ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๖
  6. /
  7. …
  8. /
  9. เถรคาถา
  10. /
  11. สัฏฐิกนิบาต
  12. /
  13. มหาโมคคัลลานเถรคาถา

มหาโมคคัลลานเถรคาถา

เล่มที่ ๒๖ · ข้อ ๔๐๐ · บรรทัด ๘๔๗๘

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒๐. สัฏฐินิบาต

๑. มหาโมคคัลลานเถรคาถา

ภาษิตของพระมหาโมคคัลลานเถระ

(พระมหาโมคคัลลานเถระได้กล่าวสอนภิกษุทั้งหลายด้วยภาษิตเหล่านี้ว่า)

[๑๑๔๙]

เราทั้งหลายถือการอยู่ป่าเป็นวัตร

ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร

พอใจอาหารในบาตรที่ได้มาด้วยการเที่ยวแสวงหา

เป็นผู้มีจิตมั่นคงด้วยดีภายใน

จึงทำลายเสนามัจจุราชได้

[๑๑๕๐]

เราทั้งหลายถือการอยู่ป่าเป็นวัตร

ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร

พอใจอาหารในบาตรที่ได้มาด้วยการเที่ยวแสวงหา

จะกำจัดเสนามัจจุราชได้

เหมือนช้างทำลายเรือนไม้อ้อ

[๑๑๕๑]

เราทั้งหลายถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตร

มีความเพียรต่อเนื่อง

พอใจในอาหารที่อยู่ในบาตรด้วยการเที่ยวแสวงหาได้มา

เป็นผู้มีจิตตั้งมั่นด้วยดีภายใน

พึงทำลายเสนามัจจุราชได้

[๑๑๕๒]

เราทั้งหลายถือการอยู่โคนต้นไม้เป็นวัตร

มีความเพียรต่อเนื่อง

พอใจในอาหารที่อยู่ในบาตรด้วยการเที่ยวแสวงหาได้มา

จะกำจัดเสนามัจจุราชได้

เหมือนช้างทำลายเรือนไม้อ้อ

(พระเถระหวังจะสอนหญิงแพศยา จึงได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)

[๑๑๕๓]

น่าติ กระท่อมคือเรือนร่างสำเร็จด้วยโครงกระดูก

ฉาบทาด้วยเนื้อ รึงรัดไปด้วยเส้นเอ็น

เต็มไปด้วยของไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น

เธอยังมัวยึดถือเรือนร่างที่สัตว์อื่นหมายปองว่าเป็นของเรา

[๑๑๕๔]

ในร่างกายซึ่งเหมือนถุงเต็มด้วยคูถ

มีหนังหุ้มห่อไว้ของเธอผู้เปรียบเหมือนนางปีศาจ

มีฝีที่อก มีช่อง ๙ ช่อง หลั่งของไม่สะอาดออกอยู่เป็นนิตย์

[๑๑๕๕]

เรือนร่างของเธอที่เนื่องมาแต่การปฏิบัติโดยชอบ

มีช่อง ๙ ช่อง ส่งกลิ่นเหม็น

ท่านผู้เห็นภัยในสังสารวัฏย่อมเว้นเสียห่างไกล

เหมือนคนรักความสะอาดเห็นคูถแล้วก็หลีกเสียห่างไกล

[๑๑๕๖]

หากชนพึงรู้ถึงเรือนร่างของเธอเหมือนที่ฉันรู้

ก็จะพึงเว้นเสียห่างไกล เหมือนคนรักความสะอาด

เห็นหลุมคูถในฤดูฝนก็หลีกเสียห่างไกล

(หญิงแพศยาเกิดความสลดใจ จึงได้กล่าวตอบท่านด้วยภาษิตนี้ว่า)

[๑๑๕๗]

ข้าแต่ท่านสมณะผู้มีความเพียรมาก

เรื่องนี้เป็นจริงอย่างที่ท่านพูด

แต่ผู้คนบางพวกยังจมอยู่ในร่างกายนี้

เหมือนโคแก่จมอยู่ในปลัก

(พระเถระกล่าวตอบหญิงแพศยาด้วยภาษิตเหล่านี้ว่า)

[๑๑๕๘]

ผู้ใดประสงค์จะใช้ขมิ้น

หรือแม้เครื่องย้อมอย่างอื่น ย้อมอากาศ

การกระทำของผู้นั้นเป็นเหตุให้เกิดความลำบากใจเท่านั้น

[๑๑๕๙]

จิตของฉันนี้เสมอด้วยอากาศ ตั้งมั่นดีแล้วในอารมณ์ภายใน

เธอผู้มีความคิดเลวทราม เธออย่ามาหวังคนอย่างฉัน

เหมือนตัวแมลงเม่าชอบเล่นกองไฟ

(พระเถระเมื่อจะกล่าวสอนภิกษุทั้งหลาย จึงได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)

[๑๑๖๐]

เชิญท่านดูอัตภาพที่ผ้าและอาภรณ์เป็นต้นทำให้วิจิตร

มีกายเป็นแผล มีกระดูก ๓๐๐ ท่อนเป็นโครงร่าง

กระสับกระส่าย ที่พวกคนเขลาดำริหวังกันส่วนมาก

ซึ่งไม่มีความยั่งยืนตั้งมั่น

[๑๑๖๑]

เชิญท่านดูรูปที่สตรีใช้แก้วมณีและต่างหูทำให้วิจิตร

ซึ่งมีหนังหุ้มกระดูกไว้ภายใน งามพร้อมกับผ้า

[๑๑๖๒]

เท้าทั้งสองย้อมด้วยครั่งสด หน้าทาด้วยจุรณ

ก็สามารถทำคนเขลาให้ลุ่มหลง

แต่ไม่สามารถทำคนแสวงหาฝั่งคือนิพพานให้ลุ่มหลงได้

[๑๑๖๓]

ผมที่ตบแต่งให้เป็นลอนดังกระดานหมากรุก

ตาทั้งสองที่หยอดด้วยยาหยอดตาก็สามารถทำคนเขลาให้ลุ่มหลง

แต่ไม่สามารถทำคนที่แสวงหาฝั่งคือนิพพานให้ลุ่มหลงได้

[๑๑๖๔]

กายที่มีสภาพเปื่อยเน่าเป็นธรรมดาซึ่งตบแต่งแล้ว

เหมือนกล่องยาหยอดตาใหม่ๆ ที่งดงาม

ก็สามารถทำคนเขลาให้ลุ่มหลง

แต่ไม่สามารถทำคนที่แสวงหาฝั่งคือนิพพานให้ลุ่มหลงได้

[๑๑๖๕]

นายพรานเนื้อดักบ่วงไว้ เนื้อไม่มาติดบ่วง

เราทั้งหลาย(ฝูงเนื้อ)กินเหยื่อแล้วหลบหนีไป

เมื่อนายพรานกำลังคร่ำครวญอยู่

[๑๑๖๖]

เราทั้งหลาย(ฝูงเนื้อ)กัดบ่วงของนายพรานเนื้อขาดแล้ว

เนื้อไม่ติดบ่วง เรากินเหยื่อแล้วหลบหนีไป

ในเมื่อนายพรานเนื้อกำลังเศร้าโศกอยู่

(พระเถระปรารภการปรินิพพานของพระสารีบุตรเถระจึงกล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)

[๑๑๖๗]

เวลานั้นก็เกิดเหตุน่าสะพรึงกลัว ขนพองสยองเกล้า

เมื่อพระสารีบุตรผู้เพียบพร้อมด้วยอาการทุกอย่างนิพพานแล้ว

[๑๑๖๘]

สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ

มีสภาวะเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป

ความสงบระงับไปแห่งสังขารเหล่านั้นได้โดยสิ้นเชิง เป็นความสุข

[๑๑๖๙]

ท่านผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลายที่พิจารณาเห็นเบญจขันธ์

โดยเป็นสภาวะแปรปรวน และโดยมิใช่ตัวตน

ย่อมรู้แจ้งได้อย่างสุขุมลุ่มลึก

เหมือนนายขมังธนูใช้ลูกศรยิงปลายขนเนื้อทราย

[๑๑๗๐]

อนึ่ง ท่านผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลายที่พิจารณา

เห็นสังขารทั้งหลาย โดยเป็นสภาวะแปรปรวน

และโดยมิใช่ตัวตน รู้แจ้งได้อย่างละเอียด

เหมือนนายขมังธนูใช้ลูกศรยิงปลายขนทราย

[๑๑๗๑]

ภิกษุผู้มีสติพยายามละกามราคะ

เหมือนคนพยายามใช้ศัสตราตัดเครื่องประหารที่ชื่อโอมัฏฐะ

และเหมือนคนถูกไฟไหม้ศีรษะรีบดับไฟนั้นเสีย

[๑๑๗๒]

ภิกษุผู้มีสติพยายามละภวราคะ ๑-

เหมือนคนพยายามใช้ศัสตราตัดเครื่องประหารที่ชื่อว่าโอมัฏฐะ

และเหมือนคนถูกไฟไหม้ศีรษะรีบดับไฟนั้น

[๑๑๗๓]

เราอันพระผู้มีพระภาคผู้อบรมพระองค์เอง

ทรงไว้ซึ่งพระวรกายมีในภพสุดท้าย ทรงเตือนแล้ว

ได้ทำปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดาให้ไหวด้วยปลายนิ้วเท้า

@เชิงอรรถ :

@๑ ความกำหนัด(ยินดี)ในภพ (ขุ.เถร.อ. ๑๑๗๒/๕๓๖)

[๑๑๗๔]

บุคคลไม่พึงบรรลุนิพพาน

อันเป็นเหตุปลดเปลื้องกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวงได้

เพราะความเพียรย่อหย่อน

ทั้งบรรลุไม่ได้ด้วยกำลังความเพียรนิดหน่อย

[๑๑๗๕]

ภิกษุนี้ยังหนุ่มและเป็นคนประเสริฐ

ชนะมารพร้อมทั้งเสนามาร

ยังทรงร่างกายซึ่งมีในภพสุดท้ายอยู่

[๑๑๗๖]

ภิกษุผู้เป็นบุตรของพระพุทธองค์ซึ่งคงที่

หาผู้เสมอเหมือนมิได้อยู่ที่ซอกเขาเข้าฌาน

เหมือนสายฟ้าแลบส่องลอดเข้าไป

ตามช่องภูเขาเวภาระ และภูเขาปัณฑวะ

[๑๑๗๗]

ภิกษุผู้สงบ งดเว้นจากการทำชั่ว

อยู่แต่ในเสนาสนะที่สงัดเป็นมุนี

เป็นทายาทของพระพุทธองค์ผู้ประเสริฐ

อันท้าวมหาพรหมพร้อมทั้งเทวดากราบไหว้

(พระเถระ เมื่อจะอนุเคราะห์พราหมณ์มิจฉาทิฏฐิ หลานชายพระสารีบุตรเถระ จึงได้กล่าว ภาษิตเหล่านี้ว่า)

[๑๑๗๘]

พราหมณ์ เชิญท่านไหว้พระมหากัสสปะผู้สงบระงับ

งดเว้นจากการกระทำความชั่ว อยู่แต่ในเสนาสนะที่สงัด

เป็นมุนี เป็นทายาทของพระพุทธองค์ผู้ประเสริฐ

[๑๑๗๙]

อนึ่ง ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดเป็นพราหมณ์

สืบเชื้อสายพราหมณ์ติดต่อกันมาทั้งหมดถึง ๑๐๐ ชาติ

เพียบพร้อมด้วยความรู้

[๑๑๘๐]

ถึงแม้จะพึงเป็นผู้เล่าเรียนมนต์ จบไตรเพท

การเรียนสำเร็จวิชาเป็นต้นนั้นของผู้นั้น

ย่อมมีค่าไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งบุญที่ได้ไหว้พระมหากัสสปะนี้

[๑๑๘๑]

ในเวลาเช้า ภิกษุเช่นใดเข้าวิโมกขสมาบัติ ๘ ทั้งอนุโลมและ

ปฏิโลม ออกจากสมาบัตินั้นแล้ว จึงเที่ยวไปบิณฑบาต

[๑๑๘๒]

พราหมณ์ ท่านอย่ารุกรานภิกษุเช่นนั้น

อย่าได้ทำลายตนเสียเลย

เชิญทำใจให้เลื่อมใสในพระอรหันต์ผู้คงที่

รีบประนมมือไหว้เสีย ศีรษะของท่านอย่าได้แตก

(พระเถระเห็นพระโปฏฐิละปฏิบัติ จึงได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)

[๑๑๘๓]

พระโปฏฐิละนี้ไม่เห็นพระสัทธรรม

ถูกสังสารวัฏหุ้มห่อไว้ เดินทางผิด ซึ่งเป็นทางคดไม่ควรเดิน

[๑๑๘๔]

พระโปฏฐิละหมกมุ่นอยู่ในสังขาร ติดอยู่ในลาภสักการะ

ดังตัวหนอนที่ติดคูถ จึงเป็นคนเปล่า

(พระเถระเมื่อจะสรรเสริญท่านพระสารีบุตร จึงได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)

[๑๑๘๕]

เชิญท่านดู ท่านพระสารีบุตรมีคุณน่าดู น่าชม

หลุดพ้นได้ด้วยวิกขัมภนปหานและสมุจเฉทปหานทั้ง ๒ ส่วน

มีจิตตั้งมั่นดีภายใน

[๑๑๘๖]

ผู้ปราศจากลูกศรคือราคะเป็นต้น

สิ้นสังโยชน์ บรรลุวิชชา ๓

ละมัจจุเสียได้ ควรแก่ทักษิณา

เป็นเนื้อนาบุญอย่างยอดเยี่ยมของหมู่มนุษย์

(พระสารีบุตรเถระเมื่อจะสรรเสริญพระมหาโมคคัลลานเถระ จึงได้กล่าว ภาษิตเหล่านี้ว่า)

[๑๑๘๗]

อุบัติเทพมีฤทธิ์ มีเกียรติยศ

มีจำนวนมากถึง ๑๐,๐๐๐ เหล่านี้ และพรหมปุโรหิตทั้งหมดก็พา

กันมายืนประนมมือนอบน้อมพระโมคคัลลานะ

พร้อมกับกล่าวว่า

[๑๑๘๘]

ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ขอความนอบน้อมจงมีแด่ท่าน

ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุรุษสูงสุด ขอความนอบน้อมจงมีแด่ท่าน

ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านสิ้นอาสวะแล้วเป็นผู้ควรแก่ทักษิณา

[๑๑๘๙]

พระโมคคัลลานะผู้อันมนุษย์และเทวดาบูชาแล้ว

เกิดโดยอริยชาติ ครอบงำความตายเสียได้

ไม่ติดอยู่ในสังขาร เหมือนดอกบัวไม่ติดอยู่กับน้ำ

[๑๑๙๐]

พระโมคคัลลานะรู้แจ้งโลกได้ตั้งพันเพียงครู่เดียว

เหมือนท้าวมหาพรหมเป็นผู้ชำนาญในคุณคือฤทธิ์

ในจุติและอุบัติของเหล่าสัตว์

ย่อมเห็นเทวดาทั้งหลายได้ด้วยทิพยจักษุในกาลอันสมควร

(พระมหาโมคคัลลานะ เมื่อจะประกาศคุณของตนได้กล่าวภาษิตว่า)

[๑๑๙๑]

พระสารีบุตรเท่านั้นเยี่ยมกว่าภิกษุผู้ทรงคุณธรรมชั้นสูง

ทั้งทางด้านปัญญา ศีล และอุปสมะ

[๑๑๙๒]

พึงเนรมิตอัตภาพชั่วขณะเดียวได้ตั้งแสนโกฏิ

เราเป็นผู้ฉลาดในวิธีแสดงฤทธิ์ต่างๆ ทั้งเป็นผู้ชำนาญด้วยฤทธิ์

[๑๑๙๓]

ภิกษุโมคคัลลานโคตรผู้ถึงความสำเร็จโดยความเป็นผู้ชำนาญ

ในสมาธิและวิชชา เป็นปราชญ์

มีอินทรีย์มั่นคงในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้อันตัณหาอาศัยไม่ได้

ได้ตัดเครื่องจองจำคือกิเลสเสียได้อย่างเด็ดขาด

เหมือนช้างทำลายปลอกที่ทำด้วยเถาหัวด้วนให้ขาดเสีย

[๑๑๙๔]

เราได้ปรนนิบัติพระศาสดา

ได้ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว

ปลงภาระที่หนักเสียได้ ถอนตัณหาที่นำไปสู่ภพได้ขาดแล้ว

[๑๑๙๕]

เราออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเพื่อประโยชน์ใด

ประโยชน์นั้นเป็นที่สิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งปวงเราก็ได้บรรลุแล้ว

[๑๑๙๖]

นรกที่ทุสสิมาร ๑- ได้ทำร้ายพระวิธุรอัครสาวก

และพระกกุสันธสัมมาสัมพุทธเจ้า

แล้วได้ไปหมกไหม้อยู่ เป็นเช่นไร

[๑๑๙๗]

คือ นรกที่มีขอเหล็กเป็นร้อย

ทั้งให้เกิดทุกขเวทนาเฉพาะตนทั่วถึงหมด

นรกที่ทุสสิมารได้ทำร้ายพระวิธุระองค์อัครสาวก

และพระกกุสันธสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วได้ไปหมกไหม้อยู่ เป็นเช่นนี้

[๑๑๙๘]

ภิกษุใดเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า

ย่อมรู้กรรมและผลกรรมนี้ได้โดยประจักษ์แจ้ง

กัณหมาร ท่านทำร้ายภิกษุเช่นนั้นเข้า จะต้องได้รับทุกข์

[๑๑๙๙]

วิมานทั้งหลายที่อยู่ท่ามกลางมหาสมุทร

อยู่ได้ตลอดกัป มีสีดังแก้วไพฑูรย์งดงาม

แสงไฟสว่างดุจกองไฟที่ลุกโพลง

ทั้งเพียบพร้อมด้วยรัศมี มีหมู่นางอัปสรจำนวนมาก

มีผิวพรรณต่างกันฟ้อนรำอยู่

[๑๒๐๐]

ภิกษุใดเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า

ย่อมรู้วิมานนี้ได้โดยประจักษ์แจ้ง

กัณหมาร ท่านทำร้ายภิกษุเช่นนั้นเข้าจะต้องได้รับทุกข์

[๑๒๐๑]

ภิกษุใดอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใช้ไปแล้ว

ภิกษุสงฆ์เป็นอันมากก็เห็นอยู่

ทำปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดาให้ไหวด้วยปลายนิ้วเท้า

[๑๒๐๒]

ภิกษุใดเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า

ย่อมรู้วิมานนี้ได้โดยประจักษ์แจ้ง

กัณหมาร ท่านทำร้ายภิกษุเช่นนั้นเข้า จะต้องได้รับทุกข์

@เชิงอรรถ :

@๑ ทุสสิมาร คือมารผู้ชอบประทุษร้าย

[๑๒๐๓]

ภิกษุใดมีพลังฤทธิ์กล้าแข็ง ได้ทำเวชยันตปราสาทให้ไหวด้วย

ปลายนิ้วเท้า ทั้งทำเทพทั้งหลายให้สลดใจ

[๑๒๐๔]

ภิกษุใดเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า

ย่อมรู้วิมานนี้ได้โดยประจักษ์แจ้ง

กัณหมาร ท่านทำร้ายภิกษุเช่นนั้นเข้า จะต้องได้รับทุกข์

[๑๒๐๕]

ภิกษุนั้นใดไต่ถามท้าวสักกเทวราชที่เวชยันตปราสาทว่า

มหาบพิตร ท้าวเธอทรงทราบวิมุตติซึ่งเป็นที่สิ้นตัณหาบ้างไหม

ท้าวสักกเทวราชถูกถามปัญหา ได้ทรงพยากรณ์ตามแนวเทศนาที่

พระศาสดาทรงแสดงแล้วแก่ภิกษุนั้น

(พระมหาโมคคัลลานเถระได้พูดทักทายท้าวมหาพรหมนั้นด้วยภาษิตเหล่านี้ว่า)

[๑๒๐๖]

ภิกษุใดเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า

ย่อมรู้วิมุตติเป็นที่สิ้นตัณหานี้ได้โดยประจักษ์แจ้ง

กัณหมาร ท่านทำร้ายภิกษุเช่นนั้นเข้า จะต้องได้รับทุกข์

[๑๒๐๗]

ภิกษุใดยืนอยู่ที่สุธรรมสภาสอบถามท้าวมหาพรหมว่า

ท่านผู้เจริญ แม้วันนี้ ท่านยังมีความเห็นอยู่อย่างเมื่อก่อน

หรือท่านยังเห็นอยู่ว่ารัศมีของพระผู้มีพระภาค

พร้อมทั้งสาวกพวยพุ่งรุ่งเรืองยิ่งนัก

[๑๒๐๘]

ครั้นท้าวมหาพรหมถูกถามปัญหาแล้ว

ได้พยากรณ์ตามแนวเทศนาที่พระศาสดาทรงแสดงแล้วแก่ภิกษุนั้นว่า

ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้นิรทุกข์

ข้าพเจ้าไม่ได้มีความเห็นอย่างเมื่อก่อนแล้ว

[๑๒๐๙]

ข้าพเจ้าเห็นว่า รัศมีของพระผู้มีพระภาค

พร้อมทั้งสาวกเป็นไปล่วงเลยรัศมีในพรหมโลก

วันนี้ ข้าพเจ้านั้นละทิ้งคำพูดของพระเจ้า

ผู้เห็นว่า เราเป็นผู้เที่ยง มีความยั่งยืน เสียได้

(พระมหาโมคคัลลานเถระได้พูดทักทายท้าวมหาพรหมนั้นด้วยภาษิตเหล่านี้ ว่า)

[๑๒๑๐]

ภิกษุใดเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ย่อมรู้ทิฏฐินี้ได้โดยประจักษ์แจ้ง

กัณหมาร ท่านทำร้ายภิกษุเช่นนั้นเข้า จะต้องได้รับทุกข์

[๑๒๑๑]

ภิกษุใดแสดงยอดขุนเขาสิเนรุให้ชนชาวชมพูทวีป ปุพพวิเทหทวีป

อมรโคยานทวีป และชาวอุตตรกุรุทวีป เห็นกันได้ด้วยวิโมกข์

[๑๒๑๒]

ภิกษุใดเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า

ย่อมรู้วิโมกข์ตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้วนี้ได้โดยประจักษ์แจ้ง

กัณหมาร ท่านทำร้ายภิกษุเช่นนั้นเข้า จะต้องได้รับทุกข์

[๑๒๑๓]

ไฟไม่ได้ตั้งใจเลยว่า เราจะไหม้คนพาล

แต่คนพาลกระโดดเข้าไปหาไฟที่ลุกโพลง ให้ไหม้ตัวเอง ฉันใด

[๑๒๑๔]

มาร ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกันทำร้ายพระตถาคตและอริยสาวก

นั้นแล้ว ก็จะเผาตนเอง เหมือนคนพาลถูกไฟไหม้

[๑๒๑๕]

มารทำร้ายพระตถาคตและอริยสาวกนั้น จึงได้ประสบสิ่งมิใช่บุญ

มารผู้ชั่วช้า หรือท่านเข้าใจว่า บาปไม่ให้ผลแก่เรา

[๑๒๑๖]

มารผู้มุ่งแต่ความตาย เมื่อท่านทำแต่บาปท่านก็ย่อมตายด้วย

ความทุกข์สิ้นกาลนาน ท่านอย่าได้รังเกียจสาวกของพระพุทธเจ้า

แล้วมุ่งทำร้ายภิกษุทั้งหลายเลย

[๑๒๑๗]

พระมหาโมคคัลลานเถระได้คุกคามมารที่ป่าเภสกฬาวันดังนี้แล้ว

เพราะเหตุนั้น มารนั้นเสียใจ จึงได้หายไป ณ ที่นั้นนั่นเอง

ทราบว่า ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระได้กล่าวภาษิตทั้งหลาย

ด้วยประการฉะนี้แล

สัฏฐินิบาต จบ

รวมเรื่องพระเถระที่มีในนิบาตนี้ คือ

พระมหาโมคคัลลานเถระผู้มีฤทธิ์มากรูปเดียวเท่านั้น

และในสัฏฐินิบาตนี้มี ๖๘ ภาษิต ฉะนี้แล

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๖ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้าตาลปุฏเถรคาถากลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๖สัฏฐิกนิบาตหัวข้อถัดไปวังคีสเถรคาถา