ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๖
  6. /
  7. …
  8. /
  9. วิมานวัตถุ
  10. /
  11. ๕. มหารถวรรค
  12. /
  13. ๒. เรวดีวิมาน

๒. เรวดีวิมาน

เล่มที่ ๒๖ · ข้อ ๕๒ · บรรทัด ๑๘๑๗

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒. เรวตีวิมาน

ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่นันทิยะอุบาสกผู้เป็นสามีของนางเรวดี

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า)

[๘๖๑]

ญาติมิตรและสหายผู้มีใจดี ย่อมยินดีต้อนรับ

บุคคลผู้ร้างแรมไปนาน

แล้วกลับมาจากที่ไกลโดยสวัสดีว่า “มาแล้ว” ฉันใด

[๘๖๒]

บุญทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน ย่อมต้อนรับ

เฉพาะบุคคลผู้ทำบุญไว้แล้ว

ซึ่งจากโลกนี้ไปสู่โลกหน้า เหมือนญาติต้อนรับญาติที่รักผู้กลับมา

(ยักษ์บริวารของท้าวเวสวัณปรารถนาจะจับนางเรวดีโยนลงไปในอุสสทนรกจึงกล่าวว่า)

[๘๖๓]

จงลุกขึ้น นางเรวดีผู้แสนจะชั่วช้า มีปกติไม่ให้ทาน

ประตู(นรก)เปิดแล้ว พวกเราจะนำเจ้าไปโยนลงนรก

อันเป็นสถานที่ทอดถอนใจของเหล่าสัตว์นรก

ผู้มีความทุกข์ทรมานทนทุกข์อยู่

(พระธรรมสังคีติกาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า)

[๘๖๔]

ยักษ์ใหญ่ตาแดงสองตนดังทูตพญายมนั้น ครั้นกล่าวดังนี้แล้ว

ก็จับแขนนางเรวดีคนละข้าง พาไปใกล้หมู่เทวดา

(นางเรวดีถามยักษ์สองตนว่า)

[๘๖๕]

นั่นวิมานของใคร มีรัศมีดังแสงอาทิตย์ น่าพอใจ

เรืองรอง งดงาม น่าอยู่อาศัย ปกคลุมด้วยตาข่ายทอง

เนืองแน่นไปด้วยเทพบุตรและเทพธิดา รุ่งโรจน์ดังแสงอาทิตย์

[๘๖๖]

หมู่เทพนารีลูบไล้กายด้วยแก่นจันทน์หอม

ช่วยทำวิมานทั้งภายในและภายนอกให้งดงาม

วิมานนั้นมีรัศมีปรากฏเสมอด้วยแสงอาทิตย์

คนที่ขึ้นสวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมานเป็นใครกัน

(ยักษ์สองตนจึงบอกแก่นางเรวดีว่า)

[๘๖๗]

ที่กรุงพาราณสี มีอุบาสกชื่อนันทิยะ

เป็นคนไม่ตระหนี่ เป็นทานบดี รู้ความประสงค์ของผู้ขอ

วิมานที่เนืองแน่นไปด้วยเทพบุตรและเทพธิดา

รุ่งโรจน์ดังแสงอาทิตย์ นั้นเป็นของนันทิยอุบาสก

[๘๖๘]

หมู่เทพนารีลูบไล้กายด้วยแก่นจันทน์หอม

ช่วยทำวิมานทั้งภายในและภายนอกให้งดงาม

วิมานนั้นมีรัศมีปรากฏเสมอด้วยแสงอาทิตย์

คนที่ขึ้นสวรรค์ บันเทิงอยู่ในวิมาน คือนันทิยอุบาสก

(นางเรวดีกล่าวว่า)

[๘๖๙]

ฉันเป็นภรรยาของนันทิยอุบาสก

เป็นใหญ่ในเรือน เป็นใหญ่ในทรัพย์สินทั้งหมดของสามี

บัดนี้ ฉันจะรื่นรมย์ในวิมานของสามี ไม่ปรารถนาจะเห็นนรก

(ยักษ์สองตนนั้นไม่ยอมเชื่อจึงพาตัวนางลงไปใกล้อุสสทนรกแล้วกล่าวว่า)

[๘๗๐]

นางผู้แสนจะชั่วช้า นี่แหละนรกสำหรับเจ้า

บุญเจ้าไม่ได้ทำไว้ในมนุษยโลก

เพราะคนตระหนี่ มักโกรธ มีบาปธรรม

ย่อมไม่ได้อยู่ร่วมกับผู้เกิดในสวรรค์

(นางเรวดีเห็นนายนิรยบาลสองตนพากันมาฉุดคร่าตน เพื่อจะโยนลงไป ในคูถนรก ชื่อว่า สังสวกะ จึงถามถึงนรกนั้นว่า)

[๘๗๑]

ทำไมหนอจึงปรากฏแต่อุจจาระ ปัสสาวะ สิ่งสกปรก

เหตุไฉน อุจจาระนี้จึงมีกลิ่นเหม็นร้ายกาจ คละคลุ้งไปเล่า

(นายนิรยบาลตอบว่า)

[๘๗๒]

นางเรวดี นรกที่เจ้าจะหมกไหม้อยู่หลายพันปีนี้

มีชื่อว่า สังสวกนรก ลึกร้อยชั่วคน

(นางเรวดีจึงถามว่า)

[๘๗๓]

ฉันทำกรรมชั่วทางกายวาจาใจอะไรหรือหนอ

จึงตกสังสวกนรกที่ลึกร้อยชั่วคน

(นายนิรยบาลตอบว่า)

[๘๗๔]

เจ้าลวงสมณพราหมณ์และวณิพกพวกอื่น

ด้วยการกล่าวเท็จนั่นแหละบาปที่เจ้าทำไว้

[๘๗๕]

เพราะบาปนั้นเจ้าจึงตกสังสวกนรกที่ลึก ๑๐๐ ชั่วคน

นางเรวดี เจ้าจะต้องหมกไหม้อยู่ในนรกนั้นหลายพันปี

[๘๗๖]

นายนิรยบาลทั้งหลาย จะตัดมือ เท้า หู แม้กระทั่งจมูก

อนึ่ง แม้ฝูงนกกาก็จะพากันมารุมจิกกินเจ้าที่ดิ้นทุรนทุรายอยู่

(นางเรวดีกล่าวว่า)

[๘๗๗]

โปรดเถิดพ่อคุณ ขอท่านทั้งหลายช่วยนำดิฉันกลับไปเถิด

ดิฉันจักสร้างกุศลกรรม ที่คนทำแล้วได้รับความสุข

และไม่เดือดร้อนในภายหลังนั้นให้มาก

ด้วยการให้ทาน ประพฤติธรรมสม่ำเสมอ

การสำรวม และการฝึกอินทรีย์

(นายนิรยบาลกล่าวว่า)

[๘๗๘]

เมื่อก่อน เจ้าประมาทมัวเมา บัดนี้จะมาร่ำไห้ทำไมเล่า

เจ้าจักต้องเสวยผลกรรมทั้งหลายที่เจ้าทำไว้เอง

(นางเรวดีกล่าวว่า)

[๘๗๙]

ใครจากเทวโลกไปยังมนุษยโลก เมื่อถูกถาม

พึงกล่าวถ้อยคำของดิฉันอย่างนี้ว่า

ขอท่านทั้งหลายจงถวายทาน

คือผ้านุ่ง ผ้าห่ม ที่นอน ที่นั่ง ข้าวและน้ำ

ในสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ปล่อยวางอาชญา

เพราะว่าคนตระหนี่ มักโกรธ มีบาปธรรม

ย่อมไม่ได้เกิดร่วมกับผู้ไปสวรรค์

[๘๘๐]

ถ้าดิฉันนั้นจากที่นี้ไป ได้เกิดเป็นมนุษย์แล้ว

จักรู้ความประสงค์ของผู้ขอ สมบูรณ์ด้วยศีล

จักสร้างกุศลให้มากด้วยการให้ทาน

ประพฤติธรรมสม่ำเสมอ การสำรวม

และการฝึกอินทรีย์

[๘๘๑]

ดิฉันจักปลูกสวนไม้ดอกไม้ผล

จักตัดทางเข้าไปในสถานที่ที่เดินลำบาก

ขุดบ่อน้ำและตั้งน้ำดื่มไว้ด้วยใจที่ผ่องแผ้ว

[๘๘๒]

จักเข้าจำอุโบสถศีลซึ่งประกอบด้วยองค์ ๘

ทุกวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำและ ๘ ค่ำแห่งปักษ์

และตลอดวันปาฏิหาริยปักษ์

[๘๘๓]

ดิฉันจักสำรวมระวังในศีลตลอดเวลา

และจักไม่ละเลยในการให้ทาน

เพราะผลกรรมนี้ ดิฉันได้เห็นเองแล้ว

(พระสังคีติกาจารย์กล่าวไว้ว่า)

[๘๘๔]

นายนิรยบาลทั้งหลายช่วยกันโยนนางเรวดี

ที่กำลังพร่ำเพ้อดิ้นรนไปมาอยู่อย่างนี้

ให้เท้าชี้หัวดิ่งลงไปในนรกอันน่ากลัว

(นางเรวดีได้กล่าวคาถาสุดท้ายอีกว่า)

[๘๘๕]

ชาติก่อน ฉันเป็นคนตระหนี่

ด่าว่าสมณพราหมณ์

และลวงสามีด้วยเรื่องไม่จริง

จึงหมกไหม้ในนรกที่น่ากลัว

เรวตีวิมานที่ ๒ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๖ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๑. มัณฑุกเทวปุตตวิมานกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๖๕. มหารถวรรคหัวข้อถัดไป๓. ฉัตตมาณวกวิมาน