ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๖
  6. /
  7. …
  8. /
  9. เถรีคาถา
  10. /
  11. มหานิบาต
  12. /
  13. สุเมธาเถรีคาถา

สุเมธาเถรีคาถา

เล่มที่ ๒๖ · ข้อ ๔๗๔ · บรรทัด ๑๐๑๓๘

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๑๖. มหานิบาต

๑. สุเมธาเถรีคาถา

ภาษิตพระสุเมธาเถรี

ทราบว่า พระสุเมธาเถรีได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า

[๔๕๐]

เราเป็นธิดาของพระอัครมเหสีพระเจ้าโกญจะกรุงมันตาวดี ชื่อว่า

สุเมธา ผู้ที่พระอริยเจ้าทั้งหลายผู้ทำตามคำสั่งสอน

ทำให้เกิดเลื่อมใสแล้ว

[๔๕๑]

เจ้าหญิงสุเมธามีศีล กล่าวธรรมได้วิจิตร

เป็นพหูสูต ถูกแนะนำในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

เข้าเฝ้าพระชนกและพระชนนี กราบทูลว่า

“ขอพระชนกพระชนนีทั้ง ๒ พระองค์

โปรดตั้งพระทัยสดับคำของลูก

[๔๕๒]

ลูกยินดีอย่างยิ่งในนิพพาน

ภพถึงแม้ว่าจะเป็นทิพย์ก็ไม่ยั่งยืน

จะกล่าวไปใยถึงกามทั้งหลายซึ่งเป็นของว่างเปล่า

มีความยินดีน้อย มีความคับแค้นมาก

[๔๕๓]

กามทั้งหลายเผ็ดร้อน เปรียบด้วยงูพิษ

ที่พวกคนเขลาหมกมุ่นอยู่

พวกคนเขลาเหล่านั้นแออัดกันในนรก

ต้องประสบทุกข์เดือดร้อนอยู่เป็นเวลาช้านาน

[๔๕๔]

พวกคนเขลาไม่สำรวมกายวาจาและใจ ทำแต่ความชั่ว

พอกพูนแต่ความชั่วย่อมโศร้าโศกในอบายทุกเมื่อ

[๔๕๕]

พวกคนเขลาเหล่านั้นมีปัญญาทราม ไม่มีความคิด

ยินดีแล้วในทุกข์และเหตุให้เกิดทุกข์

ไม่รู้สัจธรรม ๔ ที่พระอริยะแสดงอยู่ จึงรู้อริยสัจไม่ได้

[๔๕๖]

ทูลกระหม่อมแม่เจ้าขา คนเขลาเหล่าใดเมื่อไม่รู้สัจจะทั้งหลาย

ที่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทรงแสดงไว้แล้ว ยังชื่นชมภพ พอใจเกิด

ในหมู่เทพ คนเขลาเหล่านั้นมีอยู่เป็นจำนวนมากในโลกนี้

[๔๕๗]

ความเกิดในหมู่เทพในภพที่ไม่เที่ยง เป็นสภาวะที่ไม่ยั่งยืน

พวกคนเขลาย่อมไม่สะดุ้งกลัวต่อการที่จะต้องเกิดบ่อยๆ

[๔๕๘]

สัตว์ทั้งหลายย่อมได้อบาย ๔ กันง่าย

ส่วนคติ ๒ ได้กันลำบาก

เหล่าสัตว์ที่เข้าถึงอบาย ในนรกไม่มีการบวชนะเพคะ

[๔๕๙]

ขอพระชนกพระชนนีทั้ง ๒ พระองค์

ทรงอนุญาตให้ลูกบวชในพระธรรมวินัยของพระทศพลเถิดเพคะ

ลูกจักขวนขวายน้อย พากเพียรเพื่อละชาติและมรณะ

[๔๖๐]

กายที่มีโทษคือกายที่ไร้สาระซึ่งพวกคนเขลาชื่นชมนักหนา

จะมีประโยชน์อะไรในภพ

ขอทั้ง ๒ พระองค์ทรงอนุญาตเถิด

ลูกจักบวชเพื่อดับภวตัณหา ๑-

[๔๖๑]

ความอุบัติขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายลูกได้แล้ว

อักขณะ ๒- ลูกก็เว้นแล้ว

ขณะลูกก็ได้แล้ว

ลูกจะไม่พึงทำลายศีลและพรหมจรรย์ตลอดชีวิต”

@เชิงอรรถ :

@๑ ความอยากในภพ

@๒ ไม่ใช่เวลา

[๔๖๒]

เจ้าหญิงสุเมธากราบทูลพระชนกพระชนนีอย่างนี้ว่า

“ตราบใดที่ลูกยังเป็นคฤหัสถ์จักไม่ยอมรับประทานอาหาร

ถึงจะตายก็ยอมเพคะ”

[๔๖๓]

พระชนนีของพระนางสุเมธานั้นทรงเป็นทุกข์ ทรงกันแสง

และพระชนกของนางมีพระพักตร์นองด้วยอัสสุชล

ทั้ง ๒ พระองค์ทรงพยายามเกลี้ยกล่อมพระนางสุเมธานั้น

ซึ่งฟุบลงที่พื้นดิน ณ พื้นปราสาทว่า

[๔๖๔]

“ลุกขึ้นเถิด ลูกรัก จะเศร้าโศกไปทำไม

พ่อแม่ได้ยกลูกให้พระเจ้าอนิกรัต

ผู้ทรงสง่างามในพระนครวารณวดีแล้ว

[๔๖๕]

ลูกจักเป็นเอกอัครมเหสีของพระเจ้าอนิกรัต

ศีล พรหมจรรย์ บรรพชาทำได้ยากนะลูกรัก

[๔๖๖]

อำนาจในแคว้นของพระเจ้าอนิกรัต ทรัพย์

ความเป็นใหญ่ โภคะ สุขในราชสกุลนี้

ถ้าลูกปรารถนาแล้ว ก็จักอยู่ในเงื้อมมือของลูก

ลูกก็ยังเป็นสาว จงบริโภคกามทั้งหลายเถิด

ลูกจงวิวาห์เสียนะลูกนะ”

[๔๖๗]

ลำดับนั้น เจ้าหญิงสุเมธากราบทูลพระชนกพระชนนีนั้น

อย่างนี้ว่า “อำนาจเป็นต้นเช่นนี้จงอย่ามีเลย

เพราะภพหาสาระมิได้ ลูกขอบวชหรือตายเท่านั้น

แต่ลูกไม่ยอมวิวาห์แน่นอน

[๔๖๘]

กายที่เปื่อยเน่าเหมือนหมู่หนอน ไม่สะอาด

มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไป น่าสะพรึงกลัว

เป็นดุจถุงหนัง บรรจุศพ เต็มด้วยของไม่สะอาด

ไหลออกอยู่เนืองๆ ซึ่งคนเขลายึดถืออยู่

[๔๖๙]

ลูกรู้อยู่ว่าร่างกายนั้นปฏิกูลเหมือนหมู่หนอน

ถูกฉาบไว้ด้วยเนื้อและเลือด

เป็นที่อยู่ของหมู่หนอน เป็นเหยื่อของแร้งกา

ทำไมทูลกระหม่อมจึงพระราชทานซากศพ

แก่พระราชาพระองค์นั้นเพคะ

[๔๗๐]

ไม่ช้าร่างกายที่ปราศจากวิญญาณ

ถูกหมู่ญาติซึ่งพากันเกลียดชัง

ทอดทิ้งไปเหมือนท่อนไม้ที่เขาก็พากันนำไปทิ้งป่าช้า

[๔๗๑]

มารดาบิดาของตนยังเกลียดชัง

พากันเอาซากศพนั้นไปทิ้งให้เป็นอาหารของสัตว์อื่นๆ ในป่าช้า

กลับมาก็ต้องอาบน้ำดำเกล้า

จะกล่าวไปใยถึงหมู่ชนทั่วๆ ไปเล่า

[๔๗๒]

หมู่ชนยึดถือแล้วในร่างกายอันเปื่อยเน่า

เป็นซากศพ ไม่มีแก่นสาร เป็นร่างของกระดูกและเอ็น

เต็มไปด้วยน้ำลาย น้ำตา และอุจจาระ

[๔๗๓]

ผู้ใดพึงชำแหละร่างกายนั้นกลับข้างในมาไว้ข้างนอก

ผู้นั้นก็จะทนกลิ่นเหม็นของร่างกายนั้นไม่ได้

แม้มารดาของตนก็ยังเกลียดชัง

[๔๗๔]

ลูกพิจารณาโดยอุบายอันแยบคายว่า

ขันธ์ ธาตุ อายตนะอันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว

มีชาติเป็นมูลเหตุ เป็นทุกข์ เพราะเหตุไร

จะพึงปรารถนาการวิวาห์เล่าเพคะ

[๔๗๕]

หอก ๓๐๐ เล่มใหม่เอี่ยมจะพึงตกต้องที่กายทุกๆ วัน

และทิ่มแทงอยู่ถึง ๑๐๐ ปี ยังประเสริฐกว่า

หากว่าความสิ้นทุกข์ จะพึงมีได้ด้วยอาการอย่างนี้

[๔๗๖]

ผู้ใดรู้แจ้งคำสอนของพระศาสดาอย่างนี้แล้ว

พึงยอมรับการทิ่มแทง ด้วยอาการอย่างนั้นยังประเสริฐกว่า

เพราะสังสารวัฎของคนเหล่านั้น

ซึ่งถูกชราพยาธิและมรณะเบียดเบียนบ่อยๆ ยาวนาน

[๔๗๗]

ในจำพวกเทวดา มนุษย์ กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน

หมู่อสุรกาย เปรต และสัตว์นรก

การทำร้ายกันยังปรากฏอยู่หาประมาณมิได้

[๔๗๘]

สำหรับสัตว์ที่เศร้าหมองอยู่ในอบาย

ยังมีการทำร้ายกันอยู่มากในนรก

แม้ในเทวดาทั้งหลายก็ช่วยไม่ได้

สุขอื่นนอกจากสุขคือนิพพานไม่มีเลย

[๔๗๙]

ชนเหล่าใดขวนขวายในพระธรรมวินัยของพระทศพล

มีความขวนขวายน้อย พากเพียรเพื่อละชาติและมรณะ

ชนเหล่านั้นย่อมถึงนิพพาน

[๔๘๐]

ทูลกระหม่อมพ่อ เพคะ วันนี้แหละลูกจักออกบวช

โภคทรัพย์ทั้งหลายที่ไม่มีแก่นสารจะมีประโยชน์อะไร

ลูกเบื่อหน่ายกามทั้งหลายแล้ว

ทำให้เสมอด้วยรากสุนัข ทำให้เหมือนตาลยอดด้วน”

[๔๘๑]

เจ้าหญิงสุเมธานั้นกำลังกราบทูลพระชนกอยู่อย่างนี้

พระเจ้าอนิกรัตผู้ได้รับพระราชทานพระนางสุเมธานั้น

มีข้าราชบริพารหนุ่มแวดล้อมแล้ว

ก็เสด็จมาเพื่อเข้าสู่วิวาห์เมื่อเวลากระชั้นชิด

[๔๘๒]

ภายหลัง เจ้าหญิงสุเมธาทราบว่าพระเจ้าอนิกรัตเสด็จมา

จึงใช้พระขรรค์ตัดพระเกศาอันดำขลับที่รวบไว้ อ่อนสลวย

ทรงปิดปราสาท เข้าปฐมฌาน

[๔๘๓]

เจ้าหญิงสุเมธานั้นเข้าฌาน อยู่ในปราสาทนั้น

และพระเจ้าอนิกรัตก็ได้เสด็จมาถึงพระนคร

สุเมธาก็เจริญอนิจจสัญญาอยู่ในปราสาทนั้นนั่นแหละ

[๔๘๔]

เจ้าหญิงสุเมธานั้นกำลังมนสิการ

และพระเจ้าอนิกรัตทรงแต่งองค์ด้วยแก้วมณีและทองคำ

ก็รีบเสด็จขึ้นปราสาท ทรงประคองอัญชลี

อ้อนวอนพระนางสุเมธาว่า

[๔๘๕]

“อำนาจ ทรัพย์ ความเป็นใหญ่ โภคะ สุขในราชสมบัติ

น้องหญิงยังเป็นสาวอยู่

ขอเชิญบริโภคกามทั้งหลาย

กามสุขหาได้ยากในโลก

[๔๘๖]

ราชสมบัติพี่ยอมสละให้น้องหญิงแล้ว

เชิญน้องหญิงบริโภคโภคทรัพย์

ถวายทานทั้งหลายเถิด

น้องหญิงอย่าทรงเสียพระทัยเลย

พระชนกพระชนนีของพระน้องหญิงทรงเป็นทุกข์”

[๔๘๗]

เจ้าหญิงสุเมธาไม่ต้องการกามทั้งหลาย

ปราศจากโมหะแล้ว

จึงกราบทูลพระเจ้าอนิกรัตนั้นว่า

“อย่าทรงเพลิดเพลินกามเลย

โปรดทรงเห็นโทษในกามทั้งหลายเถิด เพคะ

[๔๘๘]

พระเจ้ามันธาตุ เจ้าแห่งทวีปทั้ง ๔

ทรงเป็นยอดผู้บริโภคกามทั้งหลาย

ยังไม่ทันทรงอิ่มก็เสด็จสวรรคตไปแล้ว

ทั้งความปรารถนาของพระองค์ ก็ยังไม่เต็มเลย

[๔๘๙]

เทวดาผู้เป็นเจ้าแห่งฝนพึงหลั่งฝนคือรัตนะ ๗ ลงมาโดยรอบ

ทั่วทั้ง ๑๐ ทิศ ความอิ่มกามทั้งหลายก็ไม่มี

นรชนทั้งหลายยังไม่อิ่มเลย ก็พากันตายไป

[๔๙๐]

กามทั้งหลายเปรียบด้วยดาบและหลาว

เปรียบด้วยหัวงูเห่า เปรียบด้วยร่างกระดูก

เปรียบด้วยคบเพลิงตามเผาอยู่

[๔๙๑]

กามทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีทุกข์มาก มีพิษมาก

เป็นเหตุแห่งทุกข์ มีผลเป็นทุกข์ เหมือนก้อนเหล็กที่ลุกโชน

[๔๙๒]

กามทั้งหลายเปรียบด้วยผลไม้ เปรียบด้วยชิ้นเนื้อ

นำทุกข์มาให้ เปรียบด้วยความฝันหลอกลวง

เปรียบด้วยของที่ยืมเขามา

[๔๙๓]

กามทั้งหลายเปรียบด้วยหอกและหลาว

เป็นโรค เป็นดังหัวฝี เป็นทุกข์ เป็นความลำบาก

เสมือนหลุมถ่านเพลิง เป็นเหตุแห่งทุกข์

เป็นภัย เป็นเพชฌฆาต

[๔๙๔]

กามทั้งหลายมีทุกข์มากอย่างนี้

บัณฑิตทั้งหลายจึงกล่าวว่าทำอันตราย

เชิญพระองค์เสด็จกลับไปเสียเถิด

หม่อมฉันไม่มีความวางใจในภพของตนเองเลย

[๔๙๕]

เมื่อไฟกำลังไหม้ศีรษะของตนเองอยู่

คนอื่นจักช่วยอะไรหม่อมฉันได้

เมื่อชราและมรณะติดตามอยู่

ก็ควรพยายามกำจัดชราและมรณะนั้นเสีย”

[๔๙๖]

ดิฉันเห็นพระชนกพระชนนีและพระเจ้าอนิกรัตเสด็จยังไม่ทันถึง

พระทวารก็ประทับนั่งที่พื้นดิน ทรงกันแสงอยู่

จึงได้กราบทูลดังนี้ว่า

[๔๙๗]

“สังสารวัฏเป็นสภาวะยืดยาวสำหรับพวกคนเขลา

ผู้ร้องไห้อยู่บ่อยๆ เพราะบิดามารดาตาย

พี่ชายน้องชายถูกฆ่า และตัวเองถูกฆ่า

ในสังสารวัฏที่มีเบื้องต้นและเบื้องปลายรู้ไม่ได้แล้ว

[๔๙๘]

ขอพระองค์ทรงโปรดระลึกถึงน้ำตา น้ำนม เลือด

และกองกระดูก ของสัตว์ทั้งหลายผู้ท่องเที่ยวไปมาว่ามากเพียงไร

เพราะความที่สังสารวัฏมีเบื้องต้นและเบื้องปลายรู้ไม่ได้แล้ว

[๔๙๙]

โปรดทรงระลึกถึงมหาสมุทรทั้ง ๔ ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรง

นำมาเปรียบเทียบด้วยน้ำตา น้ำนมและเลือด

โปรดทรงระลึกถึงกองกระดูกในกัปหนึ่งของบุคคลคนหนึ่ง

เทียบเท่าภูเขาวิปุลบรรพต

[๕๐๐]

โปรดทรงระลึกถึงแผ่นดินใหญ่ชมพูทวีปที่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ทรงนำมาเปรียบเทียบด้วยสังสารวัฏของสัตว์ที่ท่องเที่ยวอยู่ใน

สังสารวัฏที่มีเบื้องต้นและเบื้องปลายรู้ไม่ได้แล้ว

แผ่นดินทั้งหลายทำให้เป็นก้อนเท่าเมล็ดพุทรา

ก็มากไม่พอเท่าจำนวนมารดาบิดาทั้งหลาย

[๕๐๑]

โปรดทรงระลึกถึงหญ้า ไม้ กิ่งไม้ และใบไม้

ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงนำมาเปรียบเทียบ

เพราะสังสารวัฏมีเบื้องต้นและเบื้องปลายรู้ไม่ได้แล้ว

ท่อนไม้ทั้งหลายมีขนาด ๔ นิ้ว

ก็มากไม่พอเท่าจำนวนบิดาและปู่ทั้งหลาย

[๕๐๒]

โปรดทรงระลึกถึงเต่าตาบอด

และช่องแอกอันหมุนวนไปในทิศบูรพาและทิศอื่นๆ

ในมหาสมุทรมาสวมหัวเต่าตาบอดตัวนั้น

เปรียบเทียบในการได้อัตภาพเป็นมนุษย์

[๕๐๓]

โปรดทรงระลึกถึงสภาวะที่จะสลายไปแห่งโทษคือกาย

ที่ไม่มีแก่นสาร ซึ่งเปรียบด้วยก้อนฟองน้ำ

โปรดทรงพิจารณาให้เห็นขันธ์ทั้งหลายว่าเป็นสภาพไม่เที่ยง

โปรดทรงระลึกถึงนรกทั้งหลายว่ามีความคับแค้นมาก

[๕๐๔]

โปรดทรงระลึกถึงสัตว์ทั้งหลายที่พากันทำป่าช้าให้รก

ในชาตินั้นๆ อยู่ร่ำไป

โปรดระลึกถึงภัยคือจรเข้ ๑-

โปรดทรงระลึกถึงอริยสัจ ๔

[๕๐๕]

เมื่ออมตนิพพานมีอยู่

พระองค์ยังจะทรงต้องการอะไร

ด้วยของเผ็ดร้อน ๕ อย่างที่ทรงดื่มแล้วอีกเล่า

เพราะว่า ความยินดีกามทุกอย่าง

เผ็ดร้อนกว่าของเผ็ดร้อน ๕ อย่าง

[๕๐๖]

เมื่ออมตนิพพานมีอยู่

พระองค์ยังจะทรงต้องการอะไรด้วยกามทั้งหลายที่เร่าร้อนอีกเล่า

เพราะว่าความยินดีกามทุกอย่างอันไฟติดโพลงแล้ว

ให้เดือดร้อน ให้หวั่นไหว เผาให้ร้อนแล้ว

[๕๐๗]

เมื่อการออกจากกามซึ่งไม่มีข้าศึกมีอยู่

พระองค์ยังจะทรงต้องการอะไรด้วยกามทั้งหลายที่มีข้าศึกมาก

กามทั้งหลายมีภัยอยู่ทั่วไป

คือ ราชภัย อัคคีภัย โจรภัย อุทกภัย

และอัปปิยภัย ๒- จึงชื่อว่ามีข้าศึกมาก

@เชิงอรรถ :

@๑ เห็นแก่กินเห็นแก่ปากแก่ท้อง

@๒ ภัยที่เกิดจากคนร่วมมรดกที่ไม่ถูกกัน

[๕๐๘]

เมื่อโมกขธรรมมีอยู่

พระองค์ยังจะทรงต้องการอะไร

ด้วยกามทั้งหลายที่มีการฆ่าการจองจำเล่า

เพราะว่าการฆ่าการจองจำมีอยู่ในกามทั้งหลาย

สัตว์ทั้งหลายผู้ใคร่กามย่อมได้รับทุกข์ทั้งหลาย

[๕๐๙]

คบเพลิงหญ้าที่ลุกโพลงย่อมไหม้คนที่ถือ

และพวกคนที่ไม่ยอมปล่อย

เพราะว่ากามทั้งหลายเปรียบด้วยคบเพลิงย่อมไหม้คนที่ไม่ยอมละ

[๕๑๐]

โปรดอย่าละสุขอันไพบูลย์

เพราะเหตุแห่งกามสุขเพียงเล็กน้อย

อย่าทรงเป็นดุจปลาใหญ่กลืนเบ็ด

ต้องเดือดร้อนในภายหลัง

[๕๑๑]

โปรดอย่าทรงเป็นดุจสุนัขถูกล่ามโซ่หมุนไปหมุนมา

เพราะกามทั้งหลายเลย

เพราะกามทั้งหลายจักทำพระองค์ให้เป็นเหมือนคนจัณฑาลหิวจัด

ได้สุนัขแล้วทำให้พินาศได้

[๕๑๒]

พระองค์ทรงประกอบด้วยกาม

จักเสวยทุกข์ซึ่งหาประมาณมิได้

และความเสียใจอย่างมาก

โปรดสละกามอันไม่ยั่งยืนเสียเถิด

[๕๑๓]

เมื่อนิพพานที่ไม่มีความแก่มีอยู่

พระองค์ยังจะทรงต้องการอะไร

ด้วยกามทั้งหลายที่มีความแก่เล่า

ความเกิดทั้งปวงมีมรณะและพยาธิกำกับไว้ในภพทุกภพ

[๕๑๔]

นิพพานนี้ไม่แก่ ไม่ตาย

เป็นทางดำเนินถึงความไม่แก่และไม่ตาย

ไม่มีความเศร้าโศก

ไม่ถูกข้าศึกเบียดเบียน

ไม่พลาด ไม่มีภัย

ไม่มีความเดือดร้อน

[๕๑๕]

นิพพานนี้ พระอริยเจ้าเป็นจำนวนมากบรรลุแล้ว

อมตนิพพานนี้อันผู้พยายามโดยแยบคายพึงได้ในวันนี้นี่แหละ

แต่ผู้ไม่พยายามอาจหาได้ไม่”

[๕๑๖]

เจ้าหญิงสุเมธาเมื่อไม่ทรงยินดีในสังขาร กราบทูลอย่างนี้

และเมื่อกำลังทรงเกลี้ยกล่อมพระเจ้าอนิกรัตอยู่

ก็ทรงโยนพระเกศาลงที่พื้นดิน

[๕๑๗]

พระเจ้าอนิกรัตเสด็จลุกขึ้น ประคองอัญชลี

ทูลอ้อนวอนพระชนกของพระนางว่า

“โปรดทรงปลดปล่อยเจ้าหญิงสุเมธาให้ผนวชเถิด

เพราะว่าเจ้าหญิงทรงเห็นวิโมกข์และสัจธรรมแล้ว”

[๕๑๘]

เจ้าหญิงสุเมธานั้นซึ่งพระชนกชนนีทรงปล่อยแล้ว

กลัวภัยคือความโศก

บวชแล้วเมื่อศึกษาอยู่

ก็ทำให้แจ้งอภิญญา ๖ และอรหัตผลแล้ว

[๕๑๙]

นิพพานนั้นน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี

ได้มีแก่สุเมธาราชกัญญา

พระสุเมธาเถรีได้พยากรณ์วิธีที่ตนประพฤติแล้วในปุพเพนิวาสญาณ

เหมือนอย่างที่พยากรณ์ในเวลาใกล้ปรินิพพานว่า

[๕๒๐]

“เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงพระนามว่าโกนาคมนะเสด็จอุบัติขึ้นใน

โลก เมื่อสร้างสังฆารามเสร็จใหม่ๆ ข้าพเจ้าได้เป็นหญิง รวมกับ

เพื่อนกัน ๓ คน ๑- ได้ถวายวิหารแด่สงฆ์

[๕๒๑]

พวกเราทั้ง ๓ คนเกิดในเทวดา ๑๐ ชาติบ้าง ๑๐๐ ชาติบ้าง

๑,๐๐๐ ชาติบ้าง ๑๐,๐๐๐ ชาติบ้าง

ไม่จำต้องกล่าวถึงการเกิดในมนุษย์เลย

[๕๒๒]

พวกเรามีฤทธิ์มากในหมู่เทวดา

ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงฤทธิ์ในหมู่มนุษย์

เราเป็นมเหสีนารีรัตน์ของพระเจ้าจักรพรรดิผู้มีรัตนะ ๗ ประการ

[๕๒๓]

การสร้างอารามถวายสงฆ์เป็นวิหารทานนั้น

เป็นเหตุเป็นแดนเกิด(แห่งทิพยสมบัติตามที่กล่าวมาแล้ว)

ข้อนั้นเป็นมูล และเป็นความเกษมในพระศาสนา

เป็นเหตุตั้งมั่น (พร้อมด้วยธรรมครั้งที่ ๑)

ข้อนั้นเป็นนิพพานสำหรับข้าพเจ้าผู้ยินดีแล้วในธรรม

[๕๒๔]

ชนเหล่าใดเชื่อพระดำรัสของพระผู้มีพระภาค

ผู้มีพระปัญญาไม่ทราม

ชนเหล่านั้นย่อมกล่าวอย่างนี้ย่อมเบื่อหน่ายในภพ

ครั้นเบื่อหน่ายแล้ว ย่อมคลายกำหนัดดังนี้”

มหานิบาต จบบริบูรณ์

เถรีคาถา จบบริบูรณ์

ในเถรีคาถานี้ มี ๔๙๔ คาถา

และมีพระเถรีล้วนแต่เป็นผู้สิ้นอาสวะเกิน ๑๐๐ รูป ฉะนี้แล

@เชิงอรรถ :

@๑ คือ ธนัญชานี เขมา และข้าพเจ้า (สุเมธา) (ขุ.เถรี.อ. ๕๒๐/๓๖๓)

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๖ สุตตันตปิฎกที่ ๑๘ ขุททกนิกาย

วิมาน เปตวัตถุ เถรคาถา เถรีคาถา จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๖ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้าอิสิทาสีเถรีคาถากลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๖มหานิบาต