ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๖
  6. /
  7. …
  8. /
  9. เปตวัตถุ
  10. /
  11. ๔. มหาวรรค
  12. /
  13. ๒. เสริสสกเปตวัตถุ

๒. เสริสสกเปตวัตถุ

เล่มที่ ๒๖ · ข้อ ๑๒๒ · บรรทัด ๔๕๘๖

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒. เสรีสกเปตวัตถุ

เรื่องเสรีสกเปรต

(พระควัมปติกล่าวว่า)

[๖๐๔]

ท่านทั้งหลายจงฟังคำของเทวดาและพวกพ่อค้า

ที่ได้มาพบกันในทางทะเลทรายในคราวนั้น

และขอเชิญทุกท่านฟังถ้อยคำตามที่เทวดา

และพวกพ่อค้ากล่าวสนทนากัน

@เชิงอรรถ :

@๑ สามัญญผล แปลว่า ผลแห่งความเป็นสมณะ ความเป็นสมณะ หมายถึงการบวชเป็นภิกษุในพุทธศาสนา

@พระผู้มีพระภาคทรงพิสูจน์ให้เห็นชัดว่า การบวชได้ผลเห็นประจักษ์ (หมายถึงการบรรลุมรรค ๔ ผล ๔

@นิพพาน ๑ ไปตามลำดับ) (สุตฺต ๙/๒๑)

[๖๐๕]

ยังมีพระราชาผู้ทรงยศพระนามว่า ปายาสิ

ได้เกิดร่วมกับหมู่ภุมเทวดา

มีบริวารยศบันเทิงอยู่ในวิมานของตน

เป็นเทวดาแต่ได้มาสนทนากับพวกมนุษย์

(เสรีสกเทพบุตรถามพวกพ่อค้าด้วยคาถาว่า)

[๖๐๖]

มนุษย์ทั้งหลายผู้กลัวทางคดเคี้ยว

มีใจหวาดหวั่นอยู่ในที่น่าระแวงว่ามีภัย ในป่า ในถิ่นของอมนุษย์

ในทางกันดาร ซึ่งมีน้ำมีอาหารไม่เพียงพอ

เดินไปได้แสนยาก ท่ามกลางทะเลทราย

[๖๐๗]

ในทางทะเลทรายนี้ ไม่มีผลไม้ ไม่มีเผือกมัน ไม่มีเชื้อไฟ

ในทางทะเลทรายนี้ จักหาอาหารได้แต่ที่ไหน

นอกจากฝุ่นและทรายที่แดดแผดเผาทั้งร้อน ทั้งทารุณ

[๖๐๘]

ที่นี้เป็นที่ดอน ร้อนดังแผ่นเหล็กเผาไฟ

หาความสบายมิได้ เทียบเท่านรก

สถานที่นี้เป็นที่อยู่ดั้งเดิมของพวกหยาบช้ามีปีศาจเป็นต้น

เป็นภูมิประเทศเหมือนถูกสาปไว้

[๖๐๙]

อนึ่ง พวกท่านหวังอะไร

เพราะเหตุไรจึงไม่พิจารณาให้ถี่ถ้วน

ตามกันเข้ามายังประเทศถิ่นนี้พร้อมกัน

เพราะความโลภ ความกลัว หรือเพราะความหลง

(พวกพ่อค้าตอบว่า)

[๖๑๐]

พวกข้าพเจ้านั้นเป็นพ่อค้าเกวียนอยู่ในแคว้นมคธและแคว้นอังคะ

ต้องการทรัพย์ หวังกำไร

จึงบรรทุกสินค้ามามาก

พากันไปยังสินธุประเทศและโสวีระประเทศ

[๖๑๑]

กลางวัน พวกข้าพเจ้าทุกคนทนความกระหายน้ำไม่ได้

ทั้งมุ่งหวังจะอนุเคราะห์สัตว์พาหนะ

จึงรีบเดินทางมาในกลางคืน ซึ่งเป็นเวลาวิกาล

[๖๑๒]

พวกข้าพเจ้าไปผิดทาง จึงหลงทาง

สับสนเหมือนคนตาบอด

เดินหลงเข้าไปในป่าที่ไปได้ยากแสนยาก

ท่ามกลางทะเลทราย เกิดงุนงงสงสัย ไม่รู้ทิศทาง

[๖๑๓]

ท่านที่ควรบูชา พวกข้าพเจ้าได้พบวิมานอันประเสริฐ

และตัวท่านซึ่งไม่เคยพบเห็นมาก่อนนี้

จึงหวังจะรอดชีวิตยิ่งกว่าแต่ก่อน

เพราะได้เห็น จึงพากันร่าเริง ดีใจและเบิกบานใจ

(เทพบุตรถามว่า)

[๖๑๔]

เพราะโภคทรัพย์เป็นต้นเหตุ

พวกท่านจึงพากันไปยังทิศทางต่างๆ

คือ ฝั่งสมุทรทะเลทรายทางที่ต้องใช้เครื่องหวาย

ทางที่ต้องตอกทอย ๑- ทางที่มีแม่น้ำ

และทางภูเขาที่ไปได้ยาก

[๖๑๕]

พ่อค้าทั้งหลาย พวกท่านได้ไปยังแคว้นของพระราชาอื่นๆ

พบเห็นผู้คนชาวต่างประเทศ

พวกเราขอฟังสิ่งอัศจรรย์

ที่พวกท่านได้ยิน หรือได้เห็นมา

@เชิงอรรถ :

@๑ ตอกทอย หมายถึง การตีลูกทอยคือไม้แหลมๆ ที่ทำเป็นตะปูตีเข้าที่ต้นไม้ (หรือที่หน้าผาเพื่อทำเป็น

@บันไดไต่ขึ้นไป) (ขุ.วิ.อ. ๑๒๓๘/๓๙๗)

(พวกพ่อค้าตอบว่า)

[๖๑๖]

พ่อกุมาร สมบัติของมนุษย์ที่ผ่านมาทั้งหมด

ซึ่งอัศจรรย์กว่าวิมานของท่านแม้นี้

พวกข้าพเจ้าไม่เคยได้เห็นหรือได้ยิน

วิมานของท่านซึ่งมีรัศมีไม่เลว

พวกข้าพเจ้าแลดูแล้วไม่อิ่มเลย

[๖๑๗]

ที่วิมานของท่านมีสระโบกขรณี ลอยอยู่ในอากาศ

มีสวนดอกไม้มากมาย มีบัวขาวมาก

มีหมู่ไม้ผลิดอกออกผลเป็นนิตย์

โชยกลิ่นหอมตลบอบอวล

[๖๑๘]

เสาวิมานเหล่านี้เป็นเสาแก้วไพฑูรย์ สูงร้อยศอก

ประดับด้วยแก้วผลึก แก้วประพาฬ แก้วลาย และทับทิม

มีรัศมีโชติช่วง

[๖๑๙]

วิมานของท่านนี้มีเสา ๑,๐๐๐ ต้น

ภายในประกอบด้วยแก้ว

ภายนอกล้อมรอบด้วยไพทีทองคำ ๑-

และมุงบังอย่างดีด้วยแผ่นทองคำ

มีอานุภาพหาที่เปรียบมิได้

งามอยู่บนเสาเหล่านั้น

[๖๒๐]

วิมานของท่านนี้สว่างไสวด้วยทองชมพูนุทชั้นเยี่ยม

ทุกส่วนของวิมานเกลี้ยงเกลาดี

ประกอบด้วยบันไดและพื้นน่าพอใจ มั่นคง

งดงาม มีส่วนประกอบกลมกลืน

ชวนพิศอย่างยิ่ง น่าชอบใจ

@เชิงอรรถ :

@๑ เวทีที่ทำด้วยทอง เพื่อใช้ประโยชน์ในการฟ้อนรำขับร้อง หรือบางแห่งใช้ตั้งเครื่องบูชา

[๖๒๑]

ภายในวิมานแก้ว มีข้าวน้ำอุดมสมบูรณ์

ตัวท่านมีหมู่เทพอัปสรห้อมล้อม

กึกก้องด้วยเสียงตะโพน เปิงมางและดุริยางค์

เป็นผู้ที่ทวยเทพนอบน้อมแล้วด้วยการชมเชยและกราบไหว้

[๖๒๒]

ตัวท่านนั้นมีอานุภาพสุดที่จะคิด

ประกอบด้วยคุณทุกอย่าง

ผู้อันหมู่เทพนารีปลุกเร้า

บันเทิงอยู่ในวิมานปราสาทที่ประเสริฐ น่ารื่นรมย์ใจ

เหมือนท้าวเวสวัณบันเทิงอยู่ในนฬินีสถาน ๑-

[๖๒๓]

ท่านเป็นเทวดาหรือเป็นยักษ์

เป็นท้าวสักกะจอมเทพ หรือเป็นมนุษย์

พวกพ่อค้าเกวียนถามท่าน

โปรดบอกด้วยเถิด ท่านเป็นเทวดาชื่ออะไร

(เทพบุตรตอบว่า)

[๖๒๔]

ข้าพเจ้าเป็นเทวดาชื่อเสรีสกะ เป็นผู้รักษาทางกันดาร

คุ้มครองทางทะเลทราย ทำตามคำสั่งท้าวเวสวัณ

จึงดูแลรักษาประเทศถิ่นนี้อยู่

(พวกพ่อค้าถามว่า)

[๖๒๕]

วิมานนี้ท่านได้ตามความปรารถนา

หรือเกิดโดยความเปลี่ยนแปลง

ท่านทำเองหรือเทวดาทั้งหลายมอบให้

พวกพ่อค้าเกวียนถามท่านว่า

วิมานที่น่าชอบใจนี้ท่านได้มาอย่างไร

@เชิงอรรถ :

@๑ สถานที่ทรงเล่นกีฬาสนามกีฬา (ขุ.วิ.อ. ๑๒๔๖/๔๐๐)

(เทพบุตรตอบว่า)

[๖๒๖]

วิมานนี้มิใช่ข้าพเจ้าได้ตามความปรารถนา

มิใช่เกิดโดยการเปลี่ยนแปลง

มิใช่ข้าพเจ้าทำเองทั้งมิใช่เทวดาทั้งหลายมอบให้

วิมานที่น่าชอบใจนี้ข้าพเจ้าได้มาด้วยบุญกรรมอันดีงามของตน

(พวกพ่อค้าถามว่า)

[๖๒๗]

อะไรเป็นข้อปฏิบัติและเป็นพรหมจรรย์ของท่าน

นี้เป็นวิบากแห่งบุญกรรมอะไรที่ท่านสั่งสมไว้ดีแล้ว

พวกพ่อค้าเกวียนถามท่านว่า

วิมานนี้ท่านได้มาอย่างไร

(เทพบุตรตอบว่า)

[๖๒๘]

ข้าพเจ้าได้มีนามว่าปายาสิ

เมื่อครั้งข้าพเจ้าครองราชสมบัติแคว้นโกศล

ข้าพเจ้าเป็นนัตถิกทิฏฐิ ๑-

เป็นคนตระหนี่ มีธรรมเลวทราม

และมีปกติกล่าวว่าขาดสูญ ๒-

[๖๒๙]

ได้มีสมณะ ผู้พหูสูต นามว่ากุมารกัสสปะ

ซึ่งเลิศทางกล่าวธรรมได้อย่างวิจิตรไพเราะ

ครั้งนั้นท่านได้กล่าวธรรมกถาโปรดข้าพเจ้า

ได้ช่วยบรรเทาทิฏฐิที่เป็นข้าศึกทางใจของข้าพเจ้าได้

@เชิงอรรถ :

@๑ มีความเห็นผิดว่า ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยที่ทำให้สัตว์บริสุทธิ์หรือเศร้าหมอง สัตว์บริสุทธิ์หรือเศร้าหมองเอง

@(สุตฺต. ๙/๑๖๘/๕๔)

@๒ การกล่าวว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล การบูชายัญไม่มีผล การเซ่นสรวงไม่มีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดี

@ทำชั่วไม่มีผล โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาบิดาไม่มีคุณ ฯลฯ (สุตฺต. ๙/๑๗๑/๕๖)

[๖๓๐]

ข้าพเจ้าฟังธรรมกถาของท่านแล้ว

ได้ประกาศตนเป็นอุบาสก

งดเว้นจากการฆ่าสัตว์

เว้นขาดจากการลักทรัพย์ในโลก

ยินดีเฉพาะภรรยาของตน

ไม่กล่าวเท็จ ไม่ดื่มน้ำเมา

[๖๓๑]

ข้อนั้นเป็นข้อปฏิบัติและเป็นพรหมจรรย์ของข้าพเจ้า

นี้เป็นวิบากแห่งบุญกรรมนั้นที่ข้าพเจ้าสั่งสมไว้ดีแล้ว

วิมานนี้ข้าพเจ้าได้มาด้วยบุญกรรมอันดีงามนั้นนั่นเอง

(พวกพ่อค้าถามว่า)

[๖๓๒]

ทราบมาว่า คนมีปัญญาทั้งหลายพูดแต่คำจริง

คำพูดของบัณฑิตทั้งหลายจึงไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น

คนทำบุญไว้จะไปที่ใด ย่อมมีแต่สิ่งที่น่ารักน่าใคร่

บันเทิงอยู่ในที่นั้น

[๖๓๓]

ณ ที่ใด มีความโศก ความร่ำไห้

การฆ่า การจองจำ และเหตุเกิดเรื่องเลวร้าย

คนทำบาปไว้ก็จะไปในที่นั้น

ไม่พ้นจากคติที่ชั่วไปได้ไม่ว่าในกาลไหน

[๖๓๔]

พ่อกุมาร เพราะเหตุอะไรหนอ

เทพบริวารจึงเป็นเสมือนผู้ฟั่นเฟือนไปในชั่วครู่นี้

เหมือนน้ำใสถูกกวนให้ขุ่น

เพราะเหตุไรหนอ

เทพบริวารนี้และตัวท่านจึงได้มีความโทมนัส

(เทพบุตรตอบว่า)

[๖๓๕]

พ่อทั้งหลาย กลิ่นทิพย์เหล่านี้

โชยกลิ่นหอมระรื่นจากป่าไม้ซึก

หอมตลบอบอวลทั่ววิมานนี้

กำจัดความมืดได้ทั้งกลางวันและกลางคืน

[๖๓๖]

ล่วงไป ๑๐๐ ปี เปลือกฝักไม้ซึกเหล่านี้

แต่ละฝักก็จะแตกออก

เป็นที่รู้กันว่า ๑๐๐ ปีของมนุษย์ล่วงไปแล้ว

ตั้งแต่ข้าพเจ้าเกิดในหมู่เทวดานี้

[๖๓๗]

พ่อทั้งหลาย ข้าพเจ้ารู้เห็นแล้วว่า

ข้าพเจ้าจักดำรงอยู่ในวิมานนี้อีก ๕๐๐ ปีทิพย์

แล้วจึงจุติ เพราะสิ้นบุญ สิ้นอายุ

ข้าพเจ้าจึงซบเซา เพราะความโศกนั้นนั่นเอง

(พวกพ่อค้ากล่าวว่า)

[๖๓๘]

ผู้ที่ได้วิมานซึ่งหาที่เปรียบมิได้เป็นเวลานานเช่นนั้น

จะพึงเศร้าโศกไปทำไมเล่า

แต่พวกผู้มีบุญน้อยเข้าอยู่วิมานชั่วเวลาสั้นนั้นแหละ

ควรเศร้าโศกแท้

(เทพบุตรกล่าวว่า)

[๖๓๙]

พ่อทั้งหลาย ข้อที่ท่านทั้งหลายกล่าววาจาที่น่ารักกับข้าพเจ้า

นั่นเป็นการกล่าวตักเตือนอันสมควรแก่ข้าพเจ้า

ส่วนข้าพเจ้าจะตามคุ้มครองท่านทั้งหลาย

เชิญท่านทั้งหลายไปยังที่

ที่ท่านทั้งหลายปรารถนาโดยความสวัสดีเถิด

(พวกพ่อค้ากล่าวว่า)

[๖๔๐]

พวกข้าพเจ้าต้องการทรัพย์ หวังกำไร

จึงพากันไปยังสินธุประเทศ และโสวีระประเทศ

แล้วจักประกอบกรรมที่ได้รับรองไว้ตามสมควร

มีการเสียสละอย่างบริบูรณ์

กระทำการบูชาเสรีสกเทพบุตรอย่างโอฬาร

(เทพบุตรกล่าวว่า)

[๖๔๑]

ท่านทั้งหลาย อย่าได้ทำการบูชาเสรีสกเทพบุตรเลย

สิ่งที่ท่านทั้งหลายพูดถึงทั้งหมด จักมีแก่พวกท่าน

ท่านทั้งหลายจงงดเว้นกรรมชั่วและจงตั้งใจประกอบตามธรรม

[๖๔๒]

ในหมู่พ่อค้าเกวียนนี้ มีอุบาสกผู้เป็นพหูสูต

มีศีลและวัตร มีศรัทธา มีจาคะ

มีศีลเป็นที่รักอย่างยิ่ง

มีวิจารณญาณ สันโดษ มีความรู้

[๖๔๓]

ไม่พูดเท็จทั้งที่รู้อยู่

ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น

ไม่พูดส่อเสียดให้เขาแตกกัน

พูดแต่วาจาอ่อนหวานละมุนละม่อม

[๖๔๔]

เขามีความเคารพ ยำเกรง มีวินัย

ไม่เป็นคนเลว เป็นผู้บริสุทธิ์ในอธิศีล

มีความประพฤติประเสริฐ

เลี้ยงมารดาบิดาโดยชอบธรรม

[๖๔๕]

เขาเห็นจะแสวงหาโภคทรัพย์ เพราะเหตุแห่งมารดาบิดา

มิใช่เพราะเหตุแห่งตน เมื่อมารดาบิดาล่วงลับไป

เขาก็น้อมไปในเนกขัมมะ ประพฤติพรหมจรรย์

[๖๔๖]

เขาเป็นคนซื่อตรง ไม่คดโกง

ไม่โอ้อวด ไม่เจ้าเล่ห์ ไม่พูดมีเลศนัย

เขาทำแต่กรรมดี

ตั้งอยู่ในธรรมเช่นนี้ จะพึงได้รับทุกข์อย่างไรเล่า

[๖๔๗]

เพราะอุบาสกนั้นเป็นเหตุ ข้าพเจ้าจึงได้ปรากฏตัว

พ่อค้าทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงเห็นธรรมเถิด

เพราะเว้นอุบาสกนั้นเสียแล้ว

ท่านทั้งหลายจะสับสน

เหมือนคนตาบอดหลงเข้าไปในป่าเป็นเถ้าถ่านไป

การทอดทิ้งผู้อื่นเป็นการง่ายสำหรับคนทั่วไป

(แต่เป็นการยากสำหรับสัตบุรุษ)

คบหาสัตบุรุษจึงนำความสุขมาให้อย่างแท้จริง

(พวกพ่อค้าถามว่า)

[๖๔๘]

อุบาสกคนนั้นคือใคร และทำงานอะไร

เขาชื่ออะไร และโคตรอะไร

ข้าแต่เทวดา แม้ข้าพเจ้าทั้งหลาย

ก็ต้องการจะเห็นอุบาสกนั้นที่ท่านมาที่นี้

เพื่อช่วยเหลืออุบาสกที่ท่านชอบ เป็นคนโชคดี

(เทพบุตรตอบว่า)

[๖๔๙]

ผู้ที่เป็นกัลบกมีชื่อว่าสัมภวะ

อาศัยการตัดผมเลี้ยงชีพ

เป็นคนรับใช้ของพวกท่าน

ท่านทั้งหลายจงรู้ว่าเป็นอุบาสก

ท่านทั้งหลายอย่าดูหมิ่นเขา

เขาเป็นผู้มีศีลเป็นที่รักยิ่ง

(พวกพ่อค้ากล่าวว่า)

[๖๕๐]

ข้าแต่เทวดา พวกข้าพเจ้ารู้จักช่างตัดผมคนที่ท่านพูดถึงดี

แต่ไม่รู้จักว่า เขาเป็นคนเช่นนี้เลย

แม้ข้าพเจ้าทั้งหลายฟังคำของท่านแล้ว

ก็จักบูชาอุบาสกนั้นอย่างโอฬาร

(เทพบุตรกล่าวว่า)

[๖๕๑]

พวกผู้คนในกองเกวียนนี้

ไม่ว่าคนหนุ่ม คนแก่ หรือคนปูนกลาง

ทั้งหมดทุกคนนั้น เชิญขึ้นไปบนวิมาน

พวกคนตระหนี่จงดูผลของบุญทั้งหลาย

(พระธรรมสังคีติกาจารย์กล่าว ๖ คาถาในตอนจบเรื่องว่า)

[๖๕๒]

พ่อค้าทุกคน ณ ที่นั้น

ต่างคนต่างเข้าห้อมล้อมช่างตัดผมนั้น

พากันขึ้นวิมานซึ่งเสมือนภพดาวดึงส์ของท้าววาสวะ

พร้อมกล่าวว่า เราก่อนๆ

[๖๕๓]

พ่อค้าทุกคนนั้นต่างประกาศความเป็นอุบาสก ณ ที่นั้นว่า

เราก่อนๆ แล้วได้เป็นผู้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์

เว้นขาดจากการลักทรัพย์ในโลก

ยินดีเฉพาะภรรยาของตน

ไม่กล่าวเท็จ ไม่ดื่มน้ำเมา

[๖๕๔]

พ่อค้าทุกคน ครั้นต่างคนต่างประกาศความเป็นอุบาสก

ณ ที่นั้นแล้วได้ไปยังสถานที่ที่ตนปรารถนาโดยสวัสดี

หมู่พ่อค้าเกวียนบันเทิงอยู่ด้วยเทวฤทธิ์เนืองๆ

ได้รับอนุญาตแล้วหลีกไป

[๖๕๕]

พ่อค้าเหล่านั้นต้องการทรัพย์ หวังกำไร

ไปถึงสินธุและโสวีระประเทศ พยายามค้าขายตามปรารถนา

มีลาภบริบูรณ์ กลับมาเมืองปาฏลีบุตรโดยปลอดภัย

[๖๕๖]

พ่อค้าเหล่านั้นไปเรือนของตน

มีความสวัสดี พร้อมหน้าบุตรภรรยา

มีจิตเพลิดเพลิน ดีใจ ปลาบปลื้ม

บูชาเสรีสกเทพบุตรอย่างโอฬาร

ได้ช่วยกันสร้างเทวาลัยชื่อเสรีสกะขึ้น

[๖๕๗]

การคบสัตบุรุษให้สำเร็จประโยชน์อย่างนี้

การคบผู้มีคุณธรรมมีประโยชน์มาก

พ่อค้าทั้งหมดได้ประสบความสุข

เพราะผลอันสืบเนื่องมาจากอุบาสกคนเดียว

เสรีสกเปตวัตถุที่ ๒ จบ

ภาณวารที่ ๓ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๖ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๑. อัมพสักขรเปตวัตถุกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๖๔. มหาวรรคหัวข้อถัดไป๓. นันทิกาเปตวัตถุ