ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๖
  6. /
  7. …
  8. /
  9. เถรคาถา
  10. /
  11. ติงสนิบาต
  12. /
  13. ๒. สารีปุตตเถรคาถา

๒. สารีปุตตเถรคาถา

เล่มที่ ๒๖ · ข้อ ๓๙๖ · บรรทัด ๘๐๔๙

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒. สารีปุตตเถรคาถา

ภาษิตของพระสารีบุตรเถระ

(พระสารีบุตรเถระเมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตแก่ภิกษุทั้งหลาย จึงได้กล่าว ภาษิตเหล่านี้ว่า)

[๙๘๑]

ผู้ใดมีสติประพฤติเหมือนผู้สำรวมกาย เหมือนสัตบุรุษ

ไม่ประมาท เหมือนผู้สำรวมความคิด

ยินดีในการเจริญกรรมฐานไว้ภายใน

มีจิตตั้งมั่นดีอยู่ผู้เดียว สันโดษ

นักปราชญ์ทั้งหลาย เรียกผู้นั้นว่าเป็นภิกษุ

[๙๘๒]

ภิกษุ เมื่อฉันอาหารสดก็ตาม แห้งก็ตาม

ไม่พึงฉันให้อิ่มเกินไป ไม่พึงฉันให้น้อยเกินไป

พึงฉันแต่พอประมาณ พึงมีสติอยู่

[๙๘๓]

พึงเลิกฉันก่อนอิ่ม ๔-๕ คำ แล้วดื่มน้ำ

เท่านี้ก็เพียงพอเพื่ออยู่ผาสุก

ของภิกษุผู้มีใจเด็ดเดี่ยวมุ่งนิพพาน

@เชิงอรรถ :

@๑ นิพพาน (ขุ.เถร.อ. ๒/๙๘๐/๔๐๗)

[๙๘๔]

อนึ่ง การนุ่งห่มจีวรที่สมควร ซึ่งเป็นประโยชน์

นี้ก็เพียงพอเพื่ออยู่ผาสุก

ของภิกษุผู้มีใจเด็ดเดี่ยวมุ่งนิพพาน

[๙๘๕]

เมื่อภิกษุนั่งขัดสมาธิในกุฎีใด ฝนตกไม่เปียกเข่าทั้งสอง

กุฎีเท่านี้ ก็เพียงพอเพื่ออยู่ผาสุก

ของภิกษุผู้มีใจเด็ดเดี่ยวมุ่งนิพพาน

[๙๘๖]

ภิกษุใดพิจารณาเห็นสุขโดยความเป็นทุกข์

เห็นทุกข์เป็นเหมือนลูกศรคอยทิ่มแทงได้

ภิกษุนั้น ไม่ได้มีความยึดมั่นในอทุกขมสุขเวทนาทั้ง ๒ นั้น

ว่าเป็นของเนื่องในตน

เธอจะพึงถูกกิเลสอะไรผูกมัดไว้ในโลกได้อย่างไร

[๙๘๗]

ภิกษุผู้มีความปรารถนาลามก

เกียจคร้าน มีความเพียรย่อหย่อน

มีการเล่าเรียนน้อย ไม่เอื้อเฟื้อ

อย่าได้มีในสำนักเรา ในกาลไหนๆ เลย

(เพราะ)คนเช่นนั้นในสัตวโลก

จะพึงสอนแบบไหนอย่างไรได้

[๙๘๘]

ส่วนภิกษุผู้เป็นพหูสูต มีปัญญา

ตั้งมั่นดีในศีล ประกอบความสงบใจเนืองๆ อยู่

ขอจงมาสถิตอยู่บนกระหม่อมของเราเถิด

[๙๘๙]

ภิกษุใดประกอบธรรมเป็นเหตุให้เนิ่นช้า ๑- อยู่เนืองๆ

มีใจยินดีในธรรมเป็นเหตุให้เนิ่นช้า

ภิกษุนั้น ชื่อว่าพลาดจากนิพพาน

ซึ่งเป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม

@เชิงอรรถ :

@๑ ความยินดีในกามและความติดในรูปเป็นต้น (ขุ.เถร.อ. ๒/๙๘๙/๔๔๑)

[๙๙๐]

ส่วนภิกษุใดละธรรมเป็นเหตุให้เนิ่นช้าได้แล้ว

ยินดีแล้วในทางแห่งธรรมซึ่งเป็นเหตุไม่ให้เนิ่นช้า

ภิกษุนั้นบรรลุนิพพาน

ซึ่งเป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม

[๙๙๑]

พระอรหันต์ทั้งหลาย อยู่สถานที่ใด

คือ จะเป็นบ้านก็ตาม ป่าก็ตาม ที่ลุ่มก็ตาม ที่ดอนก็ตาม

สถานที่นั้น เป็นรมณียสถาน

[๙๙๒]

ท่านผู้ปราศจากราคะทั้งหลาย

จะยินดีป่าทั้งหลาย อันน่ารื่นรมย์

ที่ชนผู้แสวงหากามไม่ยินดี

เพราะท่านเหล่านั้น ไม่แสวงหากาม

[๙๙๓]

บุคคลพึงเห็นผู้มีปัญญามักชี้โทษ

มักพูดปรามไว้ เหมือนผู้ชี้บอกขุมทรัพย์

(และ) พึงคบผู้ที่เป็นบัณฑิตเช่นนั้น

เพราะเมื่อคบคนเช่นนั้น ย่อมมีแต่ความเจริญ ไม่มีความเสื่อมเลย

[๙๙๔]

ผู้ใดพึงกล่าวสอนพร่ำสอน และห้ามจากความชั่ว

ผู้นั้นย่อมเป็นที่รักของสัตบุรุษทั้งหลาย

แต่ไม่เป็นที่รักของอสัตบุรุษทั้งหลาย

[๙๙๕]

พระผู้มีพระภาคตรัสรู้แล้ว ทรงมีพระจักษุ

ได้ทรงแสดงธรรมโปรดผู้อื่น

เมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรมอยู่

เรามุ่งประโยชน์ ได้ตั้งใจฟัง

การตั้งใจฟังของเรานั้น ไม่ไร้ประโยชน์

จึงเป็นผู้หลุดพ้นแล้วหาอาสวะมิได้

[๙๙๖]

เราไม่ได้ตั้งความปรารถนาไว้

เพื่อปุพเพนิวาสญาณ ๑- ทิพพจักขุญาณ ๒-

เจโตปริยญาณ ๓- อิทธิวิธญาณ ๔-

จุตูปปาตญาณ ๕- และทิพพโสตญาณ ๖-

(ยักษ์กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)

[๙๙๗]

พระเถระโล้นชื่ออุปติสสะนั่นแหละ

ยอดเยี่ยมด้วยปัญญา

ครองผ้าสังฆาฏิอาศัยโคนไม้นั่นเองนั่งเข้าฌานอยู่

[๙๙๘]

สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้าสมาบัติอันไม่มีวิตก

เป็นผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้นิ่งอย่างประเสริฐโดยแท้จริง

[๙๙๙]

ภูเขาศิลาล้วน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว แม้ฉันใด

ภิกษุก็ฉันนั้นเพราะสิ้นโมหะ ย่อมไม่หวั่นไหวเหมือนภูเขา

(พระสารีบุตรเถระฟังคำของสามเณรนั้นแล้ว จึงได้กล่าวภาษิตว่า)

[๑๐๐๐]

คนผู้ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน

ใฝ่ใจแสวงหาความสะอาดอยู่เป็นนิตย์

ความชั่วเพียงเท่าปลายขนทราย

ย่อมปรากฏดังเท่าก้อนเมฆ

(พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงว่าตนมีจิตเสมอกัน ทั้งตาย ทั้งเป็นอยู่ จึง กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)

@เชิงอรรถ :

@๑ ความรู้ที่เป็นเครื่องระลึกถึงขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อน ทั้งของตนและของผู้อื่น

@๒ ความรู้คือดวงตาทิพย์

@๓ ความรู้กำหนดใจผู้อื่นได้

@๔ ความรู้ที่แสดงฤทธิ์ได้ต่างๆ

@๕ ความรู้การจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย

@๖ ความรู้ที่ทำให้ฟังได้ยินหมดตามปรารถนา (หูทิพย์) ๑-๖ (ขุ.เถร.อ. ๒/๙๙๖/๔๔๓)

[๑๐๐๑]

เราไม่อยากตาย ไม่อยากเป็นอยู่

แต่เรามีสติสัมปชัญญะอยู่เฉพาะหน้า จักละกายนี้

[๑๐๐๒]

เราไม่อยากตาย ไม่อยากเป็นอยู่

แต่เราคอยเวลาอันควร

เหมือนลูกจ้างทำการงานคอยค่าจ้าง

(และเมื่อจะแสดงธรรมแก่ผู้อื่น จึงได้กล่าวไว้อีก ๒ ภาษิตว่า)

[๑๐๐๓]

ความตายนี้มีแน่นอนใน ๒ คราว

คือ คราวแก่และคราวหนุ่มจะไม่ตาย ไม่มี

เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อย่าพินาศเลย

ขณะอย่าได้ล่วงเลยท่านทั้งหลายไปเสีย

[๑๐๐๔]

เมืองชายแดนได้รับการคุ้มครองทั้งภายในและภายนอก ฉันใด

ท่านทั้งหลายโปรดคุ้มครองตนให้ได้ ฉันนั้น

ขณะอย่าได้ล่วงเลยท่านทั้งหลายไปเสีย

เพราะเหล่าชนที่ปล่อยให้ขณะล่วงเลยไป

ย่อมแออัดกันในนรก เศร้าโศกอยู่

(พระสารีบุตรเถระพบท่านพระมหาโกฏฐิตะ เมื่อจะประกาศเกียรติคุณของท่าน จึงได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)

[๑๐๐๕]

ภิกษุผู้สงบ งดเว้นจากการทำชั่ว

พูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน

ย่อมกำจัดบาปธรรมทั้งหลายได้

เหมือนกับลมพัดใบไม้ให้ร่วงหล่น

[๑๐๐๖]

ภิกษุผู้สงบระงับ งดเว้นจากการทำความชั่ว

มักพูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน

ย่อมกำจัดบาปธรรมได้แล้ว

เหมือนกับลมพัดใบไม้ให้ลอยไป

[๑๐๐๗]

ภิกษุผู้สงบระงับ ไม่มีความคับแค้น

มีใจผ่องใสไม่ขุ่นมัว มีศีลอันงาม

เป็นปราชญ์ พึงทำที่สุดทุกข์ได้

(พระสารีบุตรเถระปรารภพวกภิกษุวัชชีบุตรที่เชื่อพระเทวทัตต์ จึงได้กล่าว ภาษิตทั้งหลายไว้ว่า)

[๑๐๐๘]

บุคคลไม่พึงไว้ใจในปุถุชนบางพวก

ทั้งที่เป็นคฤหัสถ์และบรรพชิต

แม้เบื้องต้นเขาจะเป็นคนดี ภายหลังจะเป็นคนไม่ดี

หรือเบื้องต้นเป็นคนไม่ดี ภายหลังจะกลับเป็นคนดีก็ตาม

[๑๐๐๙]

นิวรณธรรม ๕ เหล่านี้ คือ

(๑) กามฉันทะ (๒) พยาบาท (๓) ถีนมิทธะ

(๔) อุทธัจจกุกกุจจะ (๕) วิจิกิจฉา

เป็นธรรมเครื่องเศร้าหมองใจของภิกษุ

[๑๐๑๐]

สมาธิของภิกษุใดผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท

ย่อมไม่หวั่นไหวด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ

(๑) ด้วยมีผู้สักการะ (๒) ด้วยไม่มีผู้สักการะ

[๑๐๑๑]

ภิกษุผู้เข้าฌาน มีความเพียรต่อเนื่อง

พิจารณาเห็นด้วยปัญญาที่สุขุม

ยินดีในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปาทาน ๑- นั้น

นักปราชญ์ทั้งหลายเรียกว่า สัตบุรุษ

[๑๐๑๒]

มหาสมุทร ๑ แผ่นดิน ๑ ภูเขา ๑ ลม ๑

ไม่ควรที่จะเปรียบเทียบกับความหลุดพ้นอย่างประเสริฐ

ของพระศาสดา

@เชิงอรรถ :

@๑ ความยึดมั่นถือมั่น (ขุ.เถร.อ. ๒/๑๐๑๑/๔๓๗)

[๑๐๑๓]

พระเถระผู้ประพฤติตามพระธรรมจักร

ที่พระศาสดาทรงให้เป็นไป มีปัญญามาก มีจิตตั้งมั่น

เป็นผู้เสมอด้วยแผ่นดิน น้ำ และไฟ ไม่ยินดี ย่อมไม่ยินร้าย

[๑๐๑๔]

ภิกษุถึงที่สุดสาวกปัญญาบารมี มีความรู้มาก เป็นมหามุนี

ไม่โง่เขลา ไม่ใช่เหมือนผู้โง่เขลา เป็นผู้เย็นอยู่เป็นนิตย์

[๑๐๑๕]

เราปรนนิบัติพระศาสดา ได้ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว

ปลงภาระที่หนักได้ ถอนตัณหาที่นำไปสู่ภพได้ขาดแล้ว

[๑๐๑๖]

ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น

ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด นี้เป็นคำพร่ำสอนของเรา

เราหลุดพ้นจากกิเลสและภพได้ทั้งหมดแล้ว จะปรินิพพานละ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๖ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๑. ปุสสเถรคาถากลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๖ติงสนิบาตหัวข้อถัดไป๓. อานันทเถรคาถา