พระเถระฟังคำของชนเหล่านั้นแล้ว คิดว่า “แม้พวกชนผู้อยู่ที่ฝั่งทั้งสอง ก็มีอุปการะแก่เราทั้งนั้น เราไม่อาจกล่าวได้ว่า ชนเหล่านี้ไม่มีอุปการะ ถ้าเราจักปรินิพพานที่นั่งนี้ พวกที่อยู่ฝั่งโน้นจากการทะเลาะกับพวกอยู่ฝั่งนี้ เพื่อจะถือเอา (อัฐิ) ธาตุ ถ้าเราจักปรินิพานที่ฝั่งโน้น พวกที่อยู่ฝั่งนี้ก็จักเหมือนอย่างนั้น ความทะเลาะแม้เมื่อจะเกิด ก็จักเกิดขึ้นเพราะอาศัยเราแน่แท้ แม้เมื่อจะสงบ ก็จะสงบเพราะอาศัยเราเหมือนกัน แล้วกล่าวว่า “ทั้งพวกที่อยู่ฝั่งนี้ย่อมมีอุปการะแก่เรา ทั้งพวกที่อยู่ฝั่งโน้นก็มีอุปการะแก่เรา ใครๆ ชื่อว่าไม่มีอุปการะไม่มี พวกที่อยู่ฝั่งนี้จงประชุมกันที่ฝั่งนี้แหละ พวกที่อยู่ฝั่งโน้นก็ประชุมกันที่ฝั่งโน้นแหละ”
ในวันที่ ๗ แต่วันนั้น พระเถระนั่งโดยบัลลังก์ในอากาศประมาณ ๓ ชั่วลำตาล ในท่ามกลางแห่งแม่น้ำ กล่าวธรรมแก่มหาชนแล้วอธิษฐานว่า “ขอสรีระของเราจงแตกในท่ามกลาง ส่วนหนึ่งจงตกที่ฝั่งนี้ ส่วนหนึ่งจงตกที่ฝั่งโน้น” นั่งอยู่ตามปกตินั่นแหละเข้าสมาบัติมีเตโชธาตุเป็นอารมณ์ เปลวไฟตั้งขึ้นแล้ว สรีระแตกแล้วในท่ามกลาง ส่วนหนึ่งตกที่ฝั่งนี้ ส่วนหนึ่งตกที่ฝั่งโน้น มหาชนร้องให้แล้ว เสียงร้องไห้ได้เป็นราวกะว่าเสียงแผ่นดินทรุด น่าสงสารแม้กว่าเสียงร้องไห้ในวันปรินิพพานแห่งพระศาสดา พวกมนุษย์ร้องให้ร่ำไรอยู่ตลอด ๔ เดือน เที่ยวบ่นเพ้ออยู่ว่า “เมื่อพระเถระผู้รับบาตรและจีวรของพระศาสดายังดำรงอยู่ ได้ปรากฏแก่พวกเรา เหมือนกาลที่พระศาสดายังทรงพระชนม์อยู่ บัดนี้ พระศาสดาของพวกเราปรินิพพานแล้ว”
พระศาสดาตรัสถามสามเณรอีกว่า “ติสสะ เธอไม่กลัวในเพราะเสียงแห่งสัตว์ทั้งหลายมีเสือเหลืองเป็นต้น ในชัฏป่านี้หรือ” สามเณรกราบทูลว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ย่อมไม่กลัว ก็แลอีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าความยินดีในป่า ย่อมเกิดขึ้นแก่ข้าพระองค์ เพราะฟังเสียงแห่งสัตว์เหล่านั้น” แล้วกล่าวพรรณนาป่าด้วยคาถาประมาณ ๖๐ คาถา
ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสเรียกสามเณรนั้นว่า “ติสสะ”
อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที