ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๖
  6. /
  7. …
  8. /
  9. เถรคาถา
  10. /
  11. ติกนิบาต
  12. /
  13. ๖. ขุชชโสภิตเถรคาถา

๖. ขุชชโสภิตเถรคาถา

เล่มที่ ๒๖ · ข้อ ๓๑๒ · บรรทัด ๖๐๙๕

คัดจากอรรถกถา ฉบับแปลไทย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

อรรถกถาขุชชโสภิตเถรคาถา

คาถาของท่านพระขุชชโสภิตเถระ มีคำขึ้นต้นว่า เย จิตฺตกถี พหุสฺสุตา.

มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร?

ได้ทราบว่า ท่านพระขุชชโสภิตเถระนี้ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนามว่าปทุมุตตระ ได้เกิดในคฤหาสน์ของผู้มีสกุล รู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่งเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปกับภิกษุสงฆ์จำนวนมาก มีใจเลื่อมใสได้กล่าวชมเชยด้วยคาถา ๑๐ คาถา. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านได้ท่องเที่ยวไปมาในเทวโลกและมนุษยโลก มาในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้เกิดในตระกูลพราหมณ์ ในนครปาฏลีบุตร ได้มีนามว่าโสภิตะ แต่เพราะเป็นผู้ค่อมเล็กน้อย จึงปรากฏชื่อว่าขุชชโสภิตะ นั่นเทียว.

ท่านเจริญวัยแล้ว เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว ได้บวชในสำนักของท่านพระอานนทเถระ ได้อภิญญา ๖.

ด้วยเหตุนั้น ในอปทานท่านจึงได้กล่าวไว้ว่า ๑-

พระนราสภผู้ทรงเป็นเทพเจ้าของเทพทั้งหลาย เสด็จดำเนินไปบนถนน งดงามเหมือนเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ใครเล่าเห็นแล้วจะไม่เลื่อมใส. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงยังความมืดมนอนธการให้พินาศไป ให้คนจำนวนมากข้ามฟากได้ ทรงโชติช่วงอยู่ด้วยแสงสว่างคือพระญาณ ใครเล่าเห็นแล้วจะไม่เลื่อมใส. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นนายกโลก ทรงนำสัตวโลกไป ทรงยกสัตวโลกจำนวนมากขึ้นด้วย (พระปรีชาญาณ) จำนวนแสน ใครเล่าเห็นแล้วจะไม่เลื่อมใส. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงย่ำกลองคือพระธรรม บดขยี้หมู่เดียรถีย์ บันลือสีหนาทอยู่ ใครเล่าเห็นแล้วจะไม่เลื่อมใส. ทวยเทพพร้อมทั้งพระพรหมตั้งแต่พรหมโลก พากันมาทูลถามปัญหาที่ละเอียด ใครเล่าเห็นแล้วจะไม่เลื่อมใส. เหล่ามนุษย์พร้อมทั้งเทวดาพากันมาประนมมือทูลวิงวอนต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ก็ได้บุญ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ใครเล่าเห็นแล้วจะไม่เลื่อมใส. ปวงชนพากันมาชุมนุมห้อมล้อมพระองค์ผู้มีพุทธจักษุ พระองค์ผู้อันเขาทูลเชิญแล้วก็ไม่ทรงสะทกสะท้าน ใครเล่าเห็นแล้วจะไม่เลื่อมใส.

เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดเสด็จเข้าพระนคร กลองจะดังขึ้นมากมาย ช้างพลายที่เมามันก็พากันบันลือ ใครเล่าเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นแล้วจะไม่เลื่อมใส.

เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด เสด็จดำเนินไปตามถนน พระรัศมีของพระองค์ จะพวยพุ่งขึ้นสูง สม่ำเสมอทุกเมื่อ ใครเล่าเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้นแล้วจะไม่เลื่อมใส. เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสออกไป จะได้ยินกันทั้งจักรวาล ให้สรรพสัตว์เข้าใจกันทั่ว ใครเล่าเห็นพระองค์แล้วจะไม่เลื่อมใส.

ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ ข้าพเจ้าได้สรรเสริญพระพุทธเจ้าพระองค์ใดไว้ ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติเลย นี้คือผลแห่งการสรรเสริญพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น. กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้เผาแล้ว ฯลฯ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติแล้ว. ____________________________ ๑- ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๖๒

อนึ่ง ท่านเป็นผู้มีอภิญญา ๖ ในสมัยมหาสังคายนาครั้งแรก ท่านถูกพระสงฆ์ผู้ประชุมกันที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา กรุงราชคฤห์ มีบัญชาว่า ท่านจงไปนิมนต์ท่านพระอานนทเถระมา จึงได้ดำดินลงไปโผล่ขึ้นตรงหน้าพระเถระ กราบเรียนให้ทราบแล้ว ตนเองได้ล่วงหน้าไปทางอากาศถึงประตูถ้ำสัตตบรรณคูหาก่อน.

ก็สมัยนั้น เทวดาบางองค์ที่หมู่เทวดาส่งไปเพื่อห้ามพญามารและพรรคพวกของพญามาร ได้ยืนที่ประตูถ้ำสัตตบรรณคูหา. พระขุชชโสภิตเถระ เมื่อจะบอกการมาของตนแก่เทวดาองค์นั้นได้กล่าวคาถาแรกไว้ว่า

สมณะเหล่าใดกล่าวถ้อยคำไพเราะ เป็นปกติ เป็นพหูสูต

เป็นชาวเมืองปาฏลีบุตร ท่านพระขุชชโสภิตะ ซึ่งยืนอยู่

ที่ประตูถ้ำนี้ เป็นรูปหนึ่งในจำนวนสมณะเหล่านั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิตฺตกถี คือ เป็นผู้แสดงธรรมไพเราะเป็นปกติ.

อธิบายว่า เป็นผู้มีปกติพูดธรรม เหมาะกับอัธยาศัยของผู้อื่นโดยนัยต่างๆ มีอาทิอย่างนี้คือ ย่อ พิสดาร ทำให้ลึกซึ้ง ทำให้ตื้น (ง่าย) บรรเทาความสงสัยได้ ให้ผู้ฟังตั้งมั่นอยู่ในธรรมได้.

บทว่า พหุสฺสุตา ความว่า ชื่อว่าเป็นพหูสูต เพราะบริบูรณ์ด้วยความเป็นพหูสูตทั้งทางปริยัติและปฏิเวธ. ชื่อว่าเป็นสมณะ เพราะระงับบาปได้โดยประการทั้งปวง.

บทว่า ปาฏลิปุตฺตวาสิโน เตสญฺญตโร ความว่า ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่าอยู่ประจำกรุงปาฏลีบุตร เพราะอยู่ที่นครปาฏลีบุตรเป็นปกติ บรรดาภิกษุเหล่านั้น ท่านผู้มีอายุ คือท่านผู้มีอายุยืนนี้ เป็นรูปใดรูปหนึ่ง.

บทว่า ทฺวาเร ติฏฺฐติ ความว่า ยืนอยู่ที่ประตูถ้ำสัตตบรรณคูหา. อธิบายว่า เพื่อจะเข้าไปตามอนุมัติของสงฆ์.

เทวดาครั้นได้ฟังคำนั้นแล้วจึงประกาศการมาของพระเถระให้พระสงฆ์ทราบ ได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า

สมณะเหล่าใดเป็นผู้กล่าวธรรมวิจิตร เป็นเป็นปกติ เป็นพหูสูต

เป็นชาวเมืองปาฏลีบุตร ท่านรูปนี้มาด้วยฤทธิ์ ดุจลมพัด ยืนอยู่

ที่ประตูถ้ำ เป็นรูปหนึ่งในจำนวนสมณะเหล่านั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาลุเตริโต ความว่า ผู้มาแล้วด้วยลมที่เกิดจากฤทธิ์ของจิต. อธิบายว่า มาแล้วด้วยกำลังฤทธิ์.

พระเถระผู้ที่พระสงฆ์ให้โอกาสแล้วตามที่เทวดาองค์นั้นได้ประกาศให้ทราบอย่างนี้แล้ว เมื่อไปสำนักสงฆ์ ได้พยากรณ์พระอรหัตผลด้วยคาถาที่ ๓ นี้ว่า

ท่านผู้นี้ประสบความสุขด้วยอาการอย่างนี้ คือ ด้วยการรบ

อย่างดี ด้วยความปรารถนา (ของกัลยาณมิตร) ด้วยชัยชนะ

ในสงคราม และด้วยพรหมจรรย์ที่ประพฤติมาแล้วตามลำดับ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุยุทฺเธน ความว่า ด้วยการรบอย่างดีกับกิเลสทั้งหลาย ด้วยอำนาจแห่งตทังคปหาน (การละได้ด้วยองค์นั้น) และวิกขัมภนปหาน (การละด้วยการข่มไว้).

บทว่า สุยิฏฺเฐน ความว่า ด้วยธรรมทานเป็นที่สบายที่กัลยาณมิตรทั้งหลายให้แล้วในระหว่างๆ.

บทว่า สงฺคามวิชเยน จ ความว่า และด้วยชัยชนะในสงครามที่ได้แล้วด้วยอำนาจแห่งสมุจเฉทปหาน (การละได้โดยเด็ดขาด).

บทว่า พฺรหฺมจริยานุจิณฺเณน ความว่า ด้วยมรรคพรหมจรรย์ชั้นยอดที่ประพฤติมาแล้วตามลำดับ.

บทว่า เอวายํ สุขเมธติ ความว่า ท่านพระขุชชโสภิตเถระนี้ย่อมประสบ.

อธิบายว่า เสวยอยู่ซึ่งความสุขคือพระนิพพานและความสุขอันเกิดแต่ผลสมาบัติ ด้วยประการอย่างนี้ คือด้วยประการดังที่กล่าวมาแล้ว. จบอรรถกถาขุชชโสภิตเถรคาถา

ที่มา: อรรถกถา ฉบับแปลไทย เล่มที่ ๒๖ ข้อ ๓๑๒ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๕. มาตังคปุตตเถรคาถากลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๖ติกนิบาตหัวข้อถัดไป๗. วารณเถรคาถา