ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๖
  6. /
  7. …
  8. /
  9. เถรคาถา
  10. /
  11. ปัญญาสนิบาต
  12. /
  13. ตาลปุฏเถรคาถา

ตาลปุฏเถรคาถา

เล่มที่ ๒๖ · ข้อ ๓๙๙ · บรรทัด ๘๓๐๓

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๑๙. ปัญญาสนิบาต

๑. ตาลปุฏเถรคาถา

ภาษิตของพระตาลปุฏเถระ

(พระตาลปุฏเถระหวังจะจำแนกแสดงโยนิโสมนสิการโดยประการต่างๆ จึงได้ กล่าวสอนภิกษุทั้งหลายด้วยภาษิตเหล่านี้ว่า)

[๑๐๙๔]

เมื่อไรหนอเราจะอยู่ผู้เดียวไม่มีตัณหาเป็นเพื่อนที่ซอกเขา

เมื่อไรหนอเราจะพิจารณาเห็นแจ้งภพทั้งปวงโดยเป็นสภาวะไม่เที่ยงอยู่

เมื่อไรหนอความดำริเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จได้

[๑๐๙๕]

เมื่อไรหนอเราจะได้เป็นมุนีนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ที่ตัดด้วยศัสตรา

ไม่ยึดมั่น ไม่มีความหวัง ละราคะ โทสะ และโมหะได้แล้ว เที่ยว

ไปในป่าใหญ่อยู่ได้อย่างสบาย

[๑๐๙๖]

เมื่อไรหนอเราจึงจะเห็นแจ้งร่างกายนี้ซึ่งไม่เที่ยง เป็นรังแห่ง

ความตายและเป็นรังแห่งโรค ถูกมรณะและชราคอยรบกวน

ปราศจากความกลัว อาศัยอยู่ในป่าแต่ผู้เดียว

ตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ

[๑๐๙๗]

เมื่อไรหนอเราพึงจับดาบคมกริบคืออริยมรรคที่สำเร็จด้วยปัญญา

ตัดเถาวัลย์คือตัณหาที่ก่อให้เกิดภัย นำทุกข์มาให้

เป็นเหตุให้หมุนวนเวียนไปตามอารมณ์มากอย่าง

ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ

[๑๐๙๘]

เมื่อไรหนอเราจะได้ฉวยศัสตราที่สำเร็จด้วยปัญญาอันมีเดชานุภาพ

มากของท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทั้งหลาย หักรานกิเลสมาร

พร้อมทั้งเสนามารโดยฉับพลัน เหนือบัลลังก์สีหอาสน์ ๑-

ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ

@เชิงอรรถ :

@๑ บัลลังก์ที่นั่งอย่างมั่นคง, บัลลังก์ที่นั่งแล้วชนะมารและเสนามารได้ (ขุ.เถร.อ. ๒/๑๐๙๘/๕๑๗)

[๑๐๙๙]

เมื่อไรหนอสัตบุรุษผู้มีความหนักแน่นในธรรม

คงที่ มีปกติเห็นตามความเป็นจริง ชนะอินทรีย์แล้ว

จะพึงเห็นเราว่า บำเพ็ญเพียรในสมาคม

ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ

[๑๑๐๐]

เมื่อไรหนอความเกียจคร้าน ความหิวกระหาย

ลม แดด หรือเหลือบ ยุง สัตว์เลื้อยคลาน

จะไม่เบียดเบียนเราที่ซอกภูเขา นี้เป็นความประสงค์ส่วนตัวเรา

ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ

[๑๑๐๑]

เมื่อไรหนอเราจึงจะได้เป็นผู้มีจิตตั้งมั่น มีสติ

บรรลุอริยสัจ ๔ ที่เห็นได้แสนยาก ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้

แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทรงทราบแล้วด้วยพระปัญญา

ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ

[๑๑๐๒]

เมื่อไรหนอ เราจะมีความสงบระงับจากเครื่องเร่าร้อน

ในเพราะรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์

ที่เรายังไม่รู้เท่าทัน พิจารณาเห็นได้ด้วยปัญญา

ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ

[๑๑๐๓]

เมื่อไรหนอเราถูกว่ากล่าวติเตียนด้วยคำหยาบ

จะไม่เดือดร้อนใจ เพราะคำหยาบนั้นเป็นเหตุ

ถึงได้รับการสรรเสริญ ก็จะไม่ยินดี เพราะการสรรเสริญนั้นเป็นเหตุ

ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ

[๑๑๐๔]

เมื่อไรหนอเราพึงเห็นสภาพภายใน

คือ เบญจขันธ์ของเราเหล่านี้ รูปธรรมที่ยังไม่รู้

และสภาพภายนอก คือ ท่อนไม้ กอหญ้า

และลดาวัลย์ ว่าเป็นสภาพเสมอกัน

ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ

[๑๑๐๕]

เมื่อไรหนอน้ำฝนใหม่ตามฤดูกาลในเวลาใกล้รุ่ง

จะตกรดเราผู้ครองผ้าจีวรดำเนินไปในมรรคา ๑-

ที่ท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ดำเนินไปอยู่ในป่า

ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ

[๑๑๐๖]

เมื่อไรหนอเราพึงได้ยินเสียงร้องของนกยูงที่ซอกเขาในป่า

แล้วลุกขึ้นพิจารณาเพื่อบรรลุอมตธรรม

ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ

[๑๑๐๗]

เมื่อไรหนอเราจะพึงข้ามพ้นแม่น้ำคงคา ยมุนา สุรัสวดี ที่ไหล

ไปถึงบาดาล มีปากอ่าวใหญ่ทั้งน่ากลัว ไปได้ด้วยฤทธิ์ ไม่ติดขัด

ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ

[๑๑๐๘]

เมื่อไรหนอเราจะพึงงดเว้นนิมิตว่างามทั้งปวงเสียได้

ขวนขวายในฌานแล้ว ทำลายความพอใจในกามคุณทั้งหลาย

เหมือนช้างทำลายเสาตะลุง และโซ่เหล็กได้แล้วเที่ยวไปในสงคราม

ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ

[๑๑๐๙]

เมื่อไรหนอเราจึงจะได้บรรลุคำสอนของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหา

คุณอันยิ่งใหญ่ได้แล้ว พอใจเหมือนลูกหนี้ผู้ขัดสนถูกเจ้าหนี้บีบ

บังคับ แสวงหาทรัพย์มาได้ก็พึงพอใจ

ความตรึกเช่นนี้นั้นของเราจะสำเร็จเมื่อไรหนอ

[๑๑๑๐]

(จิตผู้เจริญ) ท่านอ้อนวอนเรามาเป็นเวลาหลายปีว่า

ท่านไม่สมควรอยู่ครองเรือนเลย บัดนี้เรานั้นก็ได้บวชสมประสงค์

แล้ว เหตุไฉน ท่านจึงไม่ชักนำเสียเล่า

[๑๑๑๑]

จิตผู้เจริญ ท่านอ้อนวอนเรามาแล้วมิใช่หรือว่า

ฝูงนกยูงมีขนปีกแพรวพราว และเสียงกึกก้องแห่งธารน้ำตกตาม

ซอกเขา จะทำท่านผู้เข้าฌานอยู่ในป่าให้เพลิดเพลิน

@เชิงอรรถ :

@๑ สมถะและวิปัสสนา (ขุ.เถร.อ. ๒/๑๑๐๕/๕๑๙)

[๑๑๑๒]

เรายอมสละญาติมิตรอันเป็นที่รักในสกุล

ความยินดีในการเล่น และกามคุณในโลกได้หมดแล้ว เข้ามาถึงป่านี้

ท่านช่างไม่ยินดีกับเราเสียเลยนะจิต

[๑๑๑๓]

เราเมื่อพิจารณาเห็นว่า เพราะจิตนี้เป็นของเราเท่านั้น

ฉะนั้น ท่านจึงไม่ใช่ของผู้อื่น การร้องไห้รำพันจะมีประโยชน์อะไร

ในเวลาทำสงครามกับกิเลสมาร จิตทั้งหมดนี้มีแต่หวั่นไหวดังนี้

จึงได้ออกบวชแสวงหาอมตบท

[๑๑๑๔]

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐเหนือเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

เป็นจอมท้าวสักกเทวราช เป็นจอมสารถีฝึกนระได้

ตรัสสุภาษิตไว้ว่า จิตนี้กวัดแกว่งเหมือนลิง

ทั้งห้ามได้แสนยาก เพราะไม่ปราศจากความกำหนัด

[๑๑๑๕]

เพราะเหล่าปุถุชนที่ยังไม่รู้เท่าทัน

พัวพันอยู่ในกามทั้งหลายที่งดงาม มีรสหวาน ชวนให้รื่นรมย์ใจ

พวกเขาแสวงหาภพใหม่ ก่อแต่สิ่งที่ไร้ประโยชน์

ถูกจิตทำให้เหินห่างจากสุข นำไปไว้ในนรก ย่อมประสบทุกข์

[๑๑๑๖]

จิต เมื่อก่อน ท่านแนะนำเราว่า

ท่านมีเสือเหลืองและเสือโคร่งห้อมล้อมอยู่ในป่า

ที่มีเสียงนกยูงและนกกระไนร่ำร้อง

จงละความห่วงใยในร่างกาย อย่าได้พลาดหวังเสียเลย

[๑๑๑๗]

จิต เมื่อก่อน ท่านแนะนำเราว่า

ท่านจงเจริญฌาน อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ และสมาธิภาวนา

ทั้งบรรลุวิชชา ๓ ในพระพุทธศาสนาให้ได้

[๑๑๑๘]

จิต เมื่อก่อน ท่านแนะนำเราว่า

ท่านจงเจริญมรรคมีองค์ ๘ ที่นำสัตว์ออกจากวัฏฏทุกข์

หยั่งถึงความสิ้นทุกข์ทั้งมวล ชำระล้างกิเลสได้หมดสิ้น

เพื่อบรรลุนิพพานให้ได้

[๑๑๑๙]

จิต เมื่อก่อน ท่านแนะนำเราว่า

ท่านจงพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยอุบายที่แยบคายว่า เป็นทุกข์

จงละเหตุให้เกิดทุกข์ และจงทำความสิ้นทุกข์ในอัตภาพนี้แหละ

ให้ได้

[๑๑๒๐]

จิต เมื่อก่อน ท่านแนะนำเราว่า

ท่านจงพิจารณาเบญจขันธ์โดยอุบายที่แยบคายว่า

ไม่เที่ยง เป็นทุกข์

ว่า ว่างเปล่า ไม่มีตัวตน

และว่า ต้องวิบัติไป เป็นผู้ฆ่า

จงดับมโนวิจารทางใจเสียให้ได้

[๑๑๒๑]

จิต เมื่อก่อน ท่านแนะนำเราว่า

ท่านจงปลงผมและโกนหนวดแล้ว ถือเพศสมณะ

มีรูปร่างแปลก ถูกเขาสาปแช่ง

ถือบาตรเที่ยวภิกษาไปตามตระกูลทั้งหลาย

จงพากเพียรในคำสอนของพระศาสดา

ผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ให้ได้

[๑๑๒๒]

จิต เมื่อก่อน ท่านแนะนำเราว่า

ท่านจงสำรวมระวังให้ดี เมื่อเที่ยวไปในระหว่างตรอก

อย่ามีใจเกี่ยวข้องในตระกูล

และกามารมณ์ทั้งหลายเที่ยวไป

เหมือนดวงจันทร์วันเพ็ญที่ปราศจากเมฆฉะนั้น

[๑๑๒๓]

จิต เมื่อก่อน ท่านแนะนำเราว่า

ท่านจงยินดีในธุดงคคุณทั้ง ๕ คือ

(๑) ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร

(๒) ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร

(๓) ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร

(๔) ถือการนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร

(๕) ถือการไม่นอนเป็นวัตรทุกเมื่อให้ได้

[๑๑๒๔]

บุคคลบางคนต้องการผลไม้ ปลูกไม้ผลไว้แล้ว

ไม่ได้รับผล ประสงค์จะโค่นต้นไม้นั้นเสีย ฉันใด

จิต ท่านทำเรา ที่ท่านชักนำให้หวั่นไหวในความไม่เที่ยง

ให้เป็นเหมือนบุคคลผู้ปลูกต้นไม้ฉันนั้น

[๑๑๒๕]

จิต ที่ไม่มีรูปร่าง ไปได้ไกล ทั้งเที่ยวไปแต่ผู้เดียว

บัดนี้ เราจะไม่ทำตามคำของท่าน

เพราะกามทั้งหลาย ล้วนแต่ก่อให้เกิดทุกข์ ให้ผลเผ็ดร้อน

มีภัยอย่างใหญ่หลวง

เราจะประพฤติมุ่งมั่นอยู่เฉพาะนิพพาน

[๑๑๒๖]

เราไม่ได้ออกบวชเพราะไม่มีบุญ เพราะหมดความกระดากอาย

เพราะตกอยู่ภายใต้อำนาจจิต เพราะทำผิดต่อชาติบ้านเมือง

ก็หรือเพราะเหตุแห่งอาชีพ

จิต ก็ท่านได้รับรองกับเราไว้ว่า จะอยู่ในอำนาจเรามิใช่หรือ

[๑๑๒๗]

จิต ท่านแนะนำเราไว้คราวนั้นแหละว่า

ความเป็นผู้มักน้อย การละความลบหลู่คุณท่าน

และความสงบทุกข์ สัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญ

มาบัดนี้ ท่านกลับประพฤติเช่นเดิม

[๑๑๒๘]

เราไม่อาจกลับไปหาตัณหา อวิชชา

ความรัก ความชัง รูปอันสวยงาม สุขเวทนา

และกามคุณที่น่าชอบใจ ซึ่งคายได้แล้ว

[๑๑๒๙]

จิต เราได้ทำตามคำของท่านมาทุกภพ ทุกชาติ

ทุกคติ และทุกวิญญาณฐิติ

เราไม่ได้ขุ่นเคืองท่านในหลายชาติ

เพราะความที่ท่านเป็นคนกตัญญู จึงเกิดมีอัตภาพนี้ขึ้น

ทั้งเราก็ได้เร่ร่อนไปในทุกข์ ที่ท่านทำให้มาช้านาน

[๑๑๓๐]

จิต ท่านนั่นแหละทำเราให้เป็นพราหมณ์บ้าง

ให้เป็นกษัตริย์บ้าง เป็นพระราชาบ้าง

เพราะอำนาจแห่งท่านนั่นแหละ

บางคราวเราเป็นแพศย์บ้าง

เป็นศูทรบ้าง เป็นเทพบ้าง

[๑๑๓๑]

เพราะเหตุแห่งท่าน เพราะอำนาจแห่งท่าน

มีท่านเป็นมูลเหตุ บางคราวเราเป็นอสูรบ้าง

เป็นสัตว์นรกบ้าง เป็นสัตว์ดิรัจฉานบ้าง เป็นเปรตบ้าง

[๑๑๓๒]

ท่านประทุษร้ายเรามาแล้วบ่อยครั้งมิใช่หรือ

ท่านแสดงน้ำใจเหมือนจะห้ามเรา

ครู่เดียวท่านก็ล่อลวงเหมือนกับคนบ้า

จิต เราได้ผิดอะไรต่อท่านไว้บ้าง

[๑๑๓๓]

แต่ก่อนจิตนี้ได้ท่องเที่ยวไปตามอารมณ์ต่างๆ

ตามความปรารถนา ตามความต้องการ ตามความสบาย

วันนี้ เราจะข่มจิตนั้นโดยอุบายอันแยบคาย

เหมือนควาญช้างปราปพยศช้างตกมัน

[๑๑๓๔]

พระศาสดาของเราทรงหยั่งรู้โลกนี้

โดยความเป็นสภาวะไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่มีแก่นสาร

จิต เชิญท่านพาเราบ่ายหน้าไปในศาสนาของพระชินเจ้า

ช่วยเราให้ข้ามโอฆะใหญ่ที่ข้ามได้แสนยาก

[๑๑๓๕]

จิต เรือนคืออัตภาพนี้ไม่เป็นของท่านเหมือนเมื่อก่อน

เราไม่พึงกลับไปอยู่ในอำนาจท่าน

จะบวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

ธรรมดาสมณะทั้งหลายไม่ประสบความเสียหายเหมือนเรา

[๑๑๓๖]

ภูเขา มหาสมุทร แม่น้ำคงคาเป็นต้น

แผ่นดิน ทิศใหญ่ทั้ง ๔ ทิศน้อยทั้ง ๔

ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง และภพทั้ง ๓

ล้วนเป็นสภาพไม่เที่ยง มีแต่ถูกเบียดเบียนอยู่เสมอ

จิต ท่านไปที่ไหนเล่าจึงจะยินดีความสุข

[๑๑๓๗]

จิต เรามั่นคงแล้ว ท่านจะทำอะไรได้

เราไม่ยอมตกอยู่ภายใต้อำนาจท่าน

คนไม่พึงแตะต้องถุงหนัง มีปากสองข้าง

น่าตินัก ร่างกายที่เต็มไปด้วยของไม่สะอาดต่างๆ

หลั่งของไม่สะอาดออกจากปากแผลทั้ง ๙

[๑๑๓๘]

ท่านเข้าไปสู่เรือนคือถ้ำที่เงื้อมเขาและยอดเขา

ที่สวยงามตามธรรมชาติ ซึ่งฝูงหมูป่าและฝูงกวางอาศัยอยู่

และป่าที่ฝนตกรดใหม่ๆ นั้น จะยินดีภาวนา ณ ที่นั้น

[๑๑๓๙]

ฝูงนกยูงมีขนคอเขียวสวยงาม มีหงอนงาม

มีปีกงาม ทั้งปกคลุมด้วยขนปีกสวยงาม

ส่งสำเนียงเสียงร้องก้องกังวานไพเราะจับใจนั้น

จะช่วยท่านผู้บำเพ็ญฌานอยู่ในป่าให้รื่นรมย์ได้

[๑๑๔๐]

เมื่อฝนตก หญ้างอกยาวประมาณ ๔ นิ้ว

เมื่อป่าไม้ผลิดอกออกช่อ งามคล้ายก้อนเมฆ

เราเป็นเหมือนต้นไม้จะนอนบนยอดหญ้าในระหว่างภูเขา

เครื่องลาดหญ้านั้นอ่อนนุ่มจะเป็นเหมือนที่นอนสำลีสำหรับเรา

[๑๑๔๑]

เราจะทำท่านไว้ในอำนาจให้ได้เหมือนคนผู้เป็นใหญ่

จะพอใจด้วยปัจจัยตามที่ได้ จะทำท่านไว้ในอำนาจให้ได้

เหมือนคนไม่เกียจคร้าน เหมือนกระสอบใส่แมวที่มัดไว้ดีแล้ว

[๑๑๔๒]

เราจะทำท่านไว้ในอำนาจให้ได้เหมือนคนผู้เป็นใหญ่

จะพอใจด้วยปัจจัยตามที่ได้

จะใช้ความพยายามนำท่านมาไว้ในอำนาจให้ได้

เหมือนนายควาญช้างผู้ชาญฉลาด

ใช้ขอสับช้างตกมันให้อยู่ในอำนาจตน

[๑๑๔๓]

เราพร้อมกับท่านผู้ฝึกฝนดีแล้ว มั่นคง

สามารถดำเนินไปถึงทางที่ปลอดโปร่ง

ซึ่งท่านผู้ตามรักษาจิตทั้งหลายได้ดำเนินไปแล้วทุกสมัย

เหมือนนายสารถีผู้ฝึกม้าสามารถดำเนินไปถึงภูมิภาค

ที่ปลอดภัยได้ด้วยม้าอาชาไนยที่มีใจซื่อตรง

[๑๑๔๔]

เราจะผูกท่านไว้ที่อารมณ์กรรมฐานด้วยกำลังภาวนา

เหมือนนายควาญช้างใช้เชือกที่เหนียวผูกช้างไว้ที่เสาตะลุง

จิตที่เราคุ้มครองดี อบรมดีแล้วด้วยสติ

จะเป็นจิตอันตัณหาในภพทั้งปวงอาศัยไม่ได้

[๑๑๔๕]

ท่านตัดเหตุเกิดคืออายตนะที่แล่นไปผิดทางด้วยปัญญา

ข่มมันเสียด้วยความเพียร

ให้ตั้งมั่นอยู่ในทางถูก

เห็นแจ้งทั้งความเกิดและความดับ

แล้วจะเป็นทายาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีวาทะเป็นเลิศ

[๑๑๔๖]

จิต ท่านชักนำเราให้เป็นไปตามอำนาจของความเข้าใจผิด ๔ อย่าง

เหมือนคนจูงเด็กชาวบ้านวิ่งวนไปฉะนั้น

ท่านน่าจะคบหาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ผู้เพียบพร้อมด้วยพระมหากรุณาธิคุณ

ผู้ตัดเครื่องผูกคือสังโยชน์เสียได้

เป็นพระมหามุนี

[๑๑๔๗]

มฤคชาติเข้าไปยังภูเขาอันน่ารื่นรมย์

ประกอบด้วยน้ำและดอกไม้

เที่ยวไปในป่าอันงดงามอย่างเสรี

จิต ท่านก็จะรื่นรมย์ในภูเขาที่ไม่เกลื่อนกล่นด้วยผู้คนตามลำพังใจ

เมื่อท่านไม่ยินดีอยู่ที่ภูเขานั้น

ท่านก็จะต้องเสื่อมโดยไม่ต้องสงสัย

[๑๑๔๘]

จิตชายและหญิงเหล่าใดประพฤติตามความพอใจ

ตามอำนาจของท่าน จะเสวยความสุข

ชายหญิงเหล่านั้นโง่เขลา ประพฤติไปตามอำนาจมาร

เพลิดเพลินในภพน้อยภพใหญ่

เป็นสาวกของท่าน

ปัญญาสนิบาต จบบริบูรณ์

รวมเรื่องพระเถระที่มีในนิบาตนี้ คือ

พระตาลปุฏเถระผู้บริสุทธิ์รูปเดียว

และในปัญญาสนิบาตนี้ มี ๕๕ ภาษิต ฉะนี้แล

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๖ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้ามหากัสสปเถรคาถากลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๖ปัญญาสนิบาตหัวข้อถัดไปมหาโมคคัลลานเถรคาถา