ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๖
  6. /
  7. …
  8. /
  9. เปตวัตถุ
  10. /
  11. ๒. อุพพรีวรรค
  12. /
  13. ๙. อังกุรเปตวัตถุ

๙. อังกุรเปตวัตถุ

เล่มที่ ๒๖ · ข้อ ๑๐๖ · บรรทัด ๓๖๖๑

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๙. อังกุรเปตวัตถุ

เรื่องอังกุระกับเปรต

(พราหมณ์พ่อค้าคนหนึ่งเห็นของทิพย์ออกจากมือรุกขเทวดา ๑- จึงเกิดความโลภขึ้น ได้บอกแก่อังกุรพาณิชว่า)

[๒๕๗]

เราทั้งหลายนำทรัพย์ที่หาได้ไปสู่แคว้นกัมโพชะเพื่อประโยชน์ใด

พวกเราจะนำเทพบุตรผู้ให้สิ่งที่เราต้องการจะได้นี้ไปเพื่อประโยชน์นั้น

[๒๕๘]

พวกเราจะอ้อนวอนเทพบุตรนี้

หรือบังคับให้ขึ้นยานแล้วรีบเดินทางไปยังเมืองทวารวดีโดยเร็ว

(อังกุรพาณิชเมื่อจะห้ามพราหมณ์พ่อค้านั้นจึงได้กล่าวคาถาว่า)

[๒๕๙]

บุคคลอาศัยนั่งหรือนอนที่ร่มเงาของต้นไม้ใด

แม้แต่กิ่งของต้นไม้นั้นก็ไม่ควรหัก

เพราะผู้ประทุษร้ายมิตรเป็นคนเลวทราม

@เชิงอรรถ :

@๑ เทวดาประจำต้นไม้

(พราหมณ์พ่อค้ากล่าวว่า)

[๒๖๐]

บุคคลอาศัยนั่งหรือนอนที่ร่มเงาของต้นไม้ใด

แม้ลำต้นของต้นไม้นั้นก็พึงตัดได้ ถ้ามีความต้องการเช่นนั้น

(อังกุรพาณิชกล่าวว่า)

[๒๖๑]

บุคคลอาศัยนั่งหรือนอนที่ร่มเงาของต้นไม้ใด

แม้แต่ใบของต้นไม้นั้นก็ไม่ควรทำลาย

เพราะผู้ประทุษร้ายมิตรเป็นคนเลวทราม

(พราหมณ์พ่อค้ากล่าวว่า)

[๒๖๒]

บุคคลอาศัยนั่งหรือนอนที่ร่มเงาของต้นไม้ใด

แม้ต้นไม้นั้นพร้อมทั้งรากก็พึงถอนได้ ถ้ามีความต้องการเช่นนั้น

(อังกุรพาณิชกล่าวว่า)

[๒๖๓]

ด้วยว่าบุรุษพักอยู่ในเรือนของบุคคลใดเพียงหนึ่งคืน

หรือได้ข้าวน้ำในที่อยู่ของบุคคลใด ไม่ควรมีจิตคิดร้ายต่อบุคคลนั้น

ความเป็นผู้กตัญญูสัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญแล้ว

[๒๖๔]

บุคคลพึงพักอยู่ในเรือนของบุคคลใดแม้เพียงหนึ่งคืน

ได้รับบำรุงด้วยข้าวและน้ำ ก็ไม่ควรมีจิตคิดร้ายต่อบุคคลนั้น

บุคคลผู้มีมืออันไม่เบียดเบียนย่อมทำให้บุคคล

ผู้ประทุษร้ายมิตรเดือดร้อน

[๒๖๕]

บุคคลใดทำความดีไว้ในกาลก่อน

ภายหลังกลับเบียดเบียนบุพการีชนด้วยความชั่ว

บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นคนอกตัญญู ย่อมไม่พบเห็นความเจริญ

บุคคลใดประทุษร้ายต่อคนผู้ไม่ประทุษร้าย

เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีกิเลสเครื่องยียวน

ความชั่วย่อมกลับมาถึงบุคคลนั้นซึ่งเป็นคนพาลแน่แท้

ดังธุลีอันละเอียดที่บุคคลซัดไปทวนลมฉะนั้น

(รุกขเทวดาฟังคำโต้ตอบของคนทั้งสองนั้นแล้ว โกรธพราหมณ์ จึงกล่าวว่า)

[๒๖๖]

ไม่เคยมีเทวดา มนุษย์

หรือผู้เป็นใหญ่คนใดจะมาข่มเหงเราได้โดยง่าย

เราเป็นเทวดาผู้มีฤทธิ์อย่างยอดเยี่ยม

ไปได้ไกล ประกอบด้วยรูปสมบัติและกำลัง

(อังกุรพาณิชจึงถามรุกขเทวดานั้นว่า)

[๒๖๗]

ฝ่ามือของท่านมีสีดังทองคำทั่วไปหมด

ทรงไว้ซึ่งวัตถุที่บุคคลอื่นปรารถนาด้วยนิ้วทั้ง ๕

เป็นที่ไหลออกแห่งวัตถุมีรสอร่อย

รสต่างๆ ย่อมไหลออก

ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ท่านเป็นท้าวสักกะผู้ให้ทานในปางก่อน

(รุกขเทวดาตอบว่า)

[๒๖๘]

เราไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์

ทั้งไม่ใช่ท้าวสักกะผู้ให้ทานในปางก่อน

อังกุระเอ๋ย ท่านจงทราบว่า

เราเป็นเปรตจุติจากโรรุวนครมาอยู่ที่ต้นไทรนี้

(อังกุรพาณิชถามว่า)

[๒๖๙]

เมื่อก่อน ท่านอยู่ในโรรุวนคร

ท่านรักษาศีลเช่นไร มีความประพฤติชอบอย่างไร

เพราะพรหมจรรย์อะไร

ผลบุญจึงสำเร็จที่ฝ่ามือของท่าน

(รุกขเทวดาตอบว่า)

[๒๗๐]

เมื่อก่อน เราเป็นช่างหูกอยู่ในโรรุวนคร

มีความเป็นอยู่แสนจะฝืดเคือง น่าสงสาร

ในขณะนั้น เราไม่มีอะไรจะให้ทาน

[๒๗๑]

เรือนของเราอยู่ใกล้เรือนของอสัยหเศรษฐีซึ่งเป็นผู้มีศรัทธา

เป็นใหญ่ในทาน ทำบุญไว้แล้ว มีความละอาย

[๒๗๒]

พวกยาจกวณิพกมีโคตรต่างกัน ไปที่บ้านของเรานั้น

พากันถามเราถึงเรือนของอสัยหเศรษฐีว่า

[๒๗๓]

ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย

พวกเราจะไปทางไหน เขาให้ทานกันที่ไหน

เราถูกพวกยาจกวณิพกถามแล้ว

จึงได้ชี้บอกเรือนของอสัยหเศรษฐี

[๒๗๔]

ได้ยกมือเบื้องขวาชี้บอกเรือนของอสัยหเศรษฐีว่า

ท่านทั้งหลายจงไปทางนี้ ความเจริญจักมีแก่ท่านทั้งหลาย

เขาให้ทานอยู่ที่เรือนของอสัยหเศรษฐีนั่น

[๒๗๕]

เพราะเหตุนั้น ฝ่ามือของเราจึงให้สิ่งที่น่าปรารถนา

เป็นที่หลั่งออกแห่งวัตถุมีรสอร่อย

เพราะการทำดีนั้น ผลบุญย่อมสำเร็จที่ฝ่ามือของเรา

(อังกุรพาณิชถามว่า)

[๒๗๖]

ได้ยินว่า ท่านไม่ได้ให้ทานแก่ใครๆ ด้วยมือทั้งสองของตน

เป็นแต่ร่วมอนุโมทนาทานของผู้อื่น

ยกมือชี้บอกทางให้

[๒๗๗]

เพราะเหตุนั้น ฝ่ามือของท่านจึงให้สิ่งที่น่าปรารถนา

เป็นที่หลั่งออกแห่งวัตถุมีรสอร่อย

เพราะการทำความดีนั้น ผลบุญจึงสำเร็จที่ฝ่ามือของท่าน

[๒๗๘]

ท่านผู้เจริญ อสัยหเศรษฐีผู้เลื่อมใส

ได้ให้ทานด้วยมือทั้งสองของตน

ละร่างมนุษย์แล้วไปยังทิศไหนหนอ

(รุกขเทวดาตอบว่า)

[๒๗๙]

ข้าพเจ้าไม่รู้ทางไปหรือทางมา

ของอสัยหเศรษฐีผู้มีรัศมีซ่านออกจากตน

แต่เราได้ฟังมาในสำนักของท้าวเวสวัณว่า

อสัยหเศรษฐีได้เป็นสหายของท้าวสักกะ

(อังกุรพาณิชกล่าวว่า)

[๒๘๐]

บุคคลควรทำความดีแท้

ควรให้ทานตามสมควร

ใครเล่าได้เห็นฝ่ามือซึ่งให้สิ่งที่น่าปรารถนาแล้วจักไม่ทำบุญ

[๒๘๑]

เราจากที่นี้ไปถึงเมืองทวารวดี

จักรีบบำเพ็ญทานซึ่งจักนำความสุขมาให้เราแน่นอน

[๒๘๒]

จักให้ข้าว น้ำ ผ้า ที่อยู่อาศัย บ่อน้ำดื่ม สระน้ำ

และสะพานในที่เดินลำบากเป็นทาน

(อังกุรพาณิชถามรุกขเทวดาว่า)

[๒๘๓]

เพราะเหตุไร นิ้วมือของท่านจึงหงิกงอ

หน้าของท่านจึงบิดเบี้ยว

และนัยน์ตาทั้งสองจึงเขรอะ(ด้วยขี้ตา)

ท่านได้ทำบาปอะไรไว้

(รุกขเทวดานั้นตอบว่า)

[๒๘๔]

เราได้รับแต่งตั้งให้เป็นใหญ่ในการให้ทาน

ในโรงทานของคหบดีผู้มีรัศมีซ่านออกจากตน

มีศรัทธา ยังครองเรือนอยู่

[๒๘๕]

เห็นยาจกผู้ต้องการอาหารพากันมาที่โรงทานนั้นแล้ว

ได้หลีกไปทำหน้างออยู่ ณ ที่ข้างหนึ่ง

[๒๘๖]

เพราะกรรมนั้น นิ้วของเราจึงหงิกงอ

หน้าของเราจึงบิดเบี้ยว และนัยน์ตาทั้งสองของเราจึงเขรอะ

เราได้ทำบาปนั้นไว้

(อังกุรพาณิชถามว่า)

[๒๘๗]

แน่ะบุรุษเลวทราม สมควรแล้วที่ท่านมีหน้าบิดเบี้ยว

นัยน์ตาทั้งสองจึงเขรอะ เพราะท่านได้ทำหน้างอต่อทานของผู้อื่น

[๒๘๘]

ทำไม อสัยหเศรษฐีเมื่อจะให้ทาน

จึงได้มอบข้าว น้ำ ของเคี้ยว ผ้า

และที่อยู่อาศัยให้ผู้อื่นจัดแจง

[๒๘๙]

เราจากที่นี้ไปถึงเมืองทวาราวดี

จักรีบบำเพ็ญทานซึ่งจะนำความสุขมาให้แก่เราแน่นอน

[๒๙๐]

จักให้ข้าว น้ำ ผ้า ที่อยู่อาศัย บ่อน้ำ สระน้ำ

และสะพานในที่ที่เดินลำบากเป็นทาน

[๒๙๑]

อังกุรพาณิชนั้นกลับจากทะเลทรายนั้น

ไปถึงเมืองทวาราวดีแล้ว

เริ่มบำเพ็ญทานซึ่งจะนำความสุขมาให้ตน

[๒๙๒]

ได้ให้ข้าว น้ำ ผ้า ที่อยู่อาศัย บ่อน้ำ สระน้ำ

ด้วยจิตอันเลื่อมใสแล้ว

[๒๙๓]

ช่างกัลบก พ่อครัวชาวมคธพากันป่าวร้องในเรือน

ของอังกุรพาณิชนั้นทั้งในเวลาเย็นทั้งในเวลาเช้าทุกวันว่า

ใครหิวจงมารับประทานตามชอบใจ

ใครกระหายจงมาดื่มตามชอบใจ

ใครจักนุ่งห่มผ้าจงมานุ่งห่มตามชอบใจ

ใครต้องการพาหนะเทียมรถจงเลือกพาหนะที่ชอบใจ

จากหมู่พาหนะเทียมรถนี้แล้วเทียมเถิด

[๒๙๔]

ใครต้องการร่มจงมาเอาร่มไป

ใครต้องการของหอมจงมาเอาของหอมไป

ใครต้องการดอกไม้จงมาเอาดอกไม้ไป

ใครต้องการรองเท้าจงมาเอารองเท้าไป

[๒๙๕]

ชนย่อมยกย่องเราว่า อังกุรพาณิชนอนเป็นสุข

สินธุมาณพเอ๋ย เพราะไม่เห็นเหล่าชนผู้ขอ เราจึงนอนเป็นทุกข์

[๒๙๖]

ชนย่อมยกย่องเราว่า อังกุรพาณิชนอนเป็นสุข

สินธุมาณพเอ๋ย เมื่อวณิพกมีน้อย เราจึงนอนเป็นทุกข์

(สินธุมาณพได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่า)

[๒๙๗]

ถ้าท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าชาวดาวดึงส์

และเป็นใหญ่กว่าชาวโลกทั้งปวง พึงประทานพรแก่ท่าน

เมื่อท่านจะเลือก ท่านจะเลือกขอพรเช่นไร

(อังกุรพาณิชกล่าวว่า)

[๒๙๘]

ถ้าท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าชาวดาวดึงส์ พึงประทานพรแก่เรา

เราจะพึงขอพรว่า เมื่อเราลุกขึ้นแต่เช้า ในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น

ภักษาหารอันเป็นทิพย์และเหล่าชนผู้ขอซึ่งมีศีลพึงปรากฏขึ้น

[๒๙๙]

เมื่อเราให้อยู่ ไทยธรรมไม่พึงสิ้นไป

ครั้นเราให้ทานนั้นแล้ว ไม่พึงเดือดร้อนในภายหลัง

เมื่อกำลังให้ พึงยังจิตให้เลื่อมใส

ข้าพเจ้าพึงเลือกขอพรอย่างนี้กับท้าวสักกะ

(โสนกบุรุษกล่าวเตือนอังกุรพาณิชว่า)

[๓๐๐]

บุคคลไม่ควรให้ทรัพย์เครื่องปลื้มใจทั้งหมดแก่บุคคลอื่น

ควรให้ทานและควรรักษาทรัพย์ไว้

เพราะว่าทรัพย์เท่านั้นประเสริฐกว่าทาน

เพราะการให้ทานเกินประมาณ สกุลทั้งหลายจะล่มจม

[๓๐๑]

บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่สรรเสริญการไม่ให้ทานและการให้เกินควร

เพราะเหตุนั้นแหละ ทรัพย์เท่านั้นประเสริฐกว่าทาน

ประเพณีแห่งการให้ทานและการไม่ให้

เป็นธรรมเนียมของบุคคลผู้เป็นนักปราชญ์ พึงเป็นไปโดยพอเหมาะ

(อังกุรพาณิชกล่าวว่า)

[๓๐๒]

ชาวเราทั้งหลาย ดีหนอ เราพึงให้ทานแน่แท้

ด้วยว่าสัตบุรุษทั้งหลายผู้สงบระงับพึงคบหาเรา

เราพึงทำความประสงค์ของวณิพกทั้งปวงให้เต็ม เลี้ยงดูให้อิ่มหนำ

เปรียบเหมือนฝนตกทำที่ลุ่มทั้งหลายให้เต็ม

[๓๐๓]

บุคคลผู้มีสีหน้าผ่องใส เพราะเห็นเหล่าชนผู้ขอ

ครั้นให้ทานแล้วมีใจเบิกบาน

ข้อนั้นเป็นความสุขของบุคคลผู้อยู่ครองเรือน

[๓๐๔]

บุคคลผู้มีสีหน้าผ่องใส เพราะเห็นเหล่าชนผู้ขอ

ครั้นให้ทานแล้วมีใจเบิกบาน

นี้เป็นความถึงพร้อมแห่งยัญ(บุญ)

[๓๐๕]

ก่อนแต่ให้ก็มีใจดี

เมื่อกำลังให้ก็ทำจิตให้เลื่อมใส

ครั้นให้แล้วก็มีใจเบิกบาน

นี้เป็นความถึงพร้อมแห่งยัญ

(พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายกล่าวเป็นคาถาว่า)

[๓๐๖]

ในเรือนของอังกุรพาณิชผู้มุ่งบุญ

เขาให้โภชนะแก่หมู่ชนวันละ ๖๐,๐๐๐ เล่มเกวียนเป็นนิตย์

[๓๐๗]

พ่อครัว ๓,๐๐๐ คนประดับด้วยต่างหูแก้วมณี

เป็นผู้ขวนขวายในการให้ทาน

พากันเข้าไปอาศัยอังกุรพาณิชเลี้ยงชีพ

[๓๐๘]

มาณพ ๖๐,๐๐๐ คนประดับด้วยต่างหูแก้วมณี

ช่วยกันผ่าฟืนในมหาทานของอังกุรพาณิช

[๓๐๙]

นารี ๑๖,๐๐๐ คนประดับด้วยเครื่องประดับทั้งปวง

ช่วยกันบดเครื่องเทศ(สำหรับปรุงอาหาร)

ในมหาทานของอังกุรพาณิช

[๓๑๐]

นารีอีก ๑๖,๐๐๐ คนประดับด้วยเครื่องประดับทั้งปวง

ถือทัพพีเข้าไปยืนคอยรับใช้ในมหาทานของอังกุรพาณิช

[๓๑๑]

อังกุรพาณิชนั้นได้ให้ของเป็นอันมาก

แก่คนจำนวนมากโดยประการต่างๆ

ได้ทำความเคารพและความเลื่อมใสในกษัตริย์ด้วยมือของตนบ่อย

ให้ทานโดยประการต่างๆ สิ้นกาลนาน

[๓๑๒]

อังกุรพาณิชบำเพ็ญมหาทานให้เป็นไปแล้วตลอดเดือน

ตลอดปักษ์ ตลอดฤดู ตลอดปีเป็นอันมาก ตลอดกาลนาน

[๓๑๓]

อังกุรพาณิชนั้นได้ให้ทาน บูชาแล้วอย่างนี้ตลอดกาลนาน

ละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปบังเกิดในภพดาวดึงส์

[๓๑๔]

อินทกมาณพถวายภิกษาทัพพีหนึ่งแก่พระอนุรุทธเถระ

ละร่างมนุษย์แล้วได้ไปบังเกิดในภพดาวดึงส์

[๓๑๕]

แต่อินทกเทพบุตรรุ่งเรืองยิ่งกว่าอังกุรเทพบุตร

โดยฐานะ ๑๐ อย่าง คือ

รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่น่ารื่นรมย์ใจ

[๓๑๖]

อายุ ยศ วรรณะ สุข และความเป็นใหญ่ยิ่ง

(พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า) อังกุระ

ท่านให้มหาทานสิ้นกาลนาน

มาในสำนักของเรา ไฉนจึงนั่งอยู่ไกลนัก

[๓๑๗]

ครั้งที่พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นบุรุษผู้สูงสุด

ประทับอยู่ที่บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ๑-

ที่โคนต้นปาริฉัตตกพฤษ์ ณ ภพดาวดึงส์

[๓๑๘]

เทวดาในหมื่นโลกธาตุพากันมานั่งประชุม

เฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งประทับอยู่บนยอดเขา

[๓๑๙]

ไม่มีเทวดาตนไหนมีผิวพรรณงามรุ่งเรือง

ยิ่งกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นงดงามรุ่งเรืองยิ่งกว่าเทวดาทั้งปวง

[๓๒๐]

ครั้งนั้น อังกุรเทพบุตรนี้อยู่ในที่ไกล ๑๒ โยชน์

จากที่พระศาสดาประทับอยู่

ส่วนอินทกเทพบุตรนั่งในที่ใกล้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า รุ่งเรืองยิ่งกว่า

[๓๒๑]

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็น

อังกุรเทพบุตรและอินทกเทพบุตร

เมื่อจะทรงประกาศพระทักขิไณยบุคคล

จึงได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า

[๓๒๒]

อังกุรเทพบุตร ท่านให้มหาทานสิ้นกาลนาน

มาในสำนักของเรา ไฉนจึงนั่งอยู่ไกลนัก

[๓๒๓]

อังกุรเทพบุตรผู้อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ผู้อบรมพระองค์เองทรงตักเตือนแล้ว

ได้กราบทูลดังนี้ว่า จะประสงค์อะไรด้วยทานของข้าพระองค์นั้น

ซึ่งว่างจากพระทักขิไณยบุคคล

[๓๒๔]

อินทกเทพบุตรนี้ให้ทานนิดหน่อย

รุ่งเรืองยิ่งกว่าข้าพระองค์

ดังดวงจันทร์รุ่งเรืองยิ่งกว่าหมู่ดาว

@เชิงอรรถ :

@๑ แท่นหินที่มีสีเหมือนผ้ากัมพล (สีเหลือง)

(อินทกเทพบุตรกราบทูลว่า)

[๓๒๕]

พืชแม้มากที่บุคคลหว่านลงในนาดอน

ย่อมมีผลไม่ไพบูลย์ ทั้งไม่ทำชาวนาให้ปลื้มใจ ฉันใด

[๓๒๖]

ทานมากมายที่บุคคลตั้งไว้ในบุคคลผู้ทุศีล

ย่อมมีผลไม่ไพบูลย์ ทั้งไม่ทำทายกให้ปลื้มใจ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน

[๓๒๗]

พืชแม้น้อยที่บุคคลหว่านลงในนาดี

เมื่อฝนตกสม่ำเสมอ ผลย่อมทำชาวนาให้ปลื้มใจ ฉันใด

[๓๒๘]

อุปการะแม้น้อยที่บุคคลทำแล้วในท่านผู้มีศีล

มีคุณความดี ผู้คงที่ บุญย่อมกลับมีผลมาก ฉันนั้นเหมือนกัน

[๓๒๙]

ควรเลือกให้ทานในเขตที่บุคคลให้แล้วมีผลมาก

ทายกเลือกให้ทานแล้ว จึงไปสู่สวรรค์

[๓๓๐]

ทานที่เลือกให้พระสุคตทรงสรรเสริญ

ทานที่ทายกให้ในพระทักขิไณยบุคคลทั้งหลายซึ่งยังอยู่ในมนุษยโลกนี้

ย่อมมีผลมาก เหมือนพืชที่หว่านลงในนาดี

อังกุรเปตวัตถุที่ ๙ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๖ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๘. จูฬเสฏฐีเปตวัตถุกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๖๒. อุพพรีวรรคหัวข้อถัดไป๑๐. อุตตรมาตุเปตวัตถุ