ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๘
  6. /
  7. มหานิบาตชาดก
  8. /
  9. ๑. เตมิยชาดก

๑. เตมิยชาดก

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๓๙๔ · บรรทัด ๒๖๐๗เรื่องนี้ในคลังชาดก

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒๒. มหานิบาต

๑. เตมิยชาดก ๑- (๕๓๘)

ว่าด้วยพระเตมีย์โพธิสัตว์

(เทพธิดาผู้เคยเป็นมารดาพระโพธิสัตว์ในอัตภาพหนึ่ง ปลอบพระโพธิสัตว์ ให้สบายพระทัยแล้ว จึงกล่าวว่า)

[๑]

ท่านจงอย่าเปิดเผยตนว่าเป็นบัณฑิต

จงให้คนทั้งปวงรู้ว่าเป็นคนโง่

ขอให้คนทั้งหมดจงดูหมิ่นท่านเถิด

ความประสงค์ของท่าน

จักสำเร็จได้ด้วยอาการอย่างนี้

(พระเตมีย์โพธิสัตว์กลับได้ความสบายพระทัยตามคำของเทพธิดานั้น จึงตรัสว่า)

[๒]

แม่เทพธิดา ข้าพเจ้าจะทำตามคำของท่าน

ที่ได้กล่าวกับข้าพเจ้า

แม่เทพธิดา ท่านเป็นผู้ปรารถนาประโยชน์

มุ่งประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพเจ้า

(พระโพธิสัตว์ตรัสถามนายสารถีว่า)

[๓]

นายสารถี ท่านจะรีบขุดหลุมไปทำไมหนอ

สหายเอ๋ย เราถามท่านแล้ว ท่านจงบอกเรา

ท่านจักทำประโยชน์อะไรกับหลุมเล่า

@เชิงอรรถ :

@๑ เป็นชาดกที่พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการเสด็จออกบรรพชาอันยิ่งใหญ่(ในอดีต)

@ได้ตรัสไว้โดยทรงเริ่มต้นด้วยคาถาแรกที่เทวดาผู้สถิตอยู่ที่เศวตฉัตรกล่าวสอนเตมิยกุมารว่า “ท่านจง

@อย่าเปิดเผยตนว่าเป็นบัณฑิต” เป็นต้น (ขุ.ชา.อ. ๙/๑/๑)

(สุนันทสารถีได้ฟังคำนั้น ขุดหลุมมิได้เงยหน้าดู จึงกราบทูลว่า)

[๔]

พระโอรสของพระราชาเป็นใบ้

และเป็นง่อยเปลี้ยขาดความสำนึก

พระราชาตรัสสั่งข้าพเจ้าว่า ควรฝังลูกเราไว้ในป่าช้า

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ ตรัสกับสุนันทสารถีว่า)

[๕]

นายสารถี เรามิได้เป็นคนหนวก

คนใบ้ คนเปลี้ย และมิได้เป็นคนบกพร่อง ๑-

ถ้าท่านพึงฝังเราไว้ในป่า ชื่อว่าพึงทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม

[๖]

ท่านจงดูขา แขน และฟังภาษิตของเรา

ถ้าท่านพึงฝังเราไว้ในป่า ชื่อว่าพึงทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม

(สุนันทสารถีไม่รู้ จึงกราบทูลว่า)

[๗]

ท่านเป็นเทวดา คนธรรพ์

หรือเป็นท้าวสักกปุรินททะ

ท่านเป็นใครหรือเป็นบุตรของใคร

พวกเราจักรู้จักท่านได้อย่างไร

(พระเตมีย์โพธิสัตว์เมื่อแสดงตนให้ปรากฏ แสดงธรรมแก่สุนันทสารถีนั้น จึงตรัสว่า)

[๘]

เรามิใช่เทวดา มิใช่คนธรรพ์

ทั้งมิใช่ท้าวสักกปุรินททะ

เราเป็นผู้ที่ท่านจะฝังในหลุม

เป็นโอรสของพระเจ้ากาสี

[๙]

เราเป็นโอรสของพระราชา

องค์ที่ท่านเข้าไปพึ่งบารมีเลี้ยงชีพอยู่เสมอ

นายสารถี ถ้าท่านพึงฝังเราไว้ในป่า

ชื่อว่าพึงทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม

@เชิงอรรถ :

@๑ คำว่า มิได้เป็นคนบกพร่อง หมายถึงเป็นผู้มีอินทรีย์สมบูรณ์ (ขุ.ชา.อ. ๙/๕/๒๒)

[๑๐]

บุคคลพึงนั่งหรือนอนที่ร่มแห่งต้นไม้ใด

ไม่พึงหักรานกิ่งของต้นไม้นั้น

เพราะคนผู้ประทุษร้ายมิตร ชื่อว่าเป็นคนเลวทราม

[๑๑]

พระราชาก็เหมือนต้นไม้ เราก็เป็นเหมือนกิ่งไม้

ข้าแต่มหาราช นายสารถีเป็นเหมือนคนผู้อาศัยร่มไม้

นายสารถี ถ้าท่านฝังเราไว้ในป่า

ชื่อว่าพึงทำสิ่งที่ไม่เป็นธรรม

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ปรารภคาถาบูชามิตร ๑๐ คาถาว่า)

[๑๒]

ผู้ใดไม่ประทุษร้ายมิตร

ผู้นั้นพรากจากเรือนของตนแล้ว

ย่อมมีอาหารสมบูรณ์

คนเป็นอันมากย่อมเข้าไปพึ่งพาผู้นั้นเลี้ยงชีพ

[๑๓]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร

จะไปสู่ชนบท นิคม และราชธานีใดๆ

ก็เป็นผู้อันชนทั้งหลายในชนบท นิคม

และราชธานีนั้นๆ บูชาไปทุกแห่งหน

[๑๔]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร ไม่มีพวกโจรข่มเหง

พระมหากษัตริย์ก็ไม่ทรงดูหมิ่น ย่อมข้าม(ชนะ)ศัตรูทั้งปวงได้

[๑๕]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร

ไม่โกรธเคืองใครๆ มาสู่เรือนของตน

ย่อมเป็นผู้ที่มหาชนยินดีต้อนรับในที่ประชุม

และเป็นคนชั้นสูงของหมู่ญาติ

[๑๖]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร สักการะคนอื่นแล้ว

ย่อมเป็นผู้ที่คนอื่นสักการะตอบ

เคารพคนอื่นแล้วก็มีคนอื่นเคารพตอบ

เป็นผู้อันเขาสรรเสริญเกียรติคุณ

[๑๗]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร

บูชาผู้อื่น ย่อมได้รับการบูชาตอบ

ไหว้ผู้อื่น ย่อมได้รับการไหว้ตอบ

ทั้งได้รับอิสริยยศและเกียรติ

[๑๘]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร ย่อมรุ่งเรือง ๑- เหมือนไฟ

ย่อมรุ่งโรจน์เหมือนเทวดา เป็นผู้อันสิริไม่ทอดทิ้ง

[๑๙]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร ย่อมมีโคทั้งหลายตกลูกมาก

พืชที่หว่านลงในนาย่อมงอกงาม

ย่อมได้บริโภคผลของพืชทั้งหลายที่หว่านไว้แล้ว

[๒๐]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร พลัดตกจากเหว ภูเขา

พลาดตกต้นไม้หรือเคลื่อนจากภพ ย่อมได้ที่พึ่ง

[๒๑]

คนผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร ศัตรูทั้งหลายจะระรานไม่ได้

เหมือนลมระรานต้นไทรที่มีรากและลำต้นงอกงามแล้วไม่ได้

(สุนันทสารถีประคองอัญชลี ทูลวิงวอนว่า)

[๒๒]

ข้าแต่พระราชโอรส เชิญเสด็จเถิด

กระหม่อมจักนำพระองค์เสด็จกลับ

ไปยังพระราชมณเฑียรของพระองค์

เชิญพระองค์เถลิงถวัลยราชสมบัติเถิด พระเจ้าข้า

พระองค์จักทรงทำอะไรในป่าได้เล่า

(ลำดับนั้น พระเตมีย์โพธิสัตว์จึงตรัสกับนายสุนันทสารถีนั้นว่า)

[๒๓]

นายสารถี พอทีสำหรับเราด้วยราชสมบัตินั้น

พระญาติทั้งหลายหรือทรัพย์ทั้งหลาย

ที่เราจะพึงได้ด้วยการประพฤติอันไม่ชอบธรรม

@เชิงอรรถ :

@๑ รุ่งเรือง ในที่นี้หมายถึงรุ่งเรืองด้วยอิสริยยศและบริวารยศ (ขุ.ชา.อ. ๙/๑๘/๒๖)

(สุนันทสารถีกราบทูลว่า)

[๒๔]

ข้าแต่พระราชโอรส พระองค์เสด็จไปจากที่นี้แล้ว

ทำให้ข้าพระองค์ได้รับรางวัล เมื่อพระองค์เสด็จกลับไป

พระบิดาและพระมารดาพึงพระราชทานรางวัลให้แก่ข้าพระองค์

[๒๕]

ข้าแต่พระราชโอรส เมื่อพระองค์เสด็จกลับไปแล้ว

พระสนมกำนัลใน พระกุมาร แพศย์ และพราหมณ์เหล่านั้น

จะพึงดีใจ ให้รางวัลแก่ข้าพระองค์

[๒๖]

ข้าแต่พระราชโอรส เมื่อพระองค์เสด็จกลับไปแล้ว

กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลราบ

แม้เหล่านั้นจะพากันดีใจ ให้รางวัลแก่ข้าพระองค์

[๒๗]

ข้าแต่พระราชโอรส เมื่อพระองค์เสด็จกลับไปแล้ว

ชาวชนบทและชาวนิคมผู้มีธัญญาหารมาก

จะมาประชุมกัน ให้เครื่องบรรณาการแก่ข้าพระองค์

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๒๘]

เราเป็นผู้อันพระบิดาและพระมารดา

ชาวแคว้น ชาวนิคม และกุมารทั้งปวงสละแล้ว

เราไม่มีเรือนของตน

[๒๙]

เราเป็นผู้อันพระมารดาทรงอนุญาตแล้ว

และพระบิดาก็ทรงสละขาดแล้ว

ออกไปบวชอยู่ในป่าแต่ลำพัง

เราไม่พึงปรารถนากามทั้งหลาย

(พระเตมีย์โพธิสัตว์เมื่อจะเปล่งอุทานด้วยกำลังปีติ จึงตรัสว่า)

[๓๐]

ความหวังผลของเหล่าชนผู้ไม่รีบร้อนย่อมสำเร็จแน่

เรามีพรหมจรรย์เผล็ดผลแล้ว

นายสารถี ท่านจงรู้ไว้อย่างนี้เถิด

[๓๑]

อนึ่ง ประโยชน์โดยชอบของเหล่าชน

ผู้ไม่รีบร้อน ย่อมเผล็ดผลโดยแท้

เรามีพรหมจรรย์เผล็ดผลแล้ว

ออกบวชแล้วย่อมไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ

(นายสุนันทสารถีกราบทูลว่า)

[๓๒]

พระองค์เป็นผู้มีพระวาจาไพเราะ

มีพระดำรัสสละสลวยอย่างนี้

เพราะเหตุไร พระองค์จึงไม่ตรัสในสำนัก

ของพระบิดาและพระมารดาในเวลานั้น

(ลำดับนั้น พระเตมีย์โพธิสัตว์ จึงตรัสว่า)

[๓๓]

เราเป็นคนง่อยเปลี้ย เพราะไม่มีข้อต่อก็หามิได้

เป็นคนหนวก เพราะไม่มีโสตประสาทก็หามิได้

เป็นคนใบ้ เพราะไม่มีชิวหาประสาทก็หามิได้

ท่านอย่าเข้าใจว่า เราเป็นใบ้

[๓๔]

เราระลึกชาติก่อนที่เราเสวยราชสมบัติได้

เราได้เสวยราชสมบัติในครั้งนั้นแล้ว

ต้องไปตกนรกอันแสนสาหัส

[๓๕]

เราได้เสวยราชสมบัติในกาลนั้น ๒๐ ปี

แล้วต้องไปหมกไหม้อยู่ในนรกถึง ๘๐,๐๐๐ ปี

[๓๖]

เรากลัวจะต้องได้เสวยราชสมบัตินั้น

จึงตั้งจิตอธิษฐานว่า

ขอชนทั้งหลายอย่าได้อภิเษกเราไว้ในราชสมบัติเลย

เพราะฉะนั้น เราจึงไม่พูดในสำนัก

ในสำนักของพระบิดาและพระมารดาในกาลนั้น

[๓๗]

พระบิดาทรงอุ้มเราให้นั่งบนพระเพลาแล้ว

ตรัสพิพากษาว่า ท่านทั้งหลายจงฆ่าโจรคนหนึ่ง

จงจองจำโจรอีกคนหนึ่งไว้ในเรือนจำ

จงเอาหอกแทงโจรคนหนึ่งแล้ว ราดด้วยน้ำกรด

จงเสียบโจรคนหนึ่งบนหลาว

พระบิดาตรัสพิพากษาอรรถคดีแก่มหาชนนั้นด้วยประการฉะนี้

[๓๘]

เราได้ฟังพระวาจาอันหยาบคายที่พระบิดาตรัสนั้น

จึงกลัวต่อการเสวยราชสมบัติ

เรามิได้เป็นคนใบ้ ก็ทำเหมือนเป็นคนใบ้

มิได้เป็นคนง่อยเปลี้ย ก็ทำเป็นเหมือนคนง่อยเปลี้ย

เรากลิ้งเกลือกนอนจมอยู่ในอุจจาระและปัสสาวะของตน

[๓๙]

ชีวิตเป็นของยาก เป็นของเล็กน้อย ๑-

ซ้ำประกอบไปด้วยทุกข์

ใครเล่าอาศัยชีวิตนี้แล้วพึงก่อเวรกับใครๆ

[๔๐]

ใครเล่าอาศัยชีวิตนี้แล้วพึงก่อเวรกับใครๆ

เพราะไม่ได้ปัญญาและเพราะไม่ได้เห็นธรรม

[๔๑]

ความหวังผลของเหล่าคนผู้ไม่รีบร้อนย่อมสำเร็จแน่

เรามีพรหมจรรย์เผล็ดผลแล้ว

นายสารถี ท่านจงรู้ไว้อย่างนี้เถิด

[๔๒]

อนึ่ง ประโยชน์โดยชอบของเหล่าชน

ผู้ไม่รีบร้อน ย่อมเผล็ดผลโดยแท้

เรามีพรหมจรรย์เผล็ดผลแล้ว

ออกบวชแล้วย่อมไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ

@เชิงอรรถ :

@๑ ชีวิตเป็นของเล็กน้อย หมายความว่า หากชีวิตของสัตว์ทั้งหลายได้รับความลำบาก ก็จะดำรงอยู่ได้นาน

@มาก แต่หากได้รับความสบาย ก็จะดำรงอยู่ได้ชั่วเวลานิดหน่อย และชีวิตนี้ยากเข็ญ เป็นของเล็กน้อย คือ

@มีประมาณน้อยนิด อีกทั้งเป็นชีวิตที่ประกอบด้วยความสั่งสมทุกข์ในวัฏฏะทั้งสิ้น (ขุ.ชา.อ. ๙/๓๙/๓๐)

(นายสุนันทสารถีได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลว่า)

[๔๓]

ข้าแต่พระราชโอรส

แม้ข้าพระองค์ก็จักบวชในสำนักของพระองค์

ขอพระองค์โปรดตรัสอนุญาตให้ข้าพระองค์บวชด้วยเถิด

ข้าพระองค์พอใจจะบวช พระเจ้าข้า

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๔๔]

นายสารถี เรามอบรถให้ท่านแล้ว ท่านจงเป็นผู้ไม่มีหนี้

มาเถิด เพราะคนที่ไม่มีหนี้ จึงจะบวชได้

พวกฤๅษีทั้งหลายกล่าวสรรเสริญการบวชนั้น

(สุนันทสารถีได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลว่า)

[๔๕]

ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ

ข้าพระองค์ได้ทำตามพระดำรัสที่พระองค์ได้ตรัสไว้แล้ว

ข้าพระองค์ทูลวิงวอนแล้ว

ขอพระองค์ควรทรงโปรดกระทำตามคำของข้าพระองค์เถิด

[๔๖]

ขอพระองค์จงประทับอยู่ ณ ที่นี้

จนกว่าข้าพระองค์จะทูลเชิญเสด็จพระราชามา

พระบิดาของพระองค์ทอดพระเนตรแล้ว

จะพึงมีพระทัยเอิบอิ่มเป็นแน่

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๔๗]

นายสารถี เราจะทำตามคำของท่านที่กล่าวกับเรา

แม้เราก็ปรารถนาจะเฝ้าพระบิดาของเราซึ่งเสด็จมา ณ ที่นี้

[๔๘]

ท่านจงกลับไปเถิด สหาย

การที่ท่านได้ทูลพระญาติทั้งหลายด้วยเป็นการดี

ท่านรับคำสั่งเราแล้ว

พึงกราบทูลการถวายบังคมพระมารดาและพระบิดาของเรา

(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๔๙]

นายสารถีจับพระบาททั้ง ๒ ของพระโพธิสัตว์นั้น

และทำประทักษิณพระองค์แล้ว

ก็ขึ้นรถบ่ายหน้าเข้าไปยังทวารพระราชวัง

[๕๐]

พระมารดาทอดพระเนตรเห็นรถว่างเปล่า

กลับมาแต่นายสารถีคนเดียว

จึงทรงกันแสง มีพระเนตรนองด้วยพระอัสสุชล

ทอดพระเนตรดูนายสารถีนั้นอยู่

[๕๑]

พระนางทรงเข้าพระทัยว่า

นายสารถีฝังลูกของเราแล้วจึงกลับมา

ลูกของเราถูกนายสารถีฝังไว้ในแผ่นดิน

กลบดินแล้วเป็นแน่

[๕๒]

พวกศัตรูย่อมพากันยินดี

พวกคนจองเวรต่างก็เอิบอิ่มเป็นแน่

เพราะเห็นนายสารถีฝังลูกของเรากลับมาแล้ว

[๕๓]

พระมารดาทอดพระเนตรเห็นรถอันว่างเปล่า

กลับมาแต่นายสารถีคนเดียว

มีพระเนตรนองด้วยพระอัสสุชล

ทรงกันแสงอยู่ ตรัสถามนายสารถีนั้นว่า

[๕๔]

ลูกของเราเป็นคนใบ้จริงหรือ เป็นคนง่อยเปลี้ยจริงหรือ

ลูกของเราขณะที่ท่านจะฝังดิน พูดอะไรบ้างหรือเปล่า

นายสารถี ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่เราด้วยเถิด

[๕๕]

ลูกของเราเป็นคนใบ้ เป็นคนง่อยเปลี้ย

เมื่อท่านจะฝังลงดิน กระดิกมือและเท้าอย่างไร

เราถามแล้ว ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่เราเถิด

(ลำดับนั้น นายสุนันทสารถีกราบทูลว่า)

[๕๖]

ข้าแต่พระแม่เจ้า

ขอได้โปรดพระราชทานอภัยโทษแก่ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด

ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบทูล

ตามที่ได้ยินและได้เห็นมาในสำนักของพระราชโอรส

(พระนางจันทาเทวีตรัสกับนายสุนันทสารถีนั้นว่า)

[๕๗]

นายสารถีผู้สหาย เราให้อภัยโทษแก่ท่าน

อย่าได้กลัวเลย จงพูดไปเถิด

ตามที่ท่านได้ยินหรือได้เห็นมาในสำนักของพระราชโอรส

(นายสุนันทสารถีกราบทูลว่า)

[๕๘]

พระราชโอรสนั้นมิได้เป็นคนใบ้ มิได้เป็นคนง่อยเปลี้ย

ยังมีพระดำรัสสละสลวยไพเราะ ได้ทราบว่า

พระองค์ทรงกลัวต่อการครองราชสมบัติ

จึงได้ทำการลวงอย่างมากมาย

[๕๙]

พระองค์ทรงระลึกถึงชาติก่อน

ที่พระองค์เคยได้เสวยราชสมบัติ

ครั้นได้เสวยราชสมบัติในกาลนั้นแล้ว

ต้องไปตกนรกอย่างแสนสาหัส

[๖๐]

พระองค์ได้เสวยราชสมบัติในกาลนั้น ๒๐ ปี

แล้วต้องไปหมกไหม้อยู่ในนรกถึง ๘๐,๐๐๐ ปี

[๖๑]

พระองค์ทรงกลัวต่อการเสวยราชสมบัติ

จึงทรงตั้งจิตอธิษฐานว่า

ขอชนทั้งหลายอย่าได้อภิเษกเราในราชสมบัติเลย

เพราะฉะนั้น พระองค์จึงไม่ตรัส

ในสำนักของพระบิดาและพระมารดาในกาลนั้น

[๖๒]

พระราชโอรสทรงถึงพร้อมด้วยองคาพยพ

มีพระรูปสมบัติงดงามสมส่วน

มีพระวาจาสละสลวย มีพระปัญญา

ทรงดำรงอยู่ในทางสวรรค์

[๖๓]

ถ้าพระแม่เจ้าทรงพระประสงค์จะทอดพระเนตร

พระราชโอรสของพระองค์

ข้าพระพุทธเจ้าขอทูลเชิญเสด็จพระแม่เจ้าไปให้ถึงสถานที่

ซึ่งเป็นที่ประทับของพระเตมีย์

(ฝ่ายพระเจ้ากาสีทรงสดับคำของนายสุนันทสารถี จึงดำรัสสั่งให้เรียก มหาเสนคุตมา รีบให้ตระเตรียมเสด็จ ตรัสว่า)

[๖๔]

เจ้าหน้าที่ทั้งหลายจงเทียมรถ เทียมม้า

ผูกเครื่องประคับช้าง จงประโคมสังข์และบัณเฑาะว์

ตีกลองหน้าเดียวเถิด

[๖๕]

จงตีกลองสองหน้าและรำมะนาอันไพเราะ

ขอชาวนิคมจงตามเรามา

เราจะไปให้โอวาทแก่พระโอรส

[๖๖]

ขอพระสนมกำนัลใน พระกุมาร แพศย์

และพราหมณ์ทั้งหลายจงรีบเทียมยาน

เราจะไปให้โอวาทแก่พระโอรส

[๖๗]

ขอพวกกองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ

และกองพลราบจงรีบเทียมยาน

เราจะไปให้โอวาทแก่พระโอรส

[๖๘]

ชาวชนบทและชาวนิคมมาประชุมพร้อมกันแล้ว

จงรีบเทียมยานเถิด

เราจะไปให้โอวาทแก่พระโอรส

(พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๖๙]

พวกนายสารถีจูงม้าสินธพที่มีฝีเท้าเร็ว

เทียมเข้ากับราชรถขับมายังทวารพระราชวัง

และกราบทูลว่า ม้าเหล่านี้เทียมแล้ว พระเจ้าข้า

(พระราชาตรัสว่า)

[๗๐]

ม้าอ้วนก็ไม่มีฝีเท้าเร็ว ม้าผอมก็ไม่มีเรี่ยวแรง

จงเว้นทั้งม้าผอมและม้าอ้วนเสีย

เลือกเทียมแต่ม้าที่สมบูรณ์

(พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

[๗๑]

ลำดับนั้น พระราชารีบเสด็จขึ้นประทับม้าสินธพที่เทียมแล้ว

ได้ตรัสกับนางชาววังว่า พวกเจ้าทั้งหมดจงตามเรามาเถิด

[๗๒]

พระราชาตรัสสั่งว่า จงตระเตรียมเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ๕ อย่าง

คือ พัดวาลวีชนี อุณหิส พระขรรค์ เศวตฉัตร

และฉลองพระบาทที่ประดับตกแต่งด้วยทองคำขึ้นรถไปด้วย

[๗๓]

และต่อจากนั้น พระราชาตรัสสั่งให้นายสารถีนำทาง

เสด็จเคลื่อนขบวนเข้าไปถึงสถานที่

ซึ่งเป็นที่ประทับของพระเตมีย์

[๗๔]

ส่วนพระเตมีย์ทอดพระเนตรเห็นพระบิดา

กำลังเสด็จมา ทรงรุ่งเรืองด้วยพระเดชานุภาพ

ทรงแวดล้อมด้วยหมู่อำมาตย์ จึงถวายพระพรว่า

[๗๕]

ขอถวายพระพรเสด็จพ่อ

พระองค์ทรงสุขสบายดีหรือ ทรงพระสำราญดีหรือ

ราชกัญญาทั้งปวงและพระมารดาของอาตมภาพ

ไม่มีพระโรคาพาธหรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๗๖]

ลูกรัก โยมสุขสบายดี

ไม่มีโรคเบียดเบียน

พระราชกัญญาทั้งปวงและพระมารดา

ของลูกรักก็ไม่มีโรคาพาธ

(ลำดับนั้น พระเตมีย์โพธิสัตว์ทูลถามพระราชาว่า)

[๗๗]

ขอถวายพระพรเสด็จพ่อ

มหาบพิตรไม่ทรงเสวยน้ำจัณฑ์หรือ

ไม่ทรงโปรดปรานการเสวยน้ำจัณฑ์หรือ

พระทัยของพระองค์ทรงยินดีในสัจจะ

ในธรรม และในทานหรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๗๘]

ลูกรัก โยมไม่ดื่มน้ำจัณฑ์

และไม่โปรดปรานการดื่มน้ำจัณฑ์

ใจของโยมยังยินดีในสัจจะ ในธรรม และในทาน

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ทูลถามว่า)

[๗๙]

ขอถวายพระพรเสด็จพ่อ

ราชพาหนะของพระองค์ที่เขาเทียมแล้วมั่นคงหรือ

ราชพาหนะยังนำภาระไปได้ดีอยู่หรือ

มหาบพิตร พยาธิที่จะเข้าไปแผดเผาพระสรีระของพระองค์ไม่มีหรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๘๐]

พาหนะมีม้าและโคเป็นต้นของโยมที่เทียมแล้วมั่นคง

ราชพาหนะก็ยังนำภาระไปได้

พยาธิที่เข้าไปแผดเผาสรีระของโยมก็ไม่มี

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ทูลถามว่า)

[๘๑]

ชุมชนแถบชายแดนของพระองค์ยังมั่งคั่งหรือ

คามนิคมในท่ามกลางรัฐของพระองค์

ยังเป็นที่อยู่แน่นหนามั่งคั่งอยู่หรือ

ฉางหลวงและท้องพระคลังของพระองค์ยังบริบูรณ์ดีอยู่หรือ

(พระราชาตรัสตอบว่า)

[๘๒]

ชุมชนแถบชายแดนของโยมยังมั่งคั่ง

คามนิคมในท่ามกลางแคว้นก็ยังอยู่แน่นหนาดี

ฉางหลวงและท้องพระคลังของโยม

ก็ยังคงบริบูรณ์ดีทุกอย่าง

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๘๓]

ข้าแต่มหาราช พระองค์เสด็จมาดีแล้ว มิได้เสด็จมาร้าย

ขอมหาดเล็กทั้งหลายจงจัดตั้งบัลลังก์

ซึ่งเป็นที่ประทับนั่งถวายพระราชาเถิด

[๘๔]

เชิญประทับนั่ง ณ เครื่องลาดใบไม้ที่เขาปูไว้เรียบร้อย

ถวายมหาบพิตร ณ ที่นี้เถิด

จงทรงตักน้ำจากภาชนะนี้ล้างพระบาทของพระองค์เถิด

[๘๕]

ขอถวายพระพรมหาบพิตร

ใบหมากเม่าของอาตมภาพนี้เป็นของสุกไม่เค็ม

พระองค์มาเป็นแขกของอาตมภาพแล้ว เชิญเสวยเถิด

(พระราชาตรัสว่า)

[๘๖]

โยมไม่บริโภคใบหมากเม่า

เพราะใบหมากเม่านี้มิใช่อาหารของโยม

โยมบริโภคข้าวสุกแห่งข้าวสาลีที่ปรุงด้วยเนื้ออันสะอาด

(พระราชาตรัสกับพระเตมีย์โพธิสัตว์แล้ว จึงตรัสคาถาว่า)

[๘๗]

ความน่าอัศจรรย์ปรากฏชัดเจนกับโยม

เพราะได้เห็นลูกรักอยู่ในที่ลับแต่ผู้เดียว

เพราะเหตุไร ผิวพรรณของผู้บริโภคอาหารเช่นนี้จึงผ่องใสเล่า

(พระเตมีย์โพธิสัตว์เมื่อจะทูลพระราชานั้น จึงตรัสว่า)

[๘๘]

ขอถวายพระพรมหาบพิตร

อาตมภาพจำวัดตามลำพังบนเครื่องลาดใบไม้

เพราะการจำวัดตามลำพังนั้น

ผิวพรรณของอาตมภาพจึงผ่องใส

[๘๙]

อนึ่ง อาตมภาพไม่มีราชองครักษ์คาดกระบี่คอยป้องกัน

เพราะการจำวัดตามลำพังของอาตมภาพนั้น

ผิวพรรณจึงผ่องใส ขอถวายพระพร

[๙๐]

อาตมภาพมิได้เศร้าโศกถึงอารมณ์ที่ล่วงไปแล้ว

มิได้ปรารถนาอารมณ์ที่ยังไม่มาถึง

ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า

เพราะฉะนั้น ผิวพรรณของอาตมภาพจึงผ่องใส

[๙๑]

เพราะการปรารถนาอารมณ์ที่ยังไม่มาถึง

เพราะเศร้าโศกถึงอารมณ์ที่ล่วงไปแล้ว

ทั้ง ๒ อย่างนี้ พวกคนพาลซูบซีดเหี่ยวแห้ง

เหมือนไม้อ้อที่เขียวสดถูกถอนทิ้งไว้

(ลำดับนั้น พระราชาทรงเชิญพระเตมีย์โพธิสัตว์ให้ครองราชสมบัติ จึงตรัสว่า)

[๙๒]

ลูกรัก โยมขอมอบกองพลช้าง ๑- กองพลม้า

กองพลรถ กองพลราบ เหล่าทหารผูกโล่

และพระนิเวศน์ที่น่ารื่นรมย์แก่ลูก

@เชิงอรรถ :

@๑ กองพลช้าง หมายถึงกองทัพที่จัดขึ้นเป็นหมู่ใหญ่ นับช้างตั้งแต่สิบเชือกขึ้นไป ที่ชื่อว่ากองพลรถ

@ก็เช่นเดียวกัน (ขุ.ชา.อ. ๙/๙๒/๔๔)

[๙๓]

โยมขอมอบพระสนมกำนัลในผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง

ลูกรักจงปกครองพระสนมกำนัลในเหล่านั้น

จงเป็นพระราชาของโยมทั้งหลาย

[๙๔]

หญิงทั้ง ๔ คนผู้ฉลาดในการฟ้อนรำและการขับร้อง

ศึกษาดีแล้วในหน้าที่ของหญิงแม้อื่นๆ

จักทำลูกรักให้รื่นรมย์ในกามได้ ลูกจักทำอะไรในป่าเล่า

[๙๕]

โยมจักนำราชกัญญาจากพระราชาอื่นๆ ผู้ประดับดีแล้วมา

ขอลูกรักให้กำเนิดพระโอรสในหญิงเหล่านั้นแล้ว

จึงบวชในภายหลังเถิด

[๙๖]

ลูกรักยังหนุ่มแน่นอยู่ในปฐมวัย ผมดำสนิท

จงครอบครองราชสมบัติก่อนเถิด

ขอลูกจงมีความเจริญ ลูกจักทำอะไรในป่าเล่า

(พระเตมีย์โพธิสัตว์แสดงธรรมโปรดพระราชาว่า)

[๙๗]

คนหนุ่มควรประพฤติพรหมจรรย์

ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ควรจะเป็นคนหนุ่ม

เพราะการบวชของคนหนุ่ม ฤๅษีทั้งหลายสรรเสริญแล้ว

[๙๘]

คนหนุ่มควรประพฤติพรหมจรรย์

ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ควรเป็นคนหนุ่ม

อาตมภาพจักประพฤติพรหมจรรย์

อาตมภาพไม่ต้องการราชสมบัติ

[๙๙]

อาตมภาพเห็นเด็กหนุ่มของท่านทั้งหลาย

ผู้เรียกมารดาและบิดา ซึ่งเป็นบุตรที่รักได้มาโดยยาก

ยังไม่ทันถึงความแก่เลยก็ตายเสียแล้ว

[๑๐๐]

อาตมภาพเห็นเด็กสาวของท่านทั้งหลาย

ที่สวยสดงดงาม สิ้นชีวิต เหมือนหน่อไม้ไผ่ที่ถูกถอน

[๑๐๑]

จริงอยู่ จะเป็นชายหรือหญิงก็ตาม

แม้ยังหนุ่มสาวก็ตาย เพราะฉะนั้น

ใครเล่าจะพึงวางใจในชีวิตนั้นได้ว่า เรายังเป็นหนุ่มสาว

[๑๐๒]

อายุของคนเป็นของน้อย เพราะวันคืนล่วงไปๆ

เปรียบเหมือนอายุของฝูงปลาในน้ำน้อย

ความเป็นหนุ่มสาวในวัยนั้นจักทำอะไรได้

[๑๐๓]

สัตวโลกถูกครอบงำและถูกรุมล้อมอยู่เป็นนิตย์

เมื่อราตรีทั้งหลายทำอายุ วรรณะ และกำลัง

ของเหล่าสัตว์ให้สิ้นไปเป็นไปอยู่

มหาบพิตรจะอภิเษกอาตมภาพในราชสมบัติทำไม

(พระราชาตรัสว่า)

[๑๐๔]

สัตวโลกถูกอะไรครอบงำ และถูกอะไรรุมล้อมไว้

อะไรชื่อว่าราตรีที่ทำอายุ วรรณะ

และกำลังของเหล่าสัตว์ให้สิ้นไปเป็นไปอยู่

โยมถามแล้ว ขอลูกรักจงบอกข้อนั้นแก่โยมเถิด

(พระเตมีย์โพธิสัตว์ทูลว่า)

[๑๐๕]

สัตวโลกถูกความตายครอบงำ

และถูกความแก่รุมล้อมไว้

วันคืนที่ชื่อว่าทำอายุ วรรณะ

และกำลังของเหล่าสัตว์ให้สิ้นไปก็เป็นไปอยู่

มหาบพิตร ขอจงทรงทราบอย่างนี้ ขอถวายพระพร

[๑๐๖]

เมื่อเส้นด้ายที่เขากำลังทอ

ช่างหูกทอไปได้เท่าใด ส่วนที่ต้องทอต่อไป

โยมก็พึงทราบว่า เหลืออยู่น้อยเท่านั้นฉันใด

ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น

[๑๐๗]

ห้วงน้ำที่เต็มฝั่งเมื่อไหลไปย่อมไม่ไหลกลับฉันใด

อายุของมนุษย์ทั้งหลายเมื่อผ่านไป

ก็ย่อมไม่หวนกลับคืนฉันนั้น

[๑๐๘]

ห้วงน้ำที่เต็มฝั่งย่อมพัดพาเอาต้นไม้

ที่เกิดอยู่ริมฝั่งให้หักโค่นไปฉันใด

สัตว์ทั้งปวงย่อมถูกชราและมรณะพัดพาไปฉันนั้น

(พระราชาสดับธรรมกถาของพระเตมีย์โพธิสัตว์แล้ว จะเชิญให้ครองราชสมบัติอีก จึงตรัสว่า)

[๑๐๙]

ลูกเอ๋ย โยมขอมอบกองพลช้าง กองพลม้า

กองพลรถ กองพลราบ เหล่าทหารผูกโล่

และพระราชนิเวศน์ที่น่ารื่นรมย์แก่ลูก

[๑๑๐]

อนึ่ง โยมขอมอบพระสนมกำนัลใน

ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง

ลูกเอ๋ย จงปกครองพระสนมกำนัลในเหล่านั้น

ลูกจักเป็นพระราชาของโยมทั้งหลาย

[๑๑๑]

หญิงทั้ง ๔ คนผู้ฉลาดในการฟ้อนรำและการขับร้อง

ศึกษาดีแล้วในหน้าที่ของหญิงอื่นๆ

จักทำลูกรักให้รื่นรมย์ในกามได้ ลูกจะทำอะไรในป่าเล่า

[๑๑๒]

โยมจักนำราชกัญญาจากพระราชาอื่นๆ

ผู้ประดับแล้วมาให้แก่ลูก

ลูกให้หญิงเหล่านั้นกำเนิดพระโอรสแล้ว

จึงบวชในภายหลังเถิด

[๑๑๓]

ลูกยังหนุ่มแน่นอยู่ในปฐมวัย มีผมดำสนิท

จงครอบครองราชสมบัติก่อนเถิด

ขอลูกจงมีความเจริญ ลูกจักทำอะไรในป่าเล่า

[๑๑๔]

ลูกเอ๋ย โยมขอมอบฉางหลวง พระคลัง พาหนะ

พลนิกาย และพระราชนิเวศน์อันน่ารื่นรมย์แก่ลูก

[๑๑๕]

ลูกจงแวดล้อมด้วยแวดวงราชกัญญาที่งามพร้อม

จงแวดล้อมด้วยหมู่พระสนมกำนัลใน

จงครอบครองราชสมบัติก่อนเถิด

ขอลูกจงมีความเจริญ ลูกจักทำอะไรในป่าเล่า

(พระเตมีย์โพธิสัตว์เมื่อจะประกาศความที่ตนไม่ปรารถนาราชสมบัติ จึงทูลว่า)

[๑๑๖]

มหาบพิตรจะให้อาตมภาพเสื่อมไปเพราะทรัพย์ทำไม

บุคคลจักตายเพราะภรรยาทำไม

ประโยชน์อะไรด้วยความเป็นหนุ่มสาวที่แก่เฒ่า

เพราะถูกชราครอบงำ

[๑๑๗]

ในโลกสันนิวาสที่มีชราและมรณะเป็นธรรมดานั้น

จะเพลิดเพลินไปทำไม จะเล่นหัวไปทำไม

จะยินดีไปทำไม จะแสวงหาทรัพย์ไปทำไม

จะมีประโยชน์อะไรด้วยลูกและเมียแก่อาตมภาพ

อาตมภาพเป็นผู้หลุดพ้นแล้วจากเครื่องผูก ขอถวายพระพร

[๑๑๘]

มัจจุราชย่อมไม่ย่ำยีอาตมภาพผู้รู้ชัดอย่างนี้ว่า

เมื่อบุคคลถูกมัจจุราชครอบงำแล้ว

จะยินดีไปทำไม จะแสวงหาทรัพย์ไปทำไม

[๑๑๙]

ภัยของผลไม้ที่สุกแล้วทั้งหลาย

ย่อมมีเพราะหล่นลงเป็นนิตย์ฉันใด

ภัยของเหล่าสัตว์ผู้เกิดมาแล้ว

ย่อมมีเพราะความตายอยู่เป็นนิตย์ฉันนั้น

[๑๒๐]

คนเป็นจำนวนมากที่ได้พบกันในตอนเช้า

ตกตอนเย็นบางพวกก็ไม่เห็นกัน

คนเป็นจำนวนมากที่ได้พบกันในตอนเย็น

ตกตอนเช้าบางพวกก็ไม่เห็นกัน

[๑๒๑]

ควรรีบทำความเพียรเสียแต่ในวันนี้

ใครเล่าจะพึงรู้ได้ว่า ความตายจะมีในวันพรุ่งนี้

เพราะความผ่อนผันกับมัจจุราชที่มีเสนาหมู่ใหญ่นั้น

ไม่มีแก่เราทั้งหลายเลย

[๑๒๒]

พวกโจรย่อมปรารถนาทรัพย์

มหาบพิตร อาตมภาพเป็นผู้หลุดพ้นแล้วจากเครื่องผูก

เชิญมหาบพิตรเสด็จกลับไปเถิด

อาตมภาพไม่มีความต้องการด้วยราชสมบัติ ขอถวายพระพร

เตมิยชาดกที่ ๑ จบ

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๕. มหาสุตโสมชาดกกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๘มหานิบาตชาดกหัวข้อถัดไป๒. มหาชนกชาดก