ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๖
  6. /
  7. …
  8. /
  9. วิมานวัตถุ
  10. /
  11. ๕. มหารถวรรค
  12. /
  13. ๓. ฉัตตมาณวกวิมาน

๓. ฉัตตมาณวกวิมาน

เล่มที่ ๒๖ · ข้อ ๕๓ · บรรทัด ๑๙๐๓

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๓. ฉัตตมาณวกวิมาน

ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่ฉัตตมาณพผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ

(พระผู้มีพระภาคเมื่อจะทรงแสดงวิธีถึงสรณคมน์แก่ฉัตตมาณพจึงตรัสว่า)

[๘๘๖]

บรรดาผู้กล่าวสอนในหมู่มนุษย์

ผู้ใดเป็นผู้ประเสริฐสุด เป็นพระศากยมุนี

จำแนกพระธรรม สำเร็จกิจที่จะต้องทำแล้ว

ถึงฝั่งพระนิพพาน พรั่งพร้อมด้วยพละและวีริยะ

เธอจงถึงผู้นั้นผู้เป็นพระสุคตเพื่อเป็นที่พึ่งที่ระลึกเถิด

[๘๘๗]

เธอจงถึงพระธรรมอันเป็นเหตุสำรอกราคะ

มีสภาวะไม่หวั่นไหว ไร้ความเศร้าโศก

เป็นสภาวธรรมที่ปราศจากปัจจัยปรุงแต่ง

ปราศจากสิ่งแปดเปื้อน น่าปรารถนา ละเอียดอ่อน

ซึ่งพระตถาคตทรงจำแนกไว้แจ่มแจ้งแล้วนี้เพื่อเป็นที่พึ่งที่ระลึกเถิด

[๘๘๘]

บัณฑิตทั้งหลายกล่าวถึงทานที่ถวายในท่านเหล่าใดว่ามีผลมาก

ท่านเหล่านั้น คือพระอริยบุคคลผู้บริสุทธิ์ ๔ คู่ ๘ ท่าน

ผู้เห็นประจักษ์ในธรรม

เธอจงถึงพระอริยสงฆ์นี้เพื่อเป็นที่พึ่งที่ระลึกเถิด

(พระผู้มีพระภาคตรัสถามเทพบุตรนั้นว่า)

[๘๘๙]

ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวฤกษ์ผุสสะในท้องฟ้า

ยังสว่างไสวไม่เทียบเท่าวิมานของเธอซึ่งสว่างไสวมาก

หาสิ่งเปรียบเทียบมิได้นี้

เธอเป็นใครหนอ จากเทวโลกชั้นดาวดึงส์มายังแผ่นดิน

[๘๙๐]

วิมานของเธอนั้นมีรัศมีตัดแสงอาทิตย์แผ่ไปเกิน ๒๐ โยชน์

และทำกลางคืนให้เป็นเสมือนกลางวัน

วิมานของเธองามบริสุทธิ์ผุดผ่อง

[๘๙๑]

มีดอกปทุมมาก มีดอกบุณฑริกงดงาม

เกลื่อนกลาดด้วยดอกไม้นานาชนิด

งามไม่น้อย คลุมไว้ด้วยตาข่ายทองอันบริสุทธิ์ ปราศจากธุลี

ส่องสว่างอยู่ในอากาศเหมือนดวงอาทิตย์

[๘๙๒]

วิมานของเธอเนืองแน่นด้วยเหล่าเทพอัปสร

ผู้ทรงผ้ากำพลสีแดงและสีเหลือง

หอมตลบด้วยกลิ่นกฤษณา ดอกประยงค์และแก่นจันทน์

มีผิวพรรณเปล่งปลั่งดั่งทองคำ ประหนึ่งท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาว

[๘๙๓]

เทพบุตรและเทพธิดาจำนวนมากในวิมานนี้

มีรูปร่างลักษณะต่างๆ กัน

มีจิตใจเบิกบาน ทรงทิพยอาภรณ์ ประดับด้วยดอกไม้ทิพย์

คลุมด้วยกรองทอง ห่มด้วยอาภรณ์ทอง

โชยกลิ่นหอมฟุ้งไปตามลม

[๘๙๔]

นี้เป็นผลแห่งกรรมอันใดเล่า เพราะผลกรรมอะไรเล่า

เธอจึงมาเกิดในวิมานนี้ อนึ่ง ตถาคตถามแล้ว

ขอเธอจงบอกถึงวิธีที่เธอได้วิมานนี้ตามสมควรแก่เหตุนั้นเถิด

(เทพบุตรกราบทูลว่า)

[๘๙๕]

พระศาสดาเสด็จมาพบฉัตตมาณพในทางนี้

เมื่อจะทรงอนุเคราะห์ จึงได้ทรงพร่ำสอน

มาณพนั้นฟังธรรมของพระองค์ผู้เป็นรัตนะอย่างประเสริฐแล้ว

ได้กราบทูลว่า ข้าพระองค์จักทำตามพระดำรัสที่ทรงพร่ำสอน

[๘๙๖]

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้งแรกข้าพระองค์ได้กราบทูลว่า

ข้าพระองค์ยังไม่ได้ถึงพระชินะผู้ประเสริฐ

พระธรรมและพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก

แต่ภายหลังได้ทำตามพระดำรัสของพระองค์ตามที่ทรงพร่ำสอนนั่นแล

[๘๙๗]

อนึ่ง พระองค์ได้ตรัสสอนว่า

เธออย่าได้ประพฤติตนเป็นคนฆ่าสัตว์

โดยวิธีต่างๆ อันเป็นกรรมไม่สะอาด

เพราะท่านผู้มีปัญญาทั้งหลายไม่สรรเสริญ

ความไม่สำรวมในสัตว์ทั้งหลายเลย

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระองค์ได้กราบทูลปฏิเสธ

แต่ภายหลังได้ทำตามพระดำรัสของพระองค์ตามที่ตรัสสอนนั่นแล

[๘๙๘]

อนึ่ง พระองค์ได้ตรัสสอนว่า

เธออย่าสำคัญสิ่งของ

แม้ที่คนอื่นดูแลรักษาไว้ที่เขามิได้ให้ว่าเป็นของควรถือเอา ๑-

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระองค์ได้กราบทูลปฏิเสธ

แต่ภายหลังได้ทำตามพระดำรัสของพระองค์ตามที่ตรัสสอนนั่นแล

[๘๙๙]

อนึ่ง พระองค์ได้ตรัสสอนว่า

เธออย่าได้ล่วงละเมิดหญิงที่คนอื่นรักษา ๒-

และภรรยาของชายอื่น ๓- นั่นเป็นสิ่งไม่ประเสริฐ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระองค์ได้กราบทูลปฏิเสธ

แต่ภายหลังได้ทำตามพระดำรัสของพระองค์ตามที่ตรัสสอนนั่นแล

[๙๐๐]

อนึ่ง พระองค์ได้ตรัสสอนว่า

เธออย่าได้พูดให้คลาดเคลื่อนจากความจริง

เพราะท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย ไม่สรรเสริญการกล่าวเท็จ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระองค์ได้กราบทูลปฏิเสธ

แต่ภายหลังได้ทำตามพระดำรัสของพระองค์ตามที่ตรัสสอนนั่นแล

@เชิงอรรถ :

@๑ โดยอาการลักขโมย

@๒ หญิงที่บิดามารดาเป็นต้นยังไม่ยินยอมยกให้

@๓ เป็นชู้กับภรรรยาชายอื่น

[๙๐๑]

อนึ่ง พระองค์ได้ตรัสสอนว่า

เธอจงงดเว้นของมึนเมาทุกชนิด

อันเป็นเหตุทำให้ความจำของคนเสื่อม

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระองค์ได้กราบทูลปฏิเสธ

แต่ภายหลังได้ทำตามพระดำรัสของพระองค์ตามที่ตรัสสอนนั่นแล

[๙๐๒]

ข้าพระองค์นั้นได้รักษาสิกขาบท ๕ ๑- ในพระศาสนานี้

ปฏิบัติธรรมของพระตถาคต ได้ไปยังทางสองแพร่งกลางชุมโจร

พวกโจรเหล่านั้นได้ฆ่าข้าพระองค์ ณ ที่นั้น เพราะโภคะเป็นเหตุ

[๙๐๓]

ข้าพระองค์ระลึกถึงกุศลกรรมมีประมาณเท่านี้นี่เอง

กุศลกรรมอื่นนอกจากนั้นของข้าพระองค์ไม่มี

เพราะสุจริตกรรมนั้น ข้าพระองค์จึงเกิดในหมู่เทวดาชั้นดาวดึงส์

พรั่งพร้อมด้วยกามคุณตามปรารถนา

[๙๐๔]

ขอพระองค์โปรดทอดพระเนตร

ผลของการสำรวมเพียงชั่วครู่ชั่วยาม

ด้วยการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม

คนเป็นอันมากผู้มีกรรมต่ำต้อย ๒- พากันมองดู

นึกกระหยิ่ม(ชื่นชม) ข้าพระองค์

เหมือนบุคคลพากันมองดูผู้รุ่งเรืองด้วยบริวารยศ

[๙๐๕]

ขอพระองค์โปรดทอดพระเนตรเถิด ข้าพระองค์ถึงสุคติ

และได้รับความสุข เพราะพระธรรมเพียงเล็กน้อย

ส่วนเหล่าชนที่ได้ฟังธรรมของพระองค์เนืองๆ

เห็นทีจะสัมผัสอมตธรรมซึ่งมีความเกษม

@เชิงอรรถ :

@๑ ศีล ๕ (ขุ.วิ.อ. ๙๐๒/๒๗๗)

@๒ มีโภคะด้อยกว่าสมบัติของข้าพระองค์ (ขุ.วิ.อ. ๙๐๔/๒๗๗)

[๙๐๖]

บุญกุศลที่ข้าพระองค์ดำรงอยู่ในพระธรรมคำสอนของพระตถาคต

ทำแล้วแม้น้อยกลับมีผลยิ่งใหญ่ไพบูลย์

ขอพระองค์โปรดทอดพระเนตรดูเถิด

เพราะได้ทำบุญไว้ ฉัตตเทพบุตรจึงเปล่งรัศมี

สว่างไสวไปทั่วแผ่นดิน เหมือนดวงอาทิตย์

[๙๐๗]

ชนจำพวกหนึ่งประชุมปรึกษากันว่า

กุศลนี้เป็นอย่างไร

พวกเราจะบำเพ็ญกุศลนั้นอย่างไร

พวกเรานั้นได้เกิดเป็นมนุษย์แล้ว

พึงปฏิบัติธรรม อยู่รักษาศีลกันอีกเถิด

[๙๐๘]

พระศาสดาทรงมีอุปการะมาก

และทรงอนุเคราะห์ข้าพระองค์อย่างนี้

ในเมื่อข้าพระองค์ยังมีชีวิตอยู่

ได้เสด็จไปแต่ยังวันอยู่เลย

ข้าพระองค์นั้นได้เข้าไปเฝ้าพระองค์ผู้ทรงมีพระนามเป็นสัจธรรม

ขอพระองค์โปรดอนุเคราะห์เถิด

ข้าพระองค์ขอฟังธรรมซ้ำอีก

[๙๐๙]

ชนเหล่าใดในพระศาสนานี้ละกามราคานุสัย

และภวราคานุสัย ๑- ได้เพราะละโมหะได้ขาด

ชนเหล่านั้นแลย่อมไม่เข้าถึงการนอนในครรภ์อีกต่อไป

เพราะว่าเป็นผู้ถึงความดับอย่างสิ้นเชิงเย็นสนิทแล้ว ๒-

ฉัตตมาณวกวิมานที่ ๓ จบ

@เชิงอรรถ :

@๑ กามราคานุสัย กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในส้นดาน คือ ความกำหนัดในกาม ภวราคานุสัย กิเลสที่นอน

@เนื่องอยู่ในสันดาน คือ ความกำหนัดในภพ อยากมี อยากเป็น อยากคงอยู่

@๒ ปรินิพพาน (ขุ.วิ.อ. ๙๐๙/๒๗๙)

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๖ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๒. เรวดีวิมานกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๖๕. มหารถวรรคหัวข้อถัดไป๔. กักกฏรสทายกวิมาน