ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๘
  6. /
  7. อสีตินิบาตชาดก
  8. /
  9. ๕. มหาสุตโสมชาดก

๕. มหาสุตโสมชาดก

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๓๑๕ · บรรทัด ๒๒๕๘เรื่องนี้ในคลังชาดก

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๕. มหาสุตโสมชาดก (๕๓๗)

ว่าด้วยพระเจ้ามหาสุตโสมทรงทรมานโจรโปริสาท ๑-

(กาฬหัตถีเสนาบดีถามพ่อครัวว่า)

[๓๗๑]

พ่อครัว เพราะเหตุไร

ท่านจึงทำกรรมทารุณโหดร้ายเช่นนี้

ท่านหลงฆ่าหญิงและชายทั้งหลาย

เพราะเหตุแห่งเนื้อหรือแห่งทรัพย์

@เชิงอรรถ :

@๑ พระเจ้ามหาสุตโสมโพธิสัตว์ทรงเป็นพระสหายร่วมสำนักเรียนกับพระเจ้าพรหมทัตและพระกุมารอื่นๆ อีก

@ประมาณ ๑๐๑ พระองค์ ต่อมาเมื่อแยกย้ายกลับบ้านเมืองของตนแล้ว พรหมทัตกุมารได้ครองเมือง

@พาราณสี แต่หลงผิดไปติดใจบริโภคเนื้อมนุษย์ ทำให้ถูกเนรเทศ พระเจ้ามหาสุตโสมต้องไปทรมานจน

@กลับใจ (ขุ.ชา.อ. ๘/๔๐๕)

(พ่อครัวจึงตอบเสนาบดีว่า)

[๓๗๒]

ท่านผู้เจริญ มิใช่เพราะเหตุแห่งตน

มิใช่เพราะเหตุแห่งทรัพย์

มิใช่เพราะเหตุแห่งบุตรภรรยา

มิใช่เพราะเหตุแห่งสหายและญาติทั้งหลาย

แต่พระจอมภูมิบาลซึ่งเป็นนายของข้าพเจ้า

พระองค์เสวยมังสะเช่นนี้

(กาฬหัตถีเสนาบดีกล่าวว่า)

[๓๗๓]

ถ้าท่านขวนขวายในกิจของเจ้านาย

ทำกรรมอันโหดร้ายทารุณเช่นนี้ได้

เวลาเช้าตรู่ ท่านควรจะเข้าไปในพระราชวัง

แล้วแถลงเหตุนั้นแก่เราต่อพระพักตร์พระราชา

(พ่อครัวกล่าวว่า)

[๓๗๔]

ท่านกาฬหัตถี ข้าพเจ้าจักกระทำตามที่ท่านสั่ง

เวลาเช้าตรู่ ข้าพเจ้าจะเข้าไปในพระราชวัง

จะแถลงเหตุนั้นแก่ท่านต่อพระพักตร์พระราชา

(พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๓๗๕]

ลำดับนั้น ครั้นราตรีสว่างแล้ว ดวงอาทิตย์อุทัย

กาฬเสนาบดีได้พาคนทำครัวเข้าไปเฝ้าพระราชา

ครั้นแล้วได้กราบทูลพระราชาดังนี้ว่า

[๓๗๖]

ข้าแต่มหาราช ได้ทราบด้วยเกล้าว่า

พระองค์ทรงใช้พ่อครัวให้ฆ่าหญิงและชายทั้งหลาย

พระองค์เสวยเนื้อมนุษย์จริงหรือ พระเจ้าข้า”

(พระราชาตรัสว่า)

[๓๗๗]

แน่นอน เป็นความจริง ท่านกาฬะ

เราใช้พ่อครัว เมื่อเขาทำประโยชน์ให้แก่เรา

ท่านจะด่าเขาทำไม

(กาฬเสนาบดี เมื่อจะนำเรื่องมาแสดง จึงกราบทูลว่า)

[๓๗๘]

ปลาใหญ่ชื่ออานนท์ ติดใจในรสปลาทุกชนิด

เมื่อฝูงปลาหมดสิ้นไป ก็กลับมากินตัวเองตาย

[๓๗๙]

พระองค์ทรงประมาทไปแล้ว

มีพระทัยยินดียิ่งนักในรส(เนื้อมนุษย์)

ถ้าเป็นคนพาลต่อไป ยังไม่ทรงรู้สึกอย่างนี้

จะต้องมาละทิ้งพระโอรส พระมเหสี และพระญาติ

จะกลับมาเสวยตัวพระองค์เอง

[๓๘๐]

เพราะได้ทรงสดับอุทาหรณ์ที่ข้าพระองค์นำมากราบทูลนี้

ขอความพอพระทัยที่จะเสวยเนื้อมนุษย์จงคลายไปเถิด

ข้าแต่พระราชาผู้เป็นใหญ่แห่งหมู่มนุษย์

พระองค์อย่าได้เสวยเนื้อมนุษย์เลย

อย่าได้ทรงทำแคว้นนี้ให้ว่างเปล่า

เหมือนปลาอานนท์ทำมหาสมุทรให้ว่างเปล่า

(พระราชาได้สดับดังนั้น เมื่อจะนำเรื่องเก่ามาแสดง จึงตรัสว่า)

[๓๘๑]

กุฎุมพีชื่อว่าสุชาตะ ลูกที่เกิดกับตัวเขา

ไม่ได้ชิ้นลูกหว้าเขาก็ตาย

เพราะชิ้นลูกหว้านั้นหมดสิ้นไป

[๓๘๒]

ท่านกาฬะ เราก็เหมือนกัน

บริโภคอาหารที่มีรสอร่อยที่สุด

ถ้าไม่ได้เนื้อมนุษย์ เข้าใจว่า คงเสียชีวิตแน่

(พราหมณ์ได้กล่าวกับมาณพว่า)

[๓๘๓]

มาณพ เจ้าเป็นผู้มีรูปงาม

เกิดในตระกูลโสตถิยพราหมณ์

เจ้าไม่ควรกินอาหารที่ไม่ควรกินนะ

(มาณพกล่าวว่า)

[๓๘๔]

บรรดารสทั้งหลาย น้ำเมานี้มีรสอร่อยที่สุดอย่างหนึ่ง

เพราะเหตุไร พ่อจึงห้ามผม

ผมจักไปในสถานที่ที่ผมจักได้รสเช่นนี้

[๓๘๕]

ผมจักออกไปละ จักไม่อยู่ในสำนักของพ่อ

เพราะพ่อไม่ยินดีที่จะได้เห็นผม

(ลำดับนั้น พราหมณ์จึงกล่าวว่า)

[๓๘๖]

มาณพ ข้าคงจะได้ลูกคนอื่นๆ เป็นทายาทเป็นแน่

เจ้าคนต่ำทราม เจ้าจงฉิบหายเสียเถิด

จงไปในที่ที่ข้าจะไม่พึงได้ข่าวเจ้าผู้ไปแล้ว

(กาฬหัตถีเสนาบดีประมวลเหตุนี้มาแสดงแก่พระราชา แล้วกราบทูลว่า)

[๓๘๗]

ข้าแต่พระราชาผู้เป็นจอมแห่งหมู่มนุษย์

พระองค์ก็อย่างนั้นเหมือนกัน โปรดสดับคำของข้าพระองค์

พสกนิกรทั้งหลายจักพากันเนรเทศพระองค์ไปจากแคว้น

เหมือนพราหมณ์เนรเทศมาณพผู้เป็นนักเลงสุรา

(พระราชาเมื่อไม่อาจจะงดเนื้อนั้นได้ ตรัสแสดงเหตุแม้อย่างอื่นอีกว่า)

[๓๘๘]

สาวกของพวกฤๅษีผู้อบรมแล้วชื่อว่าสุชาตะ

เขาต้องการนางอัปสรเท่านั้น จนไม่กินข้าวและไม่ดื่มน้ำ

[๓๘๙]

บุคคลพึงเอาน้ำที่ติดอยู่กับปลายหญ้าคา

มานับเปรียบกันดูกับน้ำที่มีอยู่ในสมุทรฉันใด

กามทั้งหลายของพวกมนุษย์ในสำนักของกามทิพย์ก็ฉันนั้น

[๓๙๐]

ท่านกาฬะ เราก็เหมือนกัน

บริโภคอาหารที่มีรสอร่อยที่สุดแล้ว

ถ้าไม่ได้เนื้อมนุษย์ เข้าใจว่า คงเสียชีวิตแน่

(กาฬเสนาบดีครั้นได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลว่า)

[๓๙๑]

เปรียบเสมือนพวกหงส์ชื่อธตรัฏฐะ เหิรบินไปในท้องฟ้า

ถึงความตายไปจนหมดเพราะกินอาหารที่ไม่ควรกิน ฉันใด

[๓๙๒]

ข้าแต่พระราชาผู้เป็นจอมแห่งหมู่มนุษย์

พระองค์ก็อย่างนั้นเหมือนกัน โปรดสดับคำของข้าพระองค์

พระองค์เสวยเนื้อที่ไม่ควร

ฉะนั้น พสกนิกรทั้งหลายจึงพากันเนรเทศพระองค์

(โจรโปริสาท ๑- กล่าวกับรุกขเทวดานั้นว่า)

[๓๙๓]

เราได้ห้ามท่านแล้วว่า จงหยุด ท่านนั้นก็ยังเดินดุ่มๆ ไป

ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ท่านไม่ได้หยุด

แต่บอกว่าหยุด ท่านสมณะ นี้ควรแก่ท่านแล้วหรือ

ท่านสำคัญดาบของเราว่าเป็นขนปีกนกตะกรุมหรือ

(ลำดับนั้น เทวดากล่าวว่า)

[๓๙๔]

มหาบพิตร อาตมภาพหยุดแล้วในธรรมของตน

ไม่ได้เปลี่ยนชื่อและโคตร

ส่วนโจรบัณฑิตกล่าวว่า ไม่หยุดในโลก

จุติจากโลกนี้แล้วจะต้องไปเกิดในอบายหรือนรก

มหาบพิตร ถ้าทรงเชื่ออาตมภาพ

ขอมหาบพิตรจงจับพระเจ้าสุตโสมผู้เป็นกษัตริย์เถิด

มหาบพิตรทรงจับพระเจ้าสุตโสมนั้นบูชายัญแล้ว

จักเสด็จไปสวรรค์ได้อย่างนี้

@เชิงอรรถ :

@๑ โปริสาท แปลว่า มีคนเป็นอาหาร, คนกินคน เป็นชื่อของพระเจ้าพรหมทัต หลังจากถูกชาวเมืองเนรเทศแล้ว

@ได้ไปอาศัยโคนต้นไทรอยู่ แล้วเที่ยวปล้นคนเดินทาง เพื่อฆ่าเอาเนื้อมาปรุงอาหาร จึงปรากฏชื่อเสียงว่า

@โปริสาท (ขุ.ชา.อ. ๘/๓๙๒/๔๒๖)

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์ยืนถวายพระพรอยู่ข้างทาง จึงตรัสถามว่า)

[๓๙๖]

ชาติภูมิของท่านอยู่ในแคว้นไหนหนอ

ท่านมาถึงนครนี้ได้ด้วยประโยชน์อะไร

ท่านพราหมณ์ ขอท่านจงบอกประโยชน์นี้แก่ข้าพเจ้า

ท่านต้องการอะไร ข้าพเจ้าจะให้ตามที่ท่านต้องการ ณ วันนี้

(พราหมณ์ได้กราบทูลพระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์นั้นว่า)

[๓๙๗]

พระภูมิบาล คาถาทั้ง ๔ มีอรรถที่ลึก

เปรียบด้วยสาครอันประเสริฐ

หม่อมฉันมานครนี้เพื่อประโยชน์แก่พระองค์เท่านั้น

ขอพระองค์โปรดสดับคาถา

ที่ประกอบด้วยประโยชน์อย่างยิ่งเถิด

(โจรโปริสาทจับพระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ได้แล้ว จึงทูลถามว่า)

[๓๙๘]

ชนเหล่าใดมีความรู้ มีปัญญา เป็นพหูสูต

คิดเหตุการณ์ได้มาก ชนเหล่านั้นย่อมไม่ร้องไห้

การที่เหล่าบัณฑิตเป็นผู้บรรเทาความโศกได้

นี่แหละเป็นที่พึ่งอันยอดเยี่ยมของเหล่านรชน

[๓๙๙]

ท่านสุตโสม พระองค์ทรงเศร้าโศกเพราะเหตุไร

เพราะเหตุแห่งพระองค์เอง พระญาติ พระโอรส

พระมเหสี ข้าวเปลือก ทรัพย์ เงิน หรือว่าทองหรือ

ท่านโกรัพยะผู้ประเสริฐ หม่อมฉันขอฟังพระดำรัสของพระองค์

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๔๐๐]

หม่อมฉันมิได้ทอดถอน มิได้เศร้าโศกเพื่อประโยชน์แก่ตน

แก่โอรส มเหสี ทรัพย์ และแคว้น

แต่ธรรมของเหล่าสัตบุรุษที่เคยประพฤติมาเก่าก่อน

หม่อมฉันนัดหมายไว้กับพราหมณ์

หม่อมฉันทอดถอนเศร้าโศกถึงการนัดหมายนั้น

[๔๐๑]

หม่อมฉันดำรงอยู่ในความเป็นใหญ่ในแคว้นของตนเอง

ได้ทำการนัดหมายไว้กับพราหมณ์

เพื่อจะเปลื้องการนัดหมายนั้นกับพราหมณ์

ก็จักเป็นผู้รักษาความสัตย์หวนกลับมาอีก

(โจรโปริสาทกราบทูลพระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ว่า)

[๔๐๒]

นรชนผู้มีความสุข หลุดพ้นไปจากปากของมฤตยูแล้ว

จะพึงกลับมาสู่เงื้อมมือของศัตรูอีก

ข้อนี้หม่อมฉันยังไม่เชื่อ ท่านโกรัพยะผู้ประเสริฐที่สุด

พระองค์ไม่เสด็จเข้าไปหาหม่อมฉันเลย

[๔๐๓]

พระองค์ทรงหลุดพ้นจากเงื้อมมือของโจรโปริสาทแล้ว

เสด็จไปถึงพระราชมณเฑียรของพระองค์

จะมัวทรงเพลิดเพลินในกามคุณ ข้าแต่พระราชา

พระองค์ทรงได้พระชนม์ชีพอันเป็นที่รักแสนหวานแล้ว

ไฉนจักเสด็จกลับมายังสำนักของหม่อมฉันเล่า

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ได้สดับดังนั้น ไม่ทรงหวาดระแวง จึงตรัสว่า)

[๔๐๔]

คนผู้มีศีลบริสุทธิ์พึงปรารถนาความตาย

ผู้มีธรรมลามกที่นักปราชญ์ติเตียนก็ไม่ปรารถนาชีวิต

นรชนใดพึงกล่าวเท็จเพราะเพื่อประโยชน์ของตนใดเป็นเหตุ

เหตุเพื่อประโยชน์ของตนนั้น

ย่อมป้องกันนรชนนั้นจากทุคติไม่ได้

[๔๐๕]

แม้ถ้าลมจะพึงพัดพาภูเขามาได้

ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็จะพึงตกลงบนแผ่นดินได้

และแม่น้ำทุกสายก็จะพึงไหลทวนกระแส

ถ้าเป็นไปได้อย่างนั้น

หม่อมฉันก็จะไม่พึงพูดเท็จเลย พระเจ้าข้า

[๔๐๖]

ฟ้าพึงทลายรั่วได้ ทะเลก็พึงแห้งได้

แผ่นดินที่ทรงรองรับสัตว์ไว้ก็จะพึงพลิกกลับได้

ภูเขาพระสุเมรุก็จะพึงเพิกถอนขึ้นได้พร้อมทั้งเหง้า

ถ้าเป็นไปได้อย่างนั้น

หม่อมฉันก็จะไม่พึงพูดเท็จเลย พระเจ้าข้า

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสสาบานว่า)

[๔๐๗]

สหาย หม่อมฉันจะจับดาบและหอก

จะทำแม้แต่การสาบานต่อพระองค์ก็ได้

หม่อมฉันผู้ที่พระองค์ปล่อยแล้ว

จักเป็นผู้หมดหนี้ รักษาความสัตย์ หวนกลับมาอีก

(โจรโปริสาทกราบทูลพระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ว่า)

[๔๐๘]

ท่านผู้ดำรงอยู่แล้วในความเป็นใหญ่ในแคว้นของพระองค์

ได้ทำการนัดหมายใดไว้กับพราหมณ์

เพื่อจะเปลื้องการนัดหมายนั้นกับพราหมณ์

พระองค์ก็จักเป็นผู้รักษาความสัตย์หวนกลับมาอีก

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๔๐๙]

หม่อมฉันผู้ดำรงอยู่แล้วในความเป็นใหญ่ในแคว้นของตน

ได้ทำการนัดหมายใดไว้กับพราหมณ์

เพื่อจะเปลื้องการนัดหมายนั้นกับพราหมณ์

ก็จักเป็นผู้รักษาความสัตย์หวนกลับมาอีก

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๔๑๐]

พระเจ้าสุตโสมนั้นทรงพ้นจากเงื้อมมือของโจรโปริสาทแล้ว

ได้เสด็จไปตรัสกับพราหมณ์นั้นดังนี้ว่า

ท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้าขอฟังสตารหคาถา

ที่ข้าพเจ้าได้ฟังแล้ว จะพึงเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้า

(พราหมณ์ดูคัมภีร์ กราบทูลว่า)

[๔๑๑]

ท่านสุตโสม การสมาคมกับสัตบุรุษ

ครั้งเดียวเท่านั้นก็คุ้มครองผู้นั้นได้

การสมาคมกับอสัตบุรุษแม้มากครั้งก็คุ้มครองไม่ได้

[๔๑๒]

บุคคลพึงอยู่ร่วมกับสัตบุรุษเท่านั้น

พึงทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษทั้งหลาย

เพราะรู้ทั่วถึงธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย

บุคคลจึงมีแต่ความเจริญ ไม่มีความเสื่อมเลย

[๔๑๓]

ราชรถที่วิจิตรดีทั้งหลายยังทรุดโทรมได้

อนึ่ง แม้สรีระก็ยังเข้าถึงความแก่ชรา

ส่วนธรรมของสัตบุรุษย่อมไม่เข้าถึงความคร่ำคร่า

สัตบุรุษกับสัตบุรุษเท่านั้นย่อมรู้กันได้

[๔๑๔]

ฟ้ากับแผ่นดินห่างไกลกัน

ฝั่งโน้นกับฝั่งนี้ของสมุทรก็กล่าวกันว่าไกลกัน

ข้าแต่พระราชา ธรรมของสัตบุรุษและอสัตบุรุษ

นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า ไกลยิ่งกว่านั้นโดยแท้

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสกับพราหมณ์นั้นว่า)

[๔๑๕]

คาถาเหล่านี้มีค่า ๑,๐๐๐

ไม่ใช่มีค่าเพียง ๑๐๐

ท่านพราหมณ์ เชิญท่านรีบมารับเอาทรัพย์ ๔,๐๐๐ เถิด

(พระราชบิดาของพระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๔๑๖]

คาถามีค่า ๘๐ ๙๐ และ ๑๐๐ ก็ยังมี

พ่อสุตโสม พ่อจงเข้าใจเอาเองเถิด

มีคาถาอะไรที่ชื่อว่า มีค่าตั้ง ๑,๐๐๐

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์กราบทูลให้พระราชบิดายินยอมว่า)

[๔๑๗]

หม่อมฉันย่อมปรารถนาความเจริญทางการศึกษาของตน

สัตบุรุษคือผู้สงบทั้งหลายพึงคบหาหม่อมฉัน

ข้าแต่ทูลกระหม่อมพ่อ หม่อมฉันไม่อิ่มด้วยสุภาษิต

เหมือนมหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำ

[๔๑๘]

ข้าแต่พระราชาผู้ประเสริฐ ไฟไหม้หญ้าและไม้ย่อมไม่อิ่ม

สาครก็ไม่อิ่มด้วยแม่น้ำทั้งหลายฉันใด

แม้บัณฑิตเหล่านั้นฟังแล้วก็ไม่อิ่มด้วยสุภาษิตฉันนั้น

[๔๑๙]

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน

เมื่อใด หม่อมฉันฟังคาถาที่มีประโยชน์ในสำนักแห่งทาสของตน

เมื่อนั้น หม่อมฉันย่อมตั้งใจฟังคาถานั้นเท่านั้นโดยเคารพ

ข้าแต่ทูลกระหม่อมพ่อ

เพราะหม่อมฉัน ไม่มีความอิ่มในธรรมเลย

[๔๒๐]

แคว้นของทูลกระหม่อมนี้สมบูรณ์ด้วยสิ่งที่น่าปรารถนาทุกอย่าง

มีทั้งทรัพย์ ยวดยาน และเครื่องประดับ

ทูลกระหม่อมทรงบริภาษหม่อมฉันเพราะเหตุแห่งกามทำไม

หม่อมฉันขอทูลลาไปในสำนักของโปริสาท

(พระบิดาตรัสว่า)

[๔๒๑]

กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ

ล้วนแต่เชี่ยวชาญในการธนูพอที่จะปกป้องตัวเองได้

เราจะยกกองทัพไปฆ่าศัตรูเสีย

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ฟังคำของพระราชบิดาและพระราชมารดาแล้ว จึงตรัสว่า)

[๔๒๒]

โจรโปริสาทได้ทำกิจที่ทำได้แสนยาก

จับหม่อมฉันได้ทั้งเป็นแล้วปล่อยมา

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน หม่อมฉันระลึกถึงอุปการะ

ที่มีมาก่อนเช่นนั้นที่โจรโปริสาทนั้นทำแล้ว

จะพึงประทุษร้ายต่อโปริสาทนั้นได้อย่างไร

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๔๒๓]

พระเจ้าสุตโสมนั้นถวายบังคมพระบิดา

และพระมารดาแล้ว

ทรงพร่ำสอนชาวนิคมและพลนิกาย

เป็นผู้ตรัสความสัตย์ และทรงรักษาคำสัตย์

ได้เสด็จไปยังที่เป็นที่อยู่ของโปริสาทแล้ว

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสกับโจรโปริสาทว่า)

[๔๒๔]

หม่อมฉันผู้ดำรงอยู่ในความเป็นใหญ่ในแคว้นของตน

ได้ทำการนัดหมายไว้กับพราหมณ์

เพื่อเปลื้องการนัดหมายนั้นกับพราหมณ์

จึงเป็นผู้รักษาความสัตย์หวนกลับมาอีก

ท่านโปริสาท ขอเชิญท่านบูชายัญกินเราเสียเถิด

(โจรโปริสาทได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)

[๔๒๕]

การเคี้ยวกินท่านในภายหลัง

ไม่เสียหายสำหรับข้าพเจ้า

แท้จริงกองไฟนี้ก็ยังมีควัน

เนื้อที่ย่างในกองไฟอันไม่มีควันจะสุกดี

หม่อมฉันจะขอฟังคาถาซึ่งมีค่าตั้ง ๑๐๐

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงตรัสว่า)

[๔๒๖]

ท่านโปริสาท ท่านประพฤติไม่ชอบธรรม

ต้องพลัดพรากจากแคว้น เพราะเหตุแห่ง(ปาก)ท้อง

ส่วนคาถาเหล่านี้ย่อมกล่าวสรรเสริญธรรม

ธรรมและอธรรมจะลงกันได้ที่ไหน ๑-

@เชิงอรรถ :

@๑ ธรรมและอธรรมจะลงกันได้ที่ไหน หมายถึงรวมกันไม่ได้ เพราะว่าธรรมย่อมให้ถึงสุคติคือนิพพาน

@ส่วนอธรรมให้ถึงทุคติ (ขุ.ชา.อ. ๘/๔๒๖/๔๕๑)

[๔๒๗]

คนผู้ประพฤติไม่ชอบธรรม หยาบช้า

มีฝ่ามือเปื้อนเลือดเป็นนิตย์ ย่อมไม่มีสัจจะ

ธรรมจะมีได้แต่ที่ไหน

ท่านจักทรงทำประโยชน์อะไรด้วยการสดับ ๑-

(โจรโปริสาทได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า)

[๔๒๘]

ผู้ใดเที่ยวล่าเนื้อ (ล่าสัตว์) เพราะเหตุแห่งเนื้อ

หรือฆ่าคนเพราะเหตุแห่งตน

คนทั้ง ๒ นั้นละโลกนี้ไปแล้วก็เสมอกัน (พอกัน)

เพราะเหตุไรหนอ พระองค์จึงทรงกล่าวหาหม่อมฉันว่า

เป็นผู้ประพฤติไม่ชอบธรรม

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์เมื่อจะแก้ลัทธิของโจรโปริสาท จึงตรัสว่า)

[๔๒๙]

พระมหากษัตริย์ผู้ทรงทราบธรรมเนียมกษัตริย์

ไม่ควรเสวยเนื้อสัตว์ ๑๐ ชนิดมีเนื้อช้างเป็นต้น

ข้าแต่พระราชา พระองค์เสวยเนื้อมนุษย์ที่ไม่ควรเสวย

เพราะฉะนั้น พระองค์จึงเป็นผู้ประพฤติไม่ชอบธรรม

(โจรโปริสาทเมื่อจะให้พระโพธิสัตว์รับบาปบ้าง จึงกราบทูลว่า)

[๔๓๐]

พระองค์ทรงพ้นจากเงื้อมมือของโจรโปริสาทแล้ว

เสด็จไปถึงพระราชมณเฑียรของพระองค์

ทรงเพลิดเพลินอยู่ในกาม

เสด็จหวนกลับมาสู่เงื้อมมือของหม่อมฉันผู้เป็นศัตรูอีก

พระองค์ช่างเป็นผู้ไม่ฉลาด

ในธรรมของกษัตริย์ ๒- เลยนะ พระเจ้าข้า

@เชิงอรรถ :

@๑ ประโยชน์อะไรด้วยการสดับ หมายความว่า ท่านจักทำอะไรกับการฟังนี้ เพราะท่านไม่ใช่ภาชนะรอง

@รับธรรม เหมือนภาชนะที่ไม่ใช่ภาชนะรองรับเปลวมันราชสีห์ (ขุ.ชา.อ. ๘/๔๒๗/๔๕๑)

@๒ ธรรมของกษัตริย์ หมายถึงหลักนิติศาสตร์ ในที่นี้ โจรโปริสาทกล่าวว่า พระเจ้าสุตโสมไม่ฉลาดใน

@นิติศาสตร์กล่าวคือธรรมของกษัตริย์ คือไม่รู้สิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ของตน (เพราะเห็น

@พระราชากลับมาสู่สำนักของตนอีก) (ขุ.ชา.อ. ๘/๔๓๐/๔๕๒-๔๕๓)

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ จึงตรัสว่า)

[๔๓๑]

ชนเหล่าใดฉลาดในธรรมของกษัตริย์

ชนเหล่านั้นต้องตกนรกเสียโดยมาก

เพราะฉะนั้น หม่อมฉันจึงละธรรมของกษัตริย์

แล้วเป็นผู้รักษาความสัตย์ หวนกลับมาอีก

ท่านโปริสาท ขอเชิญพระองค์บูชายัญเสวยหม่อมฉันเถิด

(โจรโปริสาทกราบทูลว่า)

[๔๓๒]

พระตำหนักที่ประทับ แผ่นดิน โค ม้า

สตรีผู้น่ารักใคร่ ผ้าแคว้นกาสี และแก่นจันทน์

พระองค์ทรงได้ทุกสิ่งในพระนครนั้น

ก็พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดิน

พระองค์ทรงเห็นอานิสงส์อะไรด้วยความสัตย์

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๔๓๓]

รสเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีอยู่ในแผ่นดิน

สัจจะเป็นรสดีกว่ารสเหล่านั้น

ก็เพราะสมณะและพราหมณ์ผู้ดำรงอยู่ในสัจจะ

ย่อมข้ามฝั่งแห่งชาติและมรณะได้

(โจรโปริสาทกราบทูลว่า)

[๔๓๔]

พระองค์ทรงพ้นจากเงื้อมมือของโจรโปริสาทแล้ว

เสด็จไปถึงพระราชมณเฑียรของพระองค์

ทรงเพลิดเพลินอยู่ในกาม

ยังเสด็จหวนกลับมาสู่เงื้อมมือของศัตรูอีก

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน

พระองค์ไม่ทรงกลัวความตายแน่นะ

และพระองค์เป็นผู้ตรัสคำสัตย์ไม่มีพระทัยท้อแท้เลยหรือ

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสตอบว่า)

[๔๓๕]

หม่อมฉันได้บำเพ็ญความดีไว้มากมาย

ได้บูชายัญที่บัณฑิตสรรเสริญอย่างไพบูลย์

ได้ชำระทางไปปรโลกไว้แล้ว

ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ใครเล่าจะต้องกลัวตาย

[๔๓๖]

หม่อมฉันได้บำเพ็ญความดีไว้มากมาย

ได้บูชายัญที่บัณฑิตสรรเสริญอย่างไพบูลย์ไว้แล้ว

จึงไม่เดือดร้อนใจที่จะไปสู่ปรโลก

ท่านโปริสาท ขอเชิญพระองค์บูชายัญเสวยหม่อมฉันเถิด

[๔๓๗]

หม่อมฉันได้บำรุงพระบิดาและพระมารดาแล้ว

ได้ปกครองราชสมบัติโดยธรรม

ได้ชำระทางไปปรโลกไว้แล้ว

ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ใครเล่าจะพึงกลัวตาย

[๔๓๘]

หม่อมฉันได้บำรุงพระบิดาและพระมารดาแล้ว

ได้ปกครองราชสมบัติโดยธรรม

จึงไม่เดือดเนื้อร้อนใจที่จะไปสู่ปรโลก

ท่านโปริสาท ขอเชิญพระองค์บูชายัญเสวยหม่อมฉันเถิด

[๔๓๙]

หม่อมฉันได้ทำอุปการะไว้ในหมู่พระญาติ

และมิตรทั้งหลายแล้ว ได้ปกครองราชสมบัติโดยธรรม

ได้ชำระทางไปปรโลกไว้แล้ว

ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ใครเล่าจะพึงกลัวตาย

[๔๔๐]

หม่อมฉันได้ทำอุปการะไว้ในหมู่พระญาติ

และมิตรทั้งหลายแล้ว

ได้ปกครองราชสมบัติโดยธรรมจึงไม่เดือดร้อนใจที่จะไปสู่ปรโลก

ท่านโปริสาทขอเชิญพระองค์บูชายัญเสวยหม่อมฉันเถิด

[๔๔๑]

หม่อมฉันได้ให้ทานมากมายแก่คนเป็นอันมาก

และได้บำรุงเลี้ยงสมณะและพราหมณ์ให้อิ่มหนำ

ได้ชำระทางไปสู่ปรโลกไว้แล้ว

ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ใครเล่าจะพึงกลัวตาย

[๔๔๒]

หม่อมฉันได้ให้ทานมากมายแก่คนเป็นอันมาก

และได้บำรุงเลี้ยงสมณะและพราหมณ์ให้อิ่มหนำ

จึงไม่เดือดร้อนใจที่จะไปสู่ปรโลก

ท่านโปริสาท ขอเชิญพระองค์บูชายัญเสวยหม่อมฉันเถิด

(โจรโปริสาทได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลว่า)

[๔๔๓]

บุรุษใดพึงกินคนผู้มีวาจาสัตย์เช่นท่าน

บุรุษนั้นชื่อว่าบริโภคยาพิษทั้งๆ ที่รู้

ชื่อว่าจับอสรพิษที่ร้ายแรง มีเดชกล้า

แม้ศีรษะของเขาพึงแตกเป็น ๗ เสี่ยง

[๔๔๔]

นรชนทั้งหลายได้ฟังธรรมแล้ว

ย่อมรู้แจ้งทั้งบุญและบาป

ใจของหม่อมฉันย่อมยินดีในธรรม เพราะได้ฟังคาถาบ้าง

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ทรงแสดงธรรมแก่โจรโปริสาทว่า)

[๔๔๕]

ข้าแต่มหาราช

การสมาคมกับสัตบุรุษเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

การสมาคมนั้นย่อมคุ้มครองผู้นั้นได้

การสมาคมกับอสัตบุรุษมากครั้งก็คุ้มครองไม่ได้

[๔๔๖]

บุคคลพึงอยู่ร่วมกับสัตบุรุษเท่านั้น

พึงทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ

เพราะรู้ทั่วถึงธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย

บุคคลจึงมีความเจริญ ไม่มีความเสื่อมเลย

[๔๔๗]

ราชรถที่วิจิตรดีทั้งหลายยังทรุดโทรมได้

อนึ่ง แม้สรีระก็ยังเข้าถึงความแก่ชรา

ส่วนธรรมของสัตบุรุษย่อมไม่เข้าถึงความคร่ำคร่า

สัตบุรุษกับสัตบุรุษเท่านั้นย่อมรู้กันได้

[๔๔๘]

ฟ้ากับแผ่นดินห่างไกลกัน

ฝั่งโน้นกับฝั่งนี้ของสมุทรก็กล่าวกันว่าไกลกัน

ข้าแต่พระราชา ธรรมของสัตบุรุษและอสัตบุรุษ

นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า ไกลยิ่งกว่านั้นโดยแท้

(โจรโปริสาทกราบทูลว่า)

[๔๔๙]

ข้าแต่พระองค์ผู้จอมชน คาถาเหล่านี้มีอรรถและพยัญชนะดี

พระองค์ตรัสไว้ถูกต้องดีแล้ว

หม่อมฉันได้สดับแล้วเพลิดเพลิน ปลื้มใจ ดีใจ อิ่มใจ

ข้าแต่พระสหาย หม่อมฉันขอถวายพร ๔ ประการแด่พระองค์

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์เมื่อจะรุกต้อนโจรโปริสาท จึงตรัสว่า)

[๔๕๐]

ท่านผู้มีบาปธรรม พระองค์ไม่รู้สึกว่าตนจะตาย

ไม่รู้สึกประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ วินิบาตและสวรรค์

เป็นผู้ติดใจในรส ตั้งมั่นในทุจริต จะประทานพรอะไรได้

[๔๕๑]

หากหม่อมฉันจะกล่าวกับพระองค์ว่า โปรดให้พรเถิด

ฝ่ายพระองค์ครั้นประทานแล้วจะพึงกลับคำ

บัณฑิตคนไหนเล่ารู้อยู่จะพึงก่อการทะเลาะวิวาทนี้ที่เห็นอยู่ชัดๆ

(โจรโปริสาทกราบทูลว่า)

[๔๕๒]

คนเราแม้ให้พรใดแล้วพึงกลับคำ

เขาไม่สมควรให้พรนั้น

สหาย ท่านจงขอพรเถิด อย่าหวั่นวิตกไปเลย

แม้แต่ชีวิตหม่อมฉันก็ยอมสละถวายได้

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ จึงตรัสว่า)

[๔๕๓]

มิตรธรรมของพระอริยะกับพระอริยะย่อมเสมอกัน

ของผู้มีปัญญากับผู้มีปัญญาก็เสมอกัน

หม่อมฉันพึงเห็นพระองค์เป็นผู้มีพลานามัยตลอด ๑๐๐ ปี

บรรดาพรทั้งหลาย นี้เป็นพรข้อที่ ๑ ที่หม่อมฉันทูลขอ

(โจรโปริสาทเมื่อจะให้พร จึงกราบทูลว่า)

[๔๕๔]

มิตรธรรมของพระอริยะกับพระอริยะย่อมเสมอกัน

ของผู้มีปัญญากับผู้มีปัญญาก็เสมอกัน

พระองค์จงเห็นหม่อมฉันผู้หาโรคมิได้ตลอด ๑๐๐ ปี

บรรดาพรทั้งหลาย นี้เป็นพรข้อที่ ๑ ที่หม่อมฉันขอถวาย

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๔๕๕]

พระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นกษัตริย์ ผู้ทรงได้มูรธาภิเษก

ทรงได้เฉลิมพระปรมาภิไธยเหล่าใดในชมพูทวีปนี้

พระองค์อย่าได้เสวยกษัตริย์เหล่านั้นผู้เช่นนั้น

บรรดาพรทั้งหลาย นี้เป็นพรข้อที่ ๒ ที่หม่อมฉันทูลขอ

(โจรโปริสาทเมื่อจะให้พร จึงกราบทูลว่า)

[๔๕๖]

พระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นกษัตริย์ ผู้ทรงได้มูรธาภิเษก

ทรงได้เฉลิมพระปรมาภิไธยเหล่าใดในชมพูทวีปนี้

หม่อมฉันจะไม่กินกษัตริย์เหล่านั้นผู้เช่นนั้น

บรรดาพรทั้งหลาย นี้เป็นพรข้อที่ ๒ ที่หม่อมฉันขอถวาย

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๔๕๗]

กษัตริย์เกินกว่า ๑๐๐ พระองค์ที่พระองค์จับร้อยฝ่าพระหัตถ์ไว้

ทรงกันแสง พระพักตร์ชุ่มด้วยพระอัสสุชล

ขอพระองค์ได้ทรงโปรดปล่อยกษัตริย์เหล่านั้น

ให้กลับไปในแคว้นของตนๆ เถิด

บรรดาพรทั้งหลาย นี้เป็นพรข้อที่ ๓ ที่หม่อมฉันทูลขอ

(โจรโปริสาทเมื่อจะให้พร จึงกราบทูลว่า)

[๔๕๘]

กษัตริย์เกินกว่า ๑๐๐ พระองค์ที่หม่อมฉันจับร้อยฝ่าพระหัตถ์ไว้

ทรงกันแสง มีพระพักตร์ชุ่มด้วยพระอัสสุชล

หม่อมฉันจะปล่อยกษัตริย์เหล่านั้นให้กลับไปในแคว้นของตนๆ

บรรดาพรทั้งหลาย นี้เป็นพรข้อที่ ๓ ที่หม่อมฉันขอถวาย

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๔๕๙]

แคว้นของพระองค์เป็นช่อง ๑-

เพราะชนเป็นอันมากหวาดหวั่นเพราะกลัว

จึงพากันหนีเข้าหาที่หลบซ่อน

ขอพระองค์โปรดทรงงดเว้นเนื้อมนุษย์เถิด พระเจ้าข้า

บรรดาพรทั้งหลาย นี้เป็นพรข้อที่ ๔ ที่หม่อมฉันทูลขอ

(โจรโปริสาทกราบทูลว่า)

[๔๖๐]

มนุษย์นั้นเป็นภักษาหารที่ชอบใจของหม่อมฉันมาตั้งนาน

หม่อมฉันหนีเข้าป่าก็เพราะเหตุแห่งภักษาหารนี้

หม่อมฉันนั้นจะพึงงดอาหารนั้นได้อย่างไร

ขอพระองค์จงขอพรข้อที่ ๔ อย่างอื่นเถิด

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๔๖๑]

พระองค์ผู้จอมชน คนเช่นกับพระองค์มัวพะวงอยู่ว่า

นี้เป็นที่พอใจของเรา มาทอดทิ้งตนเสีย

ย่อมไม่ประสบสิ่งซึ่งเป็นที่พอใจทั้งหลาย

ตนนั่นแหละประเสริฐกว่า ประเสริฐอย่างยอดเยี่ยมกว่า

เพราะบุคคลผู้อบรมตนแล้ว

พึงได้สิ่งซึ่งเป็นที่พอใจทั้งหลายในภายหลัง

@เชิงอรรถ :

@๑ แคว้นของพระองค์เป็นช่อง หมายถึงไม่มีที่อยู่หนาแน่น คือ เกิดมีช่องว่าง เพราะเกิดหมู่บ้านขึ้นเฉพาะที่

@(ขุ.ชา.อ. ๘/๔๕๙/๔๖๔)

(โจรโปริสาทมีน้ำตานองหน้า กราบทูลว่า)

[๔๖๒]

เนื้อมนุษย์เป็นที่พอใจของหม่อมฉัน พระเจ้าสุตโสม

โปรดทรงทราบอย่างนี้ หม่อมฉันไม่อาจจะงดเว้น

เชิญพระองค์เลือกพรอย่างอื่นเถิด พระสหาย

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๔๖๓]

ผู้ใดมัวรักษาของซึ่งเป็นที่พอใจว่า

นี้เป็นที่พอใจของเรา มาทอดทิ้งตนเสีย

ย่อมประสบแต่ของซึ่งเป็นที่รักทั้งหลาย

เหมือนนักเลงสุราดื่มสุราที่เจือยาพิษ

เพราะเหตุนั้นเอง เขาจึงได้รับทุกข์ในโลกหน้า

[๔๖๔]

อนึ่ง ผู้ใดในโลกนี้ได้พิจารณาแล้ว

ละสิ่งซึ่งเป็นที่พอใจเสียได้ ย่อมเสพอริยธรรมได้แสนยาก

เหมือนคนไข้ผู้ประสบทุกข์ดื่มยา

เพราะเหตุนั้นแหละ ผู้นั้นจึงเป็นผู้ได้รับความสุขในโลกหน้า

(โจรโปริสาทกล่าวคร่ำครวญว่า)

[๔๖๕]

หม่อมฉันละทิ้งพระบิดาและพระมารดา

ทั้งเบญจกามคุณอันเป็นที่ชอบใจ

หนีเข้าป่าก็เพราะเหตุแห่งภักษาหารนี้

พรข้อนั้นหม่อมฉันจะถวายแก่พระองค์ได้อย่างไร

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๔๖๖]

บัณฑิตทั้งหลายไม่กล่าววาจาเป็น ๒ ส่วน

สัตบุรุษทั้งหลายย่อมมีปฏิญญาเป็นคำสัตย์โดยแท้

พระองค์ได้ตรัสกับหม่อมฉันว่า เชิญขอพรเถิดนะ พระสหาย

พระองค์ได้ตรัสไว้อย่างนี้

เพราะฉะนั้น พระดำรัสที่พระองค์ตรัสจึงไม่สมกัน

(โจรโปริสาทร้องไห้อีก กราบทูลว่า)

[๔๖๗]

หม่อมฉันเข้าถึงการไม่ได้บุญ

ความเสื่อมยศเสื่อมเกียรติ บาป ทุจริต

ความเศร้าหมองเป็นอันมาก เพราะเนื้อมนุษย์เป็นเหตุ

หม่อมฉันจะพึงถวายพรนั้นแก่พระองค์ได้อย่างไร

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสกับโจรโปริสาทนั้นอีกว่า)

[๔๖๘]

คำว่า คนเราให้พรใดแล้วกลับคำ เขาไม่สมควรให้พรนั้น

สหาย ขอพระองค์จงขอพรเถิด อย่าหวั่นวิตกไปเลย

แม้แต่ชีวิตหม่อมฉันก็สละถวายพระองค์ได้

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสสนับสนุนโจรโปริสาทนั้นให้อาจหาญในการให้พรว่า)

[๔๖๙]

สัตบุรุษทั้งหลายยอมสละชีวิต แต่ไม่สละธรรม

สัตบุรุษมีปฏิญญาเป็นสัตย์อย่างเดียว

พรที่พระองค์ได้ประทานแล้ว ขอได้โปรดรีบประทานเสียเถิด

พระราชาผู้ประเสริฐสุด ขอพระองค์จงสมบูรณ์ด้วยธรรมนี้เถิด

[๔๗๐]

นรชนพึงสละทรัพย์เพราะเหตุแห่งอวัยวะที่สำคัญ

เมื่อจะรักษาชีวิต ก็พึงสละอวัยวะ

เมื่อระลึกถึงธรรม พึงสละทั้งอวัยวะ

ทรัพย์ และแม้แต่ชีวิตทั้งหมด

[๔๗๑]

บุรุษรู้ธรรมจากผู้ใด

และเหล่าสัตบุรุษย่อมขจัดความสงสัยของบุรุษนั้นได้

ข้อนั้นเป็นที่พึ่งและเป็นจุดมุ่งหมายของบุรุษนั้น

ด้วยเหตุนั้น บุคคลผู้มีปัญญาไม่พึงทำลายไมตรี

(โจรโปริสาทเมื่อจะให้พร จึงกราบทูลว่า)

[๔๗๒]

มนุษย์นั้นเป็นภักษาหารที่ชอบใจของหม่อมฉันมาตั้งนาน

หม่อมฉันหนีเข้าป่าก็เพราะเหตุแห่งภักษาหารนี้

สหาย ก็ถ้าพระองค์จะตรัสขอเรื่องนี้กับหม่อมฉัน

หม่อมฉันขอถวายพรนี้แด่พระองค์

[๔๗๓]

สหาย พระองค์เป็นทั้งครูและสหายของหม่อมฉัน

หม่อมฉันได้ทำตามพระดำรัสของพระองค์แล้ว

แม้พระองค์ก็ขอได้โปรดทำตามคำของหม่อมฉัน

เราแม้ทั้ง ๒ จะได้ไปปลดปล่อย(เหล่ากษัตริย์)ด้วยกัน

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสกับโจรโปริสาทนั้นว่า)

[๔๗๔]

สหาย หม่อมฉันเป็นทั้งครูและสหายของพระองค์

พระองค์ได้ทำตามคำของหม่อมฉันแล้ว

แม้หม่อมฉันก็จะทำตามพระดำรัสของพระองค์

เราแม้ทั้ง ๒ ก็จะได้พากันไปปลดปล่อย(เหล่ากษัตริย์)ด้วยกัน

(ครั้นตรัสอย่างนั้นแล้ว พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์เสด็จเข้าไปหากษัตริย์เหล่านั้นแล้ว จึงตรัสว่า)

[๔๗๕]

พระองค์ทั้งหลายอย่าได้ประทุษร้าย

ต่อพระราชานี้ด้วยความเคียดแค้นว่า

“เราทั้งหลายถูกพระเจ้ากัมมาสบาทเบียดเบียน

ถูกร้อยฝ่ามือ ร้องไห้ มีหน้านองไปด้วยน้ำตา

ขอพระองค์ทั้งหลายจงทรงรับสัตย์ปฏิญาณของหม่อมฉัน”

(กษัตริย์เหล่านั้นตรัสตอบว่า)

[๔๗๖]

พวกหม่อมฉันจะไม่ประทุษร้าย

ต่อพระราชาพระองค์นี้ด้วยความเคียดแค้นว่า

“เราทั้งหลายถูกพระเจ้ากัมมาสบาทเบียดเบียน

ถูกร้อยฝ่ามือ ร้องไห้ มีหน้านองไปด้วยน้ำตา

หม่อมฉันทั้งหลายขอรับสัจจปฏิญญาของพระองค์”

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ตรัสกับกษัตริย์เหล่านั้นว่า)

[๔๗๗]

บิดาหรือมารดาเป็นผู้อนุเคราะห์

ปรารถนาประโยชน์แก่ประชาฉันใด

ขอพระราชานี้จงเป็นเสมือนพระบิดาและพระมารดา

ของท่านทั้งหลาย

และขอท่านทั้งหลายจงเป็นเสมือนบุตรฉันนั้น

(กษัตริย์เหล่านั้นเมื่อรับปฎิญาณ จึงกราบทูลว่า)

[๔๗๘]

บิดาหรือมารดาเป็นผู้อนุเคราะห์

ปรารถนาประโยชน์แก่ประชาทั้งหลายฉันใด

แม้พระราชานี้ก็จงเป็นเหมือนพระบิดา

และพระมารดาของหม่อมฉันทั้งหลาย

แม้หม่อมฉันทั้งหลายก็จะเป็นเหมือนโอรสฉันนั้น

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ทรงพรรณนาถึงสมบัติของพระนคร จึงตรัสปลอบโจร โปริสาทว่า)

[๔๗๙]

พระองค์เคยเสวยกระยาหารเนื้อสัตว์ ๔ เท้า

และนกที่พวกพ่อครัวจัดปรุงให้สำเร็จอย่างดี

เหมือนพระอินทร์ทรงเสวยสุธาโภชน์

ไฉนจึงทรงละทิ้งไปยินดีอยู่ป่าแต่ลำพังเล่า

[๔๘๐]

นางกษัตริย์เหล่านั้นล้วนแต่เอวบางร่างน้อยสะโอดสะอง

ประดับแวดล้อมบำรุงพระองค์ให้บันเทิงพระทัย

เหมือนนางเทพอัปสรแวดล้อมพระอินทร์ในเทวโลกฉะนั้น

ไฉนจึงทรงละทิ้งไปยินดีอยู่ป่าตามลำพังเล่า

[๔๘๑]

พระแท่นบรรทมมีพนักแดง โดยมากปูลาดด้วยผ้าโกเชาว์

ล้วนแต่ปูลาดด้วยเครื่องอาภรณ์ทั้งปวงอันงดงาม

พระองค์เคยทรงบรรทมสุขสำราญ

ประทับบนท่ามกลางพระแท่นบรรทมเช่นนั้น

ไฉนจึงทรงละทิ้งไปยินดีอยู่ป่าแต่ลำพังเล่า

[๔๘๒]

ในเวลาพลบค่ำ มีทั้งเสียงปรบมือ

เสียงตะโพน และเสียงดนตรี

รับประสานเสียงล้วนแต่สตรีไม่มีบุรุษเจือปน

การขับและการประโคมก็ล้วนไพเราะ

ไฉนจึงทรงละทิ้งไปยินดีอยู่ป่าแต่ลำพังเล่า

[๔๘๓]

พระราชอุทยานชื่อมิคาชินวัน

สมบูรณ์ด้วยบุปผชาติหลากหลายชนิด

พระนครของพระองค์ประกอบด้วยพระราชอุทยานเช่นนี้

เป็นที่น่ารื่นรมย์ใจยิ่งนัก ประกอบด้วยม้า ช้าง และรถ

ไฉนจึงทรงละทิ้งไปยินดีอยู่ป่าแต่ลำพังเล่า

(โจรโปริสาทกราบทูลพระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์ว่า)

[๔๘๔]

ข้าแต่พระราชา ในกาฬปักษ์

ดวงจันทร์ย่อมอ่อนแสงลงทุกๆ วัน

การสมาคมคบหาอสัตบุรุษ

ย่อมเปรียบเสมือนดวงจันทร์ในข้างแรมฉันใด

[๔๘๕]

หม่อมฉันก็ฉันนั้นเหมือนกัน

อาศัยพ่อครัวซึ่งเป็นคนชั่วเลวทราม

ได้ทำแต่บาปกรรมที่จะเป็นเหตุให้ไปทุคติ

[๔๘๖]

ในสุกกปักษ์

ดวงจันทร์ย่อมส่องแสงสว่างขึ้นทุกๆ วันฉันใด

ข้าแต่พระราชา การสมาคมคบหาสัตบุรุษ

ก็เปรียบเสมือนดวงจันทร์ในข้างขึ้นฉันนั้น

[๔๘๗]

ข้าแต่พระเจ้าสุตโสม ขอพระองค์ทรงทราบว่า

เหมือนหม่อมฉันได้อาศัยพระองค์แล้ว

จักทำกุศลกรรมที่เป็นเหตุให้ไปสุคติได้

[๔๘๘]

พระองค์ผู้จอมชน เปรียบเสมือนน้ำฝนที่ตกลงบนที่ดอน

ไม่ควรยืดเยื้อขังอยู่ได้นานฉันใด

แม้การสมาคมคบหาอสัตบุรุษของหม่อมฉันก็ฉันนั้น

ไม่ควรจะยืดเยื้อยาวนานได้เหมือนน้ำบนที่ดอน

[๔๘๙]

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมชน ผู้เป็นนรชน

ผู้แกล้วกล้า และประเสริฐสุด

น้ำฝนที่ตกลงในสระย่อมขังอยู่ได้นานฉันใด

แม้การสมาคมคบหาสัตบุรุษของหม่อมฉันก็ฉันนั้น

ย่อมตั้งอยู่ได้นานเหมือนน้ำในสระ

[๔๙๐]

การสมาคมสัตบุรุษย่อมไม่รู้จักเสื่อมคลายไป

ย่อมเป็นอยู่เหมือนอย่างนั้น แม้ตลอดเวลาที่ชีวิตยังคงอยู่

ส่วนการสมาคมคบหาอสัตบุรุษย่อมเสื่อมไปอย่างรวดเร็ว

เพราะฉะนั้น ธรรมของสัตบุรุษจึงห่างไกลกันกับอสัตบุรุษ

(พระเจ้าสุตโสมโพธิสัตว์เมื่อจะแสดงธรรมเพื่อให้เนื้อความถึงที่สุด จึงตรัสว่า)

[๔๙๑]

พระราชาผู้ชนะคนที่ไม่ควรชนะ ๑- ไม่ชื่อว่าเป็นพระราชา

เพื่อนผู้ชนะเพื่อน ก็ไม่ชื่อว่าเป็นเพื่อน

ภรรยาผู้ไม่เกรงกลัวสามี ก็ไม่ชื่อว่าเป็นภรรยา

บุตรทั้งหลายผู้ไม่เลี้ยงดูมารดาและบิดาผู้แก่ชรา ก็ไม่ชื่อว่าเป็นบุตร

[๔๙๒]

ที่ประชุมที่ไม่มีสัตบุรุษ ๒- ก็ไม่ชื่อว่าสภา

เหล่าชนผู้ไม่พูดคำที่เป็นธรรม ไม่ชื่อว่าเป็นสัตบุรุษ

ชนทั้งหลายผู้ละราคะ โทสะ โมหะ

กล่าวคำที่เป็นธรรมเท่านั้น จึงชื่อว่า เป็นสัตบุรุษ

[๔๙๓]

บัณฑิตผู้อยู่ปะปนกับคนพาล

เมื่อไม่พูด ใครๆ ก็ไม่รู้ว่าเป็นบัณฑิต

แต่บัณฑิตเมื่อพูด เมื่อแสดงอมตบท จึงรู้ว่าเป็นบัณฑิต

@เชิงอรรถ :

@๑ คนที่ไม่ควรชนะ หมายถึงมารดาบิดา เมื่อชนะมารดาบิดาไม่ชื่อว่าเป็นพระราชา หากว่าท่านได้ราช

@สมบัติจากพระราชบิดาแล้ว กลับเป็นปฐมกษัตริย์ต่อท่าน ชื่อว่าทำกิจไม่สมควร (ขุ.ชา.อ. ๘/๔๙๑/๔๘๑)

@๒ สัตบุรุษหมายถึงบัณฑิต สัตบุรุษทั้งหลายละกิเลสมีราคะเป็นต้นแล้ว เป็นผู้อนุเคราะห์ผู้อื่นด้วยประโยชน์

@พูดแต่ความจริง (ขุ.ชา.อ. ๘/๔๙๒/๔๘๑)

[๔๙๔]

เพราะเหตุนั้น บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงกล่าวธรรม

พึงอธิบายธรรมให้แจ่มแจ้ง

พึงเชิดชูธงของฤๅษีทั้งหลาย

เพราะฤๅษีทั้งหลายมีธรรมที่เป็นสุภาษิตเป็นธงชัย

ธรรมนั่นแหละเป็นธงชัยของฤๅษีทั้งหลาย

มหาสุตโสมชาดกที่ ๕ จบ

รวมชาดกที่มีในอสีตินิบาตนี้ คือ

๑. จูฬหังสชาดก ๒. มหาหังสชาดก

๓. สุธาโภชนชาดก ๔. กุณาลชาดก

๕. มหาสุตโสมชาดก

อสีตินิบาต จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๔. กุณาลชาดกกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๘อสีตินิบาตชาดกหัวข้อถัดไป๑. เตมิยชาดก