ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๖
  6. /
  7. …
  8. /
  9. เถรคาถา
  10. /
  11. วีสตินิบาต
  12. /
  13. ๙. อนุรุทธเถรคาถา

๙. อนุรุทธเถรคาถา

เล่มที่ ๒๖ · ข้อ ๓๙๓ · บรรทัด ๗๘๓๔

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๙. อนุรุทธเถรคาถา

ภาษิตของพระอนุรุทธเถระ

(พระอนุรุทธเถระ เสวยวิมุติสุขอยู่ พิจารณาข้อปฏิบัติของตน เกิดปีติโสมนัส จึงได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)

[๘๙๒]

อนุรุทธะนี้แหละ ละพระชนกชนนี

พระประยูรญาติและกามคุณ ๕ ได้แล้ว เข้าฌานอยู่

[๘๙๓]

บุคคลผู้เพียบพร้อมด้วยการฟ้อนรำขับร้อง

มีเสียงดนตรีที่บรรเลงปลุกให้รื่นเริงใจอยู่ทุกค่ำเช้า

ย่อมไม่บรรลุถึงความบริสุทธิ์ด้วยการบริโภคกามนั้น

ยังยินดีในกามคุณซึ่งเป็นวิสัยของมาร

[๘๙๔]

ส่วนอนุรุทธะนี่แหละ ล่วงกามคุณ ๕ นี้ได้แล้ว

ยินดีในคำสอนของพระพุทธเจ้า

ล่วงโอฆะทั้งปวงได้แล้ว เข้าฌานอยู่

[๘๙๕]

และล่วงกามคุณ ๕ เหล่านี้ คือ

รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ

ที่น่ารื่นรมย์ใจ เข้าฌานอยู่

[๘๙๖]

อนุรุทธะ เป็นปราชญ์ ไม่มีอาสวะ

กลับจากบิณฑบาตแล้ว

เที่ยวแสวงหาผ้าบังสุกุลแต่ผู้เดียวไม่มีเพื่อน

[๘๙๗]

อนุรุทธะ ผู้เป็นปราชญ์ มีปัญญา ไม่มีอาสวะ

เที่ยวเลือกหาแต่ผ้าบังสุกุล

ครั้นได้แล้ว ซัก ย้อมเอง แล้วนุ่งห่ม

[๘๙๘]

บาปธรรมที่เศร้าหมองเหล่านี้ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้มักมาก

ไม่สันโดษ ชอบคลุกคลีด้วยหมู่คณะ และมีจิตฟุ้งซ่าน

[๘๙๙]

ส่วนภิกษุผู้มีสติ มักน้อย สันโดษ

ไม่มีความขัดเคือง ยินดีในวิเวก

ชอบสงัด ปรารภความเพียรเป็นประจำ

[๙๐๐]

ย่อมมีแต่กุศลธรรม ซึ่งเป็นฝ่ายให้ตรัสรู้เหล่านี้

ทั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ก็ตรัสว่า

ภิกษุนั้นเป็นผู้ไม่มีอาสวะ

[๙๐๑]

พระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมในโลก

ทรงทราบความดำริของเราแล้ว

เสด็จมาหาเราด้วยพระวรกายที่สำเร็จโดยมโนมยิทธิ ๑-

[๙๐๒]

เมื่อใด เรามีความดำริ

เมื่อนั้น พระพุทธเจ้าทรงทราบแล้วก็เสด็จมาหาเราด้วยฤทธิ์

ได้ทรงแสดงธรรมอันยิ่งแก่เรา

พระพุทธเจ้าผู้ทรงยินดีในธรรมที่ไม่เนิ่นช้า

ได้ทรงแสดงธรรมที่ไม่เนิ่นช้าแก่เราไว้แล้ว

[๙๐๓]

เราได้รู้ทั่วถึงธรรมของพระองค์

ยินดีอยู่ในคำสอนของพระองค์

บรรลุวิชชา ๓ ได้ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว

[๙๐๔]

ตั้งแต่เวลาที่เราถือการไม่นอนเป็นวัตรตลอด ๕๕ ปี

กำจัดความง่วงเหงาหาวนอนได้ มาเป็นเวลา ๒๕ ปี

พระอนุรุทธเถระ(เมื่อภิกษุทั้งหลายถามในเวลาที่พระศาสดาเสด็จดับขันธปริ-

นิพพานว่า พระผู้มีพระภาคปรินิพพานแล้วหรือยัง ได้ประกาศว่า พระผู้มีพระภาค

ปรินิพพานแล้ว ด้วยภาษิตเหล่านี้ว่า)

[๙๐๕]

พระผู้มีพระภาคผู้มีพระหฤทัยตั้งมั่น คงที่

ไม่ได้มีลมหายใจเข้าหายใจออก

พระองค์ไม่ทรงหวั่นไหว ปรารภความสงบ

มีพระจักษุ เสด็จปรินิพพานแล้ว

[๙๐๖]

ทรงมีพระหฤทัยไม่หดหู่ อดกลั้นเวทนาได้

มีพระหฤทัยหลุดพ้นไป

เหมือนดวงประทีปที่ลุกโชนแล้วก็ดับไป

@เชิงอรรถ :

@๑ ฤทธิ์ทางใจ ฤทธิ์ที่นิรมิตด้วยใจ (ขุ.เถร.อ. ๒/๙๐๑/๓๗๙)

[๙๐๗]

บัดนี้ ธรรมเหล่านี้ซึ่งมีสัมผัสเป็นที่ ๕

ของพระมหามุนีได้สิ้นสุดลง

เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว

จิตและเจตสิกธรรมเหล่าอื่นจักไม่มีอีกต่อไป

[๙๐๘]

เทวดา บัดนี้ เราไม่มีการอยู่คือการอุบัติในหมู่เทพอีกต่อไป

การเวียนว่ายตายเกิดสิ้นไปแล้ว บัดนี้ไม่มีการเกิดอีก

[๙๐๙]

ภิกษุใดรู้แจ้งมนุษยโลกเทวโลก พร้อมทั้งพรหมโลก

ซึ่งมีประเภทตั้งพันได้ในกาลครู่เดียว

ทั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญในคุณคือฤทธิ์

ในจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย

ภิกษุนั้น ย่อมเห็นเทพเจ้าทั้งหลายได้ในขณะที่เกิด

[๙๑๐]

ชาติก่อน เรามีชื่ออันนภาระ

เป็นคนยากจน เที่ยวรับจ้างเลี้ยงชีพ

ได้ถวายอาหารบิณฑบาตแด่พระอุปริฏฐปัจเจกพุทธเจ้า

ผู้สงบ ผู้มียศ

[๙๑๑]

เรานั้นเกิดในศากยสกุล

พระประยูรญาติทรงขนานนามให้เราว่า อนุรุทธะ

เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยการฟ้อนรำ ขับร้อง

มีเสียงดนตรีที่บรรเลงปลุกให้รื่นเริงใจอยู่ทุกค่ำเช้า

[๙๑๒]

ครั้นต่อมา เราได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ผู้หาภัยแต่ที่ไหนมิได้

ทำจิตให้เลื่อมใสในพระองค์แล้วบวชเป็นบรรพชิต

[๙๑๓]

เรารู้จักขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยมาก่อน

เกิดเป็นท้าวสักกะในหมู่เทพชั้นดาวดึงส์

[๙๑๔]

ปราบไพรีให้พ่ายแพ้

ได้ครองราชเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ

จอมมนุษย์ในชมพูทวีป ซึ่งมีสมุทรสาครทั้ง ๔

เป็นขอบเขต ๗ ครั้ง

ได้ปกครองปวงประชากรโดยธรรม

ไม่ต้องใช้อาชญา

ไม่ต้องใช้ศัสตรา

[๙๑๕]

ได้ระลึกชาติก่อนในคราวที่อยู่ในเทวโลกได้ ๑๔ ชาติ

คือ ครั้งที่เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ ชาติ

ครั้งที่เป็นท้าวสักกะ ๗ ชาติ

[๙๑๖]

เมื่อสมาธิประกอบด้วยองค์ ๑- ๕ มีอารมณ์เป็นหนึ่ง

ได้ความสงบระงับแล้ว

ทิพยจักษุของเราจึงหมดจด

[๙๑๗]

เราดำรงมั่นอยู่ในฌานที่ประกอบด้วยองค์ ๒- ๕

จึงรู้จุติและอุบัติ

การมา การไปของสัตว์ทั้งหลายว่า

เป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น

[๙๑๘]

เราปรนนิบัติพระศาสดา ฯลฯ

ถอนตัณหาที่นำไปสู่ภพได้ขาดแล้ว

[๙๑๙]

จะปรินิพพานอย่างไม่มีอาสวะ เพราะสิ้นชีวิต

ภายใต้พุ่มไม้ไผ่ใกล้เวฬุวคาม แคว้นวัชชี

@เชิงอรรถ :

@๑ องค์ ๕ คือ (๑) การแผ่ปีติ (๒) การแผ่สุข (๓) การแผ่จิต (๔) การแผ่แสงสว่าง

@และ (๕) การพิจารณานิมิต (ขุ.เถร.อ. ๒/๙๑๖/๓๘๓)

@๒ ฌานที่ประกอบด้วยองค์ ๕ ในที่นี้คือสมาธิประกอบด้วยองค์ ๕ นั่นเอง

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๖ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๘. องคุลิมาลเถรคาถากลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๖วีสตินิบาตหัวข้อถัดไป๑๐. ปาราสริยเถรคาถา