ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๗
  6. /
  7. จัตตาฬีสนิบาตชาดก
  8. /
  9. ๒. สรภังคชาดก

๒. สรภังคชาดก

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๔๔๖ · บรรทัด ๑๐๑๘๖เรื่องนี้ในคลังชาดก

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒. สรภังคชาดก (๕๒๒)

ว่าด้วยสรภังคดาบสแก้ปัญหา

(อนุสิสสดาบสถือหม้อจะไปตักน้ำได้พบพระราชา ๓ พระองค์ จึงทูลถามว่า)

[๕๐]

ท่านทั้งหลายเป็นใครกันหนอ ประดับเครื่องอลังการ

สวมใส่ต่างหู นุ่งห่มเรียบร้อย เหน็บพระขรรค์มีด้ามประดับ

ด้วยแก้วไพฑูรย์และแก้วมุกดา ยืนอยู่บนรถอย่างองอาจ

ในมนุษยโลกเขารู้จักพวกท่านว่าอย่างไร

(ในพระราชาทั้ง ๓ องค์ พระเจ้าอัฏฐกะตรัสกับท่านอนุสิสสดาบสว่า)

[๕๑]

ข้าพเจ้าชื่ออัฏฐกะ ท่านผู้นี้คือพระเจ้าภีมรถ

ส่วนท่านผู้นี้คือพระเจ้ากาลิงคะผู้มีพระเกียรติยศระบือไปทั่ว

พวกข้าพเจ้ามา ณ ที่นี่เพื่อจะเยี่ยมฤๅษีทั้งหลาย

ผู้มีความสำรวมเป็นอันดี และเพื่อที่จะถามปัญหา

(อนุสิสสดาบสปฏิสันถารกับพระราชาแล้วกราบทูลท้าวสักกเทวราชผู้เสด็จมา เยี่ยมว่า)

[๕๒]

ท่านยืนอยู่กลางหาวราวกะพระจันทร์เพ็ญ

ลอยเด่นอยู่ท่ามกลางเวหาในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ

ท่านผู้มีคุณน่าบูชา ข้าพเจ้าขอถามท่านผู้มีอานุภาพมากว่า

ในมนุษยโลกเขารู้จักท่านว่าอย่างไร

(ท้าวสักกเทวราชสดับดังนั้นแล้วจึงตรัสว่า)

[๕๓]

ท่านผู้ใดในเทวโลกเขาเรียกกันว่า สุชัมบดี

ท่านผู้นั้นในมนุษยโลกเขาเรียกกันว่า มัฆวาน

ข้าพเจ้านั้นเป็นเทพราชามาถึงที่นี้ในวันนี้

เพื่อจะเยี่ยมฤๅษีทั้งหลายผู้มีความสำรวมเป็นอันดี

(ท้าวสักกเทวราชเสด็จลงแล้วเข้าไปหาหมู่ฤๅษี ยืนประคองอัญชลีไหว้อยู่ ตรัสว่า)

[๕๔]

ฤๅษีของพวกเรามีฤทธิ์มาก ประกอบด้วยคุณคือฤทธิ์

ปรากฏในที่ไกล ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส

ขอนมัสการพระคุณเจ้าผู้ประเสริฐกว่ามนุษย์ทั้งหลายในมนุษยโลกนี้

(ต่อมาอนุสิสสดาบสเห็นท้าวสักกเทวราชประทับนั่งใต้ลมของหมู่ฤๅษี จึงกราบทูลว่า)

[๕๕]

กลิ่นของฤๅษีผู้ที่บวชมานานย่อมออกจากกายฟุ้งไปตามลม

ขอถวายพระพร ท้าวสหัสสนัยน์เทวราช

ขอมหาบพิตรเสด็จถอยไปจากที่นี่

เพราะกลิ่นของฤๅษีทั้งหลายไม่สะอาด

(ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า)

[๕๖]

กลิ่นของฤๅษีผู้ที่บวชมานาน

ขอจงออกจากกายฟุ้งไปตามลมเถิด

พระคุณเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายจำนงหวังกลิ่นนั้น

ดุจพวงบุปผชาติอันวิจิตรมีกลิ่นหอม

เพราะเทวดาทั้งหลายมิได้มีความสำคัญกลิ่นนี้ว่าปฏิกูล

(อนุสิสสดาบสลุกจากอาสนะ ขอโอกาสกับหมู่ฤๅษี กล่าวว่า)

[๕๗]

ท้าวมัฆวาน สุชัมบดีเทวราช องค์ปุรินททะจอมเทพ

ผู้เป็นใหญ่กว่าภูตพระองค์นั้น ทรงพระยศ ย่ำยีหมู่อสูร

ทรงรอคอยโอกาสเพื่อจะตรัสถามปัญหา

[๕๘]

บรรดาฤๅษีเหล่านี้ผู้เป็นบัณฑิต ณ ที่นี่

ใครเล่าหนอถูกถามแล้วจักพยากรณ์ปัญหาอันละเอียดสุขุม

ของพระราชาผู้เป็นใหญ่กว่ามนุษย์ทั้ง ๓ พระองค์

และของท้าววาสวะจอมเทพได้

(หมู่ฤๅษีได้ฟังดังนั้นแล้วจึงกล่าวแนะนำว่า)

[๕๙]

ฤๅษีตนนี้ชื่อสรภังคะ มีตบะ เว้นจากเมถุนธรรมตั้งแต่เกิด

เป็นบุตรของปุโรหิตาจารย์ ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอันดี

ท่านจักพยากรณ์ปัญหาทั้งหลายของพระราชาเหล่านั้นได้

(อนุสิสสดาบสยอมรับไหว้สรภังคดาบสแล้วเมื่อจะโอวาท จึงกล่าวว่า)

[๖๐]

ท่านโกณฑัญญะ นิมนต์ท่านพยากรณ์ปัญหาทั้งหลายเถิด

ฤๅษีทั้งหลายผู้เป็นคนดีขอร้องท่าน

ท่านโกณฑัญญะ ภาระนี้ย่อมมาถึงท่านผู้เจริญด้วยปัญญา

นี้เป็นธรรมดาในมนุษย์ทั้งหลาย

(ต่อมาพระมหาบุรุษสรภังคดาบสเมื่อให้โอกาส จึงกล่าวว่า)

[๖๑]

มหาบพิตรผู้เจริญทั้งหลาย อาตมาให้โอกาส

ขอเชิญตรัสถามปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งตามพระทัยปรารถนาเถิด

เพราะอาตมารู้จักทั้งโลกนี้และโลกหน้าด้วยตนเอง

จักพยากรณ์ปัญหาข้อนั้นๆ ถวายมหาบพิตร

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความข้อนั้น จึงตรัสว่า)

[๖๒]

ลำดับนั้นแล ท้าวมัฆวานสักกเทวราช องค์ปุรินททะทรงเห็น

ประโยชน์ได้ตรัสถามปัญหาข้อแรกตามที่พระทัยปรารถนาว่า

[๖๓]

ในกาลบางคราว บุคคลฆ่าอะไร จึงจะไม่เศร้าโศก

ฤๅษีทั้งหลายสรรเสริญการละอะไร

บุคคลควรอดทนคำหยาบคายที่ใครในโลกนี้กล่าว

นิมนต์บอกเนื้อความข้อนั้นแก่โยมเถิด ท่านโกณฑัญญะ

(ต่อแต่นั้นพระมหาสัตว์สรภังคดาบสเมื่อจะตอบปัญหา จึงกล่าวว่า)

[๖๔]

ในกาลบางคราว บุคคลฆ่าความโกรธเสียได้จึงไม่เศร้าโศก

ฤๅษีทั้งหลายสรรเสริญการละความลบหลู่

บุคคลควรอดทนคำหยาบคายที่ทุกคนกล่าว

สัตบุรุษทั้งหลายกล่าวความอดทนนั้นว่า ยอดเยี่ยม

(ท้าวสักกะตรัสว่า)

[๖๕]

คำของบุคคลทั้ง ๒ จำพวก คือ

คนที่เสมอกัน ๑ คนที่ประเสริฐกว่า ๑

บุคคลอาจจะอดกลั้นได้

แต่บุคคลจะพึงอดทนถ้อยคำของคนที่เลวกว่าได้อย่างไรหนอ

นิมนต์บอกเนื้อความข้อนั้นแก่โยมเถิด ท่านโกณฑัญญะ

(สรภังคดาบสตอบว่า)

[๖๖]

แท้จริง บุคคลอดทนถ้อยคำของคนประเสริฐกว่าได้

เพราะความกลัว

อดทนถ้อยคำของคนเสมอกันได้เพราะการแข่งขันเป็นเหตุ

แต่ผู้ใดพึงอดทนถ้อยคำของคนที่เลวกว่าในโลกนี้ได้

ความอดทนนั้นของบุคคลนั้นสัตบุรุษกล่าวว่า ยอดเยี่ยม

(ต่อมาพระมหาสัตว์สรภังคดาบสตอบท้าวสักกะแล้ว เมื่อจะประกาศสภาพที่

สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ประเสริฐเป็นต้นเป็นสภาพที่รู้ได้ยากด้วยอาการเพียงเห็นรูปร่าง

เว้นแต่การอยู่ร่วมกัน จึงกล่าวคาถาว่า)

[๖๗]

สภาวะที่ปกปิดไว้ด้วยอิริยาบถทั้ง ๔

บุคคลจะรู้ได้อย่างไรว่า ประเสริฐกว่า เสมอกัน หรือเลวกว่า

เพราะว่าสัตบุรุษทั้งหลายย่อมเที่ยวไปด้วยสภาวะที่ผิดรูป

เพราะเหตุนั้น บุคคลควรอดทนถ้อยคำของคนทั้งปวง

(เมื่อท้าวสักกะหมดความสงสัย พระมหาสัตว์สรภังคดาบสจึงกล่าวคาถาทูลว่า)

[๖๘]

สัตบุรุษผู้มีขันติพึงได้ประโยชน์อันใด

ประโยชน์นั้นเสนาแม้หมู่ใหญ่พร้อมด้วยพระราชารบอยู่ก็ไม่พึงได้

เวรทั้งหลายย่อมสงบระงับได้ด้วยกำลังแห่งขันติ

(ต่อมาท้าวสักกเทวราชทรงทราบอัธยาศัยของพระราชาทั้งหลายแล้วจึงตรัสถาม ความสงสัยของพระราชาเหล่านั้นว่า)

[๖๙]

โยมขออนุโมทนาคำสุภาษิตของพระคุณเจ้า

โยมขอถามปัญหาข้ออื่นกับพระคุณเจ้า

ขอพระคุณเจ้าโปรดกล่าวแก้ปัญหานั้น

ขอพระคุณเจ้าโปรดบอกถึงคติของพระราชาทั้งหลาย

ผู้กระทำบาปกรรมอันร้ายแรง คือ

พระเจ้าทัณฑกี ๑ พระเจ้านาฬิกีระ ๑

พระเจ้าอัชชุนะ ๑ พระเจ้ากลาพุ ๑

พระราชาทั้งหลายเหล่านั้นเบียดเบียนฤๅษี

พากันไปเกิด ณ ที่ไหน

(พระมหาสัตว์สรภังคดาบสตอบปัญหาของท้าวสักกะว่า)

[๗๐]

ก็พระเจ้าทัณฑกีได้ลงโทษกีสวัจฉดาบส เป็นผู้ตัดมูลราก

พร้อมทั้งอาณาประชาราษฏร์หมกไหม้อยู่ในนรกชื่อกุกกุฬะ

ถ่านเพลิงที่ปราศจากเปลวเพลิงตกต้องกายของพระองค์

[๗๑]

พระราชาพระองค์ใดได้ทรงเบียดเบียนบรรพชิตทั้งหลาย

ผู้สำรวม ผู้กล่าวธรรม ผู้สงบ ไม่ประทุษร้าย

พระราชาพระองค์นั้นทรงพระนามว่า พระเจ้านาฬิกีระ

สุนัขทั้งหลายพากันรุมกัดกิน ทรงดิ้นรนอยู่ในปรโลก

[๗๒]

อนึ่ง พระเจ้าอัชชุนะทรงตกนรกชื่อสัตติสูละ

ทรงมีพระเศียรห้อยลง พระบาทชี้ขึ้นเบื้องบน

เพราะทรงเบียดเบียนพระอังคีรสโคตมฤๅษีผู้มีขันติ

มีตบะ ประพฤติพรหมจรรย์มาช้านาน

[๗๓]

อนึ่ง พระราชาพระองค์ใดได้ทรงตัดบรรพชิตผู้กล่าวขันติ

ผู้สงบ ไม่ประทุษร้าย ขาดออกเป็นท่อนๆ

พระราชาพระองค์นั้นทรงพระนามว่าพระเจ้ากลาพุ

ตกอเวจีมหานรกซึ่งมีความร้อนร้ายแรง

มีเวทนาเผ็ดร้อน น่าหวาดกลัว หมกไหม้อยู่

[๗๔]

บัณฑิตได้ฟังเรื่องนรกเหล่านี้

และนรกเหล่าอื่นที่ชั่วช้ากว่านี้ ณ ที่นี่แล้ว

พึงประพฤติธรรมในสมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย

ผู้กระทำอย่างนี้ย่อมเข้าถึงแดนสวรรค์

(ท้าวสักกะตรัสถามปัญหา ๔ ข้อที่เหลือว่า)

[๗๕]

โยมขออนุโมทนาคำสุภาษิตของพระคุณเจ้า

แต่โยมขอถามปัญหาข้ออื่นกับพระคุณเจ้า

ขอพระคุณเจ้าโปรดกล่าวแก้ปัญหานั้น

บัณฑิตเรียกคนเช่นไรว่า มีศีล

เรียกคนเช่นไรว่า มีปัญญา

เรียกคนเช่นไรว่า สัตบุรุษ

สิริย่อมไม่ละคนเช่นไรหนอ

(พระมหาสัตว์สรภังคดาบสตอบปัญหาของท้าวสักกะว่า)

[๗๖]

บุคคลใดในโลกนี้ สำรวมกาย วาจา ใจ

ไม่ทำบาปกรรมอะไร ไม่พูดเหลาะแหละเพราะเหตุแห่งตน

บัณฑิตเรียกคนเช่นนั้นว่า ผู้มีศีล

[๗๗]

บุคคลใดคิดปัญหาที่ลึกซึ้งได้ด้วยใจ

ไม่ทำกรรมอันหยาบช้าซึ่งหาประโยชน์เกื้อกูลมิได้

ไม่ตัดรอนประโยชน์ที่มาถึงตามกาลให้เสียไป

บัณฑิตเรียกคนเช่นนั้นว่า ผู้มีปัญญา

[๗๘]

บุคคลใดเป็นคนกตัญญูกตเวที เป็นปราชญ์

มีกัลยาณมิตร และมีความภักดีมั่นคง

ช่วยกระทำกิจของมิตรที่ตกยากด้วยความเต็มใจ

บัณฑิตเรียกคนเช่นนั้นว่า สัตบุรุษ

[๗๙]

บุคคลใดประกอบด้วยคุณสมบัติทั้งปวงเหล่านี้

มีศรัทธา อ่อนโยน จำแนกแจกทานด้วยดี

รู้ความประสงค์ของผู้ขอ สิริย่อมไม่ละคนเช่นนั้น

ผู้มีปกติสงเคราะห์ มีวาจาอ่อนหวาน สละสลวย

(ท้าวสักกะตรัสว่า)

[๘๐]

โยมขออนุโมทนาคำสุภาษิตของพระคุณเจ้า

แต่โยมขอถามปัญหาข้ออื่นกับพระคุณเจ้า

ขอพระคุณเจ้าโปรดกล่าวแก้ปัญหานั้น

ศีล ๑ สิริ ๑ ธรรมของสัตบุรุษ ๑ ปัญญา ๑

บัณฑิตกล่าวข้อไหนว่า ประเสริฐกว่า

(พระมหาสัตว์สรภังคดาบสตอบว่า)

[๘๑]

ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวว่า ปัญญาแลประเสริฐที่สุด

ดุจดวงจันทร์ราชาแห่งนักษัตรประเสริฐกว่าดวงดาวทั้งหลาย

ศีล สิริ และแม้ธรรมของสัตบุรุษย่อมเป็นไปตามบุคคลผู้มีปัญญา

(ท้าวสักกะตรัสว่า)

[๘๒]

โยมขออนุโมทนาคำสุภาษิตของพระคุณเจ้า

แต่โยมขอถามปัญหาข้ออื่นกับพระคุณเจ้า

ขอพระคุณเจ้าโปรดกล่าวแก้ปัญหานั้น

บุคคลในโลกนี้กระทำอย่างไร กระทำกรรมอะไร

ประพฤติกรรมอะไร คบหาคนอย่างไร จึงจะได้ปัญญา

บัดนี้ ขอพระคุณเจ้าโปรดบอกปฏิปทาแห่งปัญญาว่า

บุคคลกระทำอย่างไร จึงจะชื่อว่าผู้มีปัญญา

(พระมหาสัตว์สรภังคดาบสกล่าวว่า)

[๘๓]

บุคคลควรคบหาท่านผู้เจริญด้วยปัญญา

มีความรู้ละเอียดลออเป็นพหูสูต

ควรศึกษาเล่าเรียน สอบถาม ฟังคำสุภาษิตโดยเคารพ

บุคคลกระทำอย่างนี้ จึงจะชื่อว่าผู้มีปัญญา

[๘๔]

ท่านผู้มีปัญญาพิจารณาเห็นกามคุณ

โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และโดยความเป็นโรค

เมื่อเห็นแจ้งอย่างนี้ จึงละความพอใจในกามทั้งหลาย

ซึ่งเป็นทุกข์เป็นภัยอันใหญ่หลวงเสียได้

[๘๕]

เขาปราศจากราคะแล้ว พึงกำจัดโทสะได้

เจริญเมตตาจิตหาประมาณมิได้

วางอาชญาในสัตว์ทุกจำพวก

เป็นผู้ไม่ถูกนินทา เข้าถึงพรหมสถาน

(พระมหาสัตว์สรภังคดาบสทราบว่า พระราชาทั้ง ๓ พระองค์ละความกำหนัด ยินดีในเบญจกามคุณได้แล้ว จึงกล่าวคาถาด้วยอำนาจความร่าเริงของพระราชา เหล่านั้นว่า)

[๘๖]

ขอถวายพระพรมหาบพิตรอัฏฐกะ

การเสด็จมาของพระองค์ ของพระเจ้าภีมรถ

และของพระเจ้ากาลิงคะผู้มีพระยศระบือไปทั่ว

ได้มีความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง

ทุกพระองค์ทรงละกามราคะได้แล้ว

(พระราชาทั้งหลายทรงชมเชยพระมหาสัตว์สรภังคดาบสว่า)

[๘๗]

พระคุณเจ้ารู้จิตของผู้อื่นว่า โยมทุกคนละกามราคะได้แล้ว

ข้อนั้นเป็นจริงอย่างนั้นแหละ

ขอพระคุณเจ้าจงกระทำโอกาสเพื่ออนุเคราะห์

โดยประการที่โยมทุกคนจะบรรลุถึงคติของพระคุณเจ้าเถิด

(พระมหาสัตว์สรภังคดาบสให้โอกาสแก่พระราชาทั้ง ๓ พระองค์ว่า)

[๘๘]

อาตมาจะกระทำโอกาสเพื่ออนุเคราะห์

เพราะมหาบพิตรทั้งหลายทรงละกามราคะได้แล้วอย่างแท้จริง

ขอมหาบพิตรทั้งหลายทรงแผ่ปีติที่ไพบูลย์ให้แผ่ซ่านไปทั่วพระวรกาย

โดยประการที่จะบรรลุถึงคติของอาตมาเถิด

(พระราชาเหล่านั้นเมื่อจะทรงยอมรับ จึงได้ตรัสว่า)

[๘๙]

ท่านผู้มีปัญญาเพียงดังแผ่นดิน พระคุณเจ้าจะกล่าวคำใดใด

โยมทั้งหลายจะกระทำตามคำพร่ำสอนของพระคุณเจ้านั้นทุกอย่าง

จะแผ่ปีติที่ไพบูลย์ไปทั่วกาย

โดยประการที่จะบรรลุถึงคติของพระคุณเจ้า

(ลำดับนั้น พระมหาสัตว์สรภังคดาบสให้พระราชาเหล่านั้นพร้อมทั้งพลนิกาย บวช เมื่อจะส่งหมู่ฤๅษีไป จึงกล่าวว่า)

[๙๐]

ท่านผู้เจริญทั้งหลาย พวกเราทำการบูชา

กีสวัจฉดาบสอย่างนี้แล้ว

ขอฤๅษีทั้งหลายผู้เป็นคนดี จงไปยังที่อยู่ของตนเถิด

ท่านทั้งหลายจงยินดีในฌาน มีจิตตั้งมั่นในกาลทุกเมื่อ

ความยินดีนั้นเป็นคุณชาติประเสริฐสุดสำหรับบรรพชิต

(พระศาสดาทรงทราบความนี้แล้วได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า)

[๙๑]

ครั้นได้สดับคาถาซึ่งประกอบด้วยประโยชน์อย่างยิ่ง

ที่ฤๅษีผู้เป็นบัณฑิตกล่าวดีแล้ว เทวดาทั้งหลายผู้มียศเหล่านั้น

เกิดปีติและโสมนัสอนุโมทนาอยู่ ได้พากันหลีกไปยังเทพบุรี

[๙๒]

คาถาที่ฤๅษีผู้เป็นบัณฑิตกล่าวดีแล้วเหล่านี้

มีอรรถและพยัญชนะอันดีงาม

ผู้ใดผู้หนึ่งพึงสดับคาถาเหล่านั้นให้เป็นประโยชน์

พึงได้คุณวิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลาย

ครั้นได้แล้ว พึงบรรลุสถานที่ที่พญามัจจุราชมองไม่เห็น

(พระศาสดาครั้นทรงรวบยอดเทศนาด้วยพระอรหัตอย่างนี้แล้วประกาศ สัจจะทั้งหลาย ทรงประชุมชาดกว่า)

[๙๓]

สาลิสสรดาบสคือสารีบุตร เมณฑิสสรดาบสคือกัสสปะ

ปัพพตดาบสคืออนุรุทธะ เทวิลดาบสคือกัจจายนะ

[๙๔]

อนุสิสสดาบสคืออานนท์ กีสวัจฉดาบสคือโกลิตะ

นารทดาบสคืออุทายีเถระ บริษัททั้งหลายคือพุทธบริษัท

ส่วนสรภังคโพธิสัตว์คือเราตถาคต

เธอทั้งหลายจงทรงจำชาดกไว้อย่างนี้แล

สรภังคชาดกที่ ๒ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๗ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๑. เตสกุณชาดกกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๗จัตตาฬีสนิบาตชาดกหัวข้อถัดไป๓. อลัมพุสาชาดก