ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๘
  6. /
  7. สัตตตินิบาตชาดก
  8. /
  9. ๒. โสณนันทชาดก

๒. โสณนันทชาดก

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๑๓๔ · บรรทัด ๙๔๓เรื่องนี้ในคลังชาดก

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒. โสณนันทชาดก (๕๓๒)

ว่าด้วยโสณนันทดาบส

(พระเจ้ามโนชะเมื่อทรงพิจารณาดาบสนั้นแล้ว จึงตรัสว่า)

[๙๒]

ท่านเป็นเทวดา คนธรรพ์ เป็นท้าวสักกปุรินททะ

หรือเป็นมนุษย์ผู้มีฤทธิ์กันแน่หนอ พวกเราจะรู้จักท่านได้อย่างไร

(นันทบัณฑิตดาบสกราบทูลว่า)

[๙๓]

อาตมภาพไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์

แม้ท้าวสักกปุรินททะก็ไม่ใช่

อาตมภาพเป็นมนุษย์ผู้มีฤทธิ์ ขอถวายพระพร

ขอพระองค์ทรงทราบอย่างนี้เถิด ภารถมหาบพิตร ๑-

(พระเจ้ามโนชะได้สดับดังนั้น จึงตรัสว่า)

[๙๔]

พระคุณเจ้าได้ทำการขวนขวายช่วยเหลือมิใช่น้อยเห็นปานนี้

เมื่อฝนตก พระคุณเจ้าก็ได้ทำให้ฝนหยุด

[๙๕]

จากนั้นเมื่อลมแรง แดดกล้า พระคุณเจ้าก็ได้ทำเงาอันร่มเย็น

ต่อมาพระคุณเจ้าก็ได้ทำการป้องกันลูกศรในท่ามกลางศัตรู

[๙๖]

ต่อมาพระคุณเจ้าก็ได้ทำแคว้นให้เจริญรุ่งเรืองแผ่ไพศาล

และได้นำประชาชนผู้อยู่ในแคว้นเหล่านั้นให้อยู่ในอำนาจของโยม

ต่อมาก็ได้ทำให้กษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์ให้เป็นผู้ติดตามโยม

[๙๗]

โยมมีความพอใจต่อพระคุณเจ้าผู้เจริญ

พระคุณเจ้าประสงค์สิ่งปลื้มใจอันใด คือ

ยานพาหนะที่เทียมด้วยช้าง รถเทียมด้วยม้า

นารีที่ประดับด้วยเครื่องอลังการ

และหรือนิเวศน์อันรื่นรมย์สำราญ

ขอพระคุณเจ้าออกปากขอมาเถิด

โยมขอถวายแด่พระคุณเจ้าผู้เจริญ

@เชิงอรรถ :

@๑ ภารถมหาบพิตร หมายถึงพระราชาผู้รับภาระปกครองแคว้น, ผู้บริหารราชการแผ่นดิน (ขุ.ชา.อ. ๘/๙๓/๑๘๕)

[๙๘]

หรือว่าพระคุณเจ้าประสงค์สิ่งใดในแคว้นอังคะก็ตาม

มคธก็ตาม โยมขอถวายแด่พระคุณเจ้าผู้เจริญ

หรือพระคุณเจ้าประสงค์แคว้นอัสสกะหรือแคว้นอวันตี

โยมก็เต็มใจถวายสิ่งนั้นแด่พระคุณเจ้า

[๙๙]

หรือแม้ราชสมบัติกึ่งหนึ่ง

โยมก็จะถวายแด่พระคุณเจ้าผู้เจริญ

ถ้าพระคุณเจ้าประสงค์ราชสมบัติ

นิมนต์แนะนำสิ่งที่พระคุณเจ้าประสงค์มาเถิด

(นันทบัณฑิตดาบสกราบทูลชี้แจงความประสงค์ของตนว่า)

[๑๐๐]

ราชสมบัติก็ตาม บ้านเมืองก็ตาม

ทรัพย์สมบัติก็ตาม อาตมภาพไม่ต้องการ

แม้ถึงชนบทอาตมภาพก็ไม่มีความต้องการ

[๑๐๑]

ในพระราชอาณาจักรของมหาบพิตรผู้เจริญ

มีอาศรมหลังหนึ่งอยู่ ณ ราวป่า

บิดามารดาทั้ง ๒ ของอาตมภาพพำนักอยู่ ณ อาศรมนั้น

[๑๐๒]

อาตมภาพไม่ได้ทำบุญในท่านทั้ง ๒

ผู้เป็นบุรพาจารย์นั้นเลย

อาตมภาพจะทำการทูลเชิญมหาบพิตรผู้ทรงพระเจริญ

แล้วจะขอการสังวร (ขอโทษ) กับโสณบัณฑิต

(พระเจ้ามโนชะตรัสกับนันทบัณฑิตดาบสนั้นว่า)

[๑๐๓]

ท่านพราหมณ์ โยมจะทำตามคำของพระคุณเจ้า

ตามที่พระคุณเจ้าพูดกับโยม

แต่เรื่องนั้นพระคุณเจ้าบอกโยมมาเถิดว่า

ผู้วิงวอนขอร้องมีจำนวนเท่าไร

(นันทบัณฑิตดาบสกราบทูลว่า)

[๑๐๔]

คหบดี ชาวชนบทและพราหมณ์มหาศาลกว่าร้อยขึ้นไป

กษัตริย์ผู้อภิชาติผู้ทรงมีพระอิสริยยศเหล่านี้ทั้งหมด

และพระองค์ผู้ทรงพระเจริญทรงพระนามว่า พระเจ้ามโนชะ

ผู้วิงวอนขอร้อง ก็จักเพียงพอ

(พระเจ้ามโนชะตรัสกับนันทบัณฑิตดาบสว่า)

[๑๐๕]

พนักงานทั้งหลายจงตระเตรียมช้างและม้า

นายสารถีจงเทียมรถ ท่านทั้งหลายจงถือเอาเครื่องผูก

จงยกธงขึ้นปักที่แท่นปักธง

เราจักไปยังอาศรมที่โกสิยดาบสพำนักอยู่

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๐๖]

ลำดับนั้น พระราชาเสด็จไปพร้อมกับจาตุรงคเสนา

ได้เสด็จถึงอาศรมอันน่ารื่นรมย์ที่โกสิยดาบสอยู่

(พระเจ้ามโนชะทรงเห็นโสณดาบสโพธิสัตว์มา จึงตรัสว่า)

[๑๐๗]

หาบของใครผู้จะไปหาบน้ำ ทำด้วยไม้กระทุ่ม

ไม่ถูกต้องบ่า ลอยขึ้นสู่อากาศ

(ห่างบ่า)ประมาณ ๔ องคุลี

(โสณดาบสโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๑๐๘]

ข้าแต่มหาราช อาตมภาพคือโสณดาบส

ผู้อดกลั้นประพฤติวัตร ไม่เกียจคร้าน

เลี้ยงดูมารดาบิดาอยู่ทุกคืนวัน

[๑๐๙]

ขอถวายพระพร พระองค์ผู้เป็นเจ้าแห่งทิศ

อาตมภาพระลึกถึงอุปการะที่ท่านทั้งสอง

ได้ทำไว้แล้วในกาลก่อนอยู่เนืองๆ

จึงนำเอาผลไม้และเผือกมันในป่ามาเลี้ยงดูมารดาบิดา

(พระเจ้ามโนชะทรงประสงค์จะทำความคุ้นเคยกับโสณบัณฑิตดาบส จึงตรัสว่า)

[๑๑๐]

โยมทั้งหลายปรารถนาจะไปยังอาศรมที่โกสิยดาบสอยู่

พระคุณเจ้าโสณะ นิมนต์พระคุณเจ้า

กรุณาบอกหนทางแก่พวกโยมด้วย

พวกโยมจะไปถึงอาศรมได้โดยหนทางใด

(โสณดาบสโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๑๑๑]

ขอถวายพระพรพระราชา

หนทางนี้เป็นทางเดินเท้าสำหรับคนผู้เดียว

ณ ที่ใด มีป่าสีเขียวครามคล้ายเมฆ

ดารดาษไปด้วยต้นทองกวาว

ท่านโกสิยดาบสพำนักอยู่ ณ ป่าแห่งนี้

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๑๒]

มหาฤๅษี ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว

จึงเหาะขึ้นในอากาศพร่ำสอนกษัตริย์ทั้งหลาย

แล้วรีบด่วนหลีกไปในอากาศ

[๑๑๓]

ปัดกวาดอาศรม ปูลาดอาสนะแล้วเข้าไปยังบรรณศาลา

บอกกล่าวบิดาให้รู้ตัวว่า

[๑๑๔]

ข้าแต่มหาฤๅษี กษัตริย์ผู้อภิชาติ

ทรงมีพระอิสริยยศทั้งหลายเหล่านี้

กำลังเสด็จมา ขอท่านพ่อจงออกไปนั่งนอกอาศรมเถิด

[๑๑๕]

มหาฤๅษีสดับคำของโสณบัณฑิตนั้นแล้ว

รีบออกจากอาศรม นั่งอยู่ใกล้ประตูอาศรมของตน

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๑๑๖]

โกสิยดาบสได้เห็นพระเจ้ามโนชะนั้นมีหมู่กษัตริย์แวดล้อม

เป็นประดุจกองทัพรุ่งเรืองอยู่ด้วยเดชานุภาพ

กำลังเสด็จมา จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า

[๑๑๗]

กระบวนกลอง ตะโพน สังข์ บัณเฑาะว์

และมโหระทึกนำหน้าใครมา ยังพระราชาผู้จอมทัพให้ร่าเริง

[๑๑๘]

ใครมีหน้าผากสวมกรอบอุณหิสทองคำอันหนา

มีวรรณะประดุจสายฟ้า

ใครหนอยังหนุ่มแน่นผูกสอดแล่งลูกศร

รุ่งเรืองอยู่ด้วยสิริกำลังมา

[๑๑๙]

อนึ่ง ใบหน้าของใครงดงามผุดผ่อง

ดุจทองคำที่ละลายคว้างอยู่ปากเบ้า

มีสีดังถ่านเพลิงไม้ตะเคียน

ใครหนอรุ่งเรืองอยู่ด้วยสิริกำลังมา

[๑๒๐]

ฉัตรมีซี่น่ารื่นรมย์ใจ สำหรับกั้นบังแสงอาทิตย์

เขาประคองกั้นแล้วเพื่อใคร

ใครหนอรุ่งเรืองอยู่ด้วยสิริกำลังมา

[๑๒๑]

ชนทั้งหลายถือพัดวาลวีชนีเครื่องสูง

เดินแวดล้อมเรือนร่างของใคร

ผู้มีบุญอันประเสริฐซึ่งกำลังมาบนคอช้าง

[๑๒๒]

เศวตฉัตร ม้าอาชาไนย และทหารสวมเกราะ

ของใครเรียงรายอยู่โดยรอบ

ใครหนอรุ่งเรืองอยู่ด้วยสิริกำลังมา

[๑๒๓]

กษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์ผู้ทรงมีพระอิสริยยศ

กำลังแวดล้อมติดตามใครอยู่โดยรอบ

ใครหนอรุ่งเรืองอยู่ด้วยสิริกำลังมา

[๑๒๔]

อนึ่ง เสนา ๔ เหล่า คือ กองพลช้าง กองพลม้า

กองพลรถ และกองพลราบ แวดล้อมตามใครอยู่โดยรอบ

ใครหนอรุ่งเรืองอยู่ด้วยสิริกำลังมา

[๑๒๕]

เสนาหมู่ใหญ่นั่นของใคร นับไม่ถ้วน

แวดล้อมติดตามมาข้างหลังประดุจคลื่นแห่งสาคร

[๑๒๖]

พระเจ้ามโนชะผู้เป็นราชาธิราช

เหมือนพระอินทร์ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งเทพทั้งหลาย

ผู้มีชัยกำลังเสด็จมาสู่อาศรมของท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์

เพื่อทรงขอขมาโทษแทนนันทดาบส

[๑๒๗]

นั้นเสนาหมู่ใหญ่ของพระองค์นับไม่ถ้วน

แวดล้อมติดตามมาข้างหลังประดุจคลื่นแห่งสาคร

[๑๒๘]

พระราชาทั้งหลายมีพระวรกายลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์

ทรงพระภูษากาสิกพัสตร์อันอุดม

ทุกพระองค์ต่างประนมมือเสด็จเข้าไปหาพระฤๅษี

(ต่อแต่นั้น พระเจ้ามโนชะตรัสว่า)

[๑๒๙]

พระคุณเจ้าผู้เจริญมีความสุขสำราญดี

ไม่มีโรคเบียดเ บียนหรือ

พระคุณเจ้ายังอัตภาพให้เป็นไป

ด้วยการแสวงหามูลผลาหารหรือ

เผือก มัน และผลไม้ยังมีอยู่มากหรือ

[๑๓๐]

เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานมีน้อยหรือ

ในป่าที่มีเนื้อร้ายอยู่พลุกพล่านไม่มีมาเบียดเบียนหรือ

(โสณดาบสโพธิสัตว์กราบทูลว่า)

[๑๓๑]

ข้าแต่พระราชา พวกอาตมภาพ

มีความสุขสำราญดี และไม่มีโรคเบียดเบียน

อนึ่ง อาตมภาพทั้งหลายยังอัตภาพ

ให้เป็นไปด้วยการแสวงหามูลผลาหาร

และเผือก มัน ผลไม้ก็ยังมีมากอยู่

[๑๓๒]

อนึ่ง เหลือบยุงและสัตว์เลื้อยคลานก็มีน้อย

เนื้อร้ายอยู่พลุกพล่านในป่าก็ไม่มาเบียดเบียนอาตมภาพเลย

[๑๓๓]

หลายปีมาแล้ว อาตมาอยู่ในอาศรมนี้

ยังไม่รู้จักความอาพาธที่ไม่ทำใจให้รื่นรมย์ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว

[๑๓๔]

ข้าแต่มหาราช พระองค์เสด็จมาดีแล้ว มิได้เสด็จมาร้าย

พระองค์ทรงเป็นใหญ่ เสด็จมาถึงโดยลำดับ

สิ่งใดที่ทรงพอพระทัย โปรดตรัสบอกสิ่งนั้นเถิด

[๑๓๕]

ข้าแต่พระราชา ผลมะพลับ ผลมะหาด

ผลมะซาง และผลหมากเม่า มีรสหวานเล็กน้อย

เชิญพระองค์เลือกเสวยผลดีๆ เถิด

[๑๓๖]

น้ำดื่มนี้ก็เย็นสนิท ตักมาจากซอกเขา

มหาบพิตรหากพระองค์ประสงค์ ขอทรงดื่มเถิด

(พระเจ้ามโนชะตรัสว่า)

[๑๓๗]

สิ่งที่พระคุณเจ้าให้โยมก็รับไว้แล้ว

พระคุณเจ้าทำให้มีค่าสำหรับคนทุกคน

ขอพระคุณเจ้าทั้งหลายโปรดเงี่ยโสตสดับ

คำของนันทดาบสเถิด ท่านจะกล่าว

[๑๓๘]

พวกโยมเป็นบริษัทของนันทดาบส

พากันมายังสำนักของพระคุณเจ้าผู้เจริญ

เพื่อจะขอขมาโทษ ขอพระคุณเจ้าผู้เจริญ

โปรดสดับฟังคำของนันทดาบสและของบริษัทเถิด

(นันทบัณฑิตเมื่อเจรจากับบริษัทของตน จึงกล่าวว่า)

[๑๓๙]

ชาวชนบทและพราหมณ์มหาศาลกว่าร้อยขึ้นไป

กษัตริย์ผู้อภิชาติผู้ทรงมีพระอิสริยยศเหล่านี้ทั้งหมด

และพระราชาผู้เจริญทรงพระนามว่า มโนชะ

โปรดทรงสดับคำของอาตมภาพสักเล็กน้อย

[๑๔๐]

อนึ่ง ยักษ์ ภูต และเทวดาทั้งหลายในป่า

ที่พากันมาประชุมอยู่ในอาศรมนี้

ขอจงฟังคำของข้าพเจ้า

[๑๔๑]

ข้าพเจ้าขอกระทำความนอบน้อมแก่ภูตทั้งหลาย

แล้วจะกล่าวกับโสณฤๅษีผู้มีวัตรดีงาม

ข้าพเจ้านั้นชาวโลกสมมติแล้วว่า

เป็นชาวโกสิยโคตรร่วมกับท่าน

จึงนับว่าเป็นแขนขวาของท่าน

[๑๔๒]

ข้าแต่ท่านพี่โกสีย์ผู้กล้าหาญ

เมื่อข้าพเจ้ามีความประสงค์

จะเลี้ยงดูมารดาและบิดาบังเกิดเกล้าของข้าพเจ้า

ฐานะนี้ชื่อว่าเป็นบุญ ขอท่านพี่จงอย่าห้ามข้าพเจ้าเลย

[๑๔๓]

แท้จริง การบำรุงมารดาและบิดานั้น

สัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญแล้ว

ขอท่านพี่จงสละการบำรุงมารดาบิดานั้นให้ข้าพเจ้าเถิด

ท่านพี่ได้กระทำกุศลมานานแล้ว

ด้วยการลุกขึ้นทำกิจวัตรและการบีบนวด

บัดนี้ ข้าพเจ้าใคร่จะทำบุญในมารดาบิดาทั้งหลายบ้าง

ขอท่านพี่จงมอบโลกสวรรค์ให้แก่ข้าพเจ้าเถิด

[๑๔๔]

ข้าแต่ท่านพี่ผู้เป็นฤๅษี มนุษย์ทั้งหลายผู้รู้บทแห่งธรรม

ในธรรมว่า เป็นหนทางแห่งโลกสวรรค์

เหมือนอย่างท่านพี่รู้ มีอยู่ในบริษัทนี้เหมือนกัน

[๑๔๕]

ท่านโสณบัณฑิตผู้พี่ห้ามข้าพเจ้า

ผู้จะบำรุงมารดาและบิดาให้มีความสุขด้วยการอุปัฏฐาก

และการนวดเฟ้น จากบุญนั้น

ชื่อว่าเป็นคนปิดกั้นหนทางอันประเสริฐ

(เมื่อนันทบัณฑิตกล่าวอย่างนี้แล้ว โสณดาบสโพธิสัตว์ประกาศให้ทราบว่า)

[๑๔๖]

ขอถวายพระพรมหาราช กษัตริย์ผู้เจริญทั้งหลาย

ผู้จะขอขมาโทษแทนน้องชายของอาตมภาพ ขอทรงสดับคำ

ของอาตมภาพ ผู้ใดยังสกุลวงศ์อันเก่าแก่ให้เสื่อมไป

ไม่ประพฤติธรรมในบุคคลผู้เจริญในสกุลทั้งหลาย

ผู้นั้นย่อมเข้าถึงนรก

[๑๔๗]

ขอถวายพระพรพระองค์ผู้เป็นเจ้าแห่งทิศ

ก็ชนเหล่าใดเป็นผู้ฉลาดในธรรมอันเก่าแก่

ถึงพร้อมด้วยจารีต

ชนเหล่านั้นจะไม่ไปสู่ทุคติ

[๑๔๘]

มารดาและบิดา พี่ชายน้องชาย

พี่สาวน้องสาว เครือญาติและพวกพ้อง

ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นภาระของพี่ชายใหญ่

ขอพระองค์ทรงทราบอย่างนี้เถิด ท่านภารถ

[๑๔๙]

ขอถวายพระพรพระองค์ผู้เป็นจอมทัพ

อาตมภาพต้องรับภาระอันหนักและไม่ละเลยธรรม

เหมือนนายเรือต้องรับภาระอันหนัก พยายามนำเรือไป

เพราะว่าอาตมภาพเป็นพี่ชายใหญ่

(พระราชาทุกพระองค์ทรงพอพระทัย ทรงชมเชยโสณดาบสโพธิสัตว์ว่า)

[๑๕๐]

เราทั้งหลายได้บรรลุญาณคือปัญญาในความมืด

ท่านโสณโกสิยฤๅษีผู้เจริญได้แสดงธรรมอย่างชัดแจ้ง

แก่เราทั้งหลายเหมือนเปลวเพลิงจากไฟป่าในเวลามืดมิด

[๑๕๑]

ดวงอาทิตย์เหล่ากอแห่งวาสุเทพเปล่งรัศมีอุทัยอยู่

ย่อมส่องแสงให้เห็นรูปทั้งดีทั้งชั่วอย่างแจ่มแจ้งแก่เหล่าสัตว์ฉันใด

ท่านโสณโกสิยฤๅษีผู้เจริญก็ฉันนั้นเหมือนกัน

ได้แสดงธรรมอย่างชัดแจ้งแก่เราทั้งหลาย

(ลำดับนั้น นันทบัณฑิตกล่าวว่า)

[๑๕๒]

ถ้าท่านพี่ไม่ยอมรับรู้

ถึงการประคองอัญชลีของข้าพเจ้าผู้วิงวอนอยู่อย่างนี้

ข้าพเจ้าจักประพฤติตามท่านพี่ จักตั้งใจปฏิบัติบำรุงท่านพี่

(โสณดาบสโพธิสัตว์เมื่อจะประกาศคุณของนันทบัณฑิต จึงกล่าวว่า)

[๑๕๓]

นันทะ เธอรู้แจ้งชัดถึงสัทธรรม

ที่สัตบุรุษทั้งหลายแสดงไว้แล้วอย่างแท้จริง

เธอเป็นผู้ประเสริฐ มีมารยาทงาม พี่พอใจเธอยิ่งนัก

[๑๕๔]

พี่จะบอกท่านพ่อท่านแม่

ขอท่านทั้ง ๒ จงฟังคำของข้าพเจ้า

ภาระนี้เป็นเพียงภาระชั่วครั้งชั่วคราวของข้าพเจ้าหามิได้

[๑๕๕]

นันทดาบส กระทำการขอขมาโทษอ้อนวอนขอกับข้าพเจ้า

เพื่อบำรุงท่านทั้ง ๒ อันเป็นการอุปัฏฐาก

ที่นำความสุขมาให้แก่มารดาบิดานั้นบ้าง

[๑๕๖]

บรรดาท่านทั้ง ๒ ผู้สงบ ประพฤติพรหมจรรย์

ท่านผู้ใดปรารถนา ขอท่านคนหนึ่งจงปรารถนานันทะเถิด

ขอนันทะจงบำรุงใครคนหนึ่งในท่านทั้ง ๒ ตามต้องการเถิด

(มารดาของโสณดาบสโพธิสัตว์กล่าวว่า)

[๑๕๗]

โสณะ แม่และพ่ออาศัยเธอ เธออนุญาตแล้ว

แม่พึงได้จุมพิตนันทะผู้ประพฤติพรหมจรรย์ที่กระหม่อมเถิด

[๑๕๘]

เพราะนานเหลือเกินจึงได้เห็นนันทะ

หัวใจของแม่ย่อมหวั่นไหว

เหมือนใบอ่อนของต้นโพธิ์ถูกลมพัดไหวไปมา

[๑๕๙]

เมื่อใดแม่หลับลงฝันเห็นนันทะมา

แม่ก็เบิกบานดีใจว่า ลูกนันทะของแม่มาแล้ว

[๑๖๐]

แต่เมื่อใดแม่ตื่นขึ้นแล้วไม่เห็นนันทะมา

ความเศร้าโศกและความเสียใจมิใช่น้อยกลับทับถมโดยยิ่ง

[๑๖๑]

แม่เห็นนันทะกลับมาในวันนี้

ขอนันทะผู้เป็นที่รักของพ่อแม่จงเข้าไปยังเรือนของพวกเราเถิด

[๑๖๒]

นันทะเป็นลูกสุดที่รักแม้ของบิดา

นันทะไม่ควรจากเรือนนี้ไปอีก

พ่อโสณะ ขอนันทะจงได้สิ่งที่ตนปรารถนาเถิด

ขอนันทะจงบำรุงแม่เถิด

(โสณดาบสโพธิสัตว์ประกาศพระคุณของมารดาว่า)

[๑๖๓]

พ่อฤๅษี มารดาเป็นผู้อนุเคราะห์ เป็นที่พึ่ง

และเป็นผู้ให้รส (คือ น้ำนม) แก่พวกเรามาก่อน

เป็นหนทางแห่งโลกสวรรค์ มารดาปรารถนาเจ้า

[๑๖๔]

พ่อฤๅษี มารดาเป็นผู้ให้รสมาก่อน

เป็นผู้คุ้มครอง เป็นที่เข้าไปประกอบบุญกุศล

เป็นหนทางแห่งโลกสวรรค์ มารดาปรารถนาเจ้า

(โสณดาบสโพธิสัตว์เมื่อจะประกาศว่ามารดาเป็นผู้ทำกิจที่ทำได้ยากที่ บุคคลอื่นจะทำได้ จึงกล่าวว่า)

[๑๖๕]

มารดาเมื่อหวังผลคือบุตรจึงนอบน้อมเทวดา

และไต่ถามถึงฤกษ์ ฤดู และปีทั้งหลาย ๑-

[๑๖๖]

เมื่อมารดานั้นมีระดู การตั้งครรภ์จึงมีได้

เพราะการตั้งครรภ์นั้น มารดาจึงมีการแพ้ท้อง

เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกท่านว่า สุหทา หญิงผู้มีใจดี ๒-

@เชิงอรรถ :

@๑ มารดานอบน้อมเทวดา หมายถึงทำการนอบน้อมคือบนบานต่อเทวดาว่า “ขอลูกจงเกิดขึ้นแก่เรา”

@ถามถึงฤกษ์ ฤดู และปีทั้งหลาย หมายถึงมารดาต้องการทราบว่าบุตรเกิดในฤกษ์ ฤดู และปีใด จะ

@มีอายุยืน อายุสั้นอย่างไร (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๖๕/๒๐๗)

@๒ เมื่อมารดานั้นมีระดู หมายถึงเมื่อต่อมเลือด(ไข่สุก)เกิดแล้ว ระดูไม่มาตามกำหนด มารดาได้ชื่อว่า สุหทา

@หญิงผู้มีใจดี (เพราะในเวลานั้นมารดาจะเกิดความรักในบุตรที่เกิดในท้องของตน) (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๖๖/๒๐๗)

[๑๖๗]

มารดาประคับประคองครรภ์อยู่หนึ่งปีหรือหย่อนกว่าบ้าง

แล้วจึงคลอดบุตร เพราะเหตุนั้น มารดานั้นจึงชื่อว่า

หญิงผู้ให้กำเนิดบุตร เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกท่านว่า

ชเนตตี หญิงผู้ยังบุตรให้เกิด

[๑๖๘]

เมื่อบุตรร้องไห้ มารดาก็ปลอบโยนให้ยินดีได้

ด้วยน้ำนมบ้าง ด้วยการร้องเพลงกล่อมบ้าง

ด้วยการกอดไว้แนบอกบ้าง

เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกท่านว่า

โตเสนตี หญิงผู้ยังบุตรให้ร่าเริงยินดี

[๑๖๙]

จากนั้น เมื่อลมแรงและแดดกล้า

มารดาก็กระทำความรักอย่างจับใจ

มองดูบุตรผู้ยังเป็นเด็กอ่อนไร้เดียงสาอยู่

เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกว่า

โปเสนตี หญิงผู้เลี้ยงดูบุตร

[๑๗๐]

ทรัพย์อันใดที่เป็นทรัพย์ของมารดาก็ดี

เป็นทรัพย์ของบิดาก็ดี

แม้ทรัพย์ทั้ง ๒ มารดาก็คุ้มครองรักษาไว้เพื่อบุตรนั้น

ด้วยหมายใจว่า แม้ทรัพย์ทั้ง ๒ นี้พึงเป็นของบุตรของเรา

[๑๗๑]

มารดาเมื่อให้บุตรสำเหนียกว่า

อย่างนี้ซิลูก อย่างโน้นซิลูก ย่อมลำบาก

และทราบว่าบุตรของตนเมื่อถึงคราวเป็นหนุ่ม

ลุ่มหลงมัวเมาในภรรยาของผู้อื่นอยู่จนดึกดื่นเที่ยงคืน

ไม่กลับมาในเวลาเย็น ก็ย่อมเดือดร้อน ด้วยประการฉะนี้

[๑๗๒]

บุตรที่มารดาเลี้ยงดูมาแล้วด้วยความลำบากอย่างนี้

ไม่บำรุงมารดา บุตรคนนั้นชื่อว่า

ประพฤติผิดในมารดา ย่อมเข้าถึงนรก

[๑๗๓]

บุตรที่บิดาเลี้ยงดูมาแล้วด้วยความลำบากอย่างนี้

ไม่บำรุงบิดา บุตรคนนั้นชื่อว่า

ประพฤติผิดในบิดา ย่อมเข้าถึงนรก

[๑๗๔]

ข้าพเจ้าได้สดับมาว่า แม้ทรัพย์ที่เกิดขึ้น

แก่บุตรทั้งหลายผู้มีความต้องการทรัพย์ ก็พินาศไปบ้าง

บุตรนั้นย่อมถึงฐานะอันลำบากบ้าง เพราะไม่บำรุงมารดา

[๑๗๕]

ข้าพเจ้าได้สดับมาว่า แม้ทรัพย์ที่เกิดขึ้น

แก่บุตรทั้งหลายผู้มีความต้องการทรัพย์ ก็พินาศไปบ้าง

บุตรนั้นย่อมถึงฐานะอันลำบากบ้าง เพราะไม่บำรุงบิดา

[๑๗๖]

ความเพลิดเพลินยินดี ความรื่นเริงบันเทิงใจ

และการหัวเราะเล่นหัวกันในกาลทุกเมื่อนั้น

บัณฑิตผู้รู้แจ้งจะพึงได้เพราะบำรุงมารดา

[๑๗๗]

ความเพลิดเพลินยินดี ความรื่นเริงบันเทิงใจ

และการหัวเราะเล่นหัวกันในกาลทุกเมื่อนั้น

บัณฑิตผู้รู้แจ้งจะพึงได้เพราะบำรุงบิดา

[๑๗๘]

สังคหวัตถุ ๑- ทั้งหลาย คือ

๑. ทาน (การให้) ๒. ปิยวาจา (การเจรจาถ้อยคำที่น่ารัก)

๓. อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์)

๔. สมานัตตตา (ความเป็นผู้มีตนเสมอในธรรมทั้งหลายตาม

สมควรในที่นั้นๆ)

ทั้ง ๔ ประการนี้ยังมีอยู่ในโลกนี้

เหมือนเพลารถยังมีแก่รถที่กำลังแล่นไป

@เชิงอรรถ :

@๑ สังคหวัตถุ หมายถึงหลักการสงเคราะห์หรือธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจกันไว้ได้ ในที่นี้หมายถึงบุตรพึง

@ปรนนิบัติมารดาบิดาด้วยหลัก ๔ ประการ คือ (๑) ทาน การให้(สิ่งของ)แก่มารดาบิดา (๒) เปยยวัชชะ

@พึงเจรจาแต่คำที่น่ารัก (๓) อัตถจริยา พึงประพฤติประโยชน์ด้วยการทำหน้าที่(ของท่าน)ที่เกิดขึ้นให้สำเร็จ

@(๔) สมานัตตตา ความเป็นผู้มีตนเสมอในธรรมทั้งหลายตามสมควร หมายถึงความประพฤติยำเกรงต่อผู้

@ใหญ่ทั้งหลาย (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๗๘/๒๐๘)

[๑๗๙]

หากว่าสังคหวัตถุเหล่านี้ไม่พึงมีไซร้

มารดาไม่พึงได้การนับถือหรือการบูชาเพราะเหตุแห่งบุตรเลย

หรือบิดาไม่พึงได้การนับถือหรือการบูชาเพราะเหตุแห่งบุตรเลย

[๑๘๐]

ก็เพราะบัณฑิตทั้งหลายพิจารณาเห็นสังคหวัตถุเหล่านี้โดยชอบ

เพราะฉะนั้น จึงบรรลุถึงความเป็นผู้ใหญ่

ทั้งบัณฑิตเหล่านั้นยังเป็นผู้น่าสรรเสริญอีกด้วย

[๑๘๑]

มารดาและบิดาทั้งหลายบัณฑิตกล่าวว่า

๑. เป็นพรหมของบุตร

๒. เป็นบุรพาจารย์ของบุตร

๓. เป็นผู้ควรของต้อนรับบูชาของบุตร ๑-

๔. เป็นผู้อนุเคราะห์หมู่สัตว์คือบุตร

[๑๘๒]

เพราะเหตุนั้น บัณฑิตพึงนอบน้อมและพึงสักการะ

มารดาและบิดาทั้ง ๒ นั้นด้วยข้าวและน้ำ

ด้วยผ้านุ่งผ้าห่มและที่นอน ด้วยการอบตัวและอาบน้ำให้

และด้วยการล้างเท้าทั้ง ๒ ให้ท่าน

[๑๘๓]

เพราะการบำรุงมารดาและบิดาทั้ง ๒ นั้น

บัณฑิตทั้งหลายจึงสรรเสริญเขาในโลกนี้ทีเดียว

เขาตายไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์ ดังนี้แล

โสณนันทชาดกที่ ๒ จบ

รวมชาดกที่มีในนิบาตนี้

๑. กุสชาดก ๒. โสณนันทชาดก

สัตตตินิบาตจบ

@เชิงอรรถ :

@๑ มารดาและบิดาเป็นพรหมของบุตร เพราะเป็นผู้เสมอด้วยพรหม คือ สูงสุด ประเสริฐสุดของบุตร

@เป็นบุรพาจารย์ คือ เป็นอาจารย์คนแรกของบุตร เป็นผู้ควรของต้อนรับบูชา คือ สมควรแก่สักการะ

@อย่างใดอย่างหนึ่งของบุตร (ขุ.ชา.อ. ๘/๑๘๑/๒๐๘)

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๑. กุสชาดกกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๘สัตตตินิบาตชาดกหัวข้อถัดไป๑. จุลลหังสชาดก