ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๗
  6. /
  7. วิสตินิบาตชาดก
  8. /
  9. ๔. ศิริมันทชาดก

๔. ศิริมันทชาดก

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๐๘๔ · บรรทัด ๘๒๔๔เรื่องนี้ในคลังชาดก

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๔. สิรีมันตชาดก (๕๐๐)

ว่าด้วยปัญหาความมีสิริกับมีปัญญา

(พระราชาตรัสในสิริมันตปัญหาว่า)

[๘๓]

ท่านอาจารย์เสนกะ เราขอถามเนื้อความนี้กับท่าน

ในคน ๒ ประเภทนี้ คือ คนที่มีปัญญาแต่ปราศจากสิริ

หรือคนที่มียศแต่ปราศจากปัญญา

ผู้ฉลาดกล่าวคนไหนว่าประเสริฐ

(เสนกบัณฑิตกราบทูลอย่างฉับพลันว่า)

[๘๔]

ขอเดชะพระองค์ผู้จอมชน

คนทั้งหลายเป็นนักปราชญ์ก็ตาม เป็นคนโง่ก็ตาม

มีศิลปะก็ตาม ไม่มีศิลปะก็ตาม

แม้มีชาติสกุลสูง ก็เป็นคนรับใช้ของคนมียศถึงจะมีชาติสกุลต่ำ

ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเป็นคนเลว

คนมีสิริเท่านั้นเป็นคนประเสริฐ

(พระราชาตรัสถามมโหสธบัณฑิตซึ่งนั่งเป็นคนใหม่ในหมู่บัณฑิตว่า)

[๘๕]

เราขอถามท่านบ้าง พ่อมโหสธบัณฑิต

ผู้มีปัญญาไม่ทราม ผู้เห็นธรรมโดยสิ้นเชิง ในคน ๒ ประเภทนี้

คือ คนโง่แต่มียศ หรือบัณฑิตแต่มีโภคทรัพย์น้อย

ผู้ฉลาดกล่าวคนไหนว่าประเสริฐ

(พระโพธิสัตว์มโหสธบัณฑิตกราบทูลว่า)

[๘๖]

คนโง่ทำแต่กรรมชั่ว สำคัญอิสริยยศนี้เท่านั้นว่าประเสริฐ

คนโง่เห็นแต่โลกนี้ ไม่เห็นโลกหน้า

จึงยึดถือเอาแต่โทษในโลกทั้ง ๒

ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้จึงกราบทูลว่า

คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนโง่ที่มียศหาประเสริฐไม่

(เสนกบัณฑิตกราบทูลคัดค้านแล้วว่า)

[๘๗]

ศิลปะนี้ก็ดี เผ่าพันธุ์ก็ดี ส่วนแห่งร่างกายก็ดี

หาจัดแจงโภคะได้ไม่

โปรดทอดพระเนตรโควินทะผู้ใบ้เพราะน้ำลาย

ซึ่งไดัรับความสุขเพราะคนมีสิริย่อมคบหาเขา

ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้จึงกราบทูลว่า

คนมีปัญญาเป็นคนเลว คนมีสิริเท่านั้นประเสริฐ

(มโหสธบัณฑิตกราบทูลคัดค้านว่า)

[๘๘]

คนมีปัญญาน้อยได้รับความสุขย่อมมัวเมา

แม้ถูกความทุกข์กระทบย่อมหลง

ถูกความสุขและความทุกข์จรมากระทบเข้า

ย่อมหวั่นไหวเหมือนปลาในฤดูร้อน

ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้จึงกราบทูลว่า

คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนโง่ถึงมียศก็หาประเสริฐไม่

(เสนกบัณฑิตกราบทูลคัดค้านว่า)

[๘๙]

ต้นไม้ในป่าที่มีผลดก ฝูงนกย่อมบินโฉบไปมาอยู่รอบต้นฉันใด

คนผู้มั่งคั่งมีทรัพย์ มีโภคะก็ฉันนั้น

คนเป็นจำนวนมากย่อมคบหาเพราะเหตุแห่งประโยชน์

ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้จึงกราบทูลว่า

คนมีปัญญาเป็นคนเลว คนมีสิริเท่านั้นประเสริฐ

(มโหสธบัณฑิตกราบทูลคัดค้านว่า)

[๙๐]

คนโง่ถึงจะมีกำลังก็หายังประโยชน์ให้สำเร็จได้ไม่

นายนิรยบาลทั้งหลายย่อมฉุดคร่าคนมีปัญญาทราม

ผู้คร่ำครวญถึงทรัพย์ที่ตนหามาได้ด้วยกรรมอันโหดร้าย

ไปสู่นรกที่มีเวทนาอันแรงกล้า

ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้จึงกราบทูลว่า

คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนโง่ถึงมียศก็หาประเสริฐไม่

(เสนกบัณฑิตกราบทูลว่า)

[๙๑]

แม่น้ำบางสายย่อมไหลลงสู่แม่น้ำคงคา

แม่น้ำเหล่านั้นทุกสายย่อมละทิ้งชื่อและโคตร(ของตน)

แม่น้ำคงคาเมื่อไหลลงสู่ท้องทะเลก็ไม่ปรากฏชื่อฉันใด

แม้คนมีปัญญาในโลกก็ฉันนั้น ย่อมไม่ปรากฏความสำเร็จ

ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้จึงกราบทูลว่า

คนมีปัญญาเป็นคนเลว คนมีสิริเท่านั้นประเสริฐ

(มโหสธบัณฑิตกราบทูลว่า)

[๙๒]

ทะเลใหญ่หลวงที่ท่านอาจารย์กล่าวถึง

ซึ่งแม่น้ำน้อยใหญ่หลั่งไหลไป

นับไม่ถ้วนอยู่ตลอดกาลทั้งปวง

มีกำลังโอฬารอยู่เป็นนิตย์

มหาสมุทรย่อมไม่ล่วงเลยฝั่งไปได้ฉันใด

[๙๓]

แม้ถ้อยคำของคนโง่ก็ฉันนั้น ในกาลบางครั้งบางคราว

ถึงคนมีสิริก็ไม่ล่วงเลยคนมีปัญญาไปได้

ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้จึงกราบทูลว่า

คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนโง่ถึงมียศก็หาประเสริฐไม่

(เสนกบัณฑิตกราบทูลว่า)

[๙๔]

ถึงแม้คนผู้ไม่สำรวมแต่มียศ

ดำรงอยู่ในฐานะผู้วินิจฉัย

ย่อมกล่าวเนื้อความแก่คนเหล่าอื่น

ถ้อยคำของเขานั้นนั่นแลย่อมงอกงามในท่ามกลางแห่งหมู่ญาติ

เพราะคนมีสิริยังคนเหล่าอื่นให้ทำตามถ้อยคำของตนนั้นได้

คนมีปัญญาหาทำได้ไม่

ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้จึงกราบทูลว่า

คนมีปัญญาเป็นคนเลว คนมีสิริเท่านั้นประเสริฐ

(มโหสธบัณฑิตกราบทูลว่า)

[๙๕]

เพราะเหตุแห่งคนอื่นบ้าง หรือเพราะเหตุแห่งตนบ้าง

คนโง่มีปัญญาน้อยย่อมพูดเท็จได้

เขาย่อมถูกนินทาในท่ามกลางสภา แม้ในภายหลังเขาย่อมไปสู่ทุคติ

ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้จึงกราบทูลว่า

คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนโง่ถึงมียศก็หาประเสริฐไม่

(เสนกบัณฑิตกราบทูลว่า)

[๙๖]

คนมีปัญญาดังแผ่นดินแต่ไม่มีที่อยู่อาศัย

มีทรัพย์น้อย ยากจน แม้หากจะกล่าวข้อความ

ถ้อยคำของเขานั้นหางอกงามในท่ามกลางหมู่ญาติไม่

ธรรมดาสิริไม่มีแก่คนมีปัญญา

ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้จึงกราบทูลว่า

คนมีปัญญาเป็นคนเลว คนมีสิริเท่านั้นประเสริฐ

(มโหสธบัณฑิตกราบทูลว่า)

[๙๗]

เพราะเหตุแห่งคนอื่นบ้าง เพราะเหตุแห่งตนบ้าง

คนมีปัญญาดังแผ่นดินจะไม่พูดเหลาะแหละ

เขามีคนบูชาแล้วในท่ามกลางสภา แม้ในภายหลังเขาก็ไปสู่สุคติ

ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้ จึงกราบทูลว่า

คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนโง่ถึงมียศก็หาประเสริฐไม่

(เสนกบัณฑิตกราบทูลว่า)

[๙๘]

ช้าง โค ม้า ต่างหูแก้วมณี

และหญิงทั้งหลายเกิดในสกุลที่มั่งคั่ง

ทั้งหมดเหล่านั้นล้วนเป็นเครื่องอุปโภคของคนมั่งคั่ง

คนผู้ไม่มั่งคั่งก็เป็นเครื่องอุปโภคของคนมั่งคั่ง

ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้ จึงกราบทูลว่า

คนมีปัญญาเป็นคนเลว คนมีสิริเท่านั้นประเสริฐ

(มโหสธบัณฑิตยกเหตุผลอย่างอื่นมาว่า)

[๙๙]

สิริย่อมละคนโง่ผู้ไม่จัดแจงการงาน

มีความคิดเลวทราม มีปัญญาทรามไปเหมือนงูลอกคราบเก่าทิ้ง

ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้จึงกราบทูลว่า

คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนโง่ถึงมียศก็หาประเสริฐไม่

(ต่อมาเสนกบัณฑิตคิดจะทำลายวาทะของมโหสธบัณฑิต จึงกล่าวว่า)

[๑๐๐]

ขอจงทรงพระเจริญ ข้าพระองค์ทั้ง ๕ คนนี่แหละเป็นบัณฑิต

ทั้งหมดล้วนต้องประคองอัญชลีบำรุงพระองค์

พระองค์ทรงเป็นอิสระครอบงำข้าพระองค์ทั้งหลาย

ดุจท้าวสักกเทวราชผู้เป็นเจ้าแห่งภูต

ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้จึงกราบทูลว่า

คนมีปัญญาเป็นคนเลว คนมีสิริเท่านั้นประเสริฐ

(พระโพธิสัตว์มโหสธบัณฑิตเมื่อจะทำลายวาทะของเสนกบัณฑิต จึงกราบทูล พระราชาว่า)

[๑๐๑]

คนโง่มียศ เมื่อมีเหตุต่างๆ เกิดขึ้น

ก็เป็นทาสคนมีปัญญา

บัณฑิตย่อมจัดการเหตุที่ละเอียดได้

คนโง่ย่อมถึงความงวยงงในเหตุนั้น

ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้จึงกราบทูลว่า

คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนโง่ถึงมียศก็หาประเสริฐไม่

(พระโพธิสัตว์มโหสธบัณฑิตสรรเสริญปัญญาให้ยิ่งขึ้นไปว่า)

[๑๐๒]

แท้จริง ปัญญาเท่านั้นสัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญ

สิริเป็นที่ต้องการของคนโง่ผู้ยินดีในโภคะ

ส่วนญาณของท่านผู้รู้ทั้งหลายชั่งไม่ได้

คนมีสิริล่วงเลยคนมีปัญญาไปไม่ได้ไม่ว่าในกาลไหนๆ

(พระราชาสดับดังนั้นทรงยินดีต่อการแก้ปัญหาของพระโพธิสัตว์มโหสธ จึงตรัสว่า)

[๑๐๓]

พ่อมโหสธบัณฑิตผู้เห็นธรรมโดยสิ้นเชิง

เราได้ถามปัญหาใดกับเจ้า เจ้าก็ได้แก้ปัญหานั้นแก่เรา

เราพอใจการแก้ปัญหา จึงให้โคแก่เจ้า ๑,๐๐๐ ตัว

โคอุสภะและช้าง รถเทียมม้าอาชาไนยเหล่านี้ ๑๐ คัน

และบ้านส่วย ๑๖ ตำบล

สิรีมันตชาดกที่ ๔ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๗ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๓. สีวิราชชาดกกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๗วิสตินิบาตชาดกหัวข้อถัดไป๕. โรหนมิคชาดก