ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๘
  6. /
  7. สัตตตินิบาตชาดก
  8. /
  9. ๑. กุสชาดก

๑. กุสชาดก

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๙๔ · บรรทัด ๗๓๓เรื่องนี้ในคลังชาดก

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒๐. สัตตตินิบาต

๑. กุสชาดก (๕๓๑)

ว่าด้วยพระเจ้ากุสะหลงรูปโฉมนางประภาวดี

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์กราบทูลพระมารดาว่า)

[๑]

เสด็จแม่ นี้แคว้นของเสด็จแม่

มีทรัพย์สมบัติ ยานพาหนะ เครื่องประดับ

สมบูรณ์ด้วยสิ่งที่น่าปรารถนาทั้งปวง

ขอเสด็จแม่ทรงปกครองราชสมบัติของเสด็จแม่นี้เถิด

หม่อมฉันจะไปยังนครที่พระนางประภาวดี

ผู้เป็นที่รักประทับอยู่

(พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)

[๒]

พระองค์มีพระทัยไม่ซื่อตรง

ทรงหาบคอนหาบใหญ่ จักทรงเหน็ดเหนื่อย

ทั้งกลางวัน กลางคืน และดึกดื่นเที่ยงคืน

ข้าแต่พระเจ้ากุสะ ขอเชิญพระองค์

รีบเสด็จกลับกรุงกุสาวดีโดยพลันเถิด

หม่อมฉันไม่ประสงค์จะให้พระองค์

ผู้ทรงมีผิวพรรณทรามประทับอยู่ ณ ที่นี้

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๓]

พี่จะไม่จากที่นี้ไปกรุงกุสาวดี

น้องประภาวดี พี่ลุ่มหลงในความงามของเธอ

จึงยินดีอยู่ในที่ประทับอันน่ารื่นรมย์ของพระเจ้ามัททะ

พี่ยินดีพอใจที่จะเห็นเธอ จึงละทิ้งแคว้นมา

[๔]

น้องประภาวดี พี่ลุ่มหลงในผิวพรรณของเธอ

จึงซมซานท่องเที่ยวไปสู่เมทนีดล

ไม่รู้จักทิศว่า เรามาจากไหน

มัวแต่มัวเมาหลงใหลในตัวเธอ

ผู้มีดวงตาประดุจตาลูกน้อยเนื้อทราย

[๕]

น้องนางผู้มีสะโพกอันผึ่งผาย

ทรงผ้าขลิบทอง

เครื่องประดับทองคำ

พี่ไม่มีความต้องการราชสมบัติ

เพราะปรารถนาตัวเธอ

(พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)

[๖]

ข้าแต่พระราชาผู้เจริญ

ผู้ใดปรารถนาบุคคลที่เขาไม่ปรารถนา

ผู้นั้นย่อมไม่มีความเจริญ

พระองค์ต้องการบุคคลที่เขาไม่ต้องการ

ปรารถนารักใคร่บุคคลที่เขาไม่รักใคร่

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๗]

คนใดได้คนที่ไม่ต้องการตนก็ตาม

ที่ต้องการตนก็ตามมาเป็นคนรัก

เราสรรเสริญการได้ในความรักนี้ของคนนั้น

การไม่ได้ในความรักนั้นซิเป็นความโชคร้าย

(พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)

[๘]

พระองค์ทรงปรารถนาหม่อมฉันผู้ไม่ปรารถนาพระองค์

เปรียบเสมือนพระองค์ทรงใช้ไม้กรรณิการ์ขุดเพชร

(หรือ) ทรงใช้ตาข่ายดักลม

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๙]

หินคงถูกฝังไว้ในพระหทัยอันมีลักษณะ

อ่อนละมุนละไมของพระนางเป็นแน่

เพราะหม่อมฉันมาจากชนบทบ้านนอก

ยังมิได้ประสบความแช่มชื่นจากพระนางเลย

[๑๐]

เมื่อใด พระราชบุตรีหน้านิ่ว

ทอดพระเนตรหม่อมฉัน

เมื่อนั้นหม่อมฉันก็ยังคงเป็นคนครัวภายในเมืองของพระเจ้ามัททะ

[๑๑]

เมื่อใด พระราชบุตรีทรงแย้มสรวลทอดพระเนตรหม่อมฉัน

เมื่อนั้น หม่อมฉันไม่ใช่คนครัว

เมื่อนั้น หม่อมฉันเป็นพระเจ้ากุสะ

(พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)

[๑๒]

ก็ถ้าว่า คำทำนายของโหรทั้งหลายจักเป็นความจริงว่า

พระองค์ไม่ใช่พระสวามีของหม่อมฉันแน่นอน

ขอชนทั้งหลายจงสับหม่อมฉันให้เป็น ๗ ท่อนเถิด

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๑๓]

ก็ถ้าว่า คำทำนายของพวกโหรอื่น

หรือของหม่อมฉันจักเป็นความจริงไซร้

คนอื่นนอกจากพระเจ้ากุสะผู้มีพระสุรเสียงดังราชสีห์

ไม่ใช่พระสวามีของพระนางแน่นอน

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ทรงหยอกล้อหญิงค่อม พระพี่เลี้ยงพระนางประภาวดีว่า)

[๑๔]

แม่ค่อม เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว

จักให้ช่างทองทำสร้อยคอทองคำแก่เจ้า

ถ้าพระนางประภาวดีผู้ทรงมีขาอ่อนงดงามดังงาช้าง

จะพึงเหลียวมองดูเรา

[๑๕]

แม่ค่อม เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว

จักให้ช่างทองทำสร้อยคอทองคำแก่เจ้า

ถ้าพระนางประภาวดีผู้ทรงมีขาอ่อนงดงามดังงาช้าง

จะพึงเจรจากับเรา

[๑๖]

แม่ค่อม เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว

จักให้ช่างทองทำสร้อยคอทองคำแก่เจ้า

ถ้าพระนางประภาวดีผู้ทรงมีขาอ่อนงดงามดังงาช้าง

จะพึงทรงยิ้มแย้มให้เรา

[๑๗]

แม่ค่อม เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว

จักให้ช่างทองทำสร้อยคอทองคำแก่เจ้า

ถ้าพระนางประภาวดีผู้ทรงมีขาอ่อนงดงามดังงาช้าง

จะพึงทรงพระสรวลกับเรา

[๑๘]

แม่ค่อม เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว

จักให้ช่างทองทำสร้อยคอทองคำแก่เจ้า

ถ้าพระนางประภาวดีผู้ทรงมีขาอ่อนงดงามดังงาช้าง

จะพึงทรงจับต้องเราด้วยพระหัตถ์ทั้ง ๒

(นางค่อมไปกราบทูลพระนางประภาวดีว่า)

[๑๙]

ก็พระราชบุตรีพระองค์นี้คงจะไม่ประสบ

แม้ความสำราญพระทัยในพระเจ้ากุสะ

ผู้เป็นคนครัว คนรับใช้ คนเลี้ยงดู

ซึ่งไม่ทรงประสงค์ค่าจ้างอย่างแน่แท้

(พระนางประภาวดีตรัสว่า)

[๒๐]

ก็นางค่อมคนนี้คงยังไม่ได้ถูกมีดคมตัดลิ้นแน่นอน

จึงยังกล่าวชั่วช้าอย่างนี้อยู่

(นางค่อมประกาศความดีของพระโพธิสัตว์ว่า)

[๒๑]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงมีพระยศใหญ่

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๒๒]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงมีทรัพย์มากมาย

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๒๓]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงมีพระกำลังมาก

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๒๔]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่า

พระองค์ทรงมีพระราชอาณาจักรกว้างใหญ่

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๒๕]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงเป็นมหาราช

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๒๖]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงมีพระสุรเสียงดังราชสีห์

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๒๗]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่า

พระองค์ทรงมีพระสุรเสียงไพเราะ

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๒๘]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่า

พระองค์ทรงมีพระสุรเสียงหยดย้อย

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๒๙]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่า

พระองค์ทรงมีพระสุรเสียงหวานจับใจ

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๓๐]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่า

พระองค์ทรงมีพระสุรเสียงไพเราะอ่อนหวาน

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๓๑]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่า

พระองค์ทรงมีศิลปะนับเป็นร้อยๆ อย่าง

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๓๒]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์

แล้วทำความรักในความงามเถิด

[๓๓]

พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเปรียบเทียบ

พระเจ้ากุสะนั้นกับพระรูปอันสูงระหงเลย

แม่นางจงทรงทำ(พระทัย)ว่าพระองค์ทรงพระนามว่าพระเจ้ากุสะ

แล้วทำความรักในความงามเถิด

(เหล่าอำมาตย์กราบทูลพระเจ้ามัททะว่า)

[๓๔]

พระราชาผู้ประเสริฐเหล่านี้ทรงกระด้างยิ่งนัก

ทั้งหมดสวมเกราะประทับยืนตระหง่านอยู่

ก่อนที่พระราชาเหล่านั้นจะทรงทำลายกำแพง

ขอพระองค์จงทรงส่งพระราชสาส์นไปว่า

ขอพระราชาทั้งหลายจงนำเอาพระธิดาประภาวดีไปเถิด

(พระเจ้ามัททะตรัสว่า)

[๓๕]

เราจักสับลูกหญิงประภาวดีนั้นให้เป็น ๗ ท่อนแล้ว

ถวายให้แก่พระราชาทั้งหลายที่เสด็จมาเพื่อฆ่าเรา ณ ที่นี้

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๓๖]

พระราชบุตรีผู้มีผิวพรรณดุจทอง ทรงผ้าไหมสีขลิบทอง

พระเนตรทั้ง ๒ นองไปด้วยพระอัสสุชล

มีหมู่นางทาสีห้อมล้อมได้เสด็จลุกขึ้นแล้ว

(พระนางประภาวดีทรงคร่ำครวญว่า)

[๓๗]

ดวงหน้าหม่อมฉันที่ลูบไล้ด้วยแป้ง

ส่องดูที่กระจกเงาด้ามงาอันงดงาม

มีดวงตาคมคายผุดผ่องเป็นยองใยไม่มีไฝฝ้านั้น

จักถูกพวกกษัตริย์โยนทิ้งไว้ในป่าเป็นแน่

[๓๘]

เส้นผมทั้งหลายของหม่อมฉันที่ดำสนิท

มีปลายงอน อ่อนละมุนละไม

ที่ลูบไล้ด้วยน้ำมันแก่นจันทน์เหล่านั้น

นกแร้งทั้งหลายจะพากันใช้เท้าทั้ง ๒ ตะกุยคุ้ยเขี่ย

ให้ยุ่งเหยิงในท่ามกลางป่าช้าเป็นแน่

[๓๙]

แขนทั้ง ๒ ของหม่อมฉันอ่อนนุ่ม มีเล็บมือแดง

มีขนละเอียดอ่อนซึ่งลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์เหล่านั้น

จะถูกพวกกษัตริย์ตัดทิ้งไว้ในป่า

นกกาก็จะคาบเอาไปตามความต้องการเป็นแน่

[๔๐]

ถันทั้ง ๒ ของหม่อมฉันยังไม่หย่อนยาน

เปรียบปานได้กับผลตาล

ลูบไล้ด้วยกระแจะจันทน์แดงจากแคว้นกาสีเหล่านั้น

สุนัขจิ้งจอกเห็นเข้าแล้วจักยื้อดึงถันทั้ง ๒ ของหม่อมฉัน

เหมือนลูกอ่อนอันเกิดแต่ตนยื้อดึงถันทั้ง ๒ ของมารดาเป็นแน่

[๔๑]

สะโพกอันกลมกลึงผึ่งผาย ที่ผูกห้อยประดับ

ด้วยสายสร้อยรัดเอวทองคำของหม่อมฉันซึ่งถูกตัด

ที่พวกกษัตริย์โยนทิ้งไว้ในป่านั้น

ฝูงสุนัขจิ้งจอกจะยื้อแย่งเป็นแน่แท้

[๔๒]

ฝูงสุนัขป่า ฝูงกา ฝูงสุนัขจิ้งจอก

และสัตว์ที่มีเขี้ยวเหล่าอื่นใดที่มีอยู่

พวกมันได้กัดกินเจ้าหญิงประภาวดีเป็นภักษาหารแล้ว

คงจักไม่แก่ชราเป็นแน่

[๔๓]

ข้าแต่ทูลกระหม่อมแม่

หากกษัตริย์ทั้งหลายผู้เสด็จไปสู่หนทางไกล

ได้ทรงนำเอาชิ้นเนื้อของหม่อมฉันไป

ขอเสด็จแม่โปรดทรงขอกระดูกไว้แล้วเผามันทิ้งเสียในระหว่างทาง

[๔๔]

ทูลกระหม่อมแม่ ขอเสด็จแม่โปรดให้สร้างเป็นสวน

แล้วให้ปลูกต้นกรรณิการ์ไว้ในเขตนี้

เมื่อใด ต้นกรรณิการ์เหล่านั้นมีดอกบานสะพรั่ง

ในคราวหิมะตกแห่งฤดูเหมันต์

เมื่อนั้น เสด็จแม่พึงรำลึกถึงหม่อมฉันว่า

ลูกประภาวดีของแม่มีผิวพรรณอย่างนี้

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๔๕]

นางกษัตริย์ผู้มีผิวพรรณดังเทพอัปสร

ซึ่งเป็นพระมารดาของเจ้าหญิงประภาวดีนั้น

ทอดพระเนตรเห็นดาบและเขียง

ภายในบุรีของพระเจ้ามัททะ จึงเสด็จลุกขึ้น

(พระมารดาของพระนางประภาวดี ทรงรำพันว่า)

[๔๖]

ข้าแต่เสด็จพี่มัททะ พระองค์จักทรงประหาร

พระธิดาเอวบางร่างน้อยซึ่งเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี

ด้วยพระแสงดาบนี้แล้วประทานให้แก่กษัตริย์ทั้งหลายแน่ละหรือ

[๔๗]

ลูกหญิง ลูกไม่ทำตามคำของแม่ผู้หวังประโยชน์

ลูกนั้นจะมีเลือดโซมกายไปสู่สำนักพญายมในวันนี้

[๔๘]

คนใดแลไม่ทำตามคำของผู้หวังเกื้อกูล

และบ่งชี้ประโยชน์ทั้งหลาย

คนนั้นย่อมต้องลำบากอย่างนี้

และต้องประสบความชั่วร้ายยิ่งกว่า

[๔๙]

ก็ถ้าวันนี้ลูกหญิงมีพระกุมารทรงโฉมงดงาม

ประดุจฉาบไว้ด้วยทอง เป็นกษัตริย์ทรงกำเนิดกับพระเจ้ากุสะ

สวมใส่สร้อยสังวาลทองคำประดับแก้วมณี

ที่หมู่พระญาติทรงบูชาแล้ว

ก็จะไม่ต้องไปสู่นิเวศน์พญายม

[๕๐]

กลองบันลือเสียงสนั่น

ช้างก็ร้องเสียงดังกึกก้อง

ในตระกูลแห่งกษัตริย์ทั้งหลาย

ลูกหญิงเอ๋ย อะไรเล่าจะสุขกว่านั้น

[๕๑]

ม้าศึกคะนองร้องคำรามอยู่ที่พระทวาร

กุมารร้องรำทำเพลงอยู่

ในตระกูลแห่งกษัตริย์ทั้งหลาย

ลูกหญิงเอ๋ย อะไรเล่าจะสุขกว่านั้น

[๕๒]

ตระกูลของกษัตริย์ทั้งหลาย

มีเสียงร้องดังกึกก้องของเหล่านกยูงและนกกระเรียน

และมีเสียงร้องเสนาะไพเราะแห่งเหล่านกดุเหว่า

ลูกหญิงเอ๋ย อะไรเล่าจะสุขกว่านั้น

(พระมารดาของพระนางประภาวดี ตรัสกับพระนางประภาวดีแล้วตรัสว่า)

[๕๓]

พระเจ้ากุสะพระองค์ใดทรงมีพระปรีชาอันโอฬาร

ย่ำยีศัตรูปราบปรามแคว้นของพระราชาพระองค์อื่น

จะพึงปลดเปลื้องพวกเราจากความทุกข์ได้

พระเจ้ากุสะพระองค์นั้นประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ

(พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)

[๕๔]

พระเจ้ากุสะพระองค์ใดทรงมีพระปรีชาอันโอฬาร

ย่ำยีศัตรู ปราบปรามแคว้นของพระราชาพระองค์อื่น

จักทรงกำจัดกษัตริย์เหล่านั้นทั้งหมดได้

พระเจ้ากุสะพระองค์นั้นประทับอยู่ ณ ที่นี้ พระเจ้าข้า

(พระมารดาตรัสว่า)

[๕๕]

เจ้าเป็นบ้าหรือ จึงพูดออกมาเหมือนเด็กไร้เดียงสาพูด

ถ้าพระเจ้ากุสะพึงเสด็จมา ทำไมพวกเราจะไม่รู้จักพระองค์เล่า

(พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)

[๕๖]

พระเจ้ากุสะคือคนครัวนั่น ทรงหยักรั้งอย่างมั่นคง

กำลังก้มล้างหม้ออยู่ระหว่างตำหนักเจ้าหญิงทั้งหลาย

(พระมารดาตรัสบริภาษว่า)

[๕๗]

เจ้าเป็นช่างถาก เป็นหญิงจัณฑาล

หรือเป็นคนทำลายวงศ์ตระกูล

เจ้าเกิดในวงศ์ตระกูลของพระเจ้ามัททะ

ไฉนจึงทำพระสวามีให้เป็นทาส

(พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)

[๕๘]

หม่อมฉันมิใช่ช่างถาก มิใช่หญิงจัณฑาล

และมิใช่คนทำลายวงศ์ตระกูล ขอทูลกระหม่อมแม่ทรงพระเจริญ

พระเจ้ากุสะนั้นคือพระราชบุตรของพระเจ้าโอกกากราช

เสด็จแม่เท่านั้นทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส

(พระนางประภาวดีทรงสรรเสริญพระเกียรติยศของพระเจ้ากุสโพธิสัตว์ว่า)

[๕๙]

พระราชาพระองค์ใดทรงเชื้อเชิญพราหมณ์ ๒๐,๐๐๐ คน

ให้บริโภคทุกเมื่อ ขอทูลกระหม่อมแม่ทรงพระเจริญ

พระราชาพระองค์นั้นคือพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช

เสด็จแม่เท่านั้นทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส

[๖๐]

เจ้าพนักงานตระเตรียมช้าง ๒๐,๐๐๐ เชือกไว้ทุกเมื่อ

เพื่อพระราชาพระองค์ใด ขอทูลกระหม่อมแม่ทรงพระเจริญ

พระราชาพระองค์นั้นคือพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช

เสด็จแม่เท่านั้นทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส

[๖๑]

เจ้าพนักงานตระเตรียมม้า ๒๐,๐๐๐ ตัวไว้ทุกเมื่อ

เพื่อพระราชาพระองค์ใด ขอทูลกระหม่อมแม่ทรงพระเจริญ

พระราชาพระองค์นั้นคือพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช

เสด็จแม่เท่านั้นทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส

[๖๒]

เจ้าพนักงานตระเตรียมราชรถ ๒๐,๐๐๐ คันไว้ทุกเมื่อ

เพื่อพระราชาพระองค์ใด ขอทูลกระหม่อมแม่ทรงพระเจริญ

พระราชาพระองค์นั้นคือพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช

เสด็จแม่เท่านั้นทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส

[๖๓]

เจ้าพนักงานรีดน้ำนมแม่โค ๒๐,๐๐๐ ตัวไว้ทุกเมื่อ

เพื่อพระราชาพระองค์ใด ขอทูลกระหม่อมแม่ทรงพระเจริญ

พระราชาพระองค์นั้นคือพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช

เสด็จแม่เท่านั้นทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส

(พระเจ้ามัททะทรงตำหนิพระธิดาว่า)

[๖๔]

โอ ลูกหญิงผู้โง่เขลา เจ้านั้นชั่วช้าเหลือเกิน

ที่ไม่บอกถึงองค์กษัตริย์ผู้ทรงพลังมหาศาลดุจพญาช้าง

แปลงเป็นกบเสด็จมา ณ ที่นี้

(พระเจ้ามัททะทรงแสดงโทษของพระองค์ว่า)

[๖๕]

ข้าแต่มหาราชผู้จอมทัพ

ขอพระองค์โปรดงดโทษแก่หม่อมฉัน

ที่ไม่ทราบว่าทรงปลอมพระองค์เสด็จมา ณ ที่นี้

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๖๖]

การที่หม่อมฉันเป็นคนครัวนั้นไม่เป็นการปกปิด

สำหรับคนเช่นหม่อมฉันเลย ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ

พระองค์ทรงเลื่อมใสหม่อมฉันต่างหาก

การกระทำผิดของพระองค์ไม่มี

(พระเจ้ามัททะส่งพระนางประภาวดีไปขอโทษว่า)

[๖๗]

นี่ลูกหญิงผู้โง่เขลา เจ้าจงไปขอให้พระเจ้ากุสะ

ผู้ทรงพลังมหาศาลทรงงดโทษเสีย

พระเจ้ากุสะพระองค์นั้นผู้ที่เจ้าให้งดโทษแล้ว

จะประทานชีวิตให้เจ้า

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๖๘]

เจ้าหญิงประภาวดีผู้มีผิวพรรณดุจเทพอัปสร

ทรงสดับพระดำรัสของพระปิตุราชแล้วทรงซบพระเศียร

กอดพระบาทพระเจ้ากุสะผู้ทรงพลังมหาศาล

(พระนางประภาวดีกราบทูลว่า)

[๖๙]

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ

ราตรีทั้งหลายเหล่านี้ใดล่วงเลยไป

ราตรีทั้งหลายเหล่านี้นั้นเว้นจากพระองค์ล่วงเลยไปแล้ว

หม่อมฉันขอถวายบังคมพระบาทของพระองค์ด้วยเศียรเกล้า

ข้าแต่พระจอมทัพ ขอพระองค์โปรด

อย่าทรงกริ้วหม่อมฉันเลย พระเจ้าข้า

[๗๐]

หม่อมฉันขอถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระองค์

ขอเดชะมหาราช โปรดสดับคำของหม่อมฉัน

หม่อมฉันจะไม่กระทำความชิงชังต่อพระองค์อีกต่อไป

[๗๑]

ถ้าพระองค์ไม่ทรงโปรดกระทำตาม

คำของหม่อมฉันผู้ทูลวิงวอนอยู่อย่างนี้

พระราชบิดาก็จักทรงเข่นฆ่าหม่อมฉัน

แล้วประทานให้แก่กษัตริย์ทั้งหลาย ณ กาลบัดนี้

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ได้สดับดังนั้น จึงตรัสว่า)

[๗๒]

เมื่อพระน้องนางอ้อนวอนอยู่อย่างนี้

ไฉนพี่จะไม่กระทำตามคำของพระน้องนางเล่า

แม่ประภาวดีผู้เลอโฉม พระน้องนางอย่าทรงกลัวไปเลย

พี่ไม่โกรธพระน้องนางหรอก

[๗๓]

พี่ขอให้สัตย์ปฏิญาณต่อพระน้องนาง

พระราชบุตรีโปรดทรงสดับคำของพี่เถิด

พี่จะไม่กระทำความชิงชังต่อพระน้องนางอีกต่อไป

[๗๔]

แม่ประภาวดีผู้มีสะโพกผึ่งผาย

ความจริง พี่สามารถที่จะย่ำยีตระกูลกษัตริย์มัททราชมากมาย

ให้ย่อยยับแล้วนำพระนางไป แต่เพราะความรักพระนาง

จึงยอมสู้ทนอดกลั้นความทุกข์อย่างล้นเหลือ

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ให้ขัตติยมานะเกิดขึ้น แล้วตรัสว่า)

[๗๕]

ข้าหลวงทั้งหลาย จงตระเตรียมราชรถ

ที่วิจิตรไปด้วยเครื่องอลังการต่างๆ และม้าที่ฝึกฝนดีแล้ว

ต่อแต่นั้น ท่านทั้งหลายจงดูความเร็วของเรา

ผู้กำลังกำจัดศัตรูเถิด

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๗๖]

หญิงทั้งหลายภายในบุรีของพระเจ้ามัททะ

พากันมองดูพระเจ้ากุสะนั้น

กำลังทรงเยื้องกรายดุจราชสีห์ ปรบพระหัตถ์

เสวยพระกระยาหารเป็นสองเท่า ณ ที่นั้น

[๗๗]

พระเจ้ากุสะเสด็จขึ้นทรงคอช้าง

และโปรดให้พระนางประภาวดีขึ้นประทับด้วย

ทรงหยั่งลงสู่สงครามบันลือสีหนาท

[๗๘]

กษัตริย์ทั้งหลายนอกนี้ทรงสดับพระสุรสีหนาท

ของท้าวเธอผู้ทรงบันลืออยู่

ถูกความหวาดกลัวต่อพระสุรเสียงของพระเจ้ากุสะคุกคาม

จึงพากันเสด็จหนีไป

เหมือนหมู่เนื้อหวาดกลัวต่อเสียงราชสีห์แล้วพากันหนีไป

[๗๙]

กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ

ถูกความหวาดกลัวต่อพระสุรเสียงของพระเจ้ากุสะคุกคาม

ต่างพากันฟาดฟันกันเอง

[๘๐]

ในสงครามสำคัญครั้งนั้น

ท้าวสักกะจอมเทพได้ทอดพระเนตรเห็นแล้ว

ทรงมีพระหฤทัยร่าเริงชื่นชมยินดี

จึงได้พระราชทานแก้วมณีอันไพโรจน์ดวงหนึ่งแด่พระเจ้ากุสะ

[๘๑]

พระราชาพระองค์นั้นครั้นทรงชนะสงครามนั้นแล้ว

ได้รับพระราชทานแก้วมณีอันไพโรจน์

ประทับบนคอช้าง เสด็จเลียบบุรีนคร

[๘๒]

ทรงจับเป็นกษัตริย์ทั้ง ๗ พระองค์ แล้วทรงพันธนาการ

ให้น้อมนำเข้าไปถวายต่อพระสัสสุระ (พ่อตา) ด้วยพระดำรัสว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ กษัตริย์เหล่านี้เป็นศัตรูของพระองค์

[๘๓]

พวกศัตรูทั้งหมดที่จะกำจัดพระองค์

ก็ตกอยู่ในอำนาจของพระองค์แล้ว

ขอพระองค์ทรงทำตามพระประสงค์เถิด

จะทรงปล่อยหรือจะทรงประหารกษัตริย์เหล่านั้นก็ตามพระทัยเถิด

(พระเจ้ามัททะตรัสว่า)

[๘๔]

กษัตริย์เหล่านี้เป็นศัตรูของพระองค์ต่างหาก

มิใช่เป็นศัตรูของหม่อมฉันเลย

ข้าแต่มหาราช พระองค์เท่านั้นทรงเป็นใหญ่กว่าหม่อมฉัน

จะทรงปล่อยหรือจะทรงประหารกษัตริย์เหล่านั้น

ก็ตามพระทัยเถิด

(พระเจ้ากุสโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๘๕]

พระธิดาทั้ง ๗ ของพระองค์เหล่านี้ ทรงเลอโฉม

อุปมาดังเทพกัญญา ขอพระองค์โปรดพระราชทาน

พระราชธิดาแต่ละพระองค์แด่กษัตริย์เหล่านั้น

ขอกษัตริย์เหล่านั้นทั้งหมดจงเป็นพระราชบุตรเขยของพระองค์เถิด

(พระเจ้ามัททะตรัสกับพระเจ้ากุสโพธิสัตว์ว่า)

[๘๖]

ข้าแต่มหาราช พระองค์เท่านั้นทรงเป็นใหญ่กว่าหม่อมฉัน

กว่าธิดาของหม่อมฉันเหล่านั้น และกว่าหม่อมฉันทั้งปวง

ขอพระองค์ทรงพระราชทานธิดาทั้งหลายของหม่อมฉัน

แด่กษัตริย์เหล่านั้นตามที่พระองค์ทรงพระประสงค์เถิด

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๘๗]

ในกาลนั้น พระเจ้ากุสะ

ผู้ทรงมีพระสุรเสียงประหนึ่งราชสีห์

ได้พระราชทานพระธิดาของพระเจ้ามัททะ

แด่กษัตริย์เหล่านั้นพระนางละองค์

[๘๘]

กษัตริย์ทั้ง ๗ พระองค์ต่างพากันเอิบอิ่มพระทัย

ด้วยการได้นั้น ทรงมีพระทัยยินดีในพระเจ้ากุสะ

ผู้มีพระสุรเสียงประหนึ่งราชสีห์

ต่างฝ่ายต่างเสด็จกลับสู่แคว้นของตนทันที

[๘๙]

ส่วนพระเจ้ากุสะผู้ทรงพลังมหาศาล

ทรงพาเจ้าหญิงประภาวดีและแก้วมณี

อันไพโรจน์งดงามเสด็จกลับยังกรุงกุสาวดี

[๙๐]

เมื่อพระราชาและพระราชเทวีทั้ง ๒ พระองค์นั้น

เสด็จไปในราชรถคันเดียวกัน เสด็จเข้าไปยังกรุงกุสาวดี

ทรงมีพระฉวีวรรณและพระรูปโฉมทัดเทียมกัน

มิได้ทรงรุ่งโรจน์ยิ่งกว่ากันและกันเลย

[๙๑]

ในกาลนั้น พระราชมารดาได้ทรงพบ

พระราชบุตรและพระชายา

พระบิดาและพระโอรสทั้ง ๒ พระองค์นั้นทรงสมัครสมานกัน

ครอบครองแผ่นดินกุสาวดีให้รุ่งเรืองแผ่ไพศาลสืบมา

กุสชาดกที่ ๑ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๒. สังกิจจชาดกกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๘สัตตตินิบาตชาดกหัวข้อถัดไป๒. โสณนันทชาดก