ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๖
  6. /
  7. …
  8. /
  9. เถรีคาถา
  10. /
  11. วีสตินิบาต
  12. /
  13. ๕. สุภากัมมารธีตาเถรีคาถา

๕. สุภากัมมารธีตาเถรีคาถา

เล่มที่ ๒๖ · ข้อ ๔๗๑ · บรรทัด ๙๘๖๐

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๕. สุภากัมมารธีตุเถรีคาถา

ภาษิตของพระสุภากัมมารธิดาเถรี

พระสุภากัมมารธิดาเถรี(ได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)

[๓๓๙]

เพราะเมื่อก่อน เรายังสาวนุ่งห่มผ้าสะอาด

ได้ฟังธรรมแล้ว เรานั้นไม่ประมาท

จึงได้ตรัสรู้สัจธรรม

[๓๔๐]

ฉะนั้น เราจึงไม่ยินดีอย่างยิ่งในกามทั้งปวง

เห็นภัยในกายของตน กระหยิ่มเฉพาะเนกขัมมะเท่านั้น

[๓๔๑]

ละหมู่ญาติ ทาส กรรมกร บ้าน ไร่นา ความมั่งคั่ง

และกองโภคะที่น่ารื่นรมย์ ที่เขาบันเทิงกันนัก

[๓๔๒]

ละสมบัติมิใช่น้อย ออกบวชด้วยศรัทธาอย่างนี้

ในพระสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศดีแล้ว

[๓๔๓]

ข้อที่เราละเงินทองแล้วยังกลับ (ยินดีเงินทอง) อีกนั้น

ไม่สมควรแก่เรา เพราะเราปรารถนาความไม่มีห่วงกังวล

[๓๔๔]

เพราะเงินทอง หาใช่มีไว้เพื่อความตรัสรู้ เพื่อความสงบใจไม่

เงินทองนั้นไม่สมควรแก่สมณะ ทั้งไม่ใช่อริยทรัพย์

[๓๔๕]

อนึ่ง เงินทองนี้ ทำให้เกิดความโลภ นำมาซึ่งความมัวเมา

ให้เกิดความลุ่มหลง เป็นเครื่องเพิ่มพูนความกำหนัดยินดี

มีความระแวง มีความยุ่งยาก

และในเงินทองนั้นไม่มีความยั่งยืนมั่นคงเลย

[๓๔๖]

อนึ่ง ผู้คนเป็นอันมากยินดีในทรัพย์นั้น ชื่อว่าเป็นผู้ประมาท

มีใจเศร้าหมอง ต่างผิดใจต่อกันและกัน

กระทำความบาดหมางทะเลาะวิวาทกัน

[๓๔๗]

การฆ่ากัน การถูกจองจำ การต้องโทษมีตัดมือเป็นต้น

ความเสื่อม ความเศร้าโศก ร่ำไร

ความพินาศเป็นอันมากของคนทั้งหลาย

ผู้เนื่องอยู่ในกามทั้งหลาย ก็มองเห็นกันอยู่

[๓๔๘]

ท่านทั้งหลายเป็นญาติก็เหมือนเป็นศัตรู

เพราะเหตุไร จึงชักจูงเรานั้นไว้ในกามทั้งหลายเล่า

ท่านทั้งหลายจงรู้เถิดว่า เราเห็นภัยในกามทั้งหลายจึงบวช

[๓๔๙]

อาสวะทั้งหลาย ย่อมไม่สิ้นไปเพราะเงินและทอง

กามทั้งหลาย เป็นศัตรู เป็นผู้ฆ่า

เป็นข้าศึก เป็นดังลูกศรเสียบไว้

[๓๕๐]

ท่านทั้งหลายเป็นญาติก็เหมือนเป็นศัตรู

เพราะเหตุไร จึงชักจูงเราไว้ในกามทั้งหลาย

ท่านทั้งหลายจงรู้เถิดว่า

เราบวชศีรษะโล้นครองผ้าสังฆาฏิแล้ว

[๓๕๑]

ก้อนข้าวที่จะพึงลุกขึ้นยืนรับ การเที่ยวแสวงหา

การนุ่งห่มผ้าบังสุกุล

และบริขารเครื่องอาศัยของนักบวชผู้ไม่มีเรือน

นี่แหละเป็นของเหมาะสมสำหรับเรา

[๓๕๒]

กามทั้งหลายทั้งที่เป็นของทิพย์ และที่เป็นของมนุษย์

เหล่าท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่คลายเสียแล้ว

ท่านเหล่านั้น น้อมไปแล้วในฐานะอันปลอดโปร่ง

บรรลุสุขอันไม่หวั่นไหวแล้ว

[๓๕๓]

เราอย่าร่วมด้วยกามทั้งหลายซึ่งช่วยอะไรไม่ได้เลย

กามทั้งหลายเป็นศัตรู เป็นผู้ฆ่า

อุปมาด้วยกองไฟ นำแต่ทุกข์มาให้

[๓๕๔]

กามนั่น เป็นสภาวะที่เบียดเบียน มีภัย

เป็นไปกับด้วยความคับแค้น

เป็นเสี้ยนหนาม และกามนั้น มีสภาวะหมกมุ่น

ไม่เรียบร้อย เป็นเหตุลุ่มหลงมาก

[๓๕๕]

เป็นเหตุขัดข้อง และเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว

กามทั้งหลาย เปรียบด้วยงูพิษ

ที่เหล่าปุถุชนทั้งเขลาและบอดเพลิดเพลินกันยิ่งนัก

[๓๕๖]

ปุถุชนเหล่านั้นเป็นจำนวนมาก

ข้องอยู่แล้วด้วยเปือกตมคือกาม ไม่รู้ความจริงในโลก

ย่อมไม่รู้ซึ้งถึงที่สิ้นสุดความเกิดและความตาย

[๓๕๗]

ผู้คนเป็นอันมากพากันเดินทางไปทุคติซึ่งมีกามเป็นเหตุทั้งนั้น

อันนำโรคมาให้แก่ตนทีเดียว

[๓๕๘]

กามทั้งหลายเป็นเหตุให้เกิดศัตรู ให้เดือดร้อน

นำความเศร้าหมองมา เป็นเหยื่อในโลก

เป็นเครื่องจองจำ เกี่ยวเนื่องด้วยความตาย

[๓๕๙]

กามทั้งหลายเป็นเหตุให้บ้า ให้บ่นเพ้อ ย่ำยีจิต

เพราะทำหมู่สัตว์ให้เศร้าหมอง

พึงเห็นว่า เหมือนลอบที่มารรีบดักไว้

[๓๖๐]

กามทั้งหลาย มีโทษหาที่สุดไม่ได้ มีทุกข์มาก มีพิษมาก

มีความพอใจน้อย เป็นสนามรบ ทำกรรมฝ่ายกุศลให้เหือดแห้งลง

[๓๖๑]

เรานั้นละความพินาศซึ่งมีกามเป็นเหตุเช่นนั้นได้แล้ว

จักไม่กลับมาหามันอีก เพราะว่าตั้งแต่บวชแล้ว

เรายินดีอย่างยิ่งในนิพพาน

[๓๖๒]

หวังความเยือกเย็น จึงทำสงครามต่อกามทั้งหลาย

ยินดีแล้วในนิพพานเป็นที่สิ้นสังโยชน์

จักเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่

[๓๖๓]

เดินตามทางอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นทางสายตรง

ไม่เศร้าโศก ปราศจากกิเลสดุจธุลี เป็นทางปลอดโปร่ง

ซึ่งเป็นทางที่เหล่าท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่พากันข้ามไปแล้ว

(พระผู้มีพระภาค ทรงแนะนำพระเถรีผู้บรรลุพระอรหัตตผลในวันที่ ๘ หลังจาก บวช ผู้นั่งเข้าฌานอยู่ที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง แก่ภิกษุทั้งหลาย เมื่อจะทรงสรรเสริญ จึงตรัสคาถาเหล่านี้ว่า)

[๓๖๔]

ท่านทั้งหลาย จงดูธิดาของช่างทองผู้สวยงาม

ผู้ดำรงอยู่ในธรรมผู้นี้เถิด

เธอได้บรรลุอรหัตตผลอันไม่หวั่นไหว

เข้าฌานอยู่ที่โคนต้นไม้

[๓๖๕]

วันนี้เป็นวันที่ ๘ หลังจากเธอมีศรัทธาบวชแล้ว

งามเพราะบรรลุพระสัทธรรม

ได้พระอุบลวัณณาเถรีช่วยแนะนำแล้ว

บรรลุวิชชา ๓ ละมัจจุมารเสียได้

[๓๖๖]

ภิกษุณีรูปนี้นั้น เป็นไทแก่ตัวเอง

ไม่เป็นหนี้ อบรมอินทรีย์แล้ว

พรากจากกิเลสที่เคยมีได้หมด

ไม่มีอาสวะ ทำกิจเสร็จแล้ว

(พระสังคีติกาจารย์ได้กล่าวภาษิตนี้ไว้ว่า)

[๓๖๗]

ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าหมู่สัตว์พร้อมด้วยหมู่เทพ

พากันเข้าไปหาพระเถรีซึ่งเป็นธิดาของช่างทอง

ผู้สวยงามนั้นด้วยฤทธิ์ของตน แล้วทรงนมัสการอยู่

วีสตินิบาต จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๖ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๔. สุนทรีเถรีคาถากลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๖วีสตินิบาตหัวข้อถัดไปสุภาชีวกัมพวนิกาเถรีคาถา