ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๖
  6. /
  7. …
  8. /
  9. เถรคาถา
  10. /
  11. เอกกนิบาต
  12. /
  13. ๒. ทุติยวรรค
  14. /
  15. ๔. วนวัจฉสามเณรคาถา

๔. วนวัจฉสามเณรคาถา

เล่มที่ ๒๖ · ข้อ ๑๕๑ · บรรทัด ๕๐๖๓

คัดจากอรรถกถา ฉบับแปลไทย ตัวบทจาก 84000.org

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

อรรถกถาวนวัจฉเถรสามเณรคาถา ๑- ๑- ฉบับพม่าเป็น สิวกสามเณร.

คาถาของวนวัจฉสามเณร เริ่มต้นว่า อุปชฺฌาโย.

เรื่องราวของท่านเป็นมาอย่างไร?

ได้ยินว่า ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ ท่านเกิดในเรือนแห่งตระกูลในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าเวสสภู.

วันหนึ่งเข้าสู่ป่าด้วยกรณียกิจบางอย่าง เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าเวสสภู ประทับนั่งอยู่ ณ ซอกภูเขาในป่านั้น มีจิตเลื่อมใส เข้าไปเฝ้าถวายบังคมแล้ว ประคองอัญชลียืนอยู่แล้ว. เขาเห็นผลไม้มะลื่นน่าชื่นใจในป่านั้น จึงเก็บเอาผลมะลื่นเหล่านั้นน้อมเข้าไปถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าอีก.

พระผู้มีพระภาคเจ้าอาศัยความอนุเคราะห์ จึงทรงรับไว้.

ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

เมื่อผู้เป็นลุงบวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ ก็บวชพร้อมกับลุง สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานเป็นอันมากแล้วเกิดเป็นหลานของพระวนวัจฉเถระ ในพุทธุปบาทกาลนี้.

ท่านได้นามว่าสิวกะ เมื่อพระวนวัจฉเถระผู้เป็นที่ชอบของตน บวชในศาสนาแล้ว ถึงที่สุดแห่งกิจของบรรพชิตแล้ว พำนักอยู่ในป่า มารดาของท่านฟังความเป็นไปนั้นแล้วพูดกะบุตรว่า พ่อสีวกะ เจ้าจงบวชในสำนักของพระเถระเดี๋ยวนี้ พระเถระแก่แล้ว. เพราะคำพูดของมารดาเพียงคำเดียวเท่านั้น และเพราะอธิการที่ตนเคยทำไว้ในกาลก่อน ท่านจึงไปยังสำนักของพระเถระผู้เป็นลุง บวชแล้วบำรุงพระเถระ อาศัยอยู่ในป่า.

วันหนึ่ง เมื่อท่านไปสู่ท้ายบ้านด้วยกรณียกิจบางอย่าง เกิดอาพาธอย่างหนัก. แม้เมื่อผู้คนช่วยจัดยาถวาย อาพาธก็ไม่สงบ. เมื่อท่านชักช้าอยู่ พระเถระคิดว่า สามเณรประพฤติล่าช้าจะมีเหตุอะไรหนอดังนี้ จึงไปที่ท้ายบ้านนั้น เห็นท่านป่วยจึงกระทำสิ่งที่ควรกระทำนั้นๆ แก่ท่าน ยังส่วนแห่งวันให้ล่วงไปแล้ว ในเวลาใกล้รุ่ง ตอนกลางคืน จึงพูดว่า ดูก่อนสิวกะ นับจำเดิมแต่เราบวชแล้ว ไม่เคยอยู่ในบ้าน เราจะจากบ้านนี้ไปสู่ป่าเดี๋ยวนี้แหละ

ส่วนสามเณรฟังดังนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ บัดนี้ แม้ว่ากายของผมจะอยู่ท้ายบ้าน แต่จิตอยู่ในป่า เพราะฉะนั้น แม้ถึงจะนอน ผมก็จะไปป่าเหมือนกัน.

พระเถระฟังดังนั้นแล้ว จึงจับแขนสามเณรนำไปสู่ป่าทันที แล้วให้โอวาท. สามเณรตั้งอยู่ในโอวาทของพระเถระ เห็นแจ้งแล้วบรรลุพระอรหัต.

สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า

เราได้พบพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี เป็นเชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านรชน โชติช่วงเหมือนต้นกรรณิการ์ ประทับนั่งอยู่ที่ซอกภูเขา เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัสประนมอัญชลีเหนือเศียรเกล้า แล้วเอาผลมะลื่นถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้

เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้าเราทำเสร็จแล้ว ดังนี้.

สามเณรบรรลุพระอรหัตแล้วเทียบเคียงเนื้อความอันอุปัชฌาย์และตนกล่าวแล้ว เมื่อจะประกาศความยินดียิ่งในวิเวกของตนและกิจที่ตนทำสำเร็จแล้ว จึงได้ภาษิตคาถาว่า

พระอุปัชฌาย์ของเราได้กล่าวกะเราว่า

ดูก่อนสิวกะ เราจะไปจากที่นี้ กายของเราอยู่

ในบ้าน แต่ใจของเราไปอยู่ในป่า แม้เรานอน

อยู่ก็จักไป ความเกี่ยวข้องด้วยหมู่ ย่อมไม่มี

แก่ผู้รู้แจ้ง ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปชฺฌาโย ความว่า ชื่อว่าอุปัชฌายะ เพราะเข้าไปเพ่งโทษน้อยและโทษใหญ่ คือมุ่งแสวงหาประโยชน์เกื้อกูลแล้ว เพ่งดูด้วยญาณจักษุ.

สามเณรเรียกตัวเอง ด้วยบทว่า มํ.

บทว่า อวจาสิ แปลว่า ได้กล่าวแล้ว.

บทว่า อิโต คจฺฉาม สิวก เป็นคำแสดงอาการที่กล่าวแล้ว. อธิบายว่า ดูก่อนสิวกะ เราจะไปจากละแวกบ้านนี้ เราจงมาพากันไปสู่ที่ๆ เป็นป่าเท่านั้นเถิด ที่ๆ เป็นป่าเท่านั้นเหมาะที่พวกเราทั้งหลายจะอยู่.

ก็สิวกสามเณรอันพระอุปัชฌาย์กล่าวอย่างนี้แล้ว เกิดความสลดใจ เหมือนม้าอาชาไนยตัวเจริญที่ถูกหวดด้วยแส้ฉะนั้น เมื่อจะประกาศความที่ตนประสงค์จะไปสู่ป่าอย่างเดียว จึงกล่าวว่า

กายของเราอยู่บ้าน แต่ใจของเราอยู่ในป่า

แม้เรานอนอยู่ก็จักไป ความเกี่ยวข้องด้วยหมู่ย่อม

ไม่มีแก่ผู้รู้แจ้ง ดังนี้.

คาถานั้นมีใจความดังนี้

เพราะเหตุที่ บัดนี้ แม้ร่างกายของเรานี้ยังอยู่ที่ท้ายบ้าน แต่อัธยาศัยน้อมไปสู่ป่าอย่างเดียว ฉะนั้น เราแม้นอนอยู่ก็จักไป คือแม้ชื่อว่านอนอยู่เพราะไม่สามารถ ในการยืน นั่งและเดิน โดยเป็นไข้ก็จะคลาน กระเสือกกระสนไปเหมือนงู ทั้งๆ อาการที่นอนนี้ มาเถิดท่านขอรับ เราจงไปสู่ป่ากันเถิด

เพราะเหตุไร?

เพราะความเกี่ยวข้องด้วยหมู่ย่อมไม่มีแก่ผู้รู้แล้ว เพราะสภาพธรรมดา ความเกี่ยวข้องในที่ไหนๆ ย่อมไม่มีแก่ผู้รู้โทษในกามและในสงสาร รู้อานิสงส์ในเนกขัมมะและพระนิพพาน ตามความเป็นจริง ฉะนั้น คำสั่งของอุปัชฌาย์จึงดำรงมั่นแก่สามเณรด้วยคำพูดหนเดียวเท่านั้น ท่านพยากรณ์พระอรหัตผลด้วยการอ้างถึงคำสั่งเพียงหนเดียว. จบอรรถกถาวนวัจฉเถรสามเณรคาถา

ที่มา: อรรถกถา ฉบับแปลไทย เล่มที่ ๒๖ ข้อ ๑๕๑ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๓. วนวัจฉเถรคาถากลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๖๒. ทุติยวรรคหัวข้อถัดไป๕. กุณฑธานเถรคาถา