ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๗
  6. /
  7. วิสตินิบาตชาดก
  8. /
  9. ๑๑. มหาปโลภนชาดก

๑๑. มหาปโลภนชาดก

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๒๐๘ · บรรทัด ๘๘๔๒เรื่องนี้ในคลังชาดก

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๑๑. มหาปโลภนชาดก (๕๐๗)

ว่าด้วยการประเล้าประโลมให้หลง

(พระศาสดาทรงนำอดีตนิทานมาตรัสว่า)

[๒๘๔]

เทพบุตรผู้มีฤทธิ์มาก จุติจากพรหมโลก

บังเกิดเป็นพระโอรสของพระราชาผู้ดำรงอยู่ในราชสมบัติ

ซึ่งให้สำเร็จความปรารถนาทุกประการ

[๒๘๕]

กามก็ดี ความสำคัญในกามก็ดี ไม่มีในพรหมโลก

พระกุมารนั้นทรงรังเกียจกามทั้งหลาย

เพราะสัญญานั้นนั่นเอง

[๒๘๖]

ก็ภายในเมือง ได้มีเรือนสำหรับบำเพ็ญฌาน

ที่พระราชบิดาโปรดให้สร้างไว้อย่างดีเพื่อพระกุมารนั้น

พระกุมารทรงหลีกเร้นบำเพ็ญฌานอยู่พระองค์เดียว

ในที่ลับในเรือนสำหรับบำเพ็ญฌานนั้น

[๒๘๗]

พระราชาพระองค์นั้นทรงอัดอั้นตันพระทัย

ด้วยความโศกเพราะพระโอรส ได้ทรงบ่นเพ้อรำพันว่า

ก็โอรสองค์เดียวของเรานี้ช่างไม่บริโภคกามเสียเลย

(พระราชาทรงบ่นเพ้อรำพันว่า)

[๒๘๘]

ผู้ใดพึงเล้าโลมโอรสของเราโดยที่เขาพึงปรารถนากามได้บ้าง

อุบายในข้อนี้นั้นเป็นอย่างไรหนอ

หรือใครรู้เหตุที่จะทำให้โอรสของเรานั้นเกี่ยวข้องกามได้บ้าง

(พระศาสดาตรัสเล่าเรื่องว่า)

[๒๘๙]

ภายในเมืองนั้นเอง ได้มีกุมารีแรกรุ่นนางหนึ่ง

มีผิวพรรณรูปร่างงดงาม เป็นหญิงฉลาดการฟ้อนรำขับร้อง

และได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดีในการบรรเลงดนตรี

[๒๙๐]

นางได้เข้าไปภายในพระราชฐาน

ได้กราบทูลพระราชาดังนี้ว่า

ถ้าหม่อมฉันจักได้พระกุมารเป็นภัสดา

หม่อมฉันก็พึงประเล้าประโลมพระกุมารนั้น

[๒๙๑]

พระราชาได้ตรัสกับนางผู้กราบทูลอย่างนั้นดังนี้ว่า

เธอประเล้าประโลมเขาได้ เธอจักได้เขาเป็นภัสดา

(พระศาสดาทรงประกาศความข้อนั้นว่า)

[๒๙๒]

ก็นางครั้นไปถึงภายในพระราชฐาน

ได้บรรเลงดนตรียั่วยวนความใคร่นานับประการ

ขับกล่อมคาถาอันไพเราะจับใจ น่ารักใคร่

[๒๙๓]

ก็เพราะทรงสดับเสียงขับกล่อมแห่งนารีนั้นขับกล่อมอยู่

กามฉันทะได้เกิดขึ้นแก่พระกุมารนั้น

พระองค์จึงทรงสอบถามชนผู้อยู่รอบๆ ข้างว่า

[๒๙๔]

นั่นเสียงใครกัน ใครกันนั่นขับร้องสำเนียงเสียงสูงๆ ต่ำๆ

ได้อย่างไพเราะ จับใจ น่ารักใคร่นักหนา เสนาะหูเราเหลือเกิน

(ข้าราชบริพารกราบทูลว่า)

[๒๙๕]

ขอเดชะพระองค์ผู้สมมติเทพ นั่นเป็นเสียงสตรี

น่าเพลิดเพลินมิใช่น้อย ถ้าพระองค์พึงบริโภคกาม

กามทั้งหลายจะพึงทำพระองค์ให้พอพระทัยยิ่งขึ้น

(พระราชกุมารตรัสว่า)

[๒๙๖]

เชิญนางมาทางนี้ ทำไมขับร้องอยู่ห่างไกลนัก

จงขับร้องอยู่ใกล้ๆ ตำหนักของเรา และใกล้ๆ เรา

(พระศาสดาตรัสต่อไปว่า)

[๒๙๗]

นางขับร้องอยู่ภายนอกฝาห้องพระบรรทม

แล้วได้เลื่อนเข้าไปในเรือนสำหรับบำเพ็ญฌานโดยลำดับ

เพื่อจะผูกมัดพระกุมารเหมือนการจับช้างป่า

[๒๙๘]

เพราะทรงรู้รสแห่งกาม ความริษยาได้เกิดแก่พระกุมารว่า

เราเท่านั้นพึงบริโภคกาม อย่าพึงมีชายอื่นอยู่เลย

[๒๙๙]

ต่อแต่นั้น ทรงจับพระแสงดาบ เสด็จเข้าไปหาชายทั้งหลาย

เพื่อจะทรงฆ่าทิ้งเสีย ด้วยพระดำริว่า

เราคนเดียวเท่านั้นจักบริโภคกาม อย่าพึงมีชายอื่นอยู่เลย

[๓๐๐]

แต่นั้น ชาวชนบททั้งปวงได้มาพร้อมกันคร่ำครวญร้องทุกข์ว่า

ขอเดชะมหาราช พระราชโอรสพระองค์นี้

ทรงเบียดเบียนชนผู้ไม่ประทุษร้าย พระเจ้าข้า

[๓๐๑]

ก็ขัตติยราชาทรงเนรเทศพระราชโอรสพระองค์นั้น

จากรัฐสีมาของพระองค์ด้วยพระบรมราชโองการว่า

แว่นแคว้นพ่อมีอยู่ประมาณเพียงใด

เจ้าไม่ควรอยู่ในเขตมีประมาณเพียงนั้น

[๓๐๒]

ครั้งนั้น พระราชโอรสนั้นทรงพาพระชายา

เสด็จไปถึงฝั่งสมุทรแห่งหนึ่ง

ทรงสร้างบรรณศาลาแล้วเสด็จเข้าป่าเพื่อทรงแสวงหาผลาผล

[๓๐๓]

ครั้งนั้น ฤๅษีตนหนึ่งได้เหาะมาเหนือสมุทรถึงบรรณศาลานั้น

ท่านได้เข้าไปยังบรรณศาลาของพระกุมารนั้น

ในเวลาที่นางกุมาริกาจัดแจงพระกระยาหาร

[๓๐๔]

ส่วนพระชายาได้ประเล้าประโลมฤๅษีนั้น

ดูเอาเถิด กรรมที่นางทำแสนจะหยาบช้าเพียงไร

ที่ฤๅษีตนนั้นเคลื่อนจากพรหมจรรย์และเสื่อมจากฤทธิ์

[๓๐๕]

ฝ่ายพระราชบุตรแสวงหามูลผลาผลในป่าได้เป็นจำนวนมาก

ทรงหาบมาในเวลาใกล้เที่ยงวัน เสด็จเข้าไปยังพระอาศรม

[๓๐๖]

ก็แลฤๅษีพอเห็นขัตติยกุมาร จึงหลบไปยังฝั่งสมุทร

ด้วยดำริว่า เราจักเหาะไป แต่ท่านก็จมลงในห้วงน้ำใหญ่

[๓๐๗]

ฝ่ายขัตติยกุมารทอดพระเนตรเห็นฤๅษีจมอยู่ในห่วงน้ำใหญ่

เพื่อจะทรงช่วยเหลือท่าน จึงได้ตรัสคาถาเหล่านี้ว่า

[๓๐๘]

ตัวท่านเองเดินมาได้บนผิวน้ำไม่แตกแยกด้วยฤทธิ์

ครั้นถึงความคลุกคลีกับหญิงแล้ว จึงจมลงในห้วงน้ำใหญ่

[๓๐๙]

ธรรมดาหญิงทั้งหลายมีความหมุนเวียนเปลี่ยนอยู่เสมอ

มีมายามาก ทำพรหมจรรย์ให้กำเริบ

ย่อมจมลง(ในนรก)

บุคคลรู้ชัดเนื้อความข้อนั้นแล้ว พึงเว้นให้ห่างไกล

[๓๑๐]

หญิงเหล่านั้นพูดจาอ่อนหวาน ไม่รู้จักพอ

ให้เต็มได้ยากเหมือนกับแม่น้ำ ย่อมจมลง(ในนรก)

บุคคลรู้ชัดเนื้อความข้อนั้นแล้ว พึงเว้นให้ห่างไกล

[๓๑๑]

หญิงเหล่านั้นคบหาชายใด

ด้วยความพอใจหรือด้วยทรัพย์ก็ตาม

ย่อมตามเผาผลาญชายนั้นทันที

เหมือนไฟป่าเผาผลาญพื้นที่ของตนเอง

[๓๑๒]

ความเบื่อหน่ายได้มีแก่ฤๅษีเพราะฟังพระดำรัสของขัตติยกุมาร

ฤๅษีนั้นกลับได้ทางที่ได้บรรลุมาก่อน จึงเหาะกลับไป

[๓๑๓]

ฝ่ายขัตติยกุมารผู้ทรงพระปรีชา

ทอดพระเนตรเห็นฤๅษีกำลังเหาะไป

ทรงได้ความสังเวช จึงน้อมพระทัยสู่บรรพชา

[๓๑๔]

ต่อแต่นั้น พระองค์ทรงบรรพชา

สำรอกกามราคะได้แล้ว ทรงเข้าถึงพรหมโลก ดังนี้

มหาปโลภนชาดกที่ ๑๑ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๗ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๑๐. จัมเปยยชาดกกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๗วิสตินิบาตชาดกหัวข้อถัดไป๑๒. ปัญจปัณฑิตชาดก