ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๖
  6. /
  7. …
  8. /
  9. เถรคาถา
  10. /
  11. จัตตาฬีสนิบาต
  12. /
  13. มหากัสสปเถรคาถา

มหากัสสปเถรคาถา

เล่มที่ ๒๖ · ข้อ ๓๙๘ · บรรทัด ๘๒๑๕

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๑๘. จัตตาฬีสนิบาต

๑. มหากัสสปเถรคาถา

ภาษิตของพระมหากัสสปเถระ

(พระมหากัสสปเถระได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)

[๑๐๕๔]

บุคคลไม่พึงมีหมู่คณะแวดล้อมเที่ยวไป

เพราะเป็นเหตุทำใจให้ฟุ้งซ่าน ยากแก่การได้สมาธิ

การสงเคราะห์ชนต่างๆ เป็นความลำบาก

บุคคลเห็นโทษด้วยประการฉะนี้แล้ว

ไม่พึงชอบใจการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ

[๑๐๕๕]

มุนีไม่พึงเกี่ยวข้องตระกูลทั้งหลาย

เพราะเป็นเหตุทำใจให้ฟุ้งซ่าน ยากแก่การได้สมาธิ

ผู้ขวนขวายเกี่ยวข้องกับตระกูลนั้น

ย่อมติดในรส ละทิ้งประโยชน์อันจะนำความสุขมาให้

[๑๐๕๖]

ด้วยว่านักปราชญ์มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น

กล่าวการไหว้และการบูชาในตระกูลทั้งหลายว่า เป็นเปือกตม

เป็นลูกศรอันละเอียดซึ่งถอนขึ้นได้ยาก

เป็นสักการะที่คนชั่วละได้ยาก

[๑๐๕๗]

เราลงจากเสนาสนะแล้วได้เข้าไปบิณฑบาตยังนคร

ได้เข้าไปยืนอยู่ใกล้ๆ บุรุษโรคเรื้อนซึ่งกำลังบริโภคอาหารนั้นด้วย

ความเอื้อเฟื้อ

[๑๐๕๘]

บุรุษโรคเรื้อนนั้นใช้มือข้างที่หงิกงอ

น้อมคำข้าวเข้ามาถวายเรา

และเมื่อเขาใส่คำข้าวลง

นิ้วมือของเขาเน่าเฟะก็ขาดตกลงในบาตรของเรา

[๑๐๕๙]

เราได้อาศัยฝาเรือนฉันคำข้าวนั้นอยู่

ขณะฉัน หรือฉันเสร็จแล้ว เราไม่มีความรังเกียจเลย

[๑๐๖๐]

ภิกษุใดไม่ดูหมิ่นบริโภคปัจจัย ๔ นี้ คือ

(๑) อาหารบิณฑบาตที่จะต้องลุกขึ้นยืนรับ (๒) บังสุกุลจีวร

(๓) เสนาสนะคือโคนไม้ (๔) ยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า

ภิกษุนั้นแหละควรอยู่ในทิศทั้ง ๔ ได้

[๑๐๖๑]

ในปัจฉิมวัย ภิกษุบางพวกเมื่อขึ้นภูเขาย่อมลำบาก

แต่กัสสปะซึ่งเป็นทายาทของพระพุทธเจ้า

มีสติสัมปชัญญะตั้งมั่น แข็งแรงด้วยกำลังฤทธิ์ ย่อมขึ้นได้สบาย

[๑๐๖๒]

กัสสปะซึ่งหมดอุปาทาน ละความหวาดกลัวภัยได้แล้ว

กลับจากบิณฑบาตแล้ว ได้ขึ้นภูเขา เข้าฌานอยู่

[๑๐๖๓]

กัสสปะซึ่งหมดอุปาทาน เมื่อสัตว์ทั้งหลายถูกไฟไหม้อยู่

ก็ดับไฟเสียได้ กลับจากบิณฑบาตแล้ว ได้ขึ้นภูเขา เข้าฌานอยู่

[๑๐๖๔]

กัสสปะซึ่งหมดอุปาทาน ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ

กลับจากบิณฑบาตแล้ว ได้ขึ้นภูเขา เข้าฌานอยู่

[๑๐๖๕]

ภูมิภาคเรียงรายไปด้วยแนวต้นกุ่ม

น่ารื่นรมย์ใจ กึกก้อง ด้วยเสียงช้างร้อง น่ารื่นรมย์

ล้วนแล้วด้วยภูเขา ย่อมทำเราให้ยินดี

[๑๐๖๖]

ภูเขาเหล่านั้นมีสีเขียวดุจเมฆ งดงาม

มีน้ำเย็น ทรงความสะอาดไว้

ดารดาษด้วยแมลงค่อมทอง ย่อมทำเราให้รื่นรมย์ใจ

[๑๐๖๗]

ภูเขาเหล่านั้นเปรียบดังปราสาท

เขียวชะอุ่มสูงตระหง่านเทียมเมฆ

กึกด้วยเสียงช้างร้อง น่ารื่นรมย์

ย่อมทำเราให้ยินดี

[๑๐๖๘]

ภูเขาเหล่านั้นที่ฝนตกรดใหม่ๆ มีพื้นน่ารื่นรมย์

ทั้งเหล่าฤๅษีก็อาศัยอยู่ เซ็งแซ่ด้วยเสียงนกยูงร้อง

ย่อมทำเราให้รื่นรมย์ใจ

[๑๐๖๙]

สถานที่เช่นนั้นเหมาะแก่เราผู้มีใจเด็ดเดี่ยวมุ่งเข้าฌาน

เหมาะแก่เราผู้เป็นภิกษุมีใจเด็ดเดี่ยว มุ่งประโยชน์

[๑๐๗๐]

เหมาะแก่เราผู้เป็นภิกษุ มีใจเด็ดเดี่ยว มุ่งความผาสุก

เหมาะแก่เรา ผู้คงที่ มีใจเด็ดเดี่ยว มั่นคง

[๑๐๗๑]

ภูเขาเหล่านั้นมีสีเสมอด้วยดอกผักตบ

คล้ายกับว่าหมู่เมฆบนท้องฟ้าปกคลุม

คลาคล่ำไปด้วยฝูงนกนานาชนิด ย่อมทำเราให้รื่นรมย์ใจ

[๑๐๗๒]

ภูเขาเหล่านั้นไม่มีหมู่คนพลุกพล่าน

มีแต่หมู่เนื้ออาศัยอยู่

คลาคล่ำไปด้วยฝูงนกนานาชนิด

ย่อมทำเราให้รื่นรมย์ใจ

[๑๐๗๓]

ภูเขาหินอันกว้างใหญ่ไพศาลมีน้ำไหลใสสะอาด

มีฝูงค่างและฝูงเนื้อฟานคลาคล่ำ

ดารดาษไปด้วยน้ำและสาหร่าย ย่อมทำเราให้รื่นรมย์ใจยิ่งนัก

[๑๐๗๔]

ความยินดีด้วยดนตรีมีเครื่อง ๕ เช่นนั้น

ย่อมไม่มีแก่เราผู้มีจิตตั้งมั่น

พิจารณาเห็นธรรมโดยชอบ

[๑๐๗๕]

ภิกษุไม่ควรทำงานก่อสร้างให้มาก

พึงเว้นห่างหมู่ชน ไม่พึงขวนขวายเพื่อลาภผล

ภิกษุผู้ปฏิบัติเช่นนั้นเป็นผู้ขวนขวาย

ในลาภผลและติดในรสอาหาร

ย่อมละทิ้งประโยชน์ที่จะนำความสุขมาให้

[๑๐๗๖]

ภิกษุไม่พึงทำงานก่อสร้างให้มาก

พึงเว้นห่างงานก่อสร้างนั้น

ซึ่งไม่นำประโยชน์มาให้ตน

เพราะกายจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า

เธอซึ่งประสบความลำบาก

ย่อมไม่ประสบความสงบใจ

[๑๐๗๗]

ภิกษุไม่พิจารณาเห็นแม้ประโยชน์ตน

ด้วยเพียงท่องบ่นพระพุทธวจนะ

ย่อมเที่ยวชูคอ สำคัญตัวว่าประเสริฐกว่าเขา

[๑๐๗๘]

นรชนใดไม่ประเสริฐเป็นพาล

สำคัญตนว่าประเสริฐกว่าเขา เสมอเขา

ท่านผู้รู้ทั้งหลาย ย่อมไม่สรรเสริญนรชนนั้น ผู้มีใจกระด้าง

[๑๐๗๙]

ส่วนผู้ใดเป็นคนประเสริฐกว่าเขาแต่ไม่ถือตัวว่า

ประเสริฐกว่าเขา เสมอเขา หรือว่าเลวกว่าเขา

หวั่นไหวด้วยมานะสักอย่างหนึ่งใน ๙ อย่าง

[๑๐๘๐]

ท่านผู้รู้ทั้งหลายย่อมสรรเสริญผู้นั้นนั่นแหละว่า

มีปัญญา คงที่เช่นนั้น ตั้งมั่นดีในศีลทั้งหลาย

บำเพ็ญความสงบใจอยู่เนืองๆ

[๑๐๘๑]

ผู้ใดไม่มีความเคารพในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย

ผู้นั้นย่อมห่างไกลจากพระสัทธรรม เหมือนฟ้ากับดิน

[๑๐๘๒]

ก็เหล่าภิกษุมีหิริและโอตตัปปะตั้งมั่นโดยชอบทุกเมื่อ

มีพรหมจรรย์งอกงาม ย่อมเป็นผู้มีภพใหม่สิ้นแล้ว

[๑๐๘๓]

ภิกษุที่ยังมีจิตฟุ้งซ่าน กลับกลอก

ถึงจะห่มผ้าบังสุกุล ก็ย่อมไม่งดงามด้วยผ้าบังสุกุลนั้น

เหมือนวานรที่คลุมด้วยหนังราชสีห์ ไม่งดงาม

[๑๐๘๔]

ส่วนภิกษุผู้มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน ไม่กลับกลอก

มีปัญญารักษาตนรอด สำรวมอินทรีย์

ย่อมงดงามด้วยผ้าบังสุกุล เหมือนราชสีห์ที่ซอกภูเขาฉะนั้น

[๑๐๘๕]

อุบัติเทพมีฤทธิ์ มีเกียรติยศ

มีจำนวนมากถึง ๑๐,๐๐๐ เหล่านี้

และหมู่พรหมทั้งหมดนั้น

[๑๐๘๖]

พากันมายืนประนมมือ

นอบน้อมท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรผู้เป็นปราชญ์

เข้าฌานสมาบัติได้อย่างอุกฤษฏ์

มีจิตตั้งมั่น พร้อมกับเปล่งวาจาว่า

[๑๐๘๗]

ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ขอความนอบน้อมจงมีแด่ท่าน

ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุรุษสูงสุด ขอความนอบน้อมจงมีแด่ท่าน

ที่พวกเราไม่รู้ว่า ท่านอาศัยอารมณ์ไรเล่า ถึงเข้าฌานอยู่

[๑๐๘๘]

น่าอัศจรรย์จริงหนอ

วิสัยเฉพาะตัวของท่านผู้รู้ทั้งหลายลึกซึ้งยิ่งนัก

พวกเราผู้สามารถที่จะรู้วิสัยแม้ที่ละเอียด

ดุจนายขมังธนูผู้ยิงขนทรายได้มาประชุมกันแล้ว ก็ยังรู้ไม่ได้

[๑๐๘๙]

เพราะได้เห็นท่านพระสารีบุตรผู้ควรแก่การบูชา

ซึ่งหมู่ทวยเทพบูชาแล้วอย่างนั้นในครั้งนั้น

ท่านพระกัปปินะจึงได้มีความยิ้มแย้ม

[๑๐๙๐]

ทั่วพุทธอาณาเขต ยกเว้นพระมหามุนีเสีย

เราได้เป็นผู้ประเสริฐในธุดงคคุณ ไม่มีใครเทียบเท่าเรา

[๑๐๙๑]

เราปรนนิบัติพระศาสดา

ได้ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว

ปลงภาระที่หนักเสียได้แล้ว ถอนตัณหาที่นำไปสู่ภพได้ขาดแล้ว

[๑๐๙๒]

พระโคดมผู้ทรงพระคุณหาประมาณมิได้

มีพระทัยน้อมไปในเนกขัมมะ

สลัดออกจากภพ ๓

ไม่ทรงติดจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ

เหมือนดอกบัวไร้มลทินไม่ติดน้ำฉะนั้น

[๑๐๙๓]

พระองค์เป็นจอมปราชญ์

มีสติปัฏฐานเป็นพระศอ

มีศรัทธาเป็นพระหัตถ์

มีปัญญาเป็นพระเศียร

ทรงมีพระปรีชามาก

ทรงปฏิบัติดับกิเลสและกองทุกข์ได้ตลอดไป

จัตตาฬีสนิบาต จบบริบูรณ์

รวมเรื่องพระเถระที่มีในนิบาตนี้ คือ

๑. พระมหากัสสปเถระรูปเดียวเท่านั้น

และในจัตตาฬีสนิบาตมี ๔๐ คาถา ฉะนี้แล

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๖ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๓. อานันทเถรคาถากลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๖จัตตาฬีสนิบาตหัวข้อถัดไปตาลปุฏเถรคาถา