ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๖
  6. /
  7. …
  8. /
  9. เถรคาถา
  10. /
  11. ติกนิบาต
  12. /
  13. ๑๓. อภิภูตเถรคาถา

๑๓. อภิภูตเถรคาถา

เล่มที่ ๒๖ · ข้อ ๓๑๙ · บรรทัด ๖๑๕๑

คัดจากอรรถกถา ฉบับแปลไทย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถา ฉบับแปลไทย

อรรถกถาอภิภูตเถรคาถา

คาถาของท่านพระอภิภูตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สุณาถ ญาตโย สพฺเพ.

มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร?

แม้ท่านพระอภิภูตเถระนี้ก็มีบุญญาธิการได้ทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ เมื่อสั่งสมบุญในภพนั้น ได้เกิดในคฤหาสน์ของผู้มีตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี รู้เดียงสาแล้ว ได้เป็นผู้เลื่อมใสอย่างยิ่งในพระศาสนา เพราะอาศัยกัลยาณมิตรเช่นนั้น.

เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว มหาชนพากันทำความอุตสาหะเพื่อจะรับเอาพระธาตุของพระองค์ ท่านได้ใช้น้ำหอมดับเชิงตะกอนก่อนกว่าทุกคนด้วยตนเอง.

ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปมาในเทวโลกและมนุษยโลกมาในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้เกิดในราชตระกูล ในนครเวฏฐปุระ ได้รับขนานนามว่าอภิภู สิ้นรัชกาลของพระชนกก็ได้เสวยราชสมบัติ และในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกชนบท ลุถึงพระนครนั้น.

ครั้งนั้น พระราชานั้นได้ทรงสดับว่า ได้ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาถึงพระนคร แล้วได้เสด็จไปยังสำนักของพระศาสดา สดับพระธรรมเทศนาแล้ว ในวันที่ ๒ ได้ทรงถวายมหาทาน.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเสร็จภัตกิจแล้ว เมื่อจะทรงทำการอนุโมทนาที่เหมาะสมกับพระราชอัธยาศัยนั่นแหละ จึงได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโดยพิสดาร พระองค์ทรงสดับพระธรรมเทศนาแล้ว กลับได้พระราชปสาทศรัทธา สละราชสมบัติผนวชแล้ว ได้ทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัตผล.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงได้กล่าวไว้ในอปทานว่า ๑-

เมื่อมหาชนถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของพระมหาฤาษีสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าเวสสภู ข้าพเจ้าได้ดับไฟเชิงตะกอน ในกัปที่ ๓๑ นับถอยหลังแต่กัปนี้ไป เพราะเหตุที่ข้าพเจ้าได้ดับไฟเชิงตะกอน จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลของน้ำหอมที่ข้าพเจ้าได้ดับไฟเชิงตะกอน. กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้เผาแล้ว ฯลฯ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติแล้ว. ____________________________ ๑- ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๕๓

อนึ่ง เมื่อพระองค์ทรงบรรลุพระอรหัตผลแล้ว ประทับอยู่ด้วยวิมุตติสุข อาณาประชาราษฏร์ของพระองค์ทั้งหมด คือพระบรมวงศานุวงศ์ อำมาตย์ข้าราชบริพาร ชาวนครและชาวชนบท พากันมาชุมนุมกันโอดครวญว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เหตุไฉน พระองค์จึงทรงผนวช ทรงทำให้พวกข้าพระองค์เป็นอนาถาไร้ที่พึ่งกัน.

พระเถระเจ้าเห็นคนเหล่านั้นมีพระญาติเป็นหัวหน้า พากันโอดครวญอยู่. เมื่อจะกล่าวธรรมกถา (ปลอบ) คนเหล่านั้น ด้วยการประกาศเหตุแห่งการบรรพชาของตน จึงได้ภาษิตคาถา ๓ คาถาไว้ว่า

ข้าแต่พระญาติทั้งหลาย เท่าที่มาประชุมกัน ณ

ที่นี้ทั้งหมด ขอจงทรงสดับ อาตมภาพจักแสดงธรรม

แก่ท่านทั้งหลาย การเกิดแล้วเกิดอีกเป็นทุกข์ ขอท่าน

ทั้งหลายจงเริ่มลงมือ จงออกบวชประกอบความเพียร

ในพระพุทธศาสนา จงกำจัดเสนาของพญามัจจุราช

เหมือนกุญชรทำลายเรือนไม้อ้อฉะนั้น. ผู้ใดจักเป็นผู้

ไม่ประมาทอยู่ในพระธรรมวินัย (ศาสนา) นี้ ผู้นั้นจัก

ละการเวียนเกิด ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุณาถ ความว่า จงสงบใจฟัง. อธิบายว่า จงทรงจำเอาถ้อยคำที่อาตมภาพกำลังกล่าวอยู่เดี๋ยวนี้ตามแนวทางของโสตทวารที่ได้เงี่ยลงฟังแล้ว.

คำว่า ญาตโย เป็นคำร้องเรียกคนเหล่านั้นทั้งหมดมีพระญาติเป็นหัวหน้า. ด้วยคำนี้ พระเถระเจ้าได้กล่าวว่า ขอพระญาติทั้งหมดมีจำนวนเท่าที่มาพร้อมกัน ณ ที่นี้. อธิบายว่า ข้าแต่พระญาติวงศ์ทั้งหลายมีจำนวนเท่าใด คือมีประมาณเท่าใด พระญาติวงศ์ทั้งหลายมีประมาณเท่านั้นที่มาพร้อมเพรียงกันแล้วในสมาคมนี้ หรือที่มาพร้อมเพรียงกันในการบวชของอาตมภาพนี้.

บัดนี้ พระเถระเจ้ากล่าวรับคำที่ตนหมายเอาแล้ว กล่าวคำเป็นเชิงบังคับให้ฟังว่า ท่านทั้งหลายจงฟังดังนี้ว่า อาตมภาพจักแสดงธรรมแก่ท่านทั้งหลายดังนี้แล้ว ได้ปรารภเพื่อแสดงโดยนัยมีอาทิว่า การเกิดแล้วเกิดอีกเป็นทุกข์.

พึงทราบวินิจฉัยในบทเหล่านั้นต่อไป

ขึ้นชื่อว่าความเกิด ในคำว่า ทุกฺขา ชาติ ปุนปฺปุนํ นี้ ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์มากอย่างต่างประเภทมีการก้าวลงสู่ครรภ์เป็นมูลฐาน และแยกประเภทออกเป็นชราเป็นต้น ความเกิดที่เป็นไปแล้วๆ เล่าๆ เป็นทุกข์เหลือหลาย.

แต่พระเถระเจ้า เมื่อจะแสดงว่า ความพยายามเพื่อจะระงับความเกิดนั้น เป็นกิจที่ควรทำ จึงได้กล่าวคำมีอาทิว่า อารมฺภถ ไว้.

บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า อารมฺภถ ความว่า จงทำความเพียร ได้แก่ อารัมภธาตุ (ความริเริ่ม).

บทว่า นิกฺกมถ ความว่า จงทำความเพียรให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ได้แก่นิกกมธาตุ (การก้าวออกไป) เพราะเป็นผู้ก้าวออกไปแล้วจากอกุศลธรรมที่เป็นฝ่ายของความเกียจคร้าน.

บทว่า ยุญฺเชถ พุทฺธสาสเน ความว่า เพราะเหตุที่อารัมภธาตุและนิกกมธาตุทั้งหลายย่อมสมบูรณ์แก่ผู้ดำรงมั่นอยู่ในธรรมทั้งหลายเหล่านี้ คือความสำรวมในศีล ความเป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย ความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภคและความรู้ตัวอย่างยิ่งได้ ก็ด้วยสามารถแห่งการประกอบความเพียรเนืองๆ ฉะนั้น ท่านทั้งหลายที่เป็นแล้วอย่างไร จงเป็นผู้ขะมักเขม้นในคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า กล่าวคือสมถะและวิปัสสนา หรือกล่าวคือสีลสิกขาเป็นต้น.

บทว่า ธุนาถ มจฺจุโน เสนํ นฬาคารํว กุญฺชโร ความว่า ก็ท่านทั้งหลายปฏิบัติอยู่อย่างนี้จะกำจัดคือขยี้.

อธิบายว่า ทำลายได้ซึ่งกลุ่มกิเลส กล่าวคือเสนาของพญามัจจุราชนั้น เพราะนำสัตว์ทั้งหลายไปสู่อำนาจของพญามัจจุราชซึ่งเป็นใหญ่กว่าโลกธาตุทั้ง ๓ ที่ไม่มีกำลัง คือมีกำลังทราม อุปมาเสมือนช้างเชือกที่ประกอบด้วยกำลังวังชา พังเรือนที่สร้างด้วยไม้อ้อให้ทะลายไปในทันใดนั้นเอง.

อนึ่ง พระเถระเจ้าเมื่อจะแสดงแก่ผู้ทำความอุตสาหะในพระพุทธศาสนาอย่างนี้ว่า ผู้อยู่คนเดียวเป็นผู้ก้าวล่วงชาติทุกข์ได้ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๓ ไว้ด้วยคำมีอาทิว่า โย อิมสฺมึ. คำนั้นเข้าใจง่ายอยู่แล้วแล. จบอรรถกถาอภิภูตเถรคาถา

ที่มา: อรรถกถา ฉบับแปลไทย เล่มที่ ๒๖ ข้อ ๓๑๙ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

อรรถกถา ฉบับแปลไทย เป็นงานของผู้แปลและผู้จัดพิมพ์ฉบับแปล คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๑๒. อุตตรปาลเถรคาถากลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๖ติกนิบาตหัวข้อถัดไป๑๔. โคตมเถรคาถา