจึงเก็บไว้ภายในเท่านั้นเที่ยวไป.
อาชีวกนั้นโกรธว่า "ท่านจักไม่ถือน้ำเต้าเป็นต้นนั่นเที่ยวไปได้หรือ?"
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะอาชีวกนั้นว่า "ช่างเถอะ ชัมพุกะ เธออย่าโกรธเลย เธอจงบอกที่อยู่แก่เราเถิด."
เขากล่าวว่า "มหาสมณะ ที่อยู่ในที่นี้ ไม่มี."
พระศาสดา เมื่อจะทรงชี้เงื้อมแห่งหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ในที่ไม่ไกลจากที่อยู่ของเขา จึงตรัสว่า "ที่เงื้อมนั่น ใครอยู่?"
ชัมพุกะ. มหาสมณะ ที่เงื้อมนั่น ไม่มีใครอยู่.
พระศาสดา. ถ้าเช่นนั้น เธอจงให้เงื้อมนั่นแก่เรา.
ชัมพุกะ. มหาสมณะ ท่านจงรู้เองเถิด.
พระศาสดาทรงปูผ้านั่ง ประทับนั่งที่เงื้อมแล้ว. ชัมพุกาชีวกได้บรรลุพระอรหัต
ครั้งนั้น ท้าวมหาราชทั้งสี่ทำทิศทั้งสี่ ให้มีแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน มาสู่ที่บำรุงในปฐมยาม. ชัมพุกะเห็นแสงสว่างแล้ว คิดว่า "นั่น ชื่อแสงสว่างอะไรกัน?" ในมัชฌิมยาม ท้าวสักกเทวราชเสด็จมาแล้ว. ชัมพุกะเห็นแม้ท้าวสักกเทวราชนั้น คิดว่า "ชื่อว่าใครนั่น?" ในปัจฉิมยาม ท้าวมหาพรหมผู้สามารถยังจักรวาลหนึ่ง ให้สว่างด้วยนิ้วมือนิ้วหนึ่ง ยังจักรวาลสองจักรวาล ให้สว่างด้วยนิ้วมือ ๒ นิ้ว ฯลฯ ยังจักรวาลสิบจักรวาล ให้สว่างด้วยนิ้วมือ ๑๐ นิ้ว ทำป่าทั้งสิ้นให้มีแสงสว่างเป็นอันเดียวมาแล้ว. ชัมพุกะเห็นท้าวมหาพรหมแม้นั้น คิดว่า "นั่น ใครหนอแล?" ดังนี้แล้ว จึงไปสู่สำนักพระศาสดาแต่เช้าตรู่ กระทำปฏิสันถารแล้ว ยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ทูลถามพระศาสดาว่า มหาสมณะ ใครยังทิศทั้งสี่ให้สว่าง มาสู่สำนักของท่านในปฐมยาม?
พระศาสดา. ท้าวมหาราชทั้งสี่.
ชัมพุกะ. มาเพราะเหตุไร?
พระศาสดา. มาเพื่อบำรุงเรา.
ชัมพุกะ. ก็ท่านเป็นผู้ยอดเยี่ยมกว่าท้าวมหาราชทั้งสี่หรือ?
พระศาสดา. เออ ชัมพุกะ เราแลเป็นพระราชายอดเยี่ยมกว่าพระราชาทั้งหลาย.
ชัมพุกะ. ก็ในมัชฌิมยาม ใครมา?
พระศาสดา. ท้าวสักกเทวราช.
ชัมพุกะ. เพราะเหตุไร?
พระศาสดา. เพื่อบำรุงเราเหมือนกัน.
ชัมพุกะ. ก็ท่านเป็นผู้ยอดเยี่ยมกว่าท้าวสักกเทวราชหรือ?
พระศาสดา. เออ ชัมพุกะ, เราเป็นผู้ยอดเยี่ยมแม้กว่าท้าวสักกะ, ก็ท้าวสักกะนั่นเป็นคิลานุปัฏฐากของเรา เช่นเดียวกับสามเณรผู้เป็นกัปปิยการก.
ชัมพุกะ. ก็ใครยังป่าทั้งสิ้นให้สว่าง มาแล้วในปัจฉิมยาม?
พระศาสดา. ชนทั้งหลายมีพราหมณ์เป็นต้นในโลก จามแล้ว พลาดพลั้งแล้ว ย่อมกล่าวว่า ‘ขอความนอบน้อม จงมีแก่มหาพรหม’ อาศัยผู้ใด ผู้นั้นแหละเป็นท้าวมหาพรหม.
ชัมพุกะ. ก็ท่านเป็นผู้ยอดเยี่ยมแม้กว่าท้าวมหาพรหมหรือ?
พระศาสดา. เออ ชัมพุกะ เราแลเป็นพรหมยิ่งแม้กว่าพรหม.
ชัมพุกะ. มหาสมณะ ท่านเป็นผู้อัศจรรย์ ก็เมื่อเราอยู่ในที่นี้สิ้น ๕๕ ปี บรรดาเทวดาเหล่านั้นแม้องค์หนึ่ง ก็ไม่เคยมาเพื่อบำรุงเรา ก็เราเป็นผู้มีลมเป็นภักษา ยืนอย่างเดียว ให้กาลนานประมาณเท่านี้ล่วงไปแล้ว เทวดาเหล่านั้นไม่เคยมาสู่ที่บำรุงของเราเลย.
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะชัมพุกะนั้นว่า
"ชัมพุกะ เธอลวงมหาชนผู้อันธพาลในโลก ยังปรารถนาจะลวงแม้ซึ่งเรา, เธอเคี้ยวกินคูถเท่านั้น, นอนบนแผ่นดินอย่างเดียว, เป็นผู้เปลือยเที่ยวไป, ถอนผมด้วยท่อนแปรงตาลสิ้น ๕๕ ปี มิใช่หรือ?
ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอลวงโลกกล่าวว่า ‘เราเป็นผู้มีลมเป็นภักษา, ยืนด้วยเท้าข้างเดียว, ไม่นั่งไม่นอน’, ยังเป็นผู้ปรารถนาจะลวงแม้ซึ่งเรา?
แม้ในกาลก่อน เธออาศัยทิฏฐิอันชั่วช้าลามก เป็นผู้มีคูถเป็นภักษาสิ้นกาลประมาณเท่านี้ เป็นผู้นอนเหนือแผ่นดิน เปลือยกายเที่ยวไป ถึงการถอนผมด้วยท่อนแปรงตาล, แม้ในบัดนี้ เธอยังถือทิฏฐิอันชั่วช้าลามกเหมือนเดิม."
ชัมพุกะ. มหาสมณะ ก็เราทำกรรมอะไรไว้.
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสบอกกรรมที่เขากระทำแล้วในก่อนแก่ชัมพุกะนั้น. เมื่อพระศาสดาตรัสอยู่นั่นแหละ ความสังเวชเกิดขึ้นแก่เขาแล้ว, หิริโอตตัปปะปรากฏแล้ว. เขานั่งกระโหย่งแล้ว.
ลำดับนั้น พระศาสดาได้ทรงโยนผ้าสาฎกสำหรับอาบน้ำไปให้เขา. เขานุ่งผ้านั้นแล้ว ถวายบังคมพระศาสดา นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
ฝ่ายพระศาสดาตรัสอนุบุพพีกถาแสดงธรรมแก่เขา.
ในกาลจบเทศนา เขาบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ถวายบังคมพระศาสดา แล้วลุกขึ้นจากที่นั่ง ทูลขอบรรพชาและอุปสมบท. ด้วยอาการเพียงเท่านี้ กรรมในก่อนของชัมพุกะนั้นสิ้นแล้ว.
ก็ชัมพุกะนี้ ด่าพระมหาเถระผู้ขีณาสพด้วยอักโกสวัตถุ ๔ อย่าง, ไหม้แล้วในอเวจี ตราบเท่ามหาปฐพีนี้หนาขึ้น ๑ โยชน์ยิ่งด้วย ๓ คาวุต ถึงอาการอันน่าเกลียดนี้สิ้น ๕๕ ปี ด้วยเศษแห่งผลกรรม ในเพราะการด่านั้น, กรรมนั้นของเธอสิ้นแล้ว เพราะบรรลุพระอรหันต์นั้น, กรรมที่เธอทำแล้วนั้น ไม่อาจยังผลแห่งสมณธรรมที่ชัมพุกาชีวกนี้ทำแล้วสิ้น ๒ หมื่นปีให้ฉิบหายได้ เพราะฉะนั้น พระศาสดาจึงทรงเหยียดพระหัตถ์เบื้องขวาออก ตรัสกะชัมพุกะนั้นว่า "เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด, จงประพฤติพรหมจรรย์เถิด."
ขณะนั้นเอง เพศคฤหัสถ์ของเธอ หายไปแล้ว, เธอเป็นผู้ทรงบริขาร ๘ ได้เป็นประดุจพระเถระมีพรรษา ๖๐ แล้ว. ชัมพุกะบอกความจริงแก่มหาชน
ได้ยินว่า วันนั้นเป็นวันแห่งชาวอังคะและมคธะถือสักการะมาเพื่อชัมพุกะนั้น; เพราะฉะนั้น ชาวแว่นแคว้นทั้งสองถือสักการะมาแล้ว เห็นพระตถาคตแล้ว จึงคิดว่า "ชัมพุกะผู้เป็นเจ้าของพวกเราเป็นใหญ่ หรือหนอแล? หรือว่า พระสมณโคดมเป็นใหญ่" คิดว่า "ถ้าพระสมณโคดมพึงเป็นใหญ่, ชัมพุกะนี้พึงไปสู่สำนักของพระสมณโคดม, แต่เพราะความที่ชัมพุกาชีวกเป็นใหญ่ พระสมณโคดมจึงเสด็จมาสู่สำนักชัมพุกาชีวกนี้."
พระศาสดาทรงทราบความปริวิตกของมหาชน จึงตรัสว่า "ชัมพุกะ เธอจงตัดความสงสัยของพวกอุปัฏฐากของเธอเสีย."
เธอกราบทูลว่า "แม้ข้าพระองค์ ก็หวังพระพุทธดำรัสมีประมาณเท่านี้เหมือนกัน พระเจ้าข้า" ดังนี้แล้ว เข้าฌานที่ ๔ ลุกขึ้นเหาะขึ้นสู่เวหาสประมาณชั่วลำตาล กราบทูลว่า "พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระศาสดาของข้าพระองค์, ข้าพระองค์เป็นสาวก" แล้วลงมาถวายบังคม เหาะขึ้นสู่เวหาสประมาณ ๗ ชั่วลำตาลอีกด้วยอาการอย่างนี้ คือประมาณ ๒ ชั่วลำตาล ประมาณ ๓ ชั่วลำตาล แล้วลงมา ยังมหาชนให้ทราบความที่ตนเป็นสาวก.
มหาชนเห็นเหตุนั้นแล้ว คิดว่า "โอ! ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นผู้น่าอัศจรรย์ มีพระคุณไม่ทรามเลย."
พระศาสดา เมื่อตรัสกับมหาชน ตรัสอย่างนี้ว่า "ชัมพุกะนี้ วางสักการะที่พวกท่านนำมาแล้ว ที่ปลายลิ้นด้วยปลายหญ้าคา ตลอดกาลประมาณเท่านี้ อยู่ในที่นี้ ด้วยหวังว่า ‘เราบำเพ็ญการประพฤติตบะ.’ ถ้าเธอพึงบำเพ็ญการประพฤติตบะสิ้น ๑๐๐ ปีด้วยอุบายนี้ไซร้, ก็การบำเพ็ญตบะนั้น ยังไม่ถึงเสี้ยวแม้ที่ ๑๖ แห่งกุศลเจตนาเป็นเครื่องตัดภัตของเธอผู้รังเกียจสกุลหรือภัต แล้วไม่บริโภคในบัดนี้" ดังนี้แล้ว
เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม ตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๑๑. มาเส มาเส กุสคฺเคน พาโล ภุญฺเชถ โภชนํ น โส สงฺขาตธมฺมานํ กลํ อคฺฆติ โสฬสึ. คนพาล พึงบริโภคโภชนะด้วยปลายหญ้าคาทุกๆ เดือน, เขาย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งท่านผู้มีธรรมอันนับได้แล้ว. แก้อรรถ
พึงทราบเนื้อความแห่งคาถานั้นว่า :-
ถ้าคนพาล คือผู้มีธรรมยังไม่กำหนดรู้ เหินห่างจากคุณมีศีลเป็นต้น บวชในลัทธิเดียรถีย์ บริโภคโภชนะด้วยปลายหญ้าคาทุกๆ เดือน ที่ถึงแล้ว ด้วยหวังว่า "เราจักบำเพ็ญการประพฤติตบะ" ชื่อว่าพึงบริโภคโภชนะตลอด ๑๐๐ ปี.
ในกึ่งพระคาถาว่า น โส สงฺขาตธมฺมานํ กลํ อคฺฆติ โสฬสึ แสดงเป็นบุคลาธิษฐานว่า "ท่านผู้มีธรรมอันรู้แล้ว คือผู้มีธรรมอันชั่งได้แล้ว เรียกว่าผู้มีธรรมอันนับได้แล้ว บรรดาท่านเหล่านั้น โดยที่สุดมี ณ เบื้องต่ำ พระโสดาบัน ชื่อว่าผู้มีธรรมอันนับได้แล้ว, โดยที่สุดมี ณ เบื้องสูง พระขีณาสพ ชื่อว่าผู้มีธรรมอันนับได้แล้ว,
ชนพาลนั้นย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ของท่านผู้มีธรรมอันนับได้แล้วเหล่านี้.
ส่วนเนื้อความในกึ่งพระคาถานี้ พึงทราบดังนี้ :-
ก็เจตนาของคนพาลนั้น ผู้บำเพ็ญการประพฤติตบะอย่างนั้น ตลอด ๑๐๐ ปี เป็นไปสิ้นราตรีนานเพียงนั้น ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งกุศลเจตนาเครื่องตัดภัตดวงหนึ่งของท่านผู้มีธรรมอันนับได้แล้ว รังเกียจสกุล หรือภัตแล้วไม่บริโภค.
พระศาสดาตรัสอธิบายไว้ดังนี้ว่า "ผลแห่งส่วนหนึ่งๆ จากส่วนที่ ๑๖ ซึ่งทำผลแห่งเจตนาของท่านผู้มีธรรมอันนับได้แล้วนั้น ให้เป็น ๑๖ ส่วนแล้ว ทำส่วนหนึ่งๆ จาก ๑๖ ส่วนนั้น ให้เป็น ๑๖ ส่วนอีกนั้นแล ยังมากกว่าการประพฤติตบะของชนพาลนั้น."
ในกาลจบเทศนา ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์ ๘ หมื่น ๔ พันแล้ว ดังนี้แล. เรื่องชัมพุกาชีวก จบ. .. อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พาลวรรคที่ ๕ อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒] [๑๓] [๑๔] [๑๕]
๑๒. เรื่องอหิเปรต [๕๖]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภอหิเปรตตนใดตนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "น หิ ปาปํ กตํ กมฺมํ" เป็นต้น. พระมหาโมคคัลลานเถระทำการยิ้ม
ความพิสดารว่า ในวันหนึ่ง ท่านพระลักขณเถระ ภายในชฎิลพันหนึ่ง และท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ด้วยคิดว่า "เราจักเที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์." บรรดาพระเถระ ๒ รูปนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะเห็นอหิเปรตตนหนึ่ง จึงได้กระทำการยิ้มแย้มให้ปรากฏ.
ลำดับนั้น พระลักขณเถระถามเหตุกะพระเถระนั้นว่า "ผู้มีอายุ เพราะเหตุไร ท่านจึงทำการยิ้มแย้มให้ปรากฏ?" พระเถระตอบว่า "ผู้มีอายุ นี้ไม่ใช่กาลแล เพื่อวิสัชนาปัญหานี้, ท่านพึงถามผมในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด." เมื่อพระเถระทั้งสองนั้น เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ไปสู่สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่งแล้ว, พระลักขณเถระถามว่า "ท่านโมคคัลลานะผู้มีอายุ ท่านลงจากภูเขาคิชฌกูฏ ทำการยิ้มแย้มให้ปรากฏ ผมถามถึงเหตุแห่งการยิ้มแย้ม ได้กล่าวว่า ‘ท่านพึงถามผมในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า’ บัดนี้ ท่านจงบอกเหตุนั้นเถิด." พระมหาโมคคัลลานะบอกเหตุแห่งการยิ้ม
พระเถระกล่าวว่า "ผู้มีอายุ ผมเห็นอหิเปรตตนหนึ่ง จึงได้ทำการยิ้มแย้มให้ปรากฏ, อัตภาพของเปรตนั้นเห็นปานนี้, ศีรษะของมันเหมือนศีรษะมนุษย์, อัตภาพที่เหลือของมัน เหมือนของงู, นั่นชื่ออหิเปรต โดยประมาณ ๒๕ โยชน์, เปลวไฟตั้งขึ้นจากศีรษะของมัน ลามไปจนถึงหาง, ตั้งขึ้นจากหางถึงศีรษะ ตั้งขึ้นในท่ามกลางลามไปถึงข้างทั้งสอง ตั้งขึ้นแต่ข้างทั้งสอง รวมลงในท่ามกลาง."
ได้ยินว่า อัตภาพของเปรตทั้งสองนั่นแล ประมาณ ๒๕ โยชน์ ของเปรตที่เหลือประมาณ ๓ คาวุต ของอหิเปรตนี้นั่นแล และของกากเปรต ประมาณ ๒๕ โยชน์ บรรดาเปรตทั้งสองนั้น อหิเปรต เป็นดังนี้ก่อน. บุรพกรรมของกากเปรต
พระมหาโมคคัลลานะเห็นแม้กากเปรต อันไฟไหม้อยู่ที่ยอดเขาคิชฌกูฏ
เมื่อจะถามบุรพกรรมของเปรตนั้น จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
ลิ้นของเจ้าประมาณ ๕ โยชน์, ศีรษะของเจ้าประมาณ
๙ โยชน์, กายของเจ้าสูงประมาณ ๒๕โยชน์, เจ้าทำ
กรรมอะไรไว้จึงถึงทุกข์เช่นนี้.
ครั้งนั้น เปรตเมื่อจะบอกแก่พระเถระนั้น จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
พระโมคคัลลานะผู้เจริญ ข้าพเจ้ากลืนกินภัตที่เขานำมา
เพื่อสงฆ์ ของพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป ผู้แสวงหา
คุณอันใหญ่ ตามปรารถนา.
ดังนี้แล้ว จึงกล่าวว่า "ท่านผู้เจริญ ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป พวกภิกษุมากรูป เข้าไปสู่บ้านเพื่อบิณฑบาต. พวกมนุษย์เห็นพระเถระทั้งหลายแล้วรักใคร่ นิมนต์ให้นั่งที่โรงฉัน ล้างเท้าทาด้วยน้ำมัน ให้ดื่มข้าวยาคู ถวายของควรเคี้ยว รอคอยบิณฑบาตกาล นั่งฟังธรรมอยู่. ในกาลจบธรรมกถา พวกมนุษย์รับบาตรของพระเถระทั้งหลายแล้ว ให้เต็มด้วยโภชนะมีรสเลิศต่างๆ ในเรือนของตนๆ แล้วนำมา.
ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นกา จับอยู่ที่หลังคาแห่งโรงฉัน เห็นโภชนะนั้นแล้ว ได้คาบเอาคำข้าว ๓ คำเต็มปาก ๓ ครั้ง จากบาตรอันมนุษย์ผู้หนึ่งถือไว้, แต่ภัตนั้น ยังหาเป็นของสงฆ์ไม่, มิใช่เป็นภัตที่เขากำหนดถวายแก่สงฆ์, เป็นภัตอันเหลือจากที่ภิกษุทั้งหลายฉัน อันพวกมนุษย์พึงนำไปสู่เรือนของตนบริโภคก็ไม่ใช่, เป็นเพียงภัตที่เขานำมาเฉพาะสงฆ์อย่างเดียวเท่านั้น, ข้าพเจ้าคาบเอาคำข้าว ๓ คำจากบาตรนั้น,
กรรมเพียงเท่านี้ เป็นบุรพกรรมของข้าพเจ้า ข้าพเจ้านั้นทำกาละแล้ว ไหม้ในอเวจี เพราะวิบากแห่งกรรมนั้น ในบัดนี้ เกิดเป็นกากเปรต เสวยทุกข์นี้ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ด้วยผลกรรมที่เหลือในเพราะกรรมนั้น.
เรื่องกากเปรต มีเท่านี้.
แต่ในเรื่องนี้ พระเถระกล่าวว่า "ผมเห็นอหิเปรต จึงได้ทำการยิ้มแย้มให้ปรากฏ." ลำดับนั้น พระศาสดาทรงเป็นพยานของพระเถระนั้น ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะพูดจริง, ก็เราเห็นเปรตนั่นในวันบรรลุสัมโพธิญาณเหมือนกัน, แต่เราไม่กล่าว เพราะเอ็นดูคนอื่นว่า ‘ชนเหล่าใด ไม่เชื่อคำของเรา, ความไม่เชื่อนั้น พึงเป็นไปเพื่อสิ่งมิใช่ประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเหล่านั้น.’"
ก็ในกาลที่พระมหาโมคคัลลานะเห็นแล้วนั่นแล พระศาสดาทรงเป็นพยานของท่าน ตรัสเรื่อง ๒๐ เรื่อง แม้ในลักขณสังยุต๑- แล้ว. แม้เรื่องนี้ พระเถระนั้นก็กล่าวไว้อย่างนั้นเหมือนกัน. ____________________________ ๑- สํ. นิ. เล่ม ๑๖/ข้อ ๖๓๖.
ภิกษุทั้งหลายฟังเรื่องนั้นแล้ว จึงทูลถามบุรพกรรมของเปรตนั้น.
แม้พระศาสดา ก็ตรัสแก่ภิกษุเหล่านั้นว่า :- บุรพกรรมของอหิเปรต
ได้ยินว่า ในอดีตกาล พวกชนอาศัยกรุงพาราณสี สร้างบรรณศาลาไว้เพื่อพระปัจเจกพุทธเจ้า ใกล้ฝั่งแม่น้ำ. พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นอยู่ในบรรณศาลานั้น ย่อมเที่ยวไปบิณฑบาตในเมืองเนืองนิตย์. แม้พวกชาวเมืองมีมือถือสักการะมีของหอมและดอกไม้เป็นต้น ไปสู่ที่บำรุงของพระปัจเจกพุทธเจ้า ทั้งเย็นทั้งเช้า.
บุรุษชาวกรุงพาราณสีคนหนึ่งอาศัยหนทางนั้นไถนา. มหาชน เมื่อไปสู่ที่บำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้า ย่อมเหยียบย่ำนานั้นไปทั้งเย็นทั้งเช้า. ชาวนา แม้ห้ามอยู่ว่า "ขอพวกท่านอย่าเหยียบนาของข้าพเจ้า" ก็ไม่สามารถจะห้ามได้.
ครั้งนั้น ชาวนานั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า "ถ้าบรรณศาลาของพระปัจเจกพุทธเจ้า ไม่พึงมีในที่นี้ไซร้, ชนทั้งหลายก็ไม่พึงเหยียบย่ำนาของเรา." ในกาลที่พระปัจเจกพุทธเจ้าเข้าไปบิณฑบาต ชาวนานั้นทุบภาชนะเครื่องใช้แล้วเผาบรรณศาลาเสีย.
พระปัจเจกพุทธเจ้าเห็นบรรณศาลานั้นถูกไฟไหม้ จึงหลีกไปตามสบาย. มหาชนถือของหอมและระเบียบดอกไม้มา เห็นบรรณศาลาถูกไฟไหม้ จึงกล่าวว่า "พระผู้เป็นเจ้าของพวกเรา ไป ณ ที่ไหนหนอแล?" แม้ชาวนานั้น ก็มากับด้วยมหาชนเหมือนกัน ยืนอยู่ในท่ามกลางแห่งมหาชน พูดอย่างนี้ว่า "ข้าพเจ้าเองเผาบรรณศาลาของพระปัจเจกพุทธเจ้า."
ครั้งนั้น ชนทั้งหลายพูดว่า "พวกท่านจงจับ, พวกเราอาศัยบุรุษชั่วนี้ จึงไม่ได้เพื่อจะเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า" ดังนี้แล้ว ก็โบยชาวนานั้นด้วยเครื่องประหาร มีท่อนไม้เป็นต้น ให้ถึงความสิ้นชีวิตแล้ว. ชาวนานั้นเกิดในอเวจี ไหม้ในนรกตราบเท่าแผ่นดินนี้ หนาขึ้นประมาณโยชน์หนึ่งแล้ว จึงเกิดเป็นอหิเปรตที่เขาคิชฌกูฏ ด้วยผลกรรมอันเหลือ." พระศาสดาทรงเปรียบเทียบผลกรรม
พระศาสดา ครั้นตรัสบุรพกรรมนี้ของอหิเปรตนั้นแล้ว จึงตรัสว่า
"ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่าบาปกรรมนั้น เป็นเช่นกับน้ำนม, น้ำนมอันบุคคลกำลังรีดแล ย่อมไม่แปรไปฉันใด กรรมอันบุคคลกำลังกระทำเทียวก็ยังไม่ทันให้ผลฉันนั้น แต่ในกาลใด กรรมให้ผล, ในกาลนั้น ผู้กระทำย่อมประกอบด้วยทุกข์เห็นปานนั้น" ดังนี้แล้ว
เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๑๑. น หิ ปาปํ กตํ กมฺมํ สชฺชุขีรํว มุจฺจิ ฑหนฺติ พาลมเนฺวติ ภสฺมาจฺฉนฺโนว ปาวโก. ก็กรรมชั่วอันบุคคลทำแล้ว ยังไม่ให้ผล เหมือนน้ำนม ที่รีดในขณะนั้น ยังไม่แปรไปฉะนั้น, บาปกรรม ย่อม ตามเผาคนพาล เหมือนไฟอันเถ้ากลบไว้ฉะนั้น. แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สชฺชุขีรํ ความว่า น้ำนมซึ่งไหลออกจากนมของแม่โคนมในขณะนั้นนั่นแล ยังอุ่น ย่อมไม่เปลี่ยน คือย่อมไม่แปรไป.
พระศาสดาตรัสคำอธิบายไว้ดังนี้ว่า
"น้ำนมที่เขารีด ในขณะนั้น ย่อมไม่เปลี่ยน คือไม่แปร ได้แก่ไม่ละปกติในขณะนั้นนั่นแล, แต่ที่เขารีดใส่ไว้ในภาชนะใด ก็ย่อมไม่ละปกติ ตราบเท่าที่ยังไม่ได้ใส่ของเปรี้ยวมีเปรียงเป็นต้น ลงในภาชนะนั้น คือตราบเท่าที่ยังไม่ถึงภาชนะของเปรี้ยว มีภาชนะนมส้มเป็นต้น ย่อมละในภายหลัง ฉันใด, แม้บาปกรรมที่บุคคลกำลังทำ ก็ย่อมไม่ให้ผลฉันนั้นเหมือนกัน, ถ้าบาปกรรมพึงให้ผล (ในขณะทำ) ใครๆ ไม่พึงอาจเพื่อทำบาปกรรมได้; ก็ขันธ์ทั้งหลายที่บังเกิดด้วยกุศล ยังทรงอยู่เพียงใด ขันธ์เหล่านั้นย่อมรักษาบุคคลนั้นไว้ได้เพียงนั้น, เมื่อขันธ์ทั้งหลายเกิดในอบาย เพราะความแตกแห่งขันธ์เหล่านั้น บาปกรรมย่อมให้ผล, ก็เมื่อให้ผล ชื่อว่าย่อมตามเผาผลาญคนพาล."
ถามว่า "เหมือนอะไร?"
แก้ว่า "เหมือนไฟอันเถ้ากลบไว้."
อธิบายว่า เหมือนอย่างว่า ถ่านไฟปราศจากเปลวไฟ อันเถ้ากลบไว้ แม้คนเหยียบแล้วก็ยังไม่ไหม้ก่อน เพราะเถ้ายังปิดไว้, แต่ยังเถ้าให้ร้อนแล้ว ย่อมไหม้ไปจนถึงมันสมอง ด้วยสามารถไหม้อวัยวะมีหนังเป็นต้นฉันใด; แม้บาปกรรมก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นบาปกรรมอันผู้ใดกระทำไว้ ย่อมตามเผาผู้นั้น ซึ่งเป็นพาลเกิดแล้วในอบายมีนรกเป็นต้น ในอัตภาพที่ ๒ หรือที่ ๓.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องอหิเปรต จบ. .. อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พาลวรรคที่ ๕ อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒] [๑๓] [๑๔] [๑๕]
๑๓. เรื่องสัฏฐิกูฏเปรต [๕๗]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภสัฏฐิกูฏเปรต ๑- ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "ยาวเทว อนตฺถาย" เป็นต้น. ____________________________
๑- เปรตผู้มีศีรษะอันไม้ค้อน ๖ หมื่น ต่อยแล้ว พระมหาโมคคัลลานเถระเห็นสัฏฐิกูฏเปรต
ความพิสดารว่า พระมหาโมคคัลลานเถระ ลงจากภูเขาคิชฌกูฏ พร้อมกับพระลักขณเถระ กระทำการยิ้มแย้มในประเทศแห่งใดแห่งหนึ่ง โดยนัยมีในก่อนนั้นแล ถูกพระเถระถามถึงเหตุแห่งการยิ้มแย้ม จึงกล่าวว่า "ท่านพึงถามผม ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า"
ในกาลแห่งพระมหาโมคคัลลานเถระเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคม นั่งแล้ว ถูกพระเถระถามอีก จึงกล่าวว่า "ผู้มีอายุ ผมได้เห็นเปรตตนหนึ่ง มีอัตภาพประมาณ ๓ คาวุต, ค้อนเหล็ก ๖ หมื่นอันไฟติดลุกโพลงแล้ว ตกไปเบื้องบนแห่งกระหม่อมของเปรตนั้นแล้ว ตั้งขึ้น ทำลายศีรษะ, ศีรษะที่แตกแล้วๆ ย่อมตั้งขึ้นอีก, โดยอัตภาพนี้ อัตภาพเห็นปานนี้ ผมยังไม่เคยเห็น, ผมเห็นอัตภาพนั้น จึงได้กระทำการยิ้มแย้มให้ปรากฏ."
จริงอยู่ ในเรื่องเปรต พระมหาโมคคัลลานเถระหมายเอาซึ่งเปรตนี้นั่นแหละ
จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ๑- :-
ค้อนเหล็ก ๖ หมื่น บริบูรณ์แล้วโดยประการทั้งปวง
ย่อมตกไปบนศีรษะของเจ้า ต่อยกระหม่อมอยู่เสมอ. ____________________________
๑- ขุ. เปต. เล่ม ๒๖/ข้อ ๑๓๖. พระศาสดาทรงรับรองว่าเปรตมี
พระศาสดาทรงสดับถ้อยคำของพระเถระแล้ว จึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย สัตว์นี้ แม้เรานั่งอยู่ที่โพธิมัณฑประเทศ ก็เห็นแล้วเหมือนกัน เราไม่บอกก็เพื่ออนุเคราะห์แก่คนเหล่าอื่นว่า ‘ก็แลคนเหล่าใด ไม่พึงเชื่อคำของเรา; ความไม่เชื่อนั้น พึงมีเพื่อกรรมไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่คนเหล่านั้น’, แต่ว่า บัดนี้ เราเป็นพยานของโมคคัลลานะ จึงบอกได้." ภิกษุทั้งหลายฟังพระดำรัสนั้นแล้ว จึงทูลถามถึงบุรพกรรมของเปรตนั้น.
แม้พระศาสดาก็ตรัสแก่ภิกษุเหล่านั้นว่า :- บุรพกรรมของสัฏฐิกูฏเปรต
"ดังได้ยินมา ในอดีตกาล ในกรุงพาราณสี ได้มีบุรุษเปลี้ยคนหนึ่งถึงซึ่งความสำเร็จในศิลปะของบุคคลผู้ดีดก้อนกรวด. บุรุษนั้นนั่ง ณ ภายใต้ต้นไทรย้อยต้นหนึ่ง ใกล้ประตูพระนคร อันพวกเด็กชาวบ้านกล่าวอยู่ว่า "ท่านจงดีดก้อนกรวดไปเจาะใบไทรนั้นแสดงรูปช้างแก่พวกเรา, แสดงรูปม้าแก่พวกเรา" ก็แสดงรูปทั้งหลายอันพวกเด็กปรารถนาแล้วๆ ได้วัตถุมีของเคี้ยวเป็นต้น จากสำนักพวกเด็กเหล่านั้น.
ภายหลังวันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปสู่พระราชอุทยาน เสด็จถึงประเทศนั้น. พวกเด็กซ่อนบุรุษเปลี้ยไว้ในระหว่างย่านไทรแล้ว ก็หนีไป. เมื่อพระราชาเสด็จเข้าไปสู่โคนต้นไม้ในเวลาเที่ยงตรง เงาของช่องส่องต้องพระสรีระ. ท้าวเธอทรงดำริว่า "นี้อะไรหนอแล?" ทรงตรวจดูในเบื้องบน ทอดพระเนตรเห็นรูปมีรูปช้างเป็นต้นที่ใบไม้ทั้งหลาย จึงตรัสถามว่า "นี่กรรมของใคร?" ทรงสดับว่า "ของบุรุษเปลี้ย" จึงรับสั่งให้หาบุรุษเปลี้ยนั้นมาแล้ว ตรัสว่า "ปุโรหิตของเรา ปากกล้านัก เมื่อเราพูดแม้นิดหน่อย ก็พูดเสียมากมาย ย่อมเบียดเบียนเรา, ท่านอาจเพื่อดีดมูลแพะประมาณทะนานหนึ่ง เข้าในปากของปุโรหิตนั้นได้หรือ?"
บุรุษเปลี้ยทูลว่า "อาจ พระเจ้าข้า, ขอพระองค์จงให้คนนำมูลแพะมา แล้วประทับนั่งภายในม่านกับปุโรหิต, ข้าพระองค์จักรู้กรรมที่ควรกระทำในเรื่องนี้."
พระราชาได้ทรงกระทำเหมือนอย่างนั้น.
บุรุษเปลี้ยนอกนี้ ให้กระทำช่องไว้ที่ม่านด้วยปลายแห่งกรรไกร เมื่อปุโรหิตพูดกับด้วยพระราชา พออ้าปาก ก็ดีดมูลแพะไปทีละก้อนๆ. ปุโรหิตกลืนมูลแพะที่เข้าปากแล้วๆ. เมื่อมูลแพะหมด บุรุษเปลี้ยจึงสั่นม่าน.
พระราชาทรงทราบความที่มูลแพะหมดด้วยสัญญานั้นแล้ว จึงตรัสว่า "ท่านอาจารย์ เราพูดกับท่าน จักไม่อาจจำคำไว้ได้, ท่านแม้กลืนกินมูลแพะประมาณทะนานหนึ่งแล้ว ยังไม่ถึงความเป็นผู้นิ่ง เพราะความที่ท่านมีปากกล้านัก."
พราหมณ์ถึงความเป็นผู้เก้อ จำเดิมแต่นั้น ไม่อาจเพื่ออ้าปากเจรจากับพระราชาได้. พระราชารับสั่งให้เรียกบุรุษเปลี้ยมาแล้ว ตรัสว่า "เราได้ความสุขเพราะอาศัยท่าน" ทรงพอพระทัย จึงพระราชทานชื่อหมวด ๘ แห่งวัตถุทั้งสิ้นแก่เขา ได้พระราชทานบ้านส่วย ๔ ตำบล ในทิศทั้ง ๔ แห่งเมือง.
อำมาตย์ผู้พร่ำสอนอรรถและธรรมของพระราชาทราบความนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
ชื่อว่าศิลปะ แม้อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้.
ท่านจงดูเถิด, ด้วยการดีดตามประสาคนเปลี้ย บุรุษเปลี้ยได้
บ้านส่วย อันตั้งอยู่ในทิศทั้ง ๔.
(ก็อำมาตย์นั้น) โดยสมัยนั้น ได้เป็นพระผู้มีพระภาคเจ้า คือเรานี่เอง.
ครั้งนั้น บุรุษคนหนึ่งเห็นสมบัติอันบุรุษเปลี้ยได้แล้ว จึงคิดว่า "บุรุษชื่อนี้ เป็นคนเปลี้ย อาศัยศิลปะนี้ จึงถึงแล้วซึ่งสมบัติใหญ่, แม้เราศึกษาศิลปะนี้ไว้ก็ควร." เขาเข้าไปหาบุรุษเปลี้ย ไหว้แล้วกล่าวว่า "ท่านอาจารย์ ขอท่านจงให้ศิลปะนี้แก่ข้าพเจ้าเถิด."
บุรุษเปลี้ยกล่าวว่า "พ่อ เราไม่อาจให้ได้." เขาถูกบุรุษเปลี้ยนั้นห้ามแล้ว คิดว่า "ช่างเถอะ, เราจักยังบุรุษเปลี้ยนั้นให้ยินดี" จึงกระทำกิจมีการนวดมือและเท้าเป็นต้น แก่บุรุษเปลี้ยนั้นอยู่ ให้บุรุษเปลี้ยนั้นยินดีแล้วสิ้นกาลนาน วิงวอนบ่อยๆ แล้ว.
บุรุษเปลี้ยคิดว่า "คนนี้มีอุปการะแก่เราเหลือเกิน" จึงมิอาจเพื่อห้ามเขาได้ ให้เขาศึกษาศิลปะแล้ว กล่าวว่า "พ่อ ศิลปะของท่านสำเร็จแล้ว, บัดนี้ท่านจักกระทำอะไรเล่า?"
บุรุษ. ข้าพเจ้าจักไปทดลองศิลปะในภายนอก.
บุรุษเปลี้ย. ท่านจักทำอย่างไร?
บุรุษ. ข้าพเจ้าจักดีดแม่โคหรือมนุษย์ให้ตาย.
บุรุษเปลี้ยกล่าวว่า "พ่อ เมื่อคนฆ่าแม่โค สินไหมมีอยู่ ๑๐๐, เมื่อฆ่ามนุษย์ สินไหมมีอยู่ ๑ พัน, ท่านแม้ทั้งบุตรและภรรยา จักไม่อาจเพื่อจะปลดเปลื้องสินไหมนั้นได้, ท่านจงอย่าฉิบหายเสียเลย เมื่อท่านประหารบุคคลใด ไม่ต้องเสียสินไหม, ท่านจะตรวจดูใครๆ ผู้หามารดาบิดามิได้เช่นนั้น."
บุรุษนั้นรับว่า "ดีละ" แล้วเอากรวดใส่พกเที่ยวเลือกดูบุคคลเช่นนั้นอยู่ เห็นแม่โคแล้ว ไม่อาจดีดได้ด้วยคิดว่า "แม่โคนี้มีเจ้าของ" เห็นมนุษย์แล้วไม่อาจดีดได้ ด้วยคิดว่า "คนนี้มีมารดาบิดา."
ก็โดยสมัยนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อว่าสุเนตตะ อาศัยพระนคร อยู่ในบรรณศาลา. บุรุษนั้นเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ผู้เข้าไปเพื่อบิณฑบาต ยืนอยู่ที่ระหว่างประตูพระนคร จึงคิดว่า "พระปัจเจกพุทธเจ้านี้ เป็นผู้ไม่มีมารดาบิดา, เมื่อเราดีดผู้นี้ ไม่ต้องมีสินไหม, เราจักดีดพระปัจเจกพุทธเจ้านี้ ทดลองศิลปะ" ดังนี้แล้ว จึงดีดก้อนกรวดไป หมายช่องหูเบื้องขวาของพระปัจเจกพุทธเจ้า.
ก้อนกรวดเข้าไปโดยช่องหูเบื้องขวา ทะลุออกโดยช่องหูเบื้องซ้าย ทุกขเวทนาเกิดขึ้นแล้ว. พระปัจเจกพุทธเจ้าไม่อาจจะเที่ยวไปเพื่อภิกษาได้ จึงไปสู่บรรณศาลาโดยอากาศ ปรินิพพานแล้ว.
พวกมนุษย์ เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าไม่มา คิดว่า "ความไม่ผาสุกอะไรๆ จักมี" จึงไปที่บรรณศาลานั้น เห็นท่านปรินิพพานแล้ว ร้องไห้คร่ำครวญแล้ว. แม้บุรุษนั้น เห็นมหาชนไปอยู่ ไปที่บรรณศาลานั้นแล้ว จำพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ จึงกล่าวว่า "พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์นี้ เมื่อเข้าไปเพื่อบิณฑบาต พบเราที่ระหว่างประตู, เราเมื่อจะทดลองศิลปะของตน จึงประหารพระปัจเจกพุทธเจ้านี้."
พวกมนุษย์กล่าวว่า "ได้ยินว่า คนชั่วนี้ประหารพระปัจเจกพุทธเจ้า พวกท่านจงจับๆ" โบยให้บุรุษนั้นถึงความสิ้นชีวิตในที่นั้นเอง. บุรุษนั้นเกิดในอเวจีไหม้แล้ว จนแผ่นดินใหญ่นี้หนาขึ้นโยชน์หนึ่ง บังเกิดเป็นสัฏฐิกูฏเปรต ที่ยอดภูเขาคิชฌกูฏ ด้วยผลกรรมอันเหลือ. พระศาสดาตรัสสอนพวกภิกษุ
พระศาสดา ครั้นตรัสบุรพกรรมนี้ของเปรตนั้นแล้ว จึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ศิลปะหรือความเป็นอิสระ เมื่อเกิดขึ้นแก่ผู้ชื่อว่าคนพาล ย่อมเกิดขึ้นเพื่อความฉิบหาย, ด้วยว่า คนพาลได้ศิลปะหรือความเป็นอิสระแล้ว ย่อมทำความฉิบหายแก่ตนถ่ายเดียว" ดังนี้แล้ว
เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๑๓. ยาวเทว อนตฺถาย ญตฺตํ พาลสฺส ชายติ หนฺติ พาลสฺส สุกฺกํสํ มุทฺธํ อสฺส วิปาตยํ. ความรู้ย่อมเกิดแก่คนพาล เพียงเพื่อความฉิบหาย เท่านั้น, ความรู้นั้น ยังหัวคิดของเขาให้ตกไป ย่อม ฆ่าส่วนสุกกธรรมของคนพาลเสีย. แก้อรรถ
ศัพท์ว่า ยาวเทว ในคาถานั้นเป็นนิบาต ในอรรถคือความกำหนดซึ่งแดน. ภาวะคือความรู้ ชื่อว่า ญตฺตํ. บุคคลย่อมรู้ศิลปะแม้ใด, หรือบุคคลดำรงอยู่ในความเป็นใหญ่ใด หรือด้วยความถึงพร้อมด้วยยศใด อันชนย่อมรู้จัก คือปรากฏ ได้แก่เป็นผู้โด่งดัง, คำว่า ญตฺตํ นี้เป็นชื่อแห่งศิลปะ ความเป็นใหญ่และความถึงพร้อมด้วยยศนั้น.
แท้จริง ศิลปะหรือความเป็นใหญ่เป็นต้น ย่อมเกิดแก่คนพาล เพื่อความฉิบหายถ่ายเดียว คือคนพาลนั้นอาศัยศิลปะเป็นต้นนั้น ย่อมทำความฉิบหายแก่ตนอย่างเดียว.
บทว่า หนฺติ ได้แก่ ให้พินาศ.
บทว่า สุกฺกํสํ คือ ส่วนแห่งกุศล. อธิบายว่า ก็ศิลปะหรือความเป็นใหญ่ เมื่อเกิดขึ้นแก่คนพาล ย่อมเกิดขึ้นฆ่าส่วนอันเป็นกุศลอย่างเดียว.
บทว่า มุทฺธํ นี้ เป็นชื่อว่าของปัญญา.
บทว่า วิปาตยํ คือ กำจัดอยู่. อธิบายว่า ก็ความรู้นั้น ฆ่าส่วนกุศลของคนพาลนั้น ยังมุทธา กล่าวคือปัญญาให้ตกไป คือขจัดอยู่นั้นแหละ ชื่อว่าฆ่า.
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. เรื่องสัฏฐิกูฏเปรต จบ. .. อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พาลวรรคที่ ๕ อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒] [๑๓] [๑๔] [๑๕]
๑๔. เรื่องพระสุธรรมเถระ [๕๘]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระสุธรรมเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "อสนฺตํ ภาวมิจฺเฉยฺย" เป็นต้น. จิตตคฤหบดีถวายสวนเป็นสังฆาราม
ก็เทศนาตั้งขึ้นแล้วในมัจฉิกาสัณฑนคร จบแล้วในกรุงสาวัตถี.
ความพิสดารว่า จิตตคฤหบดี ในมัจฉิกาสัณฑนคร เห็นพระมหานามเถระ ภายในพวกภิกษุปัญจวัคคีย์ เที่ยวบิณฑบาตอยู่ เลื่อมใสในอิริยาบถของพระเถระแล้ว จึงรับบาตร นิมนต์ให้เข้าไปสู่เรือนให้ฉันแล้ว ในกาลเสร็จภัตกิจ สดับธรรมกถา บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว เป็นผู้มีศรัทธาไม่หวั่นไหว ใคร่เพื่อจะทำอุทยานของตนอันชื่อว่าอัมพาฏกวัน ให้เป็นสังฆาราม จึงหลั่งน้ำลงไปในมือของพระเถระ มอบถวายแล้ว.
ในขณะนั้น มหาปฐพี ทำน้ำที่สุด ก็หวั่นไหวด้วยบอกเหตุว่า "พระพุทธศาสนาตั้งมั่นแล้ว."
มหาเศรษฐีให้สร้างวิหารใหญ่ในอุทยาน ได้เป็นผู้มีประตูเปิดไว้ เพื่อพวกภิกษุผู้มาจากทิศทั้งปวงแล้ว. พระสุธรรมเถระได้เป็นเจ้าอาวาส อยู่ในมัจฉิกาสัณฑ์. คฤหบดีบรรลุอนาคามิผล
โดยสมัยอื่น พระอัครสาวกทั้งสองสดับกถาพรรณนาคุณของจิตตคฤหบดีแล้ว ใคร่จะทำความสงเคราะห์แก่คฤหบดีนั้น จึงได้ไปสู่มัจฉิกาสัณฑนคร. จิตตคฤหบดีทราบการมาของพระอัครสาวกทั้งสองนั้น จึงไปต้อนรับสิ้นทางประมาณกึ่งโยชน์ พาพระอัครสาวกทั้งสองนั้นมาแล้ว นิมนต์ให้เข้าไปสู่วิหารของตน ทำอาคันตุกวัตรแล้ว อ้อนวอนพระธรรมเสนาบดีว่า "ท่านผู้เจริญ กระผมปรารถนาฟังธรรมกถาสักหน่อย."
ครั้งนั้น พระเถระกล่าวกะเขาว่า "อุบาสก อาตมะทั้งหลายเหน็ดเหนื่อยแล้วโดยทางไกล, อนึ่ง ท่านจงฟังเพียงนิดหน่อยเถิด" ดังนี้แล้ว ก็กล่าวธรรมกถาแก่เขา. คฤหบดีนั้นฟังธรรมกถาของพระเถระอยู่แล บรรลุอนาคามิผลแล้ว. เขาไหว้พระอัครสาวกทั้งสองแล้วนิมนต์ว่า "ท่านผู้เจริญ พรุ่งนี้ขอท่านทั้งสองกับภิกษุพันรูป รับภิกษาที่เรือนกระผม" แล้วนิมนต์พระสุธรรมเถระเจ้าอาวาสภายหลังว่า "ท่านขอรับ พรุ่งนี้แม้ท่านก็พึงมากับพระเถระทั้งหลาย." พระสุธรรมเถระด่าคฤหบดี
พระสุธรรมเถระนั้นโกรธว่า "อุบาสกนี้ นิมนต์เราภายหลัง" จึงห้ามเสีย แม้อันคฤหบดีอ้อนวอนอยู่บ่อยๆ ก็ห้ามแล้วนั่นแล. อุบาสกกล่าวว่า "ท่านจักปรากฏ ขอรับ" แล้วหลีกไป ในวันรุ่งขึ้นจัดแจงทานใหญ่ไว้ในที่อยู่ของตน.
ในเวลาใกล้รุ่งแล แม้พระสุธรรมเถระคิดว่า "คฤหบดี จัดแจงสักการะเช่นไรหนอแล? เพื่อพระอัครสาวกทั้งสอง พรุ่งนี้เราจักไปดู" แล้วได้ถือบาตรและจีวร ไปสู่เรือนของคฤหบดีนั้นแต่เช้าตรู่. พระสุธรรมเถระนั้น แม้อันคฤหบดีกล่าวว่า "นิมนต์นั่งเถิด ขอรับ" ก็กล่าวว่า "เราไม่นั่ง, จักเที่ยวบิณฑบาต" แล้วตรวจดูสักการะอันคฤหบดีเตรียมไว้เพื่อพระอัครสาวกทั้งสอง ใคร่จะเสียดสีคฤหบดีโดยชาติ จึงกล่าวว่า "คฤหบดี สักการะของท่านล้นเหลือ, ก็แต่ในสักการะนี้ ไม่มีอยู่อย่างเดียวเท่านั้น."
คฤหบดี. อะไร ขอรับ?
พระเถระ ตอบว่า "ขนมแดกงา คฤหบดี"
ถูกคฤหบดีรุกรานด้วยวาจาอุปมาด้วยกา โกรธแล้ว กล่าวว่า "คฤหบดี นั่นอาวาสของท่าน, เราจักหลีกไป." แม้อันคฤหบดีห้ามถึง ๓ ครั้ง ก็หลีกไปสู่สำนักพระศาสดา กราบทูลคำที่จิตตคฤหบดี และตนกล่าวแล้ว. พระสุธรรมเถระถูกสงฆ์ลงปฏิสารณียกรรม
พระศาสดาตรัสว่า "อุบาสกเป็นคนมีศรัทธาเลื่อมใส อันเธอด่าด้วยคำเลว" ดังนี้แล้ว ทรงปรับโทษแก่พระสุธรรมเถระนั้นนั่นแล แล้วรับสั่งให้สงฆ์ลงปฏิสารณียกรรม ๑- แล้วส่งไปว่า "เธอจงไป, ให้จิตตคฤหบดีอดโทษเสีย." ____________________________ ๑- กรรมอันให้ระลึกถึงความผิด.
พระเถระไปในที่นั้นแล้ว แม้กล่าวว่า "คฤหบดี นั่นโทษของอาตมะเท่านั้น, ท่านจงอดโทษแก่อาตมะเถิด" อันคฤหบดีนั้น ห้ามว่า "ผมไม่อดโทษ" เป็นผู้เก้อ ไม่อาจให้คฤหบดีนั้นอดโทษได้, จึงกลับมาสู่สำนักพระศาสดาอีกเทียว. พระศาสดา แม้ทรงทราบว่า "อุบาสกจักไม่อดโทษแก่พระสุธรรมนั้น" ทรงดำริว่า "ภิกษุนี้กระด้างเพราะมานะ จงไปสู่ทาง ๓ โยชน์แล้วกลับมา" จึงไม่ทรงบอกอุบายให้อดโทษเลย ทรงส่งไปแล้ว. สมณะไม่ควรทำมานะและริษยา
ครั้นในกาลที่พระสุธรรมเถระนั้นกลับมา พระศาสดาประทานภิกษุผู้อนุทูตแก่เธอผู้นำมานะออกแล้ว ตรัสว่า "เธอจงไปเถิด, ไปกับภิกษุนี้ จงให้อุบาสกอดโทษ" ดังนี้แล้ว ตรัสว่า "ธรรมดาสมณะไม่ควรทำมานะ หรือริษยาว่า วิหารของเรา, ที่อยู่ของเรา, อุบาสกของเรา, อุบาสิกาของเรา, เพราะเมื่อสมณะทำอย่างนั้น เหล่ากิเลสมีริษยาและมานะเป็นต้น ย่อมเจริญ"
เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า :-
๑๔. อสนฺตํ ภาวมิจฺเฉยย ปุเรกฺขารญฺจ ภิกฺขุสุ อาวาเสสุ จ อิสฺสริยํ ปูชา ปรกุเลสุ จ มเนว กตมญฺญนฺตุ คิหี ปพฺพชิตา อุโภ มเมว อติวสา อสฺสุ กิจฺจากิจฺเจสุ กิสฺมิจิ อิติ พาลสฺส สงฺกปฺโป อิสฺสา มโน จ วฑฺฒตฺ. ภิกษุผู้พาล พึงปรารถนาความยกย่องอันไม่มีอยู่ ความแวดล้อม ในภิกษุทั้งหลาย ความเป็นใหญ่ในอาวาส และการบูชาในตระกูล แห่งชนอื่น ความดำริ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้พาลว่า ‘คฤหัสถ์และ บรรพชิตทั้งสองจงสำคัญกรรม อันเขาทำเสร็จแล้ว เพราะอาศัย เราผู้เดียว จงเป็นไปในอำนาจของเราเท่านั้น ในกิจน้อยใหญ่ กิจไรๆ’, ริษยาและมานะย่อมเจริญ (แก่เธอ). แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสนฺตํ ความว่า
ภิกษุผู้พาล พึงปรารถนาความสรรเสริญอันไม่มีอยู่ คือภิกษุผู้พาลไม่มีศรัทธา เป็นผู้ทุศีล สดับน้อย ไม่สงัด เกียจคร้าน มีสติไม่ตั้งมั่น มีจิตไม่มั่นคง มีปัญญาทราม ไม่ใช่ขีณาสพ ย่อมปรารถนาความยกย่องอันไม่มีอยู่นี้ว่า
"ไฉนหนอ ชนพึงรู้จักเราว่า ภิกษุนี้มีศรัทธา มีศีล เป็นพหูสูต เป็นผู้สงัด ปรารภความเพียร มีสติตั้งมั่น มีจิตมั่นคง มีปัญญา เป็นพระขีณาสพ"
โดยนัยที่ท่านกล่าวไว้ในปาปิจฉตานิทเทสว่า ๑-
"ภิกษุเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเลย ย่อมปรารถนาว่า ชนจงรู้จักเราว่า ผู้มีศรัทธา" เป็นต้น. ____________________________ ๑- อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๘๖๘.
บทว่า ปุเรกฺขารํ คือ ซึ่งบริวาร.
อธิบายว่า ภิกษุผู้พาลตั้งอยู่ในความประพฤติด้วยอำนาจความอยากอย่างนี้ว่า "ไฉนหนอ ภิกษุในวิหารทั้งสิ้น พึงแวดล้อมเราถามปัญหาอยู่" ชื่อว่าย่อมปรารถนาความแวดล้อมในภิกษุทั้งหลาย.
บทว่า อาวาเสสุ ได้แก่ ในอาวาสอันเป็นของสงฆ์.
อธิบายว่า ภิกษุผู้พาลจัดเสนาสนะประณีตในท่ามกลางวิหาร เพื่อภิกษุทั้งหลายมีภิกษุที่เป็นเพื่อนเห็นและเพื่อนคบเป็นต้นของตัว ด้วยบอกว่า "พวกท่านจงอยู่ในเสนาสนะนี้" ส่วนตนเกียดกันเสนาสนะที่ดี จัดเสนาสนะอันทรามและเสนาสนะอันอมนุษย์หวงแหนแล้ว ซึ่งตั้งอยู่สุดท้าย เพื่ออาคันตุกภิกษุที่เหลือทั้งหลาย ด้วยบอกว่า "พวกท่านจงอยู่ในเสนาสนะนี้" ชื่อว่าย่อมปรารถนาความเป็นใหญ่ในอาวาส.
บาทพระคาถาว่า ปูชา ปรกุเลสุ จ ความว่า ภิกษุผู้พาลย่อมไม่ปรารถนาการบูชาด้วยปัจจัย ๔ ในสกุลของมารดาและบิดาเลย และของพวกญาติก็ไม่ปรารถนา. (แต่) ย่อมปรารถนาในสกุลของชนเหล่าอื่นเท่านั้น อย่างนี้ว่า "ไฉนหนอ ชนเหล่านี้พึงถวายแก่เราคนเดียว ไม่พึงถวายแก่ภิกษุเหล่านั้น."
บาทพระคาถาว่า มเมว กตมญฺญนฺตุ ความว่า ก็ความดำริ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้พาลใดว่า "พวกคฤหัสถ์และบรรพชิต แม้ทั้งสองจงสำคัญกิจอันตนทำแล้ว คือที่สำเร็จแล้วเพราะอาศัยเราเท่านั้น" ด้วยความประสงค์ อย่างนี้ว่า "นวกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่เขาทำแล้วในวิหาร ด้วยสามารถการกระทำนวกรรมมีโรงอุโบสถเป็นต้น, นวกรรมนั้นทั้งหมด อันพระเถระของพวกเราทำแล้ว."
บาทพระคาถาว่า มเมว อติวสา อสฺสุ ความว่า ความดำริ ย่อมเกิดขึ้น (แก่ภิกษุผู้พาลนั้น) ว่า "คฤหัสถ์และบรรพชิตแม้ทั้งหมด จงเป็นไปในอำนาจของเราแต่ผู้เดียว คือ พาหนะและเครื่องอุปกรณ์ทั้งหลายเป็นต้นว่า เกวียน โค พร้า ขวาน หรือโดยที่สุดกิจทั้งหลายเป็นต้นว่า อุ่นแม้เพียงข้าวยาคูแล้วดื่ม อันคฤหัสถ์และบรรพชิตจะพึงได้ก็ตามเถิด, แต่บรรดากิจน้อยและกิจใหญ่ คือบรรดากรณียกิจทั้งน้อยทั้งใหญ่เห็นปานนี้ คฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งหลาย จงเป็นไปในอำนาจของเราเท่านั้น ในกิจไรๆ คือ แม้ในกิจอย่างหนึ่ง. อธิบายว่า จงถามเราเท่านั้นแล้วจึงกระทำ."
สองบทว่า อิติ พาลสฺส ความว่า ความอยากนั้น และความดำริเห็นปานนี้ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้พาลใด, วิปัสสนา มรรคและผล ย่อมไม่เจริญทีเดียวแก่ภิกษุผู้พาลนั้น แต่ตัณหาซึ่งบังเกิดขึ้นในทวาร ๖ และมานะ ๙ อย่าง๒- ย่อมเจริญแก่ภิกษุผู้พาลนั้นอย่างเดียว เหมือนน้ำเจริญแก่ทะเลในเวลาพระจันทร์ขึ้นฉะนั้น ๓-
ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. ____________________________ ๒- มานะ ๙ อย่าง ดูพิสดารในธรรมวิภาค ปริเฉทที่ ๒. ๓- นี้แปลตามฉบับสีหลและยุโรป แต่ตามฉบับของเราที่ใช้อยู่ เวลาแปลเติม นิสฺสาย เข้ามาแปลว่า ตัณหาอันจะอาศัยฉันทะเป็นต้น เกิดขึ้นในทวาร ๖ และมานะ ๙ อย่าง ย่อมเจริญแก่..., สี. ยุ. ฉนฺทาทโย เป็น จนฺโททเย. พระสุธรรมเถระบรรลุพระอรหัต
แม้พระสุธรรมเถระฟังพระโอวาทนี้แล้ว ถวายบังคมพระศาสดา ลุกขึ้นจากอาสนะ กระทำประทักษิณแล้ว ไปกับภิกษุผู้เป็นอนุทูตนั้น กระทำคืนอาบัติในคลองจักษุของอุบาสก ยังอุบาสกให้อดโทษแล้ว.
พระสุธรรมเถระนั้น อันอุบาสกให้อดโทษด้วยคำว่า "กระผมอดโทษ ขอรับ. ถ้าโทษของกระผมมี ขอท่านอดโทษแก่กระผม" ตั้งอยู่ในพระโอวาทที่พระศาสดาประทานแล้ว โดย ๒-๓ วันเท่านั้น ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาแล้ว. จิตตคฤหบดีไปเฝ้าพระศาสดา
ฝ่ายอุบาสกคิดว่า "เรายังไม่ได้เฝ้าพระศาสดาเลย เมื่อบรรลุโสดาปัตติผลแล้ว, ยังไม่ได้เฝ้าพระศาสดาเหมือนกัน เมื่อดำรงอยู่ในอนาคามิผล, เราควรเฝ้าพระศาสดาโดยแท้."
คฤหบดีนั้นให้เทียมเกวียน ๕๐๐ เล่ม เต็มด้วยวัตถุมีงา ข้าวสาร เนยใส น้ำอ้อย และผ้านุ่งห่มเป็นต้นแล้ว ให้บอกแก่หมู่ภิกษุว่า "พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายใด ประสงค์จะเฝ้าพระศาสดา. พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายนั้นจงไป, จักไม่ลำบากด้วยบิณฑบาตเป็นต้น" ดังนี้แล้ว ก็ให้แจ้งทั้งแก่หมู่ภิกษุณี ทั้งแก่พวกอุบาสก ทั้งแก่พวกอุบาสิกา.
ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป ภิกษุณีประมาณ ๕๐๐ รูป อุบาสกประมาณ ๕๐๐ อุบาสิกาประมาณ ๕๐๐ ออกไปกับคฤหบดีนั้น.
เขาตระเตรียมแล้วโดยประการที่จะไม่มีความบกพร่องสักน้อยหนึ่ง ด้วยข้าวยาคูและภัตเป็นต้น ในหนทาง ๓๐ โยชน์ เพื่อชนสามพันคน คือเพื่อภิกษุเป็นต้นเหล่านั้นนั่นแล และเพื่อบริษัทของตน.
ฝ่ายพวกเทวดาทราบความที่อุบาสกนั้นออกไปแล้ว ปลูกค่ายที่พักไว้ทุกๆ โยชน์ บำรุงมหาชนนั้นด้วยอาหารวัตถุ มีข้าวยาคู ของควรเคี้ยว ภัตและน้ำดื่มเป็นต้น อันเป็นทิพย์. ความบกพร่องด้วยวัตถุอะไรๆ มิได้มีแล้วแก่ใครๆ.
มหาชนอันเทวดาทั้งหลาย บำรุงอยู่อย่างนั้น เดินทางได้วันละโยชน์ๆ โดยเดือนหนึ่งก็ถึงกรุงสาวัตถี. เกวียนทั้ง ๕๐๐ เล่ม ยังเต็มบริบูรณ์เช่นเดิมนั้นแหละ. คฤหบดีได้สละบรรณาการ อันพวกเทวดานั้นแล และมนุษย์ทั้งหลายนำมา ไปแล้ว. พระศาสดาทรงแสดงปาฏิหาริย์
พระศาสดาตรัสกะพระอานนทเถระว่า "อานนท์ ในเวลาบ่ายวันนี้ จิตตคฤหบดีอันอุบาสก ๕๐๐ ห้อมล้อมแล้ว จักมาไหว้เรา."
พระอานนท์. พระเจ้าข้า ก็ในกาลที่จิตตคฤหบดีนั้น ถวายบังคมพระองค์ ปาฏิหาริย์ไรๆ จักมีหรือ?
พระศาสดา. จักมี อานนท์.
อานนท์. ปาฏิหาริย์อะไร? พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. ในกาลที่จิตตคฤหบดีนั้นมาไหว้เรา ฝนลูกเห็บแห่งดอกไม้ทิพย์มีสี ๕ สี จักตกโดยถ่องแถวประมาณเพียงเข่าในประเทศประมาณ ๘ กรีส โดยวิธีนับอย่างของหลวง.
ชาวเมืองฟังข่าวนั้นแล้ว คิดว่า "ได้ยินว่า จิตตคฤหบดีผู้มีบุญมากอย่างนั้น จักมาถวายบังคมพระศาสดาวันนี้, เขาว่าปาฏิหาริย์เห็นปานนี้ จักมี, แม้พวกเราจักได้เห็นผู้มีบุญมากนั้น" ดังนี้แล้ว ได้ถือเอาเครื่องบรรณาการไปยืนอยู่สองข้างทาง.
ในกาลที่จิตตคฤหบดีมาใกล้วิหาร ภิกษุ ๕๐๐ รูปมาถึงก่อน. จิตตคฤหบดีกล่าวกะพวกอุบาสิกาว่า "แม่ทั้งหลาย พวกท่านจงมาข้างหลัง" แล้ว ส่วนตนอันอุบาสก ๕๐๐ แวดล้อมแล้ว ได้ไปสู่สำนักของพระศาสดา. ก็ชนทั้งหลายผู้ยืนก็ดี นั่งก็ดี ในที่เฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายมิได้มีข้างนี้หรือข้างโน้น. ย่อมยืนอยู่แน่นขนัดเทียวในสองข้างแห่งพุทธวิถี.
จิตตคฤหบดีก้าวลงสู่พุทธวิถีใหญ่แล้ว. ที่อันพระอริยสาวกผู้บรรลุผล ๓ แลดูๆ หวั่นไหวแล้ว. มหาชนแลดูแล้ว ด้วยคิดว่า "เขาว่า คนนั่นคือจิตตคฤหบดี" คฤหบดีนั้นเข้าเฝ้าพระศาสดา เข้าไปภายในพระพุทธรัศมีมีพรรณะ ๖ จับพระบาทพระศาสดาที่ข้อพระบาททั้งสองถวายบังคมแล้ว. ในขณะนั้นเอง ฝนดอกไม้มีประการดังกล่าวมาตกแล้ว. สาธุการพันหนึ่งเป็นไปแล้ว. จิตตคฤหบดีถวายทาน
คฤหบดีนั้นอยู่ในสำนักพระศาสดาสิ้นเดือนหนึ่งแล ได้นิมนต์ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานทั้งสิ้น ให้นั่งในวิหารนั่นแหละ ถวายทานใหญ่แล้ว. ทำภิกษุ แม้ผู้มากับตนไว้ภายในวิหารนั้นแหละบำรุงแล้ว. ไม่ต้องหยิบอะไรๆ ในเกวียนของตน แม้สักวันหนึ่ง. ได้ทำกิจทุกอย่าง ด้วยบรรณาการ อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายนำมาเท่านั้น.
จิตตคฤหบดีนั้นถวายบังคมพระศาสดาแล้ว กราบทูลว่า "พระเจ้าข้า ข้าพระองค์มาด้วยตั้งใจว่า ‘จักถวายทานแด่พระองค์ ได้พักอยู่ในระหว่างทางเดือนหนึ่ง, เดือนหนึ่งของข้าพระองค์ล่วงไปแล้ว ในที่นี้, ข้าพระองค์ไม่ได้เพื่อจะถือเอาของอะไรๆ ที่ข้าพระองค์นำมาเลย, ได้ถวายทานสิ้นกาลเท่านี้ ด้วยบรรณาการที่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายนำมาเท่านั้น, แม้ถ้าข้าพระองค์นั้นจักอยู่ในที่นี้ สิ้นปีหนึ่ง, ก็จักไม่ได้เพื่อจะถวายไทยธรรมของข้าพระองค์แน่แท้, ข้าพระองค์ปรารถนาจักถ่ายเกวียนแล้วไป, ขอพระองค์จงโปรดให้บอกที่สำหรับเก็บแก่ข้าพระองค์เถิด."
พระศาสดาตรัสกะพระอานนทเถระว่า "อานนท์ เธอจงให้จัดที่แห่งหนึ่งให้ว่าง ให้แก่อุบาสก." พระเถระได้กระทำอย่างนั้นแล้ว.
ได้ยินว่า พระศาสดาทรงอนุญาตกัปปิยภูมิแก่จิตตคฤหบดีแล้ว. จิตตคฤหบดีเดินทางกลับ
ฝ่ายอุบาสกกับชนสามพันซึ่งมาพร้อมกับตน เดินทางกลับด้วยเกวียนเปล่าแล้ว. พวกเทวดาและมนุษย์ลุกขึ้นแล้ว กล่าวว่า "พระผู้เป็นเจ้า ท่านทำกรรมคือการเดินไปด้วยเกวียนเปล่า" ดังนี้แล้ว ก็บรรจุเกวียนให้เต็มด้วยรัตนะ ๗ ประการ. คฤหบดีนั้นได้บำรุงมหาชนด้วยบรรณาการอันเขานำมาเพื่อตน ไปแล้ว.
พระอานนทเถระถวายบังคมพระศาสดาแล้ว กราบทูลว่า
"พระเจ้าข้า จิตตคฤหบดี แม้เมื่อมาสู่สำนักของพระองค์ มาแล้วโดยเดือนหนึ่ง, อยู่ในที่นี้เดือนหนึ่งเหมือนกัน ได้ถวายทานด้วยบรรณาการที่เทวดาและมนุษย์นำมาเท่านั้น สิ้นกาลเท่านี้.
ได้ยินว่า บัดนี้ คฤหบดีนั้นทำเกวียน ๕๐๐ เล่มให้เปล่า จักไปโดยเดือนหนึ่งเหมือนกัน, ก็เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ลุกขึ้นแล้ว กล่าวแก่คฤหบดีนั้นว่า ‘พระผู้เป็นเจ้า ท่านทำกรรมคือการเดินไปด้วยเกวียนเปล่า’ ดังนี้แล้ว ก็บรรจุเกวียนให้เต็มด้วยรัตนะ ๗ ประการ,
ได้ยินว่า คฤหบดีบำรุงมหาชน ด้วยเครื่องบรรณาการอันเทวดาและมนุษย์ นำมาเพื่อตนนั่นแหละจักกลับไป พระเจ้าข้า ก็สักการะนี้เกิดขึ้นแก่คฤหบดีนั่นผู้มาสู่สำนักของพระองค์เท่านั้นหรือ, หรือแม้ไปในที่อื่นก็เกิดขึ้นเหมือนกัน."
พระศาสดาตรัสว่า "อานนท์ จิตตคฤหบดีนั้นมาสู่สำนักของเราก็ดี ไป ณ ที่อื่นก็ดี สักการะย่อมเกิดขึ้นทั้งนั้น เพราะอุบาสกนี้เป็นผู้มีศรัทธา เลื่อมใส มีศีลสมบูรณ์ อุบาสกผู้เห็นปานนี้ ย่อมคบ (ไป) ประเทศใดๆ ลาภสักการะย่อมเกิดแก่เขาในประเทศนั้นๆ ทีเดียว"
ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถาในปกิณณกวรรคนี้ว่า :-
ผู้มีศรัทธา สมบูรณ์ด้วยศีล เพียบพร้อมด้วยยศและโภคะ ย่อมคบ
ประเทศใดๆ ย่อมเป็นผู้อันเขาบูชาแล้ว ในประเทศนั้นๆ ทีเดียว.
ก็เนื้อความแห่งพระคาถานั้น จักแจ่มแจ้งในปกิณณกวรรคนั้นแล. บุรพกรรมของจิตตคฤหบดี
เมื่อพระศาสดาตรัสอย่างนั้นแล้ว พระอานนเถระจึงทูลถามบุรพกรรมของจิตตคฤหบดี.
ลำดับนั้น พระศาสดา เมื่อจะตรัสแก่พระอานนทเถระนั้น จึงตรัสว่า :-
"อานนท์ จิตตคฤหบดีนี้มีอภินิหาร อันทำไว้แทบบาทมูลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ สิ้นแสนกัลป์ ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสป (เขา) เกิดในสกุลของพรานเนื้อ ถึงความเจริญแล้ว
วันหนึ่ง เมื่อฝนตกอยู่ถือหอกไปสู่ป่า เพื่อต้องการจะล่าเนื้อ ตรวจดูหมู่เนื้ออยู่ เห็นภิกษุรูปหนึ่งนั่งคลุมศีรษะ ที่เงื้อมเกิดเอง ๑- แห่งหนึ่ง
จึงคิดว่า "พระผู้เป็นเจ้ารูปเดียวจักนั่งทำสมณธรรม, เราจักนำอาหารมา เพื่อพระผู้เป็นเจ้านั้น"
ดังนี้แล้ว รีบไปสู่เรือน ให้คนปิ้งเนื้อที่ตนนำมาเมื่อวานที่เตาแห่งหนึ่ง ให้หุงข้าวที่เตาแห่งหนึ่ง เห็นภิกษุเที่ยวบิณฑบาตพวกอื่น รับบาตรของภิกษุแม้เหล่านั้น นิมนต์ให้นั่งเหนืออาสนะที่จัดแจงไว้ ตระเตรียมภิกษาแล้ว สั่งคนอื่นว่า "พวกท่านจงอังคาสพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย" แล้วใส่ภัตนั้นลงในตระกร้า ถือเดินไป เลือกเก็บดอกไม้ต่างๆ ในระหว่างทาง ห่อด้วยใบไม้ ไปสู่ที่พระเถระนั่งแล้ว กล่าวว่า "ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงทำความสงเคราะห์แก่กระผมเถิด" ดังนี้แล้ว รับบาตร ให้เต็มด้วยภัตแล้ววางไว้ในมือของพระเถระ กระทำการบูชาด้วยดอกไม้เหล่านั้น ตั้งความปรารถนาว่า
"บิณฑบาตอันมีรสนี้ พร้อมด้วยดอกไม้เครื่องบูชา ยังจิตของข้าพเจ้าให้ยินดีฉันใด ขอบรรณาการพันหนึ่ง จงมายังจิตของข้าพเจ้าให้ยินดี ในที่ที่ข้าพเจ้าเกิดแล้วๆ ฉันนั้น และขอฝนดอกไม้มีสี ๕ สีจงตก."
เขาบำเพ็ญกุศลจนตลอดชีพแล้ว เกิดในเทวโลก. ฝนดอกไม้ทิพย์ตกแล้วโดยถ่องแถว ประมาณเพียงเข่า ในที่ที่เขาเกิดแล้ว. แม้ในกาลนี้ ฝนดอกไม้ (ทิพย์) ก็ตกในวันที่เขาเกิดแล้ว และเมื่อเขามาในที่นี้ การนำบรรณาการมา และการที่เกวียนเต็มด้วยรัตนะ ๗ ประการ ก็เป็นผลแห่งกรรมนั้นแล." ____________________________ ๑- อกตปพฺภาร เงื้อมที่บุคคลไม่ได้ทำ หมายความว่า เกิดเป็นเองตามธรรมชาติ เรื่องพระสุธรรมเถระ จบ. .. อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท พาลวรรคที่ ๕ อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒] [๑๓] [๑๔] [๑๕]
๑๕. เรื่องพระวนวาสีติสสเถระ [๕๙]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระติสสเถระผู้มีปกติอยู่ในป่า ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "อญฺญา หิ ลาภูปนิสา" เป็นต้น. พระสารีบุตรอนุเคราะห์พราหมณ์ผู้ยากจน
เทศนาตั้งขึ้นแล้วในกรุงราชคฤห์.
ได้ยินว่า สหายของวังคันตพราหมณ์ผู้บิดาของพระสารีบุตรเถระ ชื่อมหาเสนพราหมณ์ อยู่ในกรุงราชคฤห์. วันหนึ่ง พระสารีบุตรเถระเที่ยวบิณฑบาต ได้ไปยังประตูเรือนของพราหมณ์นั้น เพื่ออนุเคราะห์เขา.
แต่พราหมณ์นั้นมีสมบัติหมดเสียแล้ว กลับเป็นคนยากจน. เขาคิดว่า "บุตรของเราจักมาเพื่อเที่ยวบิณฑบาตที่ประตูเรือนของเรา, แต่เราเป็นคนยากจน บุตรของเราเห็นจะไม่ทราบความที่เราเป็นคนยากจน ไทยธรรมอะไรๆ ของเราก็ไม่มี"
เมื่อไม่อาจจะเผชิญหน้าพระเถระนั้นได้จึงหลบเสีย.
ถึงในวันอื่น แม้พระเถระได้ไป (อีก). พราหมณ์ก็ได้หลบเสียอย่างนั้นเหมือนกัน. เขาคิดอยู่ว่า "เราได้อะไรๆ แล้วนั่นแหละจักถวาย" ก็ไม่ได้ (อะไรๆ).
ภายหลังวันหนึ่ง เขาได้ถาดเต็มด้วยข้าวปายาสพร้อมกับผ้าสาฎกเนื้อหยาบ ในที่บอกลัทธิของพราหมณ์แห่งหนึ่ง ถือไปถึงเรือน นึกถึงพระเถระขึ้นได้ว่า "การที่เราถวายบิณฑบาตนี้แก่พระเถระ ควร."
ในขณะนั้นนั่นเอง แม้พระเถระเข้าฌาน ออกจากสมาบัติแล้ว เห็นพราหมณ์นั้น คิดว่า "พราหมณ์ได้ไทยธรรมแล้ว หวังอยู่ซึ่งกรรมของเรา, การที่เราไปในที่นั้น ควร" ดังนี้แล้ว จึงห่มผ้าสังฆาฏิ ถือบาตร แสดงตนยืนอยู่แล้วที่ประตูเรือนของพราหมณ์นั้นนั่นเอง. เพราะเห็นพระเถระเท่านั้น จิตของพราหมณ์เลื่อมใสแล้ว.
ลำดับนั้น เขาเข้าไปหาพระเถระนั้น ไหว้แล้ว กระทำปฏิสันถารนิมนต์ให้นั่งภายในเรือน ถือถาดอันเต็มด้วยข้าวปายาส เกลี่ยลงในบาตรของพระเถระ. พระเถระรับกึ่งหนึ่งแล้วจึงเอามือปิดบาตร.
ทีนั้น พราหมณ์กล่าวกะพระเถระนั้นว่า "ท่านผู้เจริญ ข้าวปายาสนี้สักว่าเป็นส่วนของคนๆ เดียวเท่านั้น, ขอท่านจงทำความสงเคราะห์ในปรโลกแก่กระผมเถิด, อย่าทำความสงเคราะห์ในโลกนี้เลย, กระผมปรารถนาถวายไม่ให้เหลือทีเดียว" ดังนี้แล้ว จึงเกลี่ยลงทั้งหมด. พระเถระฉันในที่นั้นนั่นแล. ครั้นในเวลาเสร็จภัตกิจ เขาถวายผ้าสาฎกแม้นั้นแก่พระเถระนั้น ไหว้แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า "ท่านผู้เจริญ แม้กระผมพึงบรรลุธรรมที่ท่านเห็นแล้วเหมือนกัน."
พระเถระทำอนุโมทนาแก่พราหมณ์นั้นว่า "จงสำเร็จอย่างนั้น พราหมณ์" ลุกขึ้นจากอาสนะหลีกไป เที่ยวจาริกโดยลำดับ ได้ถึงพระเชตวันแล้ว. พราหมณ์ยากจนตายไปเกิดในกรุงสาวัตถี
ก็ทานที่บุคคลถวายแล้วในคราวที่ตนตกยาก ย่อมยังผู้ถวายให้ร่าเริงอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น แม้พราหมณ์ถวายทานนั้นแล้ว มีจิตเลื่อมใส เกิดโสมนัสแล้ว ได้ทำความสิเนหามีประมาณยิ่งในพระเถระ. ด้วยความสิเนหาในพระเถระนั่นแล พราหมณ์นั้นทำกาละแล้ว ถือปฏิสนธิในสกุลอุปัฏฐากของพระเถระในกรุงสาวัตถี.
ก็ในขณะนั้นแล มารดาของเขาบอกแก่สามีว่า "สัตว์เกิดในครรภ์ ตั้งขึ้นในท้องของฉัน." สามีนั้นได้ให้เครื่องบริหารครรภ์แก่มารดาของทารกนั้นแล้ว. เมื่อนางเว้นการบริโภคอาหารวัตถุมีของร้อนจัด เย็นนัก และเปรี้ยวนักเป็นต้น รักษาครรภ์อยู่โดยสบาย ความแพ้ท้องเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า "ไฉนหนอ เราพึงนิมนต์ภิกษุ ๕๐๐ รูป มีพระสารีบุตรเถระเป็นประธานให้นั่งในเรือน ถวายปายาส ๑- เจือด้วยน้ำนมล้วน แม้ตนเองนุ่งห่มผ้ากาสาวะ ถือขันทอง นั่งในที่สุดแห่งอาสนะ แล้วบริโภคข้าวปายาสอันเป็นเดนของภิกษุประมาณเท่านี้." ____________________________ ๑- ข้าวชนิดหนึ่ง ที่หุงเจือด้วยน้ำนม น้ำผึ้ง น้ำตาล เป็นต้น หรือข้าวเปียกเจือนม.
ได้ยินว่า ความแพ้ท้องในเพราะการนุ่งห่มผ้ากาสาวะนั้นของนาง ได้เป็นบุรพนิมิตแห่งการบรรพชาในพระพุทธศาสนาของบุตรในท้อง.
ลำดับนั้น พวกญาติของนาง คิดว่า "ความแพ้ท้องของธิดาพวกเราประกอบด้วยธรรม" ดังนี้แล้ว จึงถวายข้าวปายาสเจือด้วยน้ำนมล้วน แก่ภิกษุ ๕๐๐ รูป ทำพระสารีบุตรเถระให้เป็นพระสังฆเถระ. แม้นางก็นุ่งผ้ากาสาวะผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง ถือขันทองนั่งในที่สุดแห่งอาสนะ บริโภคข้าวปายาสอันเป็นเดน (ของภิกษุ).
ความแพ้ท้องสงบแล้ว.
ในมงคลอันเขากระทำแล้วในระหว่างๆ แก่นางนั้น ตลอดเวลาสัตว์เกิดในครรภ์คลอดก็ดี ในมงคลอันเขากระทำแล้วแก่นางผู้คลอดบุตรแล้ว โดยล่วงไป ๑๐ เดือนก็ดี พวกญาติก็ได้ถวายข้าวมธุปายาสมีน้ำน้อย แก่ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป มีพระสารีบุตรเถระเป็นประธานเหมือนกัน.
ได้ยินว่า นี่เป็นผลแห่งข้าวปายาสที่ทารกถวายแล้วในเวลาที่ตนเป็นพราหมณ์ ในกาลก่อน.
ก็ในวันมงคลที่พวกญาติกระทำในวันที่ทารกเกิด พวกญาติให้ทารกนั้นอาบน้ำแต่เช้าตรู่ ประดับแล้วให้นอนเบื้องบนผ้ากัมพลมีค่าแสนหนึ่ง บนที่นอนอันมีสิริ. ทารกบริจาคทาน
ทารกนั้นนอนอยู่บนผ้ากัมพลนั้นเอง แลดูพระเถระแล้ว คิดว่า "พระเถระนี้เป็นบุรพาจารย์ของเรา, เราได้สมบัตินี้เพราะอาศัยพระเถระนี้, การที่เราทำการบริจาคอย่างหนึ่งแก่ท่านผู้นี้ ควร" อันญาตินำไปเพื่อประโยชน์แก่การรับสิกขาบท ได้เอานิ้วก้อยเกี่ยวผ้ากัมพลนั้นยึดไว้.
ครั้งนั้น ญาติทั้งหลายของทารกนั้นคิดว่า "ผ้ากัมพลคล้องที่นิ้วมือแล้ว" จึงปรารภจะนำออก. ทารกนั้นร้องไห้แล้ว พวกญาติกล่าวว่า "ขอพวกท่านจงหลีกไปเถิด, ท่านทั้งหลายอย่ายังทารกให้ร้องไห้เลย" ดังนี้แล้ว จึงนำไปพร้อมกับผ้ากัมพลนั่นแล. ในเวลาไหว้พระเถระ ทารกนั้นชักนิ้วมือออกจากผ้ากัมพล ให้ผ้ากัมพลตกลง ณ ที่ใกล้เท้าของพระเถระ.
ลำดับนั้น พวกญาติไม่กล่าวว่า "เด็กเล็กไม่รู้กระทำแล้ว" กล่าวว่า "ท่านเจ้าข้า ผ้าอันบุตรของพวกข้าพเจ้าถวายแล้ว จงเป็นอันบริจาคแล้วทีเดียว" ดังนี้แล้ว กล่าวว่า "ท่านเจ้าข้า ขอพระผู้เป็นเจ้าจงให้สิกขาบทแก่ทาสของท่าน ผู้ทำการบูชาด้วยผ้ากัมพลนั่นแหละ อันมีราคาแสนหนึ่ง."
พระเถระ. เด็กนี้ชื่ออะไร?
พากญาติ. ชื่อเหมือนกับพระผู้เป็นเจ้า ขอรับ.
พระเถระ. นี่จักชื่อ ติสสะ.
ได้ยินว่า พระเถระ ในเวลาเป็นคฤหัสถ์ ได้มีชื่อว่า อุปติสสมาณพ, แม้มารดาของเด็กนั้น ก็คิดว่า "เราไม่ควรทำลายอัธยาศัยของบุตร." พวกญาติ ครั้นกระทำมงคลคือการขนานนามแห่งเด็กอย่างนั้นแล้ว ในมงคลคือการบริโภคอาหารของเด็กนั้นก็ดี ในมงคลคือการเจาะหูของเด็กนั้นก็ดี ในมงคลคือการนุ่งผ้าของเด็กนั้นก็ดี ในมงคลคือการโกนจุกของเด็กนั้นก็ดี ได้ถวายข้าวมธุปายาสมีน้ำน้อย แก่ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป มีพระสารีบุตรเถระเป็นประธาน.
เด็กเจริญวัยแล้ว กล่าวกะมารดา ในเวลามีอายุ ๗ ขวบว่า "แม่ ฉันจักบวชในสำนักของพระเถระ." มารดานั้นรับว่า "ดีละ ลูก, เมื่อก่อนแม่ก็ได้หมายใจไว้ว่า ‘เราไม่ควรทำลายอัธยาศัยของลูก’, เจ้าจงบวชเถิดลูก" ดังนี้แล้ว ให้คนนิมนต์พระเถระมา ถวายภิกษาแก่พระเถระนั้นผู้มาแล้ว กล่าวว่า "ท่านเจ้าข้า ทาสของท่านกล่าวว่า ‘จักบวช’, พวกดิฉันจักพาทาสของท่านนี้ไปสู่วิหารในเวลาเย็น" ส่งพระเถระไปแล้ว ในเวลาเย็นพาบุตรไปสู่วิหารด้วยสักการะและสัมมานะเป็นอันมาก แล้วก็มอบถวายพระเถระ. การบวชทำได้ยาก
พระเถระกล่าวกับเด็กนั้นว่า "ติสสะ ชื่อว่าการบวชเป็นของที่ทำได้ยาก, เมื่อความต้องการด้วยของร้อนมีอยู่ ย่อมได้ของเย็น, เมื่อความต้องการด้วยของเย็นมีอยู่ ย่อมได้ของร้อน, ชื่อว่า นักบวชทั้งหลายย่อมเป็นอยู่โดยลำบาก, ก็เธอเสวยความสุขมาแล้ว."
ติสสะ. ท่านขอรับ กระผมจักสามารถทำได้ทุกอย่าง ตามทำนองที่ท่านบอกแล้ว. กัมมัฏฐานพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ไม่เคยทรงละ
พระเถระกล่าวว่า "ดีละ" แล้วบอกตจปัญจกกัมมัฏฐาน ด้วยสามารถแห่งการกระทำไว้ในใจโดยความเป็นของปฏิกูลแก่เด็กนั้น ให้เด็กบวชแล้ว.
จริงอยู่ การที่ภิกษุบอกอาการ ๓๒ แม้ทั้งสิ้นควรแท้, เมื่อไม่อาจบอกได้ทั้งหมด พึงบอกตจปัญจกกัมมัฏฐานก็ได้, ด้วยว่า กัมมัฏฐานนี้ พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ไม่ทรงละแล้วโดยแท้. การกำหนดภิกษุก็ดี ภิกษุณีก็ดี อุบาสกก็ดี อุบาสิกาก็ดี ผู้บรรลุพระอรหัตในเพราะบรรดาอาการทั้งหลายมีผมเป็นต้น ส่วนหนึ่งๆ ย่อมไม่มี. ก็ภิกษุทั้งหลายผู้ไม่ฉลาด เมื่อยังกุลบุตรให้บวช ย่อมยังอุปนิสัยแห่งพระอรหัตให้ฉิบหายเสีย เพราะเหตุนั้น พระเถระพอบอกกัมมัฏฐานแล้ว จึงให้บวช ให้ตั้งอยู่ในศีล ๑๐.
มารดาบิดาทำสักการะแก่บุตรผู้บวชแล้ว ได้ถวายข้าวมธุปายาสมีน้ำน้อยเท่านั้นแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ในวิหารนั่นเองสิ้น ๗ วัน. ฝ่ายภิกษุทั้งหลายโพนทะนาว่า "เราทั้งหลายไม่สามารถจะฉันข้าวมธุปายาสมีน้ำน้อยเป็นนิตย์ได้." มารดาบิดา แม้ของสามเณรนั้น ได้ไปสู่เรือนในเวลาเย็นในวันที่ ๗. ในวันที่ ๘ สามเณรเข้าไปบิณฑบาตกับภิกษุทั้งหลาย. สามเณรมีลาภมากเพราะผลทานในกาลก่อน
ชาวเมืองสาวัตถีกล่าวว่า "ได้ยินว่า สามเณรจักเข้าไปบิณฑบาตในวันนี้, พวกเราจักทำสักการะแก่สามเณรนั้น" ดังนี้แล้ว จึงทำเทริดด้วยผ้าสาฎกประมาณ ๕๐๐ ผืน จัดแจงบิณฑบาต ประมาณ ๕๐๐ ที่ได้ถือไปยืนดักทางถวายแล้ว. ในวันรุ่งขึ้น ได้มาสู่ป่าใกล้วิหาร ถวายแล้ว.
สามเณรได้บิณฑบาตพันหนึ่งกับผ้าสาฎกพันหนึ่ง โดย ๒ วันเท่านั้นด้วยอาการอย่างนี้ ให้คนถวายแก่ภิกษุสงฆ์แล้ว. ได้ยินว่า นั่นเป็นผลแห่งผ้าสาฎกเนื้อหยาบที่สามเณรถวายแล้วในคราวเป็นพราหมณ์.
ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายขนานนามสามเณรนั้นว่า "ปิณฑปาตทายกติสสะ" รุ่งขึ้นวันหนึ่งในฤดูหนาว สามเณรเที่ยวจาริกไปในวิหาร เห็นภิกษุทั้งหลายผิงไฟอยู่ในเรือนไฟเป็นต้นในที่นั้นๆ จึงเรียนว่า "ท่านขอรับ เหตุไรท่านทั้งหลายจึงนั่งผิงไฟ?"
พวกภิกษุ. ความหนาวเบียดเบียนพวกเรา สามเณร.
สามเณร. ท่านขอรับ ธรรมดาในฤดูหนาว ท่านทั้งหลายควรห่มผ้ากัมพล เพราะผ้ากัมพลนั้นสามารถกันหนาวได้.
พวกภิกษุ. สามเณร เธอมีบุญมากพึงได้ผ้ากัมพล พวกเราจักได้ผ้ากัมพลแต่ที่ไหน?
สามเณรกล่าวว่า "ท่านขอรับ ถ้ากระนั้น พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายผู้มีความต้องการผ้ากัมพล จงมากับกระผมเถิด" แล้วให้บอกภิกษุในวิหารทั้งสิ้น. ภิกษุทั้งหลายคิดว่า "พวกเราจักไปกับสามเณรแล้ว นำผ้ากัมพลมา" อาศัยสามเณรผู้มีอายุ ๗ ปี ออกไปแล้วประมาณพันรูป. สามเณรนั้นมิให้แม้จิตเกิดขึ้นว่า "เราจักได้ผ้ากัมพลแต่ที่ไหน เพื่อภิกษุประมาณเท่านี้" พวกภิกษุเหล่านั้นบ่ายหน้าสู่พระนครไปแล้ว.
จริงอยู่ ทานที่บุคคลถวายดีแล้ว ย่อมมีอานุภาพเช่นนี้. สามเณรนั้นเที่ยวไปตามลำดับเรือนภายนอกพระนครเท่านั้น ได้ผ้ากัมพลประมาณ ๕๐๐ ผืนแล้ว จึงเข้าไปภายในพระนคร. พวกมนุษย์นำผ้ากัมพลมาแต่ที่โน้นที่นี้. ส่วนบุรุษคนหนึ่งเดินไปโดยทางประตูร้านตลาด เห็นชาวร้านตลาดคนหนึ่งผู้นั่งคลี่ผ้ากัมพล ๕๐๐ ผืน จึงพูดว่า "ผู้เจริญ สามเณรรูปหนึ่งรวบรวมผ้ากัมพลอยู่, ท่านจงซ่อนผ้ากัมพลของท่านเสียเถิด.
ชาวร้านตลาด. ก็สามเณรนั้น ถือเอาสิ่งที่เขาให้แล้วหรือที่เขายังไม่ให้.
บุรุษ. ถือเอาสิ่งที่เขาให้แล้ว.
ชาวร้านตลาดพูดว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น, ถ้าเราปรารถนา เราจักให้, หากเราไม่ปรารถนา จักไม่ให้ ท่านจงไปเสียเถิด" ดังนี้แล้ว ก็ส่งเขาไป. ลักษณะคนตระหนี่
จริงอยู่ พวกคนตระหนี่ผู้เป็นอันธพาล เมื่อชนเหล่าอื่นให้ทานอย่างนี้ ก็ตระหนี่แล้ว จึงเกิดในนรก เหมือนกาฬอำมาตย์เห็นอสทิสทานแล้วตระหนี่อยู่ฉะนั้น. ชาวร้านตลาดคิดว่า "บุรุษนี้มาโดยธรรมดาของตน กล่าวกะเราว่า ‘ท่านจงซ่อนผ้ากัมพลของท่านเสีย’, แม้เราก็ได้กล่าวว่า "ถ้าสามเณรนั้นถือเอาสิ่งที่เขาให้, ถ้าเราปรารถนา เราจักให้ของๆ เรา หากไม่ปรารถนา เราก็จักไม่ให้, ก็เมื่อเราไม่ให้ของที่สามเณรเห็นแล้ว ความละอายย่อมเกิดขึ้น, เมื่อเราซ่อนของๆ ตนไว้ ย่อมไม่มีโทษ, บรรดาผ้ากัมพล ๕๐๐ นี้ ผ้ากัมพล ๒ ผืนมีราคาตั้งแสน, การซ่อนผ้า ๒ ผืนนี้ไว้ ควร" ดังนี้แล้ว จึงผูกผ้ากัมพลทั้งสองผืน ทำให้เป็นชายด้วยชาย ๑- วางซ่อนไว้ในระหว่างแห่งผ้าเหล่านั้น. ____________________________ ๑- เอาชายผ้า ๒ ผืนผูกติดกัน.
ฝ่ายสามเณรถึงประเทศนั้นพร้อมด้วยภิกษุพันหนึ่ง. เพราะเห็นสามเณรเท่านั้น ความรักเพียงดังบุตรก็เกิดขึ้นแก่ชาวร้านตลาด สรีระทั้งสิ้นได้เต็มเปี่ยมแล้วด้วยความรัก. เขาคิดว่า "ผ้ากัมพลทั้งหลายจงยกไว้, เราเห็นสามเณรนี้แล้วจะให้แม้เนื้อคือหทัย ก็ควร." ชาวร้านตลาดนั้นนำผ้ากัมพลทั้งสองผืนนั้นออกมาวางไว้แทบเท้าของสามเณร ไหว้แล้วได้กล่าวว่า "ท่านเจ้าข้า ผมพึงมีส่วนแห่งธรรมที่ท่านเห็นแล้ว."
สามเณรแม้นั้นได้ทำอนุโมทนาแก่เขาว่า "จงสำเร็จอย่างนั้นเถิด" สามเณรได้ผ้ากัมพล ๕๐๐ ผืนแม้ในภายในพระนคร. ในวันเดียวเท่านั้นได้ผ้ากัมพลพันหนึ่ง ได้ถวายแก่ภิกษุพันหนึ่ง ด้วยประการฉะนี้.
ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายขนานนามของสามเณรนั้นว่า "กัมพลทายกติสสะ." ผ้ากัมพลที่สามเณรให้ในวันตั้งชื่อ ถึงความเป็นผ้ากัมพลพันหนึ่ง ในเวลาตนมีอายุ ๗ ปี ด้วยประการฉะนี้. ให้ของน้อยแต่ได้ผลมาก
ของน้อยอันบุคคลให้แล้วในฐานะใด ย่อมมีผลมาก, ของมากที่บุคคลให้แล้วในฐานะใด ย่อมมีผลมากกว่า, ฐานะอื่นนั้น ยกพระพุทธศาสนาเสียมิได้มี. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ของน้อยที่บุคคลให้แล้วในหมู่ภิกษุเช่นใดมีผลมาก; ของมากที่บุคคลให้แล้วในหมู่ภิกษุเช่นใดมีผลมากกว่า, หมู่ภิกษุนี้ก็เป็นเช่นนั้น." แม้สามเณรมีอายุ ๗ ปีได้ผ้ากัมพลพันหนึ่ง ด้วยผลแห่งผ้ากัมพลผืนหนึ่งด้วยประการฉะนี้.
เมื่อสามเณรนั้นอยู่ในพระเชตวัน พวกเด็กที่เป็นญาติมาสู่สำนักพูดจาปราศรัยเนืองๆ. สามเณรนั้นคิดว่า "อันเราเมื่ออยู่ในที่นี้ เมื่อเด็กที่เป็นญาติมาพูดอยู่ ไม่อาจที่จะไม่พูดได้ ด้วยการเนิ่นช้า คือการสนทนากับเด็กเหล่านี้ เราไม่อาจทำที่พึ่งแก่ตนได้ ไฉนหนอ เราเรียนกัมมัฏฐานในสำนักของพระศาสดาแล้ว พึงเข้าไปสู่ป่า." ติสสสามเณรออกป่าทำสมณธรรม
ติสสสามเณรนั้นเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว ทูลให้พระศาสดาตรัสบอกกัมมัฏฐานจนถึงพระอรหัต ไหว้พระอุปัชฌายะแล้ว ถือบาตรและจีวรออกไปจากวิหารแล้ว คิดว่า "ถ้าเราจักอยู่ในที่ใกล้ไซร้, พวกญาติจะร้องเรียกเราไป" จึงได้ไปสิ้นทางประมาณ ๑๒๐ โยชน์. ครั้งนั้น สามเณรเดินไปทางประตูบ้านแห่งหนึ่ง เห็นชายแก่คนหนึ่ง จึงถามว่า "อุบาสก วิหารในป่าของภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ในประเทศนี้มีไหม?"
อุบาสก. มี ขอรับ.
สามเณร. ถ้าอย่างนั้น ขอท่านช่วยบอกทางแก่ฉัน.
ก็ความรักเพียงดังบุตรเกิดขึ้นแล้วแก่อุบาสก เพราะเห็นสามเณรนั้น.
ลำดับนั้น อุบาสกยืนอยู่ในที่นั้นนั่นแล ไม่บอกแก่สามเณรนั้น กล่าวว่า "มาเถิด ขอรับ ผมจักบอกแก่ท่าน" ได้พาสามเณรนั้นไปแล้ว. สามเณร เมื่อไปกับอุบาสกแก่นั้น เห็นประเทศ #- ๖ แห่ง ๕ แห่ง อันประดับแล้วด้วยดอกไม้และผลไม้ต่างๆ ในระหว่างทาง จึงถามว่า "ประเทศนี้ชื่ออะไร? อุบาสก" ____________________________ #- คำว่าประเทศในที่นี้ หมายความเพียงบ้านหนึ่งหรือตำบลหนึ่งเท่านั้น.
ฝ่ายอุบาสกนั้นบอกชื่อประเทศเหล่านั้นแก่สามเณรนั้น ถึงวิหารอันตั้งอยู่ในป่าแล้ว กล่าวว่า "ท่านขอรับ ที่นี่เป็นที่สบาย, ขอท่านจงอยู่ในที่นี้เถิด" แล้วถามชื่อว่า "ท่านชื่ออะไร? ขอรับ" เมื่อสามเณรบอกว่า "ฉันชื่อวนวาสีติสสะ อุบาสก." จึงกล่าวว่า "พรุ่งนี้ ท่านควรไปเที่ยวบิณฑบาตในบ้านของพวกกระผม" แล้วกลับไปสู่บ้านของตนนั่นแหละ บอกแก่พวกมนุษย์ว่า "สามเณร ชื่อวนวาสีติสสะมาสู่วิหารแล้ว, ขอท่านจงจัดแจงอาหารวัตถุมียาคูและภัตเป็นต้น เพื่อสามเณรนั้น."
ครั้งแรกทีเดียว สามเณรเป็นผู้ชื่อว่า "ติสสะ" แต่นั้นได้ชื่อ ๓ ชื่อเหล่านี้คือ ปิณฑปาตทายกติสสะ กัมพลทายกติสสะ วนวาสีติสสะ ได้ชื่อ ๔ ชื่อภายในอายุ ๗ ปี. รุ่งขึ้น สามเณรนั้นเข้าไปบิณฑบาตยังบ้านนั้นแต่เช้าตรู่. พวกมนุษย์ถวายภิกษา ไหว้แล้ว. สามเณรกล่าวว่า "ขอท่านทั้งหลายจงถึงซึ่งความสุข, จงพ้นจากทุกข์เถิด." แม้มนุษย์คนหนึ่งถวายภิกษาแก่สามเณรนั้นแล้ว ก็ไม่สามารถจะ (กลับ) ไปยังเรือนได้อีก, ทุกคนได้ยืนแลดูอยู่ทั้งนั้น. แม้สามเณรนั้นก็รับภัตพอยังอัตภาพให้เป็นไปเพื่อตน. ชาวบ้านทั้งสิ้นหมอบลงด้วยอก แทบเท้าของสามเณรนั้นแล้ว กล่าวว่า "ท่านเจ้าข้า เมื่อท่านอยู่ในที่นี้ตลอดไตรมาสนี้ พวกกระผมจักรับสรณะ ๓ ตั้งอยู่ในศีล ๕ จักทำอุโบสถกรรม ๘ ครั้งต่อเดือน. ขอท่านจงให้ปฏิญญาแก่กระผมทั้งหลาย เพื่อประโยชน์แห่งการอยู่ในที่นี้."
สามเณรนั้นกำหนดอุปการะ จึงให้ปฏิญญาแก่มนุษย์เหล่านั้น เที่ยวบิณฑบาตในบ้านนั้นนั่นแลเป็นประจำ. ก็ในขณะที่เขาไหว้แล้วๆ กล่าวเฉพาะ ๒ บทว่า "ขอท่านทั้งหลายจงถึงซึ่งความสุข, จงพ้นจากทุกข์" ดังนี้แล้ว หลีกไป. สามเณรนั้นให้เดือนที่ ๑ และเดือนที่ ๒ ล่วงไปแล้ว ณ ที่นั้น เมื่อเดือนที่ ๓ ล่วงไปก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา. อุปัชฌายะไปเยี่ยมสามเณร
ครั้นเวลาปวารณาออกพรรษาแล้ว พระอุปัชฌายะของสามเณรนั้นเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จะไปยังสำนักติสสสามเณร."
พระศาสดา. ไปเถิด สารีบุตร.
พระสารีบุตรเถระนั้น เมื่อพาภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูปซึ่งเป็นบริวารของตน หลีกไป กล่าวว่า "โมคคัลลานะผู้มีอายุ กระผมจะไปยังสำนักติสสสามเณร" พระโมคคัลลานเถระกล่าวว่า "ท่านผู้มีอายุ แม้กระผมก็จักไปด้วย" ดังนี้แล้ว ก็ออกไปพร้อมกับภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป.
พระมหาสาวกทั้งปวง คือพระมหากัสสปเถระ พระอนุรุทธเถระ พระอุบาลีเถระ พระปุณณเถระเป็นต้น ออกไปพร้อมกับภิกษุประมาณองค์ละ ๕๐๐ รูป โดยอุบายนั้นแล. บริวารของพระมหาสาวกแม้ทั้งหมด ได้เป็นภิกษุประมาณ ๔ หมื่น. อุบาสกผู้บำรุงสามเณรเป็นประจำ เห็นภิกษุเหล่านั้นผู้เดินทางประมาณ ๑๒๐ โยชน์ ถึงโคจรคามแล้ว ณ ประตูบ้านนั่นเองต้อนรับไหว้แล้ว.
ลำดับนั้น พระสารีบุตรเถระถามอุบาสกนั้นว่า "อุบาสก วิหารอันตั้งอยู่ในป่าในประเทศนี้มีอยู่หรือ?"
อุบาสก. มีขอรับ.
พระเถระ. มีภิกษุไหม?
อุบาสก. มีขอรับ.
พระเถระ. ใคร อยู่ในที่นั้น?
อุบาสก. วนวาสีติสสสามเณร ขอรับ.
พระเถระ. ถ้ากระนั้น ท่านจงบอกทางแก่พวกฉัน.
อุบาสก. ท่านเป็นภิกษุพวกไหน? ขอรับ.
พระเถระ. พวกเรามาสู่สำนักของสามเณร.
อุบาสกแลดูภิกษุเหล่านั้น จำพระมหาสาวกแม้ทั้งหมดได้ นับตั้งแต่พระธรรมเสนาบดีเป็นต้น. เขามีสรีระอันปีติถูกต้องแล้วหาระหว่างมิได้ กล่าวว่า "ท่านขอรับ ขอท่านจงหยุดก่อนเถิด" แล้วเข้าไปสู่บ้านโดยเร็ว ป่าวร้องว่า "พระอสีติมหาสาวกผู้เป็นเจ้าทั้งหลายเหล่านี้ นับแต่พระสารีบุตรเถระเป็นต้น มาสู่สำนักของสามเณร กับด้วยบริวารของตนๆ, ท่านทั้งหลายจงถือเอาเครื่องใช้มีเตียง ตั่ง เครื่องปูลาด ประทีปและน้ำมันเป็นต้น ออกไปโดยเร็วเถิด."
ทันใดนั้นเอง พวกมนุษย์ขนเตียงเป็นต้น เดินติดตามรอยพระเถระไป เข้าไปสู่วิหารพร้อมกับพระเถระนั่นแหละ. สามเณรจำหมู่ภิกษุได้ รับบาตรและจีวรพระมหาเถระ ๒-๓ องค์แล้ว ได้ทำวัตร. เมื่อสามเณรนั้นจัดแจงที่อยู่เพื่อพระเถระทั้งหลายเก็บบาตรและจีวรอยู่นั่นแล, ก็มืดพอดี. พระสารีบุตรเถระกล่าวกะพวกอุบาสกว่า "อุบาสกทั้งหลาย พวกท่านไปเถิด, ความมืดเกิดแก่พวกท่าน."
พวกอุบาสก. ท่านผู้เจริญ วันนี้เป็นวันฟังธรรม, พวกกระผมจักยังไม่ไป จักฟังธรรม, ในกาลก่อนแต่นี้ แม้การฟังธรรมมิได้มีแก่กระผมทั้งหลาย.
พระเถระ. สามเณร ถ้ากระนั้น เธอจงตามประทีป ประกาศเวลาฟังธรรมเถิด.
สามเณรนั้นได้ทำแล้วอย่างนั้น.
ลำดับนั้น พระเถระกล่าวกะสามเณรนั้นว่า "ติสสะ พวกอุปัฏฐากของเธอ กล่าวอยู่ว่า ‘พวกเราใคร่จะฟังธรรม’, เธอจงกล่าวธรรมแก่อุปัฏฐากเหล่านั้น." พวกอุบาสกลุกขึ้นพร้อมกันทันที กล่าวว่า "ท่านผู้เจริญ พระผู้เป็นเจ้าของพวกกระผม ยกแต่บท ๒ บทเหล่านี้ คือ ‘ขอท่านทั้งหลายจงมีความสุข, จงพ้นจากทุกข์’, หารู้ธรรมกถาอย่างอื่นไม่, ขอท่านทั้งหลายจงให้พระธรรมกถึกรูปอื่นแก่พวกกระผมเถิด." ก็สามเณรถึงบรรลุพระอรหัตแล้ว ก็มิได้กล่าวธรรมกถาแก่อุปัฏฐากเหล่านั้นเลย. เหตุให้ถึงสุขและพ้นจากทุกข์
ก็ในกาลนั้น พระอุปัชฌายะกล่าวกะสามเณรนั้นว่า "สามเณร คนทั้งหลายจะมีความสุขได้อย่างไร? [และ] จะพ้นจากทุกข์ได้อย่างไร? เธอจงกล่าวเนื้อความแห่งบททั้งสองนี้แก่เราทั้งหลาย."
สามเณรนั้นรับว่า "ดีละ ขอรับ" แล้วถือพัดอันวิจิตร ขึ้นสู่ธรรมาสน์ ชักผลและเหตุมาจากนิกายทั้ง ๕ จำแนกขันธ์ ธาตุ อายตนะและโพธิปักขิยธรรม ดุจมหาเมฆตั้งขึ้นใน ๔ ทวีป ยังฝนลูกเห็บให้ตกอยู่ กล่าวธรรมกถาด้วยยอดคือพระอรหัต
แล้วกล่าวว่า "ท่านผู้เจริญ ความสุขย่อมมีแก่บุคคลผู้บรรลุพระอรหัตอย่างนี้, ผู้บรรลุพระอรหัตแล้วนั่นแล ย่อมพ้นจากทุกข์, คนที่เหลือไม่พ้นจากชาติทุกข์เป็นต้น และจากทุกข์ในนรกเป็นต้นได้."
พระเถระกล่าวว่า "ดีละ สามเณร การกล่าวโดยบทอันเธอกล่าวดีแล้ว, บัดนี้ จงกล่าวสรภัญญะเถิด." สามเณรนั้นกล่าวแม้สรภัญญะแล้ว.
เมื่ออรุณขึ้น พวกมนุษย์ที่บำรุงสามเณรได้เป็น ๒ พวก. บางพวกโกรธว่า "ในกาลก่อนแต่นี้ พวกเราไม่เคยเห็นคนหยาบช้าเช่นนี้, ทำไม สามเณรรู้ธรรมกถาเห็นปานนี้ จึงไม่กล่าวบทแห่งธรรมแม้สักบทหนึ่ง แก่พวกมนุษย์ผู้ตั้งอยู่ในฐานะเพียงดังมารดาบิดา อุปัฏฐากอยู่สิ้นกาลประมาณเท่านี้. บางพวกยินดีว่า "เป็นลาภของพวกเราหนอ ผู้แม้ไม่รู้คุณหรือโทษ บำรุงท่านผู้เจริญเห็นปานนี้, แต่บัดนี้ พวกเราได้เพื่อฟังธรรมในสำนักของท่านผู้เจริญนั้น."
ในเวลาใกล้รุ่งวันนั้น แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรวจดูสัตวโลก ทรงเห็นพวกอุปัฏฐากของวนวาสีติสสสามเณร ผู้เข้าไปภายในข่ายคือพระญาณของพระองค์ ทรงใคร่ครวญอยู่ว่า "เหตุอะไรหนอแล จักมี" ทรงใคร่ครวญเนื้อความนี้ว่า "พวกอุปัฏฐากของวนวาสีติสสสามเณร บางพวกโกรธ, บางพวกยินดี, ก็พวกที่โกรธสามเณรผู้เป็นบุตรของเราจักไปสู่นรก, เราควรไปที่นั้นเถิด, เมื่อเราไป คนเหล่านั้นแม้ทั้งหมดจักทำเมตตาจิตในสามเณรแล้วพ้นจากทุกข์."
มนุษย์แม้เหล่านั้นนิมนต์ภิกษุสงฆ์แล้วก็ไปบ้าน ให้คนทำมณฑป จัดอาหารวัตถุมียาคูและภัตเป็นต้น ปูอาสนะไว้แล้ว นั่งดูการมาของพระสงฆ์. แม้ภิกษุทั้งหลายทำการชำระสรีระแล้ว เมื่อจะเข้าไปสู่บ้านในเวลาเที่ยวภิกษา จึงถามสามเณรว่า "ติสสะ เธอจักไปพร้อมกับพวกเราหรือ หรือจักไปภายหลัง?"
สามเณร. กระผมจักไปในเวลาเป็นที่ไปของกระผมตามเคย, นิมนต์ท่านทั้งหลายไปเถิด ขอรับ. พวกมนุษย์เลื่อมใสติสสสามเณร
ภิกษุทั้งหลายถือบาตรและจีวรเข้าไปแล้ว.
พระศาสดาทรงห่มจีวรในพระเชตวันนั่นแล แล้วทรงถือบาตร เสด็จไปโดยขณะจิตเดียวเท่านั้น ทรงแสดงพระองค์ประทับยืนข้างหน้าภิกษุทั้งหลายทีเดียว. ชาวบ้านทั้งสิ้นได้ตื่นเต้นเอิกเกริกเป็นอย่างเดียวกันว่า "พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมา." พวกมนุษย์มีจิตร่าเริง นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ให้นั่งแล้ว ถวายยาคูแล้ว ได้ถวายของควรเคี้ยว.
เมื่อภัตยังไม่ทันเสร็จนั้นแล สามเณรเข้าไปสู่ภายในบ้านแล้ว. ชาวบ้านได้นำออกไป ถวายภิกษุแก่สามเณรโดยเคารพ. สามเณรนั้นรับภิกษาเพียงยังอัตภาพให้เป็นไปแล้ว ไปสู่สำนักพระศาสดา น้อมบาตรเข้าไปแล้ว. พระศาสดาตรัสว่า "นำมาเถิด ติสสะ" แล้วทรงเหยียดพระหัตถ์รับบาตร ทรงแสดงแก่พระเถระว่า "สารีบุตร จงดูบาตรของสามเณรของเธอ." พระเถระรับบาตรจากพระหัตถ์ของพระศาสดา ให้แก่สามเณรแล้ว กล่าวว่า "เธอจงไปนั่งทำภัตกิจในที่ที่ถึงแก่ตน." ชาวบ้านอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วทูลขออนุโมทนากะพระศาสดา.
พระศาสดา เมื่อจะทรงทำอนุโมทนา จึงตรัสอย่างนี้ว่า "อุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลาย เป็นลาภของท่านทั้งหลาย ซึ่งได้เห็นอสีติมหาสาวก คือสารีบุตร โมคคัลลานะ กัสสปเป็นต้น เพราะอาศัยสามเณรผู้เข้าถึงสกุลของตนๆ, แม้เราก็มาแล้ว เพราะอาศัยสามเณรผู้เข้าถึงสกุลท่านทั้งหลายเหมือนกัน, แม้การเห็นพระพุทธเจ้า อันท่านทั้งหลายได้แล้ว เพราะอาศัยสามเณรนี้นั่นเอง เป็นลาภของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายได้ดีแล้ว."
มนุษย์ทั้งหลายคิดว่า "น่ายินดี! เป็นลาภของพวกเรา, พวกเราได้เห็นพระผู้เป็นเจ้าของพวกเรา ผู้สามารถในการยังพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ให้โปรดปราน และย่อมได้ถวายไทยธรรมแก่พระผู้เป็นเจ้านั้น."
พวกมนุษย์ที่โกรธสามเณรกลับยินดีแล้ว. พวกที่ยินดีแล้วเลื่อมใสโดยประมาณยิ่ง. ก็ในเวลาจบอนุโมทนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลายมีโสดาปัตติผลเป็นต้นแล้ว. พระศาสดาเสด็จลุกจากอาสนะหลีกไปแล้ว. มนุษย์ทั้งหลายตามส่งเสด็จพระศาสดา ถวายบังคมแล้วกลับ.
พระศาสดาเสด็จไปด้วยพระธุระ อันเสมอกับสามเณร ตรัสถามประเทศที่อุบาสกแสดงแล้วแก่สามเณรนั้น ในกาลก่อนว่า "สามเณร ประเทศนี้ชื่ออะไร? ประเทศนี้ชื่ออะไร?" ดังนี้แล้ว ได้เสด็จไป. แม้สามเณรก็กราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ประเทศนี้ชื่อนี้, ประเทศนี้ชื่อนี้" ได้ไปแล้ว. น้ำตาของมนุษย์มากกว่าน้ำในมหาสมุทร
พระศาสดาเสด็จถึงที่อยู่ของสามเณรนั้นแล้ว เสด็จขึ้นสู่ยอดภูเขา. ก็มหาสมุทรย่อมปรากฏแก่ผู้ที่ยืนอยู่บนยอดภูเขานั้น. พระศาสดาตรัสถามสามเณรว่า "ติสสะ เธอยืนอยู่บนยอดเขา แลดูข้างโน้นและข้างนี้ เห็นอะไร?"
สามเณร. เห็นมหาสมุทร พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. เห็นมหาสมุทรแล้วคิดอย่างไร?
สามเณร. ข้าพระองค์คิดอย่างนี้ว่า ‘เมื่อเราร้องไห้ในคราวที่ถึงทุกข์ น้ำตาพึงมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่’ พระเจ้าข้า.
พระศาสดาตรัสว่า "ดีละ ดีละ ติสสะ ข้อนี้เป็นอย่างนั้น เพราะน้ำตาอันไหลออก ในเวลาที่สัตว์ผู้หนึ่งๆ ถึงซึ่งทุกข์ พึงเป็นของมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่ โดยแท้."
ก็แล ครั้นตรัสคำนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
น้ำในมหาสมุทรทั้งสีนิดหน่อย, น้ำคือน้ำตาของนระ
ผู้อันทุกข์ถูกต้องแล้ว เศร้าโศกอยู่ มีประมาณไม่น้อย
มากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่นั้น, สหาย เพราะเหตุไร
ท่านจึงยังประมาทอยู่? สถานที่สัตว์เคยตายและไม่เคยตาย
อถ นํ ปุน ปุจฺฉิ "ติสฺส กหํ วสสีติ. "อิมสฺมึ ปพฺภาเร ภนฺเตติ.
"ตตฺถ ปน วสนฺโต กึ จินฺเตสีติ. "มยา มรนฺเตน อิมสฺมึ ฐาเน
กตสฺส สรีรนิกฺเขปสฺส ปริจฺเฉโท นตฺถีติ จินฺเตสึ ภนฺเตติ. "สาธุ
สาธุ ติสฺส, เอวเมตํ, อิเมสํ หิ สตฺตานํ ปฐวิยํ นิปชฺชิตฺวา
อมตฏฺฐานํ นาม นตฺถีติ วตฺวา
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามสามเณรนั้นอีกว่า "ติสสะ เธออยู่ที่ไหน?
สามเณร. อยู่ที่เงื้อมเขานี้ พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. ก็เมื่ออยู่ในที่นั้น คิดอย่างไร?
สามเณร. ข้าพระองค์คิดว่า ‘การกำหนดการทิ้งสรีระ อันเราผู้ตายอยู่ ทำแล้วในที่นี้ ไม่มี’ พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. ตรัสว่า "ดีละ ดีละ ติสสะ, ข้อนี้ อย่างนั้น, เพราะชื่อว่าสถานที่แห่งสัตว์เหล่านี้ ผู้ที่ไม่นอนตายบนแผ่นดิน ไม่มี" ดังนี้แล้ว
จึงตรัสอุปสาฬหกชาดก ๑- ในทุกนิบาตนี้ว่า :-
พราหมณ์ นามว่าอุปสาฬหก หมื่นสี่พันถูกไฟไหม้แล้วในประเทศนี้,
สถานที่อันสัตว์ไม่เคยตาย ไม่มีในโลก. ความสัตย์ ๑ ธรรม ๑ ความ
ไม่เบียดเบียน ๑ ความสำรวม ๑ ความฝึกฝน (ทรมาน) ๑ มีอยู่ที่ใด,
พระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมเสพที่เช่นนั้น, สถานที่นั้นชื่อว่า อันสัตว์ไม่
เคยตายในโลก."
เมื่อสัตว์ทั้งหลายทำการทอดทิ้งสรีระไว้เหนือแผ่นดิน ตายอยู่, สัตว์ทั้งหลาย ชื่อว่าตายในประเทศที่ไม่เคยตาย ย่อมไม่มี ด้วยประการฉะนี้. ____________________________ ๑- ขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๑๘๑; อรรถกถาขุ. ชา. เล่ม ๒๗/ข้อ ๑๘๑;
ส่วนพระเถระทั้งหลาย เช่นพระอานนทเถระ ย่อมปรินิพพานในประเทศที่สัตว์ไม่เคยตาย. การปรินิพพานของพระอานนท์
ดังได้สดับมา พระอานนทเถระพิจารณาดูอายุสังขารในกาลที่มีอายุได้ ๑๒๐ ปี ทราบความที่อายุนั้นสิ้นไปรอบ จึงบอกว่า "เราจักปรินิพพานในวันที่ ๗ แต่วันนี้." บรรดามนุษย์ผู้อยู่ที่ฝั่งทั้งสองแห่งแม่น้ำโรหิณี ทราบข่าวนั้นแล้ว ผู้ที่อยู่ฝั่งนี้กล่าวว่า "พวกเรามีอุปการะมากแก่พระเถระ, พระเถระจักปรินิพพานในสำนักของพวกเรา." ผู้ที่อยู่ฝั่งโน้นก็กล่าวว่า "พวกเรามีอุปการะมากแก่พระเถระ, พระเถระจักปรินิพพานในสำนักของพวกเรา."
พระเถระฟังคำของชนเหล่านั้นแล้ว คิดว่า "แม้พวกชนผู้ที่อยู่ฝั่งทั้งสองก็มีอุปการะแก่เราทั้งนั้น, เราไม่อาจกล่าวว่า ‘ชนเหล่านี้ไม่มีอุปการะ’ ได้, ถ้าเราจักปรินิพพานที่ฝั่งนี้, ผู้อยู่ฝั่งโน้นจักทำการทะเลาะกับพวกฝั่งนี้ เพื่อจะถือเอา (อัฐิ) ธาตุ, ถ้าเราจักปรินิพพานที่ฝั่งโน้น พวกที่อยู่ฝั่งนี้ก็จักทำเหมือนอย่างนั้น; ความทะเลาะแม้เมื่อจะเกิด ก็จักเกิดขึ้นอาศัยเราแน่แท้, แม้เมื่อจะสงบ ก็จะสงบอาศัยเราเหมือนกัน" ดังนี้แล้ว กล่าวว่า "ทั้งพวกที่อยู่ฝั่งนี้ ย่อมมีอุปการะแก่เรา, ทั้งพวกที่อยู่ฝั่งโน้นก็มีอุปการะแก่เรา, ใครๆ ชื่อว่าไม่มีอุปการะไม่มี พวกที่อยู่ฝั่งนี้จงประชุมกันที่ฝั่งนี้แหละ พวกที่อยู่ฝั่งโน้นก็จงประชุมกันที่ฝั่งโน้นแหละ."
ในวันที่ ๗ แต่วันนั้น พระเถระนั่งโดยบัลลังก์ในอากาศประมาณ ๗ ชั่วลำตาล ในท่ามกลางแห่งแม่น้ำ กล่าวธรรมแก่มหาชนแล้วอธิษฐานว่า "ขอสรีระของเราจงแตกในท่ามกลาง, ส่วนหนึ่งจงตกฝั่งนี้, ส่วนหนึ่งจงตกฝั่งโน้น" นั่งอยู่ตามปกตินั่นแหละ เข้าสมาบัติมีเตโชธาตุเป็นอารมณ์. เปลวไฟตั้งขึ้นแล้ว สรีระแตกแล้วในท่ามกลาง ส่วนหนึ่งตกฝั่งนี้ ส่วนหนึ่งตกที่ฝั่งโน้น.
มหาชนร้องไห้แล้ว เสียงร้องไห้ได้เป็นราวกะว่าเสียงแผ่นดินทรุด น่าสงสาร แม้กว่าเสียงร้องไห้ในวันปรินิพพานแห่งพระศาสดา. พวกมนุษย์ร้องไห้ร่ำไรอยู่ตลอด ๔ เดือน เที่ยวบ่นเพ้ออยู่ว่า "เมื่อพระเถระผู้รับบาตรจีวรของพระศาสดายังดำรงอยู่ ได้ปรากฏแก่พวกเรา เหมือนการที่พระศาสดายังทรงพระชนม์อยู่ บัดนี้ พระศาสดาของพวกเราปรินิพพานแล้ว." พระศาสดาสนทนากับติสสสามเณร
พระศาสดาตรัสถามสามเณรอีกว่า "ติสสะ เธอไม่กลัวในเพราะเสียงแห่งสัตว์ทั้งหลายมีเสือเหลืองเป็นต้น ในชัฏป่านี้หรือ?"
สามเณรกราบทูลว่า "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ย่อมไม่กลัว, ก็แลอีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าความยินดีในป่า ย่อมเกิดขึ้นแก่ข้าพระองค์ เพราะฟังเสียงแห่งสัตว์เหล่านั้น" แล้วกล่าวพรรณนาป่าด้วยคาถาประมาณ ๖๐ คาถา.
ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสเรียกสามเณรนั้นว่า "ติสสะ"
สามเณร. อะไร? พระเจ้าข้า.
พระศาสดา. พวกเราจะไป เธอจักไปหรือจักกลับ?
สามเณร. เมื่ออุปัชฌายะของข้าพระองค์ พาข้าพระองค์ไป ข้าพระองค์จักไป, เมื่อให้ข้าพระองค์กลับ ข้าพระองค์ก็จักกลับ พระเจ้าข้า.
พระศาสดาเสด็จหลีกไปกับภิกษุสงฆ์. แต่อัธยาศัยของสามเณรใคร่จะกลับอย่างเดียว. พระเถระทราบอัธยาศัยนั้น จึงกล่าวว่า "ติสสะ ถ้าเธอใคร่จะกลับ ก็จงกลับเถิด." สามเณรถวายบังคมพระศาสดาและไหว้ภิกษุสงฆ์แล้วกลับ.
พระศาสดาได้เสด็จไปยังพระเชตวันแล้วเทียว. พวกภิกษุสรรเสริญสามเณร
การสนทนาของภิกษุทั้งหลายเกิดขึ้นในโรงธรรมว่า "น่าอัศจรรย์หนอ ติสสสามเณรทำกรรมที่บุคคลทำได้ยาก จำเดิมแต่ถือปฏิสนธิ พวกญาติของเธอได้ถวายข้าวปายาสมีน้ำน้อยแก่ภิกษุประมาณ ๕๐๐ ในมงคล ๗ ครั้ง, ในเวลาบวชแล้วก็ได้ถวายข้าวมธุปายาสมีน้ำน้อยเหมือนกัน แก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ภายในวิหารสิ้น ๗ วัน, ครั้นบวชแล้ว ในวันที่ ๘ เข้าไปสู่บ้าน ได้บิณฑบาตพันหนึ่งกับผ้าสาฎกพันหนึ่ง โดย ๒ วันเท่านั้น, วันรุ่งขึ้น ได้ผ้ากัมพลพันหนึ่ง, ในเวลาเธออยู่ในที่นี้ ลาภและสักการะมากก็เกิดขึ้นแล้ว ด้วยประการฉะนี้ บัดนี้ เธอทิ้งลาภและสักการะเห็นปานนี้เสีย แล้วเข้าไปสู่ป่า ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยอาหารที่เจือกัน สามเณรทำกรรมที่ทำได้โดยยากหนอ." ข้อปฏิบัติ ๒ อย่าง
พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอันใดหนอ?" เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า "ด้วยเรื่องชื่อนี้."
จึงตรัสว่า "อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่าข้อปฏิบัติอันเข้าไปอาศัยลาภนั้นเป็นอย่างอื่น, ข้อปฏิบัติอันยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพาน เป็นอย่างอื่น,
ก็อบาย ๔ #- มีประตูอันเปิดแล้วนั้นแล ตั้งอยู่ เพื่อภิกษุผู้รักษาข้อปฏิบัติอันเข้าไปอาศัยลาภ ด้วยสามารถแห่งการสมาทานธุดงค์ มีการอยู่ป่าเป็นต้น ด้วยหวังว่า ‘เราจักได้ลาภด้วยการปฏิบัติอย่างนี้’
ส่วนภิกษุผู้ละลาภและสักการะอันเกิดขึ้น ด้วยข้อปฏิบัติอันยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพานแล้วเข้าไปสู่ป่า เพียรพยายามอยู่ ย่อมยึดเอาพระอรหัตไว้ได้"
ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-
๑๕. อญฺญา หิ ลาภูปนิสา อญฺญา นิพฺพานคามินี เอวเมตํ อภิญฺญาย ภิกฺขุ พุทฺธสฺส สาวโก สกฺการํ นาภินนฺเทยฺย วิเวกมนุพฺรูหเย. ก็ข้อปฏิบัติอันเข้าไปอาศัยลาภ เป็นอย่างอื่น, ข้อปฏิบัติอันยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพาน เป็นอย่างอื่น (คนละอย่าง), ภิกษุผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ทราบเนื้อความนั้น อย่างนี้แล้ว ไม่พึงเพลิดเพลินสักการะ พึงตามเจริญวิเวก. ____________________________
#- อบาย ๔ คือ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉาน. แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บาทพระคาถาว่า อญฺญา หิ ลาภูปนิสา ความว่า ชื่อว่าข้อปฏิบัติอันเข้าไปอาศัยลาภนี้เป็นอย่างนี้แล. ข้อปฏิบัติอันยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพาน เป็นอย่างอื่น (เป็นคนละอย่าง).
จริงอยู่ อันภิกษุผู้จะให้ลาภเกิดขึ้น ควรทำอกุศลกรรมหน่อยหนึ่ง. การคดกายเป็นต้น น่าที่เธอจะพึงทำ. ด้วยว่า ในกาลใดภิกษุทำการคดบางอย่าง บรรดาคดกายเป็นต้น, ในกาลนั้นลาภย่อมเกิดขึ้น.
ก็เมื่อภิกษุหย่อนมือลงตรงๆ ในถาดเข้าปายาสไม่ทำให้งอแล้วยกขึ้น, มือเป็นแต่เพียงเปื้อนเท่านั้น, แต่เมื่อหย่อนลง ทำให้งอแล้วยกขึ้น มือย่อมช้อนก้อนข้าวปายาสออกมาได้แท้. ลาภและสักการะย่อมเกิดขึ้นในคราวทำการคดกายเป็นต้นอย่างนี้ นี้จัดเป็นข้อปฏิบัติอันเข้าไปอาศัยลาภที่ไม่ชอบธรรม. แต่ลาภที่เกิดขึ้นด้วยเหตุเห็นปานนี้ คือ "การถึงพร้อมด้วยอุปธิ ๑- การทรงไว้ซึ่งจีวร (การครองจีวร) ความเป็นพหูสูต ความมีบริวาร การอยู่ป่า" ชื่อว่าประกอบด้วยธรรม.
ก็ภิกษุผู้บำเพ็ญข้อปฏิบัติอันยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพาน พึงละการคดกายเป็นต้นเสีย, อันภิกษุผู้บำเพ็ญข้อปฏิบัติอันยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพาน ไม่ใช่คนบอด เป็นเหมือนคนบอด ไม่ใช่คนใบ้ เป็นเหมือนคนใบ้ ไม่ใช่คนหนวก เป็นเหมือนคนหนวก จึงควร. ____________________________ ๑- อุปธิสมฺปทา ฉบับยุโรปเป็น อุปสมฺปทา. คำว่า อุปธิ เป็นชื่อของกิเลสก็มี ของร่างกายก็มี ในที่นี้เป็นชื่อของร่างกาย อุปธิสมฺปทา จึงหมายถึงรูปสมบัติ.
บทว่า เอวเมตํ เป็นต้น ความว่า ภิกษุชื่อว่าเป็นสาวก เพราะอรรถว่า เกิดในที่สุดแห่งการฟัง หรือเพราะอรรถว่า ฟังโอวาทและอนุสาสนีของท่านผู้ชื่อว่าพุทธะ เพราะอรรถว่า ตรัสรู้สังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งหมด ทราบข้อปฏิบัติเป็นเครื่องยังลาภให้เกิดขึ้น และข้อปฏิบัติยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพานนั้น อย่างนี้แล้ว ไม่พึงเพลิดเพลินสักการะคือปัจจัย ๔ #- อันไม่ชอบธรรม คือไม่พึงห้ามสักการะอันชอบธรรมนั้นนั่นแล พึงเจริญวิเวก มีกายวิเวกเป็นต้น.
บรรดาวิเวกเหล่านั้น ความเป็นผู้มีกายโดดเดี่ยว ชื่อว่ากายวิเวก, สมาบัติ ๘ ##- ชื่อว่าจิตตวิเวก, พระนิพพาน ชื่อว่าอุปธิวิเวก ๓-
บรรดาวิเวกเหล่านั้น กายวิเวกย่อมบรรเทาความคลุกคลีด้วยหมู่, จิตตวิเวกย่อมบรรเทาความหมักหมมด้วยกิเลส, อุปธิวิเวกย่อมบรรเทาซึ่งความเกี่ยวข้องด้วยสังขาร; กายวิเวกย่อมเป็นปัจจัยแห่งจิตตวิเวก, จิตตวิเวกย่อมเป็นปัจจัยแห่งอุปธิวิเวก,
สมจริงดังคำที่พระสารีบุตรเถระ แม้กล่าวไว้ว่า
กายวิเวกของผู้มีกายสงบแล้ว ยินดียิ่งแล้วในการออกบวช,
จิตตวิเวกของผู้มีจิตบริสุทธิ์แล้ว ถึงความผ่องแผ้วอย่างยิ่ง,
และอุปธิวิเวกของบุคคลผู้ไม่มีอุปธิ ถึงพระนิพพาน.๔-
พึงเจริญ คือพึงพอกพูน. อธิบายว่า พึงเข้าไปสำเร็จวิเวก ๓ นี้อยู่.
ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล. ____________________________ #- จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานเภสัช . ##- รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ . ๓- อุปธิมี ๔ คือ ขันธูปธิ, กิเลสูปธิ, อภิสังขารูปธิ, กามูปธิ.
๔- ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๒๒๙. เรื่องพระวนวาสีติสสเถระ จบ.
พาลวรรควรรณนา จบ.
วรรคที่ ๕ จบ.
๑๕. เรื่องพระวนวาสีติสสเถระ (๕๕) [ฉบับมหาจุฬาฯ]
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวัน ทรงปรารภพระติสสเถระ ผู้มีปกติอยู่ในป่า ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ข้อปฏิบัติที่เป็นเหตุให้ได้ลาภเป็นอย่างหนึ่ง (อญฺญา หิ ลาภูปนิสา) เป็นต้น เทศนาตั้งขึ้นแล้วในกรุงราชคฤห์ พระสารีบุตรอนุเคราะห์พราหมณ์ผู้ยากจน
ได้ยินว่า สหายของวังคันตพราหมณ์ ผู้บิดาของพระสารีบุตรเถระ ชื่อมหาเสนพราหมณ์ อยู่ในกรุงราชคฤห์ วันหนึ่ง พระสารีบุตรเถระเที่ยวบิณฑบาต ได้ไปยังประตูเรือนของพราหมณ์นั้น เพื่ออนุเคราะห์เขา แต่พราหมณ์นั้นมีสมบัติหมดสิ้นแล้ว กลับเป็นคนยากจน เขาคิดว่า “บุตรของเราจักมาเพื่อเที่ยวบิณฑบาตที่ประตูเรือนของเรา แต่เราเป็นคนยากจน บุตรของเราเห็นจะไม่ทราบความที่เราเป็นคนยากจน ไทยธรรมอะไรๆ ของเราก็ไม่มี" เมื่อไม่อาจจะเผชิญหน้าพระเถระนั้นได้จึงหลบเสีย ถึงในวันอื่น แม้พระเถระได้ไป (อีก) พราหมณ์ก็ได้หลบเสียอย่างนั้นเหมือนกัน เขาคิดอยู่ว่า “เราได้อะไรๆ แล้วนั้นแหละจักถวาย” ก็ไม่ได้ (อะไรๆ)
ภายหลังวันหนึ่ง เขาได้ถาดเต็มด้วยข้าวปายาสพร้อมกับผ้าสาฎกเนื้อหยาบ ในที่บอกลัทธิของพราหมณ์แห่งหนึ่ง ถือไปพอถึงเรือน นึกถึงพระเถระขึ้นได้ว่า “การที่เราถวายบิณฑบาตนี้แก่พระเถระจึงสมควร” ในขณะนั้นนั่นเอง แม้พระเถระก็เข้าฌาน ออกจากสมาบัติแล้ว เห็นพราหมณ์นั้น คิดว่า “พราหมณ์ได้ไทยธรรมแล้ว หวังอยู่ซึ่งการมาของเรา การที่เราไปในที่นั้นสมควร” แล้วจึงห่มผ้าสังฆาฏิ ถือบาตรแสดงตนยืนอยู่แล้วที่ประตูเรือนของพราหมณ์นั้นนั่นเอง เพราะเห็นพระเถระเท่านั้น จิตของพราหมณ์เลื่อมใสแล้ว
ลำดับนั้น เขาไปหาพระเถระนั้น ไหว้แล้ว ทำปฏิสันถารนิมนต์ให้นั่งภายในเรือน ถือถาดอันเต็มด้วยข้าวปายาส เกลี่ยลงในบาตรของพระเถระ พระเถระรับกึ่งหนึ่งแล้วจึงเอามือปิดบาตร ทีนั้น พราหมณ์กล่าวกับพระเถระนั้นว่า “ท่านผู้เจริญ ข้าวปายาสนี้สักว่าเป็นส่วนของคนๆ เดียวเท่านั้น ขอท่านจงทำความสงเคราะห์ในปรโลกแก่กระผมเถิด อย่าทำความสงเคราะห์ในโลกนี้เลย กระผมปรารถนาถวายไม่ให้เหลือทีเดียว” แล้วจึงเกลี่ยลงทั้งหมด
พระเถระฉันในที่นั้นนั่นแล ครั้นในเวลาเสร็จภัตกิจ เขาถวายผ้าสาฎกแม้นั้นแก่พระเถระนั้น ไหว้แล้ว กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านผู้เจริญ แม้กระผมฟังบรรลุธรรมที่ท่านเห็นแล้วเหมือนกัน” พระเถระทำอนุโมทนาแก่พราหมณ์นั้นว่า “จงสำเร็จอย่างนั้นเถิด พราหมณ์” ลุกขึ้นจากอาสนะหลีกไป เที่ยวจาริกโดยลำดับ ได้ถึงพระเชตวันแล้ว พราหมณ์ยากจนตายไปเกิดในกรุงสาวัตถี
ก็ทานที่บุคคลถวายแล้วในคราวที่ตนตกยาก ย่อมยังผู้ถวายให้ร่าเริงอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น แม้พราหมณ์ถวายทานนั้นแล้ว ก็มีจิตเลื่อมใส เกิดโสมนัส ได้ทำความสิเนหามีประมาณยิ่งในพระเถระ ด้วยความสิเนหาในพระเถระนั่นแล พราหมณ์นั้นตายแล้ว ถือปฏิสนธิในตระกูลอุปัฏฐากของพระเถระในกรุงสาวัตถี
ก็ในขณะนั้นแล มารดาของเขาบอกแก่สามีว่า “สัตว์เกิดในครรภ์ตั้งอยู่ในท้องของฉัน” สามีนั้นได้ให้เครื่องบริหารครรภ์แก่มารดาของทารกนั้นแล้ว เมื่อนางเว้นการบริโภคอาหารวัตถุมีของร้อนจัด เย็นจัดและเปรี้ยวจัดเป็นต้น รักษาครรภ์อยู่โดยสบาย ความแพ้ท้องเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า “ไฉนหนอ เราจึงนิมนต์ภิกษุ ๕๐๐ รูปมีพระสารีบุตรเถระเป็นประธานให้นั่งในเรือน ถวายข้าวปายาสเจือด้วยน้ำนมล้วน แม้ตนเองนุ่งห่มผ้ากาสาวะ ถือขันทองนั่งในที่สุดแห่งอาสนะแล้วบริโภคข้าวปายาสอันเป็นเดนของภิกษุประมาณเท่านี้”
ได้ยินว่า ความแพ้ท้องในเพราะการนุ่งห่มผ้ากาสาวะนั้นของนาง ได้เป็นบุพนิมิตแห่งการบรรพชาในพระพุทธศาสนาของบุตรในท้อง ลำดับนั้น พวกญาติของนางคิดว่า “ความแพ้ท้องของธิดาพวกเราประกอบด้วยธรรม” แล้วจึงถวายข้าวปายาสเจือด้วยน้ำนมล้วนแก่ภิกษุ ๕๐๐ รูป ทำพระสารีบุตรเถระให้เป็นพระสังฆเถระ แม้นางก็นุ่งผ้ากาสาวะผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง ถือขันทองนั่งในที่สุดแห่ง อาสนะบริโภคข้าวปายาสอันเป็นเดน (ของภิกษุ) ความแพ้ท้องสงบแล้ว ในมงคลอันเขาทำแล้วในระหว่างๆ แก่นางนั้น ตลอดเวลาสัตว์เกิดในครรภ์คลอดก็ดี ในมงคลอันเขาทำแล้วแก่นางผู้คลอดบุตรแล้ว โดยล่วงไป ๑๐ เดือนก็ดี พวกญาติก็ได้ถวายข้าวมธุปายาสอันมีน้ำน้อยแก่ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป มีพระสารีบุตรเถระเป็นประธานเหมือนกัน
ได้ยินว่า นี่เป็นผลแห่งข้าวปายาสที่ทารกถวายแล้ว ในเวลาที่ตนเป็นพราหมณ์ในกาลก่อน ก็ในวันมงคลที่พวกญาติทำในวันที่ทารกเกิด พวกญาติให้ทารกนั้นอาบน้ำแต่เช้าตรู่ ประดับแล้วให้นอนบนผ้ากัมพลมีค่า ๑๐๐,๐๐๐ บนที่นอนอันมีสิริ ทารกบริจาคทาน
ทารกนั้นนอนอยู่บนผ้ากัมพลนั้นเอง แลดูพระเถระแล้วคิดว่า “พระเถระนี้เป็นบูรพาจารย์ของเรา เราได้สมบัตินี้ เพราะอาศัยพระเถระนี้ การที่เราทำการบริจาคอย่างหนึ่งแก่ท่านผู้นี้จึงควร” อันญาตินำไปเพื่อประโยชน์แก่การรับสิกขาบท ได้เอานิ้วก้อยเกี่ยวผ้าก้มพลนั้นยึดไว้ ครั้งนั้น ญาติทั้งหลายของทารกนั้น คิดว่า “ผ้ากัมพลคล้องที่นิ้วมือแล้ว” จึงปรารภจะนำออก ทารกนั้นร้องไห้แล้ว พวกญาติกล่าวว่า “ขอพวกท่านจงหลีกไปเถิด ท่านทั้งหลายอย่ายังทารกให้ร้องไห้เลย” แล้วจึงนำไปพร้อมกับผ้ากัมพลนั้นแล ในเวลาไหว้พระเถระ ทารกนั้นชักนิ้วมืออกจากผ้ากัมพล ให้ผ้ากัมพลตกลง ณ ที่ใกล้เท้าของพระเถระ
ลำดับนั้น พวกญาติไม่กล่าวว่า “เด็กเล็กไม่รู้จึงทำแล้ว” กล่าวว่า “ท่านเจ้าข้า ผ้าอันบุตรของพวกข้าพเจ้าถวายแล้ว จงเป็นอันบริจาคแล้วทีเดียว” แล้วกล่าวว่า “ท่านเจ้าข้า ขอพระผู้เป็นเจ้าจงให้สิกขาบทแก่ทาสของท่าน ผู้ทำการบูชาด้วยผ้ากัมพลนั่นแหละ อันมีราคา ๑๐๐,๐๐๐
พระเถระ : เด็กนี้ชื่ออะไร
พวกญาติ : ชื่อเหมือนกับพระผู้เป็นเจ้า ขอรับ
พระเถระ : นี่จักชื่อว่าติสสะ
ได้ยินว่า พระเถระในเวลาเป็นคฤหัสถ์ ได้มีชื่อว่าอุปติสสมาณพ แม้มารดาของเด็กนั้น ก็คิดว่า “เราไม่ควรทำลายอัธยาศัยของบุตร” พวกญาติครั้นทำมงคล คือการขนานนามแห่งเด็กอย่างนั้นแล้ว ในมงคลคือการบริโภคอาหารของเด็กนั้นก็ดี ในมงคลคือการเจาะหูของเด็กนั้นก็ดี ในมงคลคือการนุ่งผ้าของเด็กนั้นก็ดี ในมงคลคือการโกนจุกของเด็กนั้นก็ดี ได้ถวายข้าวมธุปายาสอันมีน้ำน้อยแก่ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป มีพระสารีบุตรเถระเป็นประธาน
เด็กเจริญวัยแล้ว กล่าวกับมารดาในเวลามีอายุ ๗ ขวบว่า “แม่ ฉันจักบวชในสำนักของพระเถระ” มารดานั้นรับว่า “ดีละ ลูก เมื่อก่อนแม่ก็ได้หมายใจไว้ว่า “เราไม่ควรทำลายอัธยาศัยของลูก” เจ้าจงบวชเถิด ลูก” แล้วให้คนนิมนต์พระเถระมา ถวายภิกษาแก่พระเถระนั้นผู้มาแล้วกล่าวว่า “ท่านเจ้าข้า ทาสของท่านกล่าวว่า “จักบวช” พวกดิฉันจักพาทาสของท่านนี้ไปยังวิหาร” ในเวลาเย็น ส่งพระเถระไปแล้ว ในเวลาเย็นพาบุตรไปยังวิหารด้วยสักการะ และสัมมานะเป็นอันมากแล้วก็มอบถวายพระเถระ
พระเถระกล่าวกับเด็กนั้นว่า “ติสสะ ชื่อว่าการบวชเป็นของที่ทำได้ยาก เมื่อความต้องการด้วยของร้อนมีอยู่ ย่อมได้ของเย็น เมื่อความต้องการด้วยของเย็นมีอยู่ ย่อมได้ของร้อน ชื่อว่านักบวชทั้งหลาย ย่อมเป็นอยู่โดยลำบาก ก็เธอเสวยความสุขมาแล้ว” เด็กติสสะรับรองว่า “ท่านขอรับ กระผมจักสามารถทำได้ทุกอย่าง ตามทำนองที่ท่านบอกแล้ว” กัมมัฏฐานที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ไม่เคยทรงละ
พระเถระกล่าวว่า “ดีละ” แล้วบอกตจปัญจกกัมมัฏฐาน ด้วยสามารถแห่งการทำไว้ในใจ โดยความเป็นของปฏิกูลแก่เด็กนั้น ให้เด็กบวชแล้ว จริงอยู่ การที่ภิกษุบอกอาการ ๓๒ ประการแม้ทั้งสิ้นควรแท้ เมื่อไม่อาจบอกได้ทั้งหมด พึงบอกตจปัญจกกัมมัฏฐานก็ได้ ด้วยว่า กัมมัฏฐานนี้พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ไม่ทรงละแล้วโดยแท้ การกำหนดภิกษุก็ดี ภิกษุณีก็ดี อุบาสกก็ดี อุบาสิกาก็ดี ผู้บรรลุอรหัตตผล ในเพราะบรรดาอาการทั้งหลายมีผมเป็นต้น ส่วนหนึ่งๆ ย่อมไม่มี ก็ภิกษุทั้งหลายผู้ไม่ฉลาด เมื่อยังกุลบุตรให้บวช ย่อมยังอุปนิสัยแห่งอรหัตตผลให้พินาศเสีย เพราะเหตุนั้น พระเถระพอบอกกัมมัฏฐานแล้ว จึงให้บวช ให้ตั้งอยู่ในศีล ๑๐ ข้อแล้ว มารดาบิดาทำสักการะแก่บุตรผู้บวชแล้ว ได้ถวายข้าวมธุปายาสอันมีน้ำน้อยเท่านั้นแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานในวิหารนั่นเองตลอด ๗ วัน ฝ่ายภิกษุทั้งหลายโพนทนาว่า “เราทั้งหลายไม่สามารถจะฉันข้าวมธุปายาสอันมีน้ำน้อยเป็นนิตย์ได้” มารดาบิดาแม้ของสามเณรนั้น ได้ไปยังเรือนในเวลาเย็นในวันที่ ๗ ในวันที่ ๘ สามเณรเข้าไปบิณฑบาตกับภิกษุทั้งหลาย สามเณรมีลาภมากเพราะผลทานในกาลก่อน
ชาวกรุงสาวัตถีกล่าวว่า “ได้ยินว่า สามเณรจักเข้าไปบิณฑบาตในวันนี้ พวกเราจักทำสักการะแก่สามเณรนั้น” แล้วจึงทำเทริดด้วยผ้าสาฎกประมาณ ๕๐๐ ผืน จัดแจงบิณฑบาตประมาณ ๕๐๐ ที่ ได้ถือไปยืนดักทางถวายแล้ว ในวันรุ่งขึ้น ได้มายังป่าใกล้วิหาร ถวายแล้ว สามเณรได้บิณฑบาต ๑,๐๐๐ ที่ กับผ้าสาฎก ๑,๐๐๐ ผืนโดย ๒ วันเท่านั้น ด้วยอาการอย่างนี้ ให้คนถวายแก่ภิกษุสงฆ์แล้ว
ได้ยินว่า นั่นเป็นผลแห่งผ้าสาฎกเนื้อหยาบที่สามเณรถวายแล้วในคราวเป็นพราหมณ์ ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายขนานนามสามเณรนั้นว่า ปิณฑปาตทายกติสสะ
รุ่งขึ้นวันหนึ่ง ในฤดูหนาว สามเณรเที่ยวจาริกไปในวิหาร เห็นภิกษุทั้งหลายผิงไฟอยู่ในเรือนไฟเป็นต้นในที่นั้นๆ จึงเรียนว่า “ท่านขอรับ เหตุไรท่านทั้งหลายจึงนั่งผิงไฟ”
พวกภิกษุ : ความหนาวเบียดเบียนพวกเรา สามเณร
สามเณร : ท่านขอรับ ธรรมดาในฤดูหนาว ท่านทั้งหลายควรห่มผ้ากัมพล เพราะผ้ากัมพลนั้น สามารถป้องกันหนาวได้
พวกภิกษุ : สามเณร เธอมีบุญมาก จึงได้ผ้ากัมพล พวกเราจักได้ผ้ากัมพลแต่ที่ไหน
สามเณรกล่าวว่า “ท่านขอรับ ถ้ากระนั้น พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายผู้มีความต้องการผ้ากัมพล จงมากับกระผมเถิด” แล้วให้บอกภิกษุในวิหารทั้งสิ้น ภิกษุทั้งหลายคิดว่า “พวกเราจักไปกับสามเณรแล้วนำผ้ากัมพลมา” อาศัยสามเณรผู้มีอายุ ๗ ปี ออกไปแล้วประมาณ ๑,๐๐๐ รูป สามเณรนั้นมิให้แม้จิตเกิดขึ้นว่า “เราจักได้ผ้ากัมพลแต่ที่ไหน เพื่อภิกษุประมาณเท่านี้” พาภิกษุเหล่านั้นบ่ายหน้าไปยังพระนคร
จริงอยู่ ทานที่บุคคลถวายดีแล้ว ย่อมมีอานุภาพเช่นนี้ สามเณรนั้นเที่ยวไปตามลำดับเรือนภายนอกพระนครเท่านั้น ได้ผ้ากัมพลประมาณ ๕๐๐ ผืนแล้ว จึงเข้าไปภายในพระนคร พวกมนุษย์นำผ้ากัมพลมาแต่ที่โน้นที่นี้ ส่วนบุรุษคนหนึ่งเดินไปโดยทางประตูแห่งร้านตลาด เห็นชาวร้านตลาดคนหนึ่งผู้นั่งคลี่ผ้ากัมพล ๕๐๐ ผืน จึงพูดว่า “ผู้เจริญ สามเณรรูปหนึ่งรวบรวมผ้ากัมพลมาอยู่ ท่านจงซ่อนผ้ากัมพลของท่านเสียเถิด”
ชาวร้านตลาด : ก็สามเณรนั้นถือเอาสิ่งของที่เขาให้แล้วหรือที่เขายังไม่ได้ให้
บุรุษ : ถือเอาสิ่งของที่เขาให้แล้ว
ชาวร้านตลาดพูดว่า “เมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้าเราปรารถนา เราจักได้ให้ หากเราไม่ปรารถนา ก็จักไม่ให้ ท่านจงไปเสียเถิด” แล้วก็ส่งเขาไป ลักษณะคนตระหนี่
จริงอยู่ พวกคนตระหนี่ผู้เป็นอันธพาล เมื่อชนเหล่าอื่นให้ทานอย่างนี้ ก็ตระหนี่ แล้วจึงเกิดในนรก เหมือนกาฬอำมาตย์เห็นอสทิสทานแล้วตระหนี่อยู่ ฉะนั้น ชาวร้านตลาดคิดว่า “บุรุษนี้มาโดยธรรมดาของตน กล่าวกับเราว่า "ท่านจงซ่อนผ้ากัมพลของท่านเสีย” แม้เราก็ได้กล่าวว่า “ถ้าสามเณรนั้นถือเอาสิ่งที่เขาให้ ถ้าเราปรารถนา เราจักให้ของของเรา หากไม่ปรารถนา เราก็จักไม่ให้” ก็เมื่อเราไม่ให้ของที่สามเณรเห็นแล้ว ความละอายย่อมเกิดขึ้น เมื่อเราซ่อนของของตนไว้ ย่อมไม่มีโทษ บรรดาผ้ากัมพล ๕๐๐ ผืนนี้ ผ้ากัมพล ๒ ผืนมีราคาตั้งแสน การซ่อนผ้า ๒ ผืนนี้ไว้ควร” แล้วจึงผูกผ้ากัมพลทั้ง ๒ ผืน ทำให้เป็นชายด้วยชาย วางซ่อนไว้ในระหว่างแห่งผ้าเหล่านั้น
ฝ่ายสามเณรถึงประเทศนั้นพร้อมกับภิกษุ ๑,๐๐๐ รูป เพราะเห็นสามเณรเท่านั้น ความรักเพียงดังบุตรก็เกิดขึ้นแก่ชาวร้านตลาด สรีระทั้งสิ้นได้เต็มเปี่ยมแล้วด้วยความรัก เขาคิดว่า “ผ้ากัมพลทั้งหลายจงยกไว้ เราเห็นสามเณรนี้แล้วจะให้แม้เนื้อคือหทัยก็ควร” ชาวร้านตลาดนั้นนำผ้ากัมพลทั้ง ๒ ผืนนั้นออกมาวางไว้แทบเท้าของสามเณร ไหว้แล้วได้กล่าวว่า “ท่านเจ้าข้า ผมพึงมีส่วนแห่งธรรมที่ท่านเห็นแล้ว”
สามเณรแม้นั้นได้ทำอนุโมทนาแก่เขาว่า “จงสำเร็จอย่างนั้นเถิด” สามเณรได้ผ้ากัมพล ๕๐๐ ผืน แม้ในภายในพระนคร ในวันเดียวเท่านั้น ได้ผ้ากัมพล ๑,๐๐๐ ผืน ได้ถวายแก่ภิกษุ ๑,๐๐๐ รูป ด้วยประการฉะนี้ ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายขนานนามของสามเณรนั้นว่า กัมพลทายกติสสะ ผ้ากัมพลที่สามเณรให้ในวันตั้งชื่อ ถึงความเป็นผ้ากัมพล ๑,๐๐๐ ผืน ในเวลาตนมีอายุ ๗ ปี ด้วยประการฉะนี้ ให้ของน้อยแต่ได้ผลมาก
ของน้อยอันบุคคลให้แล้วในฐานะใด ย่อมมีผลมาก ของมากที่บุคคลให้แล้วในฐานะใด ย่อมมีผลมากกว่า ฐานะอื่นนั้น ยกพระพุทธศาสนาเสียมิได้มี เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า
“ภิกษุทั้งหลาย ของน้อยที่บุคคลให้แล้ว ในหมู่ภิกษุเช่นใดมีผลมาก ของมากที่บุคคลให้แล้วในหมู่ภิกษุเช่นใดมีผลมากกว่า หมู่ภิกษุนี้ก็เป็นเช่นนั้น”
แม้สามเณรมีอายุ ๗ ปี ได้ผ้ากัมพล ๑,๐๐๐ ผืน ด้วยผลแห่งผ้ากัมพลผืนหนึ่งด้วยประการฉะนี้ เมื่อสามเณรนั้นอยู่ในเชตวันวิหาร พวกเด็กที่เป็นญาติมาสู่สำนักพูดจาปราศรัยเนื่องๆ สามเณรนั้นคิดว่า “อันเราเมื่ออยู่ในที่นี้ เมื่อเด็กที่เป็นญาติมาพูดอยู่ ไม่อาจที่จะไม่พูดได้ ด้วยการเนิ่นช้าคือการสนทนากับเด็กเหล่านี้ เราไม่อาจทำที่พึ่งแก่ตนได้ ไฉนหนอ เราเรียนกัมมัฏฐานในสำนักของพระศาสดาแล้ว พึงเข้าไปในป่า”
ติสสสามเณรนั้นเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายอภิวาทแล้วทูลให้พระศาสดาตรัส บอกกัมมัฏฐานจนถึงอรหัตตผล ไหว้พระอุปัชฌาย์แล้ว ถือบาตรและจีวรออกไปจากวิหารแล้วคิดว่า “ถ้าเราจักอยู่ในที่ใกล้ พวกญาติจะร้องเรียกเรา” จึงได้ไปสิ้นระยะทางประมาณ ๑๒๐ โยชน์
ครั้งนั้น สามเณรเดินไปทางประตูบ้านแห่งหนึ่งเห็นชายแก่คนหนึ่งจึงถามว่า “มหาอุบาสก วิหารในป่าของภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ในประเทศนี้มีไหม”
อุบาสก : มีขอรับ
สามเณร : ถ้าอย่างนั้น ขอท่านช่วยบอกทางแก่ฉันด้วย
ก็ความรักเพียงดังบุตรเกิดขึ้นแล้วแก่อุบาสกแก่ เพราะเห็นสามเณรนั้น ลำดับนั้น อุบาสกยืนอยู่ในที่นั้นนั่นแล ไม่บอกแก่สามเณรนั้น กล่าวว่า “มาเถิด ขอรับ ผมจักบอกแก่ทำน” ได้พาสามเณรนั้นไปแล้ว สามเณร เมื่อไปกับอุบาสกแก่นั้น เห็นประเทศอันประดับแล้วด้วยดอกไม้และผลไม้ต่างๆ ในระหว่างทาง จึงถามว่า “ประเทศนี้ชื่ออะไร อุบาสก ประเทศนี้ชื่ออะไร อุบาสก” ฝ่ายอุบาสกนั้นก็บอกชื่อประเทศเหล่านั้นแก่สามเณรนั้น ถึงวิหารอันตั้งอยู่ในป่าแล้วกล่าวว่า “ท่านขอรับ ที่นี่เป็นที่สบาย ขอท่านจงอยู่ในที่นี้เถิด” แล้วถามชื่อว่า “ท่านชื่ออะไร ขอรับ” เมื่อ สามเณรบอกว่า “ฉันชื่อวนวาสีติสสะ อุบาสก" จึงกล่าวว่า “พรุ่งนี้ ท่านควรไปเที่ยวบิณฑบาตในบ้านของพวกกระผม” แล้วกลับไปยังบ้านของตนนั่นแหละ บอกแก่พวกมนุษย์ว่า “สามเณรชื่อวนวาสีติสสะมายังวิหารแล้ว ขอท่านจงจัดแจงอาหารวัตถุมียาคูและภัตเป็นต้น เพื่อสามเณรนั้น”
ครั้งแรกทีเทียว สามเณรเป็นผู้ชื่อว่าติสสะ แต่นั้นได้ชื่อ ๓ ชื่อเหล่านี้คือ (๑) ปิณฑบาตทายกติสสะ (๒) กัมพลทายกติสสะ (๓) วนวาสีติสสะ ได้ชื่อ ๔ ชื่อภายในอายุ ๗ ปี รุ่งขึ้น สามเณรนั้นเข้าไปบิณฑบาตยังบ้านนั้นแต่เช้าตรู่ พวกมนุษย์ถวายภิกษาไหว้แล้ว สามเณรกล่าวว่า “ขอท่านทั้งหลายจงถึงซึ่งความสุข จงพ้นจากทุกข์เถิด” แม้มนุษย์คนหนึ่งถวายภิกษาแก่สามเณรนั้นแล้วก็ไม่สามารถจะ (กลับ) ไปยังเรือนได้อีก ทุกคนได้ยืนแลดูอยู่ทั้งนั้น แม้สามเณรนั้นก็รับภัตพอยังอัตภาพให้เป็นไปเพื่อตน ชาวบ้านทั้งสิ้นหมอบลงด้วยอกแทบเท้าของสามเณรนั้น แล้วกล่าวว่า “ท่านเจ้าข้า เมื่อท่านอยู่ในที่นี้ตลอดไตรมาสนี้ พวกกระผมจักรับสรณะ ๓ ประการ ตั้งอยู่ในศีล ๕ ประการ จักทำอุโบสถกรรม ๔ ครั้งต่อเดือน ขอท่านจงให้ปฏิญญาแก่กระผมทั้งหลาย เพื่อประโยชน์แก่การอยู่ในที่นี้เถิด”
สามเณรนั้นกำหนดอุปการะแล้ว จึงให้ปฏิญญาแก่มนุษย์เหล่านั้น เที่ยวบิณฑบาตในบ้านนั้นนั่นแลเป็นประจำ ก็ในขณะที่เขาไหว้แล้วๆ กล่าวเฉพาะ ๒ คำว่า “ขอท่านทั้งหลายจงถึงซึ่งความสุข จงพ้นจากทุกข์” แล้วหลีกไป สามเณรนั้นให้เดือนที่ ๑ และเดือนที่ ๒ ล่วงไปแล้ว ณ ที่นั้น เมื่อเดือนที่ ๓ ล่วงไป ก็บรรลุอรหัตตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา อุปัชฌาย์ไปเยี่ยมสามเณร
ครั้นเวลาปวารณาออกพรรษาแล้ว พระอุปัชฌาย์ของสามเณรนั้น เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายอภิวาทแล้ว กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จะไปยังสานักของติสสสามเณร” พระศาสดาตรัสว่า “ไปเถิด สารีบุตร” พระสารีบุตรเถระนั้น เมื่อพาภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป ซึ่งเป็นบริวารของตนหลีกไป กล่าวว่า “โมคคัลลานะผู้มีอายุ กระผมจะไปยังสำนักของติสสสามเณร” พระโมคคัลลานเถระกล่าวว่า “ท่านผู้มีอายุ แม้กระผมก็จักไปด้วย” แล้วก็ออกไปพร้อมกับภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป พระมหาสาวกทั้งปวง คือ พระมหากัสสปเถระ พระอนุรุทธเถระ พระอุบาลีเถระ พระปุณณเถระเป็นต้น ออกไปพร้อมกับภิกษุประมาณองค์ละ ๕๐๐ รูป โดยอุบายนั้นแล บริวารของพระมหาสาวกแม้ทั้งหมด ได้เป็นภิกษุประมาณ ๔๐,๐๐๐ รูป
อุบาสกผู้บำรุงสามเณรเป็นประจำ เห็นภิกษุเหล่านั้นผู้เดินทางประมาณ ๑๒๐ โยชน์ ถึงโคจรคามแล้ว ณ ประตูบ้านนั่นเองต้อนรับไหว้แล้ว
ลำดับนั้น พระสารีบุตรเถระถามอุบาสกนั้นว่า “อุบาสก วิหารอันตั้งอยู่ในป่าในประเทศนี้มีอยู่หรือ”
อุบาสก : มีขอรับ
พระเถระ : มีภิกษุไหม
อุบาสก : มีขอรับ
พระเถระ : ใครอยู่ในที่นั้น
อุบาสก : วนวาสีติสสามเณร ขอรับ
พระเถระ : ถ้ากระนั้น ท่านจงบอกทางแก่พวกฉัน
อุบาสก : ท่านเป็นภิกษุพวกไหน ขอรับ
พระเถระ : พวกเรามายังสำนักของสามเณร
อุบาสกแลดูภิกษุเหล่านั้น จำพระมหาสาวกแม้ทั้งหมดได้ นับตั้งแต่พระธรรมเสนาบดีเป็นต้น เขามีสรีระอันปีติถูกต้องแล้วหาระหว่างมิได้ กล่าวว่า “ท่านขอรับ ขอท่านจงหยุดก่อนเถิด" แล้วเข้าไปยังบ้านโดยเร็ว ป่าวร้องว่า “พระอสีติมหาสาวกผู้เป็นเจ้าทั้งหลายเหล่านี้นับแต่พระสารีบุตรเถระเป็นต้นมายังสำนักของสามเณรกับ บริวารของตนๆ ท่านทั้งหลายจงถือเอาเครื่องใช้มีเตียง ตั้ง เครื่องปูลาด ประทีปและน้ามันเป็นต้น ออกไปโดยเร็วเถิด”
ทันใดนั่นเอง พวกมนุษย์ขนเตียงเป็นต้น เดินติดตามรอยพระเถระไป เข้าไปยังวิหารพร้อมกับพระเถระทั้งหลายนั่นแหละ สามเณรจำหมู่ภิกษุได้ รับบาตรและจีวรของพระมหาเถระ ๒-๓ องค์แล้ว ได้ทำวัตร เมื่อสามเณรนั้นจัดแจงที่อยู่เพื่อพระเถระทั้งหลาย เก็บบาตรและจีวรอยู่นั่นแล ก็มืดพอดี พระสารีบุตรเถระกล่าวกับพวกอุบาสกว่า “อุบาสกทั้งหลายพวกท่นไปเถิด ความมืดเกิดแก่พวกท่านแล้ว”
พวกอุบาสก : ท่านผู้เจริญ วันนี้เป็นวันฟังธรรม พวกกระผมจักยังไม่ไป จักฟังธรรม ในกาลก่อนแต่นี้ แม้การฟังธรรมก็มิได้มีแก่กระผมทั้งหลาย
พระเถระ : สามเณร ถ้ากระนั้น เธอจงตามประทีปประกาศเวลาฟังธรรมเถิด
สามเณรนั้นได้ทำแล้วอย่างนั้น ลำดับนั้น พระเถระกล่าวกับสามเณรนั้นว่า “ติสสะ พวกอุปัฏฐากของเธอกล่าวอยู่ว่า 'พวกเราใคร่จะฟังธรรม' เธอจงกล่าวธรรมแก่อุปัฏฐากเหล่านั้น” พวกอุบาสกลุกขึ้นพร้อมกันทันทีกล่าวว่า “ท่านผู้เจริญ พระผู้เป็นเจ้าของพวกกระผม ยกแต่บท ๒ บทเหล่านี้คือ ขอท่านทั้งหลายจงมีความสุข จงพ้นจากทุกข์เถิด หารู้ธรรมกถาอย่างอื่นไม่ ขอท่านทั้งหลายจงให้พระธรรมกถึกรูปอื่นแก่พวกกระผมเถิด” ก็สามเณรถึงบรรลุอรหัตตผลแล้วก็มิได้กล่าวธรรมกถาแก่อุปัฏฐากเหล่านั้นเลย เหตุให้ถึงสุขและพ้นจากทุกข์
ก็ในกาลนั้น พระอุปัชฌาย์กล่าวกับสามเณรนั้นว่า “สามเณร คนทั้งหลายจะมีความสุขได้อย่างไร และจะพ้นจากทุกข์ได้อย่างไร เหตุนั้น เธอจงกล่าวเนื้อความแห่งบททั้ง ๒ นี้แก่เราทั้งหลาย” สามเณรนั้นรับว่า “ดีละ ขอรับ” แล้วถือพัดอันวิจิตร ขึ้นยังธรรมมาสน์ ชักผลและเหตุจากนิกายทั้ง ๕ มาจำแนกขันธ์ ธาตุ อายตนะและโพธิปักขิยธรรม ดุจมหาเมฆตั้งขึ้นใน ๔ ทวีป ยังฝนลูกเห็บให้ตกอยู่ กล่าวธรรมกถาด้วยยอดคืออรหัตตผล แล้วกล่าวว่า “ท่านผู้เจริญ ความสุขย่อมมีแก่บุคคลผู้บรรลุอรหัตตผลอย่างนี้ ผู้บรรลุอรหัตตผลแล้วนั่นแล ย่อมพ้นจากทุกข์ คนที่เหลือไม่พ้นจากชาติทุกข์เป็นต้น และจากทุกข์ในนรกเป็นต้น” พระเถระกล่าวว่า “ดีละ สามเณร การกล่าวโดยบทอันเธอกล่าวดีแล้ว บัดนี้ จงกล่าวสรภัญญะเถิด” สามเณรนั้นกล่าวแม้สรภัญญะแล้ว
เมื่ออรุณขึ้น พวกมนุษย์ที่บำรุงสามเณร ได้เป็น ๒ พวก บางพวกโกรธว่า “ในกาลก่อนแต่นี้ พวกเราไม่เคยเห็นคนหยาบช้าเช่นนี้ ทำไม สามเณรรู้ธรรมกถาเห็นปานนี้ จึงไม่กล่าวบทแห่งธรรมแม้สักบทหนึ่งแก่พวกมนุษย์ผู้ตั้งอยู่ในฐานะเพียงดังมารดาบิดา อุปัฏฐากอยู่สิ้นกาลประมาณเท่านี้” บางพวกยินดีว่า “เป็นลาภของพวกเราหนอผู้แม้ไม่รู้คุณหรือโทษ บำรุงท่านผู้เจริญเห็นปานนี้ แต่บัดนี้ พวกเราได้เพื่อฟังธรรมในสำนักของท่านผู้เจริญนั้น”
ในเวลาใกล้รุ่งวันนั้น แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงตรวจดูสัตว์โลก ทรงเห็นพวกอุปัฏฐากของวนวาสีติสสสามเณร ผู้เข้าไปภายในข่ายคือพระญาณของพระองค์ ทรงใคร่ครวญอยู่ว่า “เหตุอะไรหนอแลจักมี” ทรงใคร่ครวญเนื้อความนี้ว่า “พวกอุปัฏฐากของวนวาสติสสสามเณร บางพวกโกรธ บางพวกยินดี ก็พวกที่โกรธสามเณรผู้เป็นบุตรของเราจักไปยังนรก เราควรไปที่นั้นเถิด เมื่อเราไปแล้ว คนเหล่านั้นแม้ทั้งหมด จักทำเมตตาจิตในสามเณรแล้วพ้นจากทุกข์” มนุษย์แม้เหล่านั้นนิมนต์ภิกษุสงฆ์แล้วก็ไปบ้านให้คนทำมณฑป จัดอาหารวัตถุมียาคและภัตเป็นต้น ปูอาสนะไว้แล้วนั่งดูการมาของพระสงฆ์ แม้ภิกษุทั้งหลายทำการชำระสรีระแล้ว เมื่อจะเข้าไปยังบ้านในเวลาเที่ยวภิกษา จึงถามสามเณรว่า “ติสสะ เธอจักไปพร้อมกับพวกเราหรือ หรือจักไปในภายหลัง” สามเณรตอบว่า “กระผมจักไปในเวลาเป็นที่ไปของกระผมตามเคย นิมนต์ท่านทั้งหลายไปเถิด ขอรับ”
ภิกษุทั้งหลายถือบาตรและจีวรเข้าไปแล้ว พระศาสดาทรงห่มจีวรในพระเชตวันนั่นแลแล้วทรงถือบาตร เสด็จไปโดยขณะจิตเดียวเท่านั้น ทรงแสดงพระองค์ประทับยืนข้างหน้าภิกษุทั้งหลายทีเดียว ชาวบ้านทั้งสิ้นได้ตื่นเต้นเอิกเกริกเป็นอย่างเดียวกันว่า “พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมา” พวกมนุษย์มีจิตร่าเริงนิมนต์ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ให้นั่งแล้ว ถวายยาคูแล้ว ได้ถวายของควรเคี้ยว เมื่อภัตยังไม่ทันเสร็จนั้นแล สามเณรเข้าไปยังภายในบ้านแล้ว ชาวบ้านได้น้าออกไปถวายภิกษาแก่สามเณรโดยเคารพ สามเณรนั้นรับภิกษาเพียงยังอัตภาพให้เป็นไปแล้วไปยังสำนักพระศาสดา น้อมบาตรเข้าไปแล้ว พระศาสดาตรัสว่า “นำมาเถิด ติสสะ” แล้วทรงเหยียดพระหัตถ์รับบาตร ทรงแสดงแก่พระเถระว่า “สารีบุตร จงดูบาตรของสามเณรของเธอ” พระเถระรับบาตรจากพระหัตถ์ของพระศาสดา ให้แก่สามเณรแล้วกล่าวว่า “เธอจงไปนั่งทำภัตกิจในที่ที่ถึงแก่ตน” ชาวบ้านอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ถวายอภิวาทแล้วทูลขออนุโมทนากับพระศาสดา พระศาสดาเมื่อจะทรงทำอนุโมทนา จึงตรัสอย่างนี้ว่า “อุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลาย เป็นลาภของท่านทั้งหลายซึ่งได้เห็นอสีติมหาสาวก คือ สารีบุตร โมคคัลลานะ กัสสปะเป็นต้น เพราะอาศัยสามเณรผู้เข้าถึงสกุลของตนๆ แม้เราก็มาแล้ว เพราะอาศัยสามเณรผู้เข้าถึงตระกูลท่านทั้งหลายเหมือนกัน แม้การเห็นพระพุทธเจ้า อันท่านทั้งหลายได้แล้วเพราะอาศัยสามเณรนี้นั่นเอง เป็นลาภของท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายได้ดีแล้ว”
มนุษย์ทั้งหลายคิดว่า “น่ายินดี! เป็นลาภของพวกเรา พวกเราได้เห็นพระผู้เป็นเจ้าของพวกเรา ผู้สามารถในอันยังพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ให้โปรดปราน และย่อมได้ถวายไทยธรรมแก่พระผู้เป็นเจ้านั้น” พวกมนุษย์ที่โกรธสามเณรกลับยินดีแล้ว พวกที่ยินดีแล้วก็เลื่อมใสโดยประมาณยิ่ง ก็ในเวลาจบอนุโมทนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลายมีโสดาปัตติผลเป็นต้น พระศาสดาเสด็จลุกจากอาสนะหลีกไปแล้ว มนุษย์ทั้งหลายตามเสด็จพระศาสดา ถวายอภิวาทแล้วกลับ พระศาสดาเสด็จไปด้วยพระธุระอันเสมอกับสามเณร ตรัสถามประเทศที่อุบาสกแสดงแล้วแก่สามเณรนั้น ในกาลก่อนว่า “สามเณรประเทศนี้ชื่ออะไร ประเทศนี้ชื่ออะไร” แล้วได้เสด็จไป แม้สามเณรก็กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ประเทศนี้ชื่อนี้ ประเทศนี้ชื่อนี้” ได้ไปแล้ว น้ำตาของมนุษย์มากกว่าน้ำในมหาสมุทร
พระศาสดาเสด็จถึงที่อยู่ของสามเณรนั้นแล้ว เสด็จขึ้นไปยังยอดภูเขา ก็มหาสมุทรย่อมปรากฏแก่ผู้ที่ยืนอยู่บนยอดภูเขานั้น พระศาสดาตรัสถามสามเณรว่า “ติสสะ เธอยืนอยู่บนยอดภูเขา แลดูข้างโน้นและข้างนี้ เห็นอะไร
สามเณร : เห็นมหาสมุทร พระพุทธเจ้าข้า
พระศาสดา : เห็นมหาสมุทรแล้วคิดอย่างไร
สามเณร : ข้าพระองค์คิดอย่างนี้ว่า “เมื่อเราร้องให้ในคราวที่ถึงทุกข์ น้ำตาพึงมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ พระพุทธเจ้าข้า”
พระศาสดาตรัสว่า “ดีละ ดีละ ติสสะ ข้อนี้เป็นอย่างนั้น เพราะน้ำตาอันไหลออก ในเวลาที่สัตว์ผู้หนึ่งๆ ถึงซึ่งทุกข์ จึงเป็นของมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ โดยแท้”
ก็แลครั้นตรัสคำนี้แล้วจึงตรัสพระคาถานี้ว่า
น้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ นิดหน่อย น้ำคือน้ำตา
ของนระผู้อันทุกข์ถูกต้องแล้ว เศร้าโศกอยู่ มีประมาณ
ไม่น้อย มากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ นั้น สหาย
เพราะเหตุไร ท่านจึงยังประมาทอยู่ สถานที่สัตว์เคยตายและไม่เคยตาย
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามสามเณรนั้นอีกว่า “ติสสะ เธออยู่ที่ไหน”
สามเณร : ข้าพระองค์อยู่ที่เอื้อมนี้ พระพุทธเจ้าข้า
พระศาสดา : ก็เมื่ออยู่ในที่นั้น เธอคิดอย่างไร
สามเณร : ข้าพระองค์คิดว่า “การกำหนดที่ทิ้งสรีระ อันเราผู้ตายอยู่แล้วในที่นี้ไม่มี พระพุทธเจ้าข้า”
พระศาสดาตรัสว่า “ดีละ ดีละ ติสสะ ข้อนี้เป็นอย่างนั้น เพราะชื่อว่าสถานที่แห่งสัตว์เหล่านี้ ผู้ที่ไม่นอนตายบนแผ่นดินย่อมไม่มี แล้วจึงตรัสอุปสาฬหกชาดก ในทุกนิบาตนี้ว่า
“พราหมณ์ ชื่อว่าอุปสาฬหกะ ๔,๐๐๐ คน
ได้ถูกพวกญาติเผาในสถานที่ สถานที่ที่ไม่เคยมี
คนตาย ไม่มีในโลก
สัจจะ ธรรมะ อหิงสา สัญญมะและทมะมีอยู่
ในผู้ใด พระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมคบหาผู้เช่นนั้น
สถานที่นั้นชื่อว่า อันสัตว์ไม่เคยตายในโลก”๑-
เมื่อสัตว์ทั้งหลายทำการทอดทิ้งสรีระไว้บนแผ่นดินตายอยู่ สัตว์ทั้งหลาย ชื่อว่าตายในประเทศที่ไม่เคยตายย่อมไม่มี ด้วยประการฉะนี้ ส่วนพระเถระทั้งหลาย เช่นพระอานนทเถระ ย่อมปรินิพพานในประเทศที่ที่สัตว์ไม่เคยตาย ____________________________
๑- ขุ.ชา. (ไทย) ๒๗/๓๑-๓๒/๗๑ การปรินิพพานของพระอานนท์
ดังได้สดับมา พระอานนทเถระพิจารณาดูอายุสังขารในกาลที่มีอายุได้ ๑๒๐ ปี ทราบความที่อายุนั้นสิ้นไปรอบ จึงบอกว่า “เราจักปรินิพพานในวันที่ ๗ แต่วันนี้” บรรดามนุษย์ผู้อยู่ที่ฝั่งทั้งสองแห่งแม่น้ำโรหิณี ทราบข่าวนั้นแล้ว ผู้ที่อยู่ฝั่งนี้กล่าวว่า “พวกเรามีอุปการะมากแก่พระเถระ พระเถระจักปรินิพพานในสำนักของพวกเรา” ผู้ที่อยู่ฝั่งโน้นก็กล่าวว่า “พวกเรามีอุปการะมากแก่พระเถระ พระเถระจักปรินิพพานในสำนักของพวกเรา”
พระเถระฟังคำของชนเหล่านั้นแล้ว คิดว่า “แม้พวกชนผู้อยู่ที่ฝั่งทั้งสอง ก็มีอุปการะแก่เราทั้งนั้น เราไม่อาจกล่าวได้ว่า ชนเหล่านี้ไม่มีอุปการะ ถ้าเราจักปรินิพพานที่นั่งนี้ พวกที่อยู่ฝั่งโน้นจากการทะเลาะกับพวกอยู่ฝั่งนี้ เพื่อจะถือเอา (อัฐิ) ธาตุ ถ้าเราจักปรินิพานที่ฝั่งโน้น พวกที่อยู่ฝั่งนี้ก็จักเหมือนอย่างนั้น ความทะเลาะแม้เมื่อจะเกิด ก็จักเกิดขึ้นเพราะอาศัยเราแน่แท้ แม้เมื่อจะสงบ ก็จะสงบเพราะอาศัยเราเหมือนกัน แล้วกล่าวว่า “ทั้งพวกที่อยู่ฝั่งนี้ย่อมมีอุปการะแก่เรา ทั้งพวกที่อยู่ฝั่งโน้นก็มีอุปการะแก่เรา ใครๆ ชื่อว่าไม่มีอุปการะไม่มี พวกที่อยู่ฝั่งนี้จงประชุมกันที่ฝั่งนี้แหละ พวกที่อยู่ฝั่งโน้นก็ประชุมกันที่ฝั่งโน้นแหละ”
ในวันที่ ๗ แต่วันนั้น พระเถระนั่งโดยบัลลังก์ในอากาศประมาณ ๓ ชั่วลำตาล ในท่ามกลางแห่งแม่น้ำ กล่าวธรรมแก่มหาชนแล้วอธิษฐานว่า “ขอสรีระของเราจงแตกในท่ามกลาง ส่วนหนึ่งจงตกที่ฝั่งนี้ ส่วนหนึ่งจงตกที่ฝั่งโน้น” นั่งอยู่ตามปกตินั่นแหละเข้าสมาบัติมีเตโชธาตุเป็นอารมณ์ เปลวไฟตั้งขึ้นแล้ว สรีระแตกแล้วในท่ามกลาง ส่วนหนึ่งตกที่ฝั่งนี้ ส่วนหนึ่งตกที่ฝั่งโน้น มหาชนร้องให้แล้ว เสียงร้องไห้ได้เป็นราวกะว่าเสียงแผ่นดินทรุด น่าสงสารแม้กว่าเสียงร้องไห้ในวันปรินิพพานแห่งพระศาสดา พวกมนุษย์ร้องให้ร่ำไรอยู่ตลอด ๔ เดือน เที่ยวบ่นเพ้ออยู่ว่า “เมื่อพระเถระผู้รับบาตรและจีวรของพระศาสดายังดำรงอยู่ ได้ปรากฏแก่พวกเรา เหมือนกาลที่พระศาสดายังทรงพระชนม์อยู่ บัดนี้ พระศาสดาของพวกเราปรินิพพานแล้ว”
พระศาสดาตรัสถามสามเณรอีกว่า “ติสสะ เธอไม่กลัวในเพราะเสียงแห่งสัตว์ทั้งหลายมีเสือเหลืองเป็นต้น ในชัฏป่านี้หรือ” สามเณรกราบทูลว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ย่อมไม่กลัว ก็แลอีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าความยินดีในป่า ย่อมเกิดขึ้นแก่ข้าพระองค์ เพราะฟังเสียงแห่งสัตว์เหล่านั้น” แล้วกล่าวพรรณนาป่าด้วยคาถาประมาณ ๖๐ คาถา
ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสเรียกสามเณรนั้นว่า “ติสสะ”
สามเณร : อะไร พระพุทธเจ้าข้า
พระศาสดา : พวกเราจะไปละ เธอจักไปหรือจักกลับ
สามเณร : เมื่ออุปัชฌาย์ของข้าพระองค์ พาข้าพระองค์ไป ข้าพระองค์ก็จักไป เมื่อให้ข้าพระองค์กลับ ข้าพระองค์ก็จักกลับ พระพุทธเจ้าช้า
พระศาสดาเสด็จหลึกไปกับภิกษุสงฆ์ แต่อัธยาศัยของสามเณรใคร่จะกลับอย่างเดียว พระเถระทราบอัธยาศัยนั้น จึงกล่าวว่า “ติสสะ ถ้าเธอใคร่จะกลับ ก็จงกลับเถิด” สามเณรถวายอภิวาทพระศาสดาและไหว้ภิกษุสงฆ์แล้วกลับ พระศาสดาได้เสด็จไปยังพระเชตวันแล้วเทียว พวกภิกษุสรรเสริญสามเณร
การสนทนาของภิกษุทั้งหลาย เกิดขึ้นในโรงธรรมว่า “น่าอัศจรรย์หนอ ติสสสามเณรทำกรรมที่บุคคลทำได้ยาก ตั้งแต่ถือปฏิสนธิ พวกญาติของเธอได้ถวายข้าวมธุปายาสอันมีน้ำน้อยแก่ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป ในมงคล ๗ ครั้ง ในเวลาบวชแล้ว ก็ได้ถวายข้าวมธุปายาสอันมีน้ำน้อยเหมือนกันแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ภายในวิหารตลอด ๗ วัน ครั้นบวชแล้ว ในวันที่ ๔ เข้าไปยังบ้าน ได้บิณฑบาต ๑,๐๐๐ ที่กับผ้าสาฎก ๑,๐๐๐ ผืน โดย ๒ วันเท่านั้น วันรุ่งขึ้นได้ผ้ากัมพล ๑,๐๐๐ ผืน ในเวลาเธออยู่ในที่นี้ ลาภและสักการะเป็นอันมากก็เกิดขึ้นแล้ว ด้วยประการฉะนี้ บัดนี้ เธอทิ้งลาภและสักการะเห็นปานนี้เสียแล้วเข้าไปยังป่า ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยอาหารที่เจือกัน ติสสสามเณรทำกรรมที่ทำได้โดยยากหนอ” ข้อปฏิบัติ ๒ อย่าง
พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ” เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า “ด้วยเรื่องชื่อนี้ พระพุทธเจ้าข้า” จึงตรัสว่า “อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่าข้อปฏิบัติอันเข้าไปอาศัยลาภนั้นเป็นอย่างหนึ่ง ข้อปฏิบัติอันยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพานเป็นอย่างหนึ่ง ก็อบาย ๔ มีประตูอันเปิดแล้วนั้นแล ตั้งอยู่เพื่อภิกษุผู้รักษาข้อปฏิบัติอันเข้าไปอาศัยลาภ ด้วยสามารถแห่งการสมาทานธุดงค์ มีการอยู่ป่าเป็นต้น ด้วยหวังว่า “เราจักได้ลาภด้วยการปฏิบัติอย่างนี้" ส่วนภิกษุผู้ละลาภและสักการะอันเกิดขึ้น ด้วยข้อปฏิบัติอันยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพานแล้วเข้าไปยังป่า เพียรพยายามอยู่ ย่อมยึดเอาอรหัตตผลไว้ได้”
แล้วเมื่อจะทรงสืบต่ออนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
“ก็ข้อปฏิบัติที่เป็นเหตุให้ได้ลาภเป็นอย่างหนึ่ง ข้อปฏิบัติที่ให้ถึงพระนิพพานเป็นอย่างหนึ่ง ภิกษุผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า รู้ชัดข้อปฏิบัติทั้งสองนี้แล้ว ไม่พึงยินดีสักการะ แต่พึงเพิ่มพูนวิเวก”
บรรดาคำเหล่านั้น คำทั้งหลายว่า ก็ข้อปฏิบัติที่เป็นเหตุให้ได้ลาภเป็นอย่างหนึ่ง ข้อปฏิบัติที่ให้ถึงนิพพานเป็นอย่างหนึ่ง (อญฺญา หิ ลาภูปนิสา อญฺญา นิพพานคามินี) ความว่า ชื่อว่าข้อปฏิบัติอันเข้าไปอาศัยลาภนี้เป็นอย่างอื่นแล ข้อปฏิบัติอันยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพานเป็นอย่างอื่น (เป็นคนละอย่าง) จริงอยู่ อันภิกษุผู้จะให้ลาภเกิดขึ้น ควรทำอกุศลกรรมหน่อยหนึ่ง การคดกายเป็นต้น น่าที่เธอจะพึงทำ ด้วยว่า ในกาลใด ภิกษุทำการคดบางอย่างบรรดาคดกายเป็นต้น ในกาลนั้น ลาภย่อมเกิดขึ้น ก็เมื่อภิกษุหย่อนมือลงตรงๆ ในถาดข้าวปายาส ไม่ทำให้งอแล้วยกขึ้น มือเป็นแต่เพียงเปื้อนเท่านั้น แต่เมื่อหย่อนลง ทำให้งอแล้วยกขึ้น มือย่อมช้อนก้อนข้าวปายาสออกมาได้แท้ ลาภและสักการะย่อมเกิดขึ้นในคราวทำการคดกายเป็นต้นอย่างนี้ นี้จัดเป็นข้อปฏิบัติอันเข้าไปอาศัยลาภที่ไม่ชอบธรรม แต่ลาภที่เกิดขึ้นด้วยเหตุเห็นปานนี้ คือการถึงพร้อมด้วยอุปธิ การทรงไว้ซึ่งจีวร (การครองจีวร) ความเป็นพหูสูต ความมีบริวาร การอยู่ป่า ชื่อว่าประกอบด้วยธรรม ก็ภิกษุผู้บำเพ็ญข้อปฏิบัติอันยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพาน พึงละการคดกายเป็นต้นเสีย อันภิกษุผู้บำเพ็ญข้อปฏิบัติอันยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพาน ไม่ใช่คนบอดเป็นเหมือนคนบอด ไม่ใช่คนใบ้เป็นเหมือนคนใบ้ ไม่ใช่คนหนวกเป็นเหมือนคนหนวก จึงควร การเป็นคนไม่โอ้อวด ไม่มีมายา จึงควร
คำว่า เอวเมตํ เป็นต้น ความว่า ภิกษุชื่อว่าเป็นสาวก เพราะอรรถว่าเกิดในที่สุดแห่งการฟัง หรือเพราะความหมายว่าฟังโอวาทและอนุสาสนีของท่านผู้ชื่อว่าพุทธเจ้า เพราะความหมายว่าตรัสรู้สังขตธรรมแลอสังขตธรรมทั้งหมด ทราบข้อปฏิบัติเป็นเครื่องยังลาภให้เกิดขึ้น และข้อปฏิบัติยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพานนั้น อย่างนี้แล้ว ไม่พึงเพลิดเพลินสักการะคือปัจจัย ๔ อันไม่ชอบธรรม คือไม่พึงห้ามสักการะอันชอบธรรมนั้นนั่นแล พึงเพิ่มพูนวิเวก มีกายวิเวกเป็นต้น
บรรดาวิเวกเหล่านั้น ความเป็นผู้มีกายโดดเดี่ยว ชื่อว่ากายวิเวก, สมาบัติ ๔ ประการ ชื่อว่าจิตตวิเวก, พระนิพพาน ชื่อว่าอุปธิวิเวก
บรรดาวิเวกเหล่านั้น กายวิเวก ย่อมบรรเทาความคลุกคลีด้วยหมู่, จิตตวิเวก ย่อมบรรเทาความหมักหมมด้วยกิเลส, อุปธิวิเวกย่อมบรรเทาความเกี่ยวข้องด้วยสังขาร. กายวิเวกย่อมเป็นปัจจัยแก่จิตตวิเวก จิตตวิเวกย่อมเป็นปัจจัยแก่อุปธิวิเวก
สมจริงดังคำที่แม้พระสารีบุตรเถระกล่าวไว้ว่า
“กายวิเวกของผู้มีกายสงบแล้ว ยินดียิ่งแล้วในการออกบวช จิตตวิเวกของผู้มีจิตบริสุทธิ์แล้ว ถึงความผ่องแผ้วอย่างยิ่ง และอุปธิวิเวกของบุคคลผู้ไม่มีอุปธิ ถึงพระนิพพาน พึงพอกพูน คือพึงเจริญ. อธิบายว่า พึงเข้าไปสำเร็จวิเวก ๓ นี้อยู่”
ในเวลาจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น ดังนี้แล เรื่องพระวนวาสีติสสเถระ เรื่องที่ ๑๕ จบ
พาลวรรควรรณนา จบ
วรรคที่ ๔ จบ อ่านอรรถกถาหน้าต่างที่ [หน้าสารบัญ] [๑] [๒] [๓] [๔] [๕] [๖] [๗] [๘] [๙] [๑๐] [๑๑] [๑๒] [๑๓] [๑๔] [๑๕]
ที่มา: อรรถกถา ฉบับแปลไทย เล่มที่ ๒๕ ข้อ ๑๕ จาก 84000.org
รายงานข้อผิดพลาดอรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที