ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๗
  6. /
  7. ติงสตินิบาตชาดก
  8. /
  9. ๔. ฉัททันตชาดก

๔. ฉัททันตชาดก

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๓๒๗ · บรรทัด ๙๔๑๕เรื่องนี้ในคลังชาดก

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๔. ฉัททันตชาดก (๕๑๔)

ว่าด้วยพญาช้างฉัททันต์

(พระราชาตรัสว่า)

[๙๗]

พระน้องนางผู้มีเรือนร่างเหลืองอร่ามดุจทองคำ

ผิวพรรณผุดผ่อง นัยนาก็แจ่มใสกว้างขวาง

ไยเล่าจึงเศร้าโศก ซูบซีดไปดังดอกไม้ที่ถูกขยี้

(พระนางสุภัทรากราบทูลว่า)

[๙๘]

ขอเดชะพระมหาราช หม่อมฉันแพ้ครรภ์

หม่อมฉันฝันเห็นนิมิต จึงแพ้ครรภ์ชนิดที่หาได้ไม่ง่ายเลย

(พระราชาตรัสว่า)

[๙๙]

สมบัติอันน่าใคร่ชนิดใดชนิดหนึ่งซึ่งเป็นของมนุษย์

ในโลกที่น่าเพลิดเพลินนี้ ทั้งหมดนั้นจำนวนมากของพี่

พี่ขอมอบให้พระน้องนางตามที่แพ้พระครรภ์

(พระนางสุภัทรากราบทูลว่า)

[๑๐๐]

ขอเดชะพระองค์ผู้สมมติเทพ ขอนายพรานทุกจำพวก

ที่มีอยู่ในแคว้นของเจ้าพี่จงมาประชุมพร้อมกัน

หม่อมฉันจักบอกความแพ้ครรภ์ของหม่อมฉัน

แก่พวกพรานเหล่านั้นว่าเป็นเช่นไร

(พระราชาตรัสบอกพรานเหล่านั้นแก่พระราชเทวีว่า)

[๑๐๑]

พระเทวี นายพรานเหล่านี้ล้วนมีความชำนาญ แกล้วกล้า

ชำนาญป่าและรู้จักเนื้อดี ยอมสละชีวิตเมื่อพี่ต้องการ

(พระราชเทวีตรัสกับพรานทั้งหลายว่า)

[๑๐๒]

บุตรนายพรานทั้งหลาย

พวกท่านเท่าที่มาประชุมกัน ณ ที่นี่ ขอจงฟังข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าได้ฝันเห็นพญาช้างเผือก งามีรัศมี ๖ ประการ ๑-

ข้าพเจ้าต้องการงาของมัน เมื่อไม่ได้ก็จะไม่ขอมีชีวิตอยู่

(พวกบุตรนายพรานได้กราบทูลว่า)

[๑๐๓]

ขอเดชะพระราชบุตรี

พญาช้างที่งามีรัศมี ๖ ประการซึ่งพระนางได้ทรงสุบินเห็น

บิดาของพวกข้าพระองค์ไม่เคยได้เห็น ไม่เคยได้ยิน

ปู่ของพวกข้าพระองค์ก็ไม่เคยได้เห็น ไม่เคยได้ยิน

ขอพระนางโปรดบอกพวกข้าพระองค์มาเถิดว่า

พญาช้างนั้นเป็นเช่นไร

(บุตรนายพรานเหล่านั้นกราบทูลต่อไปว่า)

[๑๐๔]

ทิศใหญ่ ๔ ทิศ ทิศน้อย ๔ ทิศ

ทิศเบื้องบน และทิศเบื้องล่าง ๑๐ ทิศเหล่านี้

พญาช้างที่งามีรัศมี ๖ ประการ

ซึ่งพระนางได้ทรงสุบินเห็น อยู่ทิศไหน

(พระนางสุภัทราราชเทวีทรงเหยียดพระหัตถ์ตรงไปยังป่าหิมพานต์ ตรัสว่า)

[๑๐๕]

จากนี้ตรงไปทิศอุดร ข้ามภูเขาสูงใหญ่ ๗ เทือก

ภูเขานั้นสูงใหญ่ ชื่อว่าสุวรรณปัสสคีรี

มีพันธุ์บุปผชาติบานสะพรั่ง มีหมู่กินนรสัญจรไม่ขาดสาย

@เชิงอรรถ :

@๑ รัศมี ๖ ประการ คือ (๑) นีละ เขียวเหมือนดอกอัญชัน (๒) ปีตะ เหลืองเหมือนหรดาลทอง (๓) โลหิตะ

@แดงเหมือนตะวันอ่อน (๔) โอทาตะ ขาวเหมือนแผ่นเงิน (๕) มัญเชฏฐะ สีหงสบาท เหมือนดอกเซ่ง

@หรือดอกหงอนไก่ (๖) ประภัสสร เลื่อมพรายเหมือนแก้วผลึก

[๑๐๖]

ท่านจงขึ้นไปยังเสลบรรพต ซึ่งเป็นที่อยู่ของหมู่กินนร

แล้วจงมองลงไปเบื้องล่างเชิงเขา

ทันใดนั้นท่านจะเห็นพญาไทรมีสีสันงาม

เสมอเหมือนเมฆมีย่านไทรห้อยย้อยอยู่ ๘,๐๐๐ ย่าน

[๑๐๗]

ณ ใต้ต้นไทรนั้นพญากุญชรงามีรัศมี ๖ ประการ

อาศัยอยู่ ยากที่ใครอื่นจะข่มขี่ได้

พญาช้างเผือกปลอดนั้น มีช้างประมาณ ๘,๐๐๐ เชือก

มีงางอนงามเหมือนงอนรถ

วิ่งไล่ประหารปัจจามิตรเร็วปานลมพัด แวดล้อมรักษาอยู่

[๑๐๘]

ช้างเหล่านั้นยืนหายใจเข้าออกน่าหวาดกลัว

โกรธแม้ต่อลมที่มากระทบ

ก็ถ้าเห็นมนุษย์ในที่นั้นต้องขยี้ให้เป็นเถ้าธุลี

แม้ละอองธุลีก็มิให้แตะต้องพญาช้างนั้น

(ครั้นได้ฟังดังนั้น โสนุตตรพรานตกใจกลัวความตาย จึงกราบทูลว่า)

[๑๐๙]

ขอเดชะพระเทวีของข้าพระพุทธเจ้า

เครื่องประดับที่ทำด้วยทองคำ แก้วมุกดา แก้วมณี

และแก้วไพฑูรย์ในราชสกุลก็มีอยู่มากมาย

พระแม่เจ้าจะกระทำอะไรกับเครื่องประดับที่ทำด้วยงาช้าง

พระแม่เจ้ามีพระประสงค์จะให้ฆ่าพญาช้างงามีรัศมี ๖ ประการ

หรือจะให้พญาช้างฆ่าบุตรนายพรานกันแน่ พระเจ้าข้า

(ลำดับนั้น พระราชเทวีตรัสว่า)

[๑๑๐]

พ่อพราน เรานั้นมีทั้งความริษยาทั้งความน้อยใจ

เมื่อหวนระลึกถึงความหลังขึ้นมาก็ตรอมใจ

ท่านจงช่วยทำตามความประสงค์ของเรานั้นด้วยเถิด

พ่อพราน เราจะให้หมู่บ้านแก่ท่าน ๕ ตำบล

(โสนุตตรพรานนั้นรับพระเสาวนีย์แล้วทูลถามว่า)

[๑๑๑]

พญาช้างอาศัยอยู่ที่ไหน เข้าไปยืนอยู่ที่ไหน

หนทางไหนเป็นหนทางที่พญาช้างเดินไปอาบน้ำ

ก็พญาช้างนั้นอาบน้ำอย่างไร

ไฉนเล่าข้าพระพุทธเจ้าจะรู้ความเป็นไปของพญาช้างได้

(พระราชเทวีตรัสบอกถึงสถานที่ซึ่งจะพบช้างเผือกได้ว่า)

[๑๑๒]

ณ สถานที่ที่พญาช้างอาศัยอยู่นั่นแล

มีสระโบกขรณีอยู่ไม่ไกล น่ารื่นรมย์ มีท่าน้ำสวยงาม ทั้งมีน้ำมาก

มีดอกปทุมบานสะพรั่ง มีหมู่ภมรคลุกเคล้าเกษรอยู่เป็นอาจิณ

พญาช้างนั้นลงอาบน้ำในสระโบกขรณีนี้แหละ

[๑๑๓]

พญาช้างเผือกชำระศีรษะแล้ว ทัดดอกอุบล

มีร่างกายผิวพรรณผุดผ่องขาวราวกะดอกบุณฑริก

รื่นเริงบันเทิงใจให้พระนางสุภัทรามเหสีเดินนำหน้าไปยังที่อยู่ของตน

(พระศาสดาเมื่อจะทรงขยายความให้แจ้ง จึงตรัสว่า)

[๑๑๔]

นายพรานนั้นรับพระเสาวนีย์ของพระนางที่ปราสาทชั้นที่ ๗

นั้นแหละแล้วจึงถือกระบอกลูกเกาทัณฑ์และธนูคันใหญ่ไป

พิจารณาคีรีบรรพตใหญ่ทั้ง ๗ เทือก

จึงเห็นคีรีบรรพตสูงใหญ่ชื่อว่าสุวรรณปัสสคีรี

[๑๑๕]

แล้วจึงขึ้นไปยังเสลบรรพตซึ่งเป็นที่อยู่ของหมู่กินนร

มองลงไปเบื้องล่างเชิงเขา ได้เห็นพญาไทรมีสีสันงาม

เสมอเหมือนเมฆ มีย่านไทรห้อยย้อยอยู่ ๘,๐๐๐ ย่าน

[๑๑๖]

ณ ใต้ต้นไทรนั้น เขาได้เห็นพญากุญชร

งามีรัศมี ๖ ประการ ยากที่ใครอื่นจะข่มขี่ได้

พญาช้างเผือกนั้นมีช้างประมาณ ๘,๐๐๐ เชือก

มีงางอนงามเหมือนงอนรถ วิ่งไล่ประหารปัจจามิตรเร็วปานลมพัด

แวดล้อมรักษาอยู่

[๑๑๗]

อนึ่ง เขาได้เห็นสระโบกขรณีอยู่ไม่ไกล น่ารื่นรมย์

มีท่าน้ำสวยงาม ทั้งมีน้ำมาก มีดอกปทุมบานสะพรั่ง

มีหมู่ภมรคลุกเคล้าเกษรอยู่เป็นอาจิณ

ซึ่งเป็นสถานที่ที่พญาช้างนั้นลงอาบน้ำ

[๑๑๘]

ครั้นได้เห็นความเป็นไป การยืน

และหนทางที่พญาช้างนั้นเดินไปอาบน้ำแล้ว

นายพรานผู้ชั่วช้าถูกพระนางสุภัทราเทวี

ผู้ตกอยู่ในอำนาจแห่งจิตทรงใช้มา จึงได้ไปขุดหลุม

[๑๑๙]

นายพรานผู้มีนิสัยทำกรรมหยาบช้า ครั้นขุดหลุมแล้ว

จึงปิดด้วยแผ่นไม้กระดาน แล้วหย่อนตัวลงไป

จับธนูยิงพญาช้างที่เดินมาข้างหลุมด้วยลูกเกาทัณฑ์ใหญ่

[๑๒๐]

ก็แหละพญาช้างพอถูกยิงก็บันลือร้องก้องโกญจนาท

ช้างทั้งหมดก็พากันบันลือเสียงอื้ออึง

ต่างพากันวิ่งไปมารอบๆ ทั้ง ๘ ทิศ

ทำหญ้าและไม้ให้แหลกเป็นจุรณ

[๑๒๑]

พญาช้างจับนายพรานนั้นด้วยหมายใจว่า เราจักฆ่ามัน

ได้เห็นผ้ากาสาวพัสตร์อันเป็นธงชัยแห่งฤๅษีทั้งหลาย

ทั้งๆ ที่ได้รับทุกขเวทนา ก็เกิดสัญญาขึ้นว่า

บุคคลผู้ทรงธงชัยแห่งพระอรหันต์ สัตบุรุษไม่ควรฆ่า

(พญาช้างกล่าวกับนายพรานนั้นว่า)

[๑๒๒]

ผู้ใดมีกิเลสดุจน้ำฝาดยังไม่หมดไป

ปราศจากทมะและสัจจะ จักนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์

ผู้นั้นไม่สมควรจะนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์เลย

[๑๒๓]

ส่วนผู้ใดคลายกิเลสดุจน้ำฝาดได้แล้ว

ตั้งมั่นด้วยดีในศีลทั้งหลาย ประกอบด้วยทมะและสัจจะ

ผู้นั้นแลสมควรจะนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์

(พระศาสดาเมื่อทรงประกาศความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๒๔]

พญาช้างถึงถูกยิงด้วยลูกเกาทัณฑ์ใหญ่แล้ว

ก็ไม่มีจิตคิดประทุษร้าย ได้กล่าวกับนายพรานว่า

เพื่อนรัก เพื่อนต้องการอะไรหรือ

เพราะอะไร เพื่อนจึงฆ่าเรา หรือว่าใครใช้เพื่อนมา

(นายพรานกล่าวว่า)

[๑๒๕]

พญาช้างผู้เจริญ พระมเหสีของพระเจ้ากาสี

พระนางทรงพระนามว่าสุภัทรา ได้รับการยกย่องบูชาในราชสกุล

ก็พระนางได้ทรงสุบินนิมิตเห็นท่าน ได้ตรัสบอกข้าพเจ้า

และได้ตรัสกับข้าพเจ้าว่า มีความต้องการงาทั้งคู่

(พญาช้างกล่าวว่า)

[๑๒๖]

ความจริงคู่งาของบิดาและของปู่เราที่สวยงามมีเป็นจำนวนมาก

พระนางทราบดี แต่พระราชบุตรีมีนิสัยทรงกริ้ว

เป็นคนพาล ต้องการที่จะฆ่าเรา จึงได้จองเวร

[๑๒๗]

ลุกขึ้นเถิด นายพราน ท่านจงจับเลื่อยตัดงาคู่นี้ก่อนที่เราจะตาย

จงกราบทูลพระราชบุตรีผู้มีนิสัยทรงกริ้วพระองค์นั้นว่า

พญาช้างถูกข้าพระพุทธเจ้าฆ่าตายแล้ว

เชิญเถิด งาคู่นี้เป็นงาของพญาช้างนั้น พระเจ้าข้า

(พระศาสดาเมื่อทรงประกาศความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๒๘]

นายพรานนั้นลุกขึ้นจับเลื่อย

ตัดงาทั้งคู่ของพญาคชสารตัวประเสริฐ

แล้วจึงนำงาทั้งคู่ซึ่งมีความสวยงามหาที่เปรียบมิได้ในพื้นปฐพี

รีบหลีกไปจากที่นั้นโดยเร็ว

[๑๒๙]

ช้างเหล่านั้นถูกภัยคุกคาม เป็นทุกข์เพราะพญาช้างถูกฆ่า

ต่างพากันวิ่งไปมาทั้ง ๘ ทิศ ไม่เห็นคนผู้เป็นปัจจามิตรต่อพญาช้าง

จึงได้กลับมาหาพญาช้าง

[๑๓๐]

ช้างเหล่านั้นต่างคร่ำครวญร้องไห้อยู่ ณ ที่นั้น

โปรยฝุ่นลงที่ศีรษะของตน ทั้งหมดให้นางช้างตัวประเสริฐกว่า

ช้างทั้งหมดเดินนำหน้าแล้วพากันกลับไปสถานที่อยู่ของตน

[๑๓๑]

นายพรานนั้นนำงาทั้งคู่ของพญาคชสารตัวประเสริฐ

ซึ่งมีความสวยงามหาที่เปรียบมิได้ในพื้นปฐพี

ส่องรัศมีเปล่งปลั่งดังสายรุ้งทอง สว่างไสวไปทั่วไพรสณฑ์

เข้าไปยังกรุงกาสี แล้วน้อมงาทั้งคู่เข้าไปถวายพระราชกัญญา

กราบทูลว่า พญาช้างถูกข้าพระพุทธเจ้าฆ่าแล้ว

งาคู่นี้เป็นงาของพญาช้างนั้น

[๑๓๒]

เพราะทอดพระเนตรเห็นงาทั้งคู่ของพญาคชสารตัวประเสริฐ

ซึ่งเป็นภัสดาที่รักในชาติปางก่อน

พระหฤทัยของพระนางก็ได้แตกทำลาย ณ สถานที่นั้นนั่นเอง

พระนางผู้เป็นคนพาลได้สวรรคตเพราะเหตุนั้นนั่นแหละ

(พระเถระผู้สังคายนาพระธรรมเมื่อจะพรรณนาคุณของพระทศพล จึงได้กล่าวว่า)

[๑๓๓]

ก็พระบรมศาสดาทรงบรรลุสัมโพธิญาณ

ทรงมีอานุภาพมาก ได้ทรงแย้มท่ามกลางบริษัท

ภิกษุทั้งหลายผู้มีจิตหลุดพ้นดีแล้วพากันกราบทูลว่า

ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายหาได้กระทำการแย้มให้ปรากฏ

ในเพราะสิ่งมิใช่เหตุไม่

[๑๓๔]

เธอทั้งหลายจงดูกุมารีสาวซึ่งครองผ้ากาสาวพัสตร์

ประพฤติเป็นผู้ไม่ครองเรือน

ภิกษุณีนั้นได้เป็นพระนางราชกัญญาในครั้งนั้น

ส่วนตถาคตได้เป็นพญาช้างในครั้งนั้น

[๑๓๕]

นายพรานผู้นำงาทั้งคู่ของพญาคชสารตัวประเสริฐ

ซึ่งมีความสวยงามหาที่เปรียบมิได้ในพื้นปฐพี

เข้าไปยังกรุงกาสีในกาลนั้น ได้เป็นพระเทวทัต

[๑๓๖]

พระพุทธเจ้าทรงปราศจากความกระวนกระวาย

ความโศกและกิเลสดุจลูกศร ตรัสรู้ยิ่งด้วยพระองค์เอง

ได้ตรัสฉัททันตชาดกนี้อันเป็นของเก่า

ที่ไม่รู้จักสาบสูญตราบเท่าดวงอาทิตย์ยังไม่ดับ

ซึ่งพระองค์ได้ท่องเที่ยวไปตลอดกาลนาน

เป็นบุรพจริยาทั้งสูงและต่ำว่า

[๑๓๗]

ภิกษุทั้งหลาย โดยกาลนั้น

เราตถาคตได้มีอยู่ที่สระฉัททันต์นั้น

เราตถาคตได้เป็นพญาช้างตัวประเสริฐในกาลนั้น

เธอทั้งหลายจงจำชาดกไว้ด้วยประการฉะนี้

ฉัททันตชาดกที่ ๔ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๗ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๓. ชัยทิศชาดกกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๗ติงสตินิบาตชาดกหัวข้อถัดไป๕. สัมภวชาดก