ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. พระไตรปิฎก
  4. /
  5. เล่มที่ ๒๘
  6. /
  7. มหานิบาตชาดก
  8. /
  9. ๒. มหาชนกชาดก

๒. มหาชนกชาดก

เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๔๔๒ · บรรทัด ๒๘๗๑เรื่องนี้ในคลังชาดก

คัดจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตัวบทจาก 84000.org

ฉบับหลวงฉบับมหาจุฬาฯบาลีอักษรไทยPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาบาลีอักษรไทยAtthakatha PaliRoman
พรีวิว / พิมพ์ PDFโหมดอ่านต่อเนื่อง

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

๒. มหาชนกชาดก ๑- (๕๓๙)

ว่าด้วยพระมหาชนกทรงบำเพ็ญวิริยบารมี

(เทพธิดากล่าวว่า)

[๑๒๓]

ใครกันนี่ ทั้งๆ ที่มองไม่เห็นฝั่ง

ก็ยังเพียรพยายาม(ว่าย)อยู่ในท่ามกลางสมุทร

ท่านรู้อำนาจประโยชน์อะไร

จึงพยายามเต็มที่อยู่อย่างนี้

(พระโพธิสัตว์ตอบว่า)

[๑๒๔]

เทพธิดา เราพิเคราะห์เห็นธรรมเนียมของโลก

และอานิสงส์ของความพยายาม

เพราะฉะนั้น ทั้งๆ ที่มองไม่เห็นฝั่ง

เราจึงเพียรพยายาม(ว่าย)อยู่ในท่ามกลางสมุทร

@เชิงอรรถ :

@๑ มหาชนกชาดก เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวัน ทรงปรารภการเสด็จออก

@บรรพชาครั้งใหญ่ (ในอดีต) จึงได้ตรัสเรื่องพระมหาชนกนี้โดยทรงยกคาถาแรกของเรื่องที่นางเทพธิดา

@กล่าวกับพระมหาชนกที่กำลังว่ายน้ำข้ามทะเลอยู่ว่า “ใครกันนี่ ทั้งๆ ที่มองไม่เห็นฝั่งก็ยังพยายาม

@(ว่าย)อยู่ในท่ามกลางสมุทร ” เป็นต้น (ขุ.ชา.อ. ๙/๕๓-๖๐)

(เทพธิดากล่าวว่า)

[๑๒๕]

ฝั่งสมุทรอันลึกประมาณไม่ได้ยังไม่ปรากฏ

ความพยายามอย่างลูกผู้ชายของท่านย่อมเปล่าประโยชน์

ยังไม่ทันจะถึงฝั่งเลย ท่านก็จักตายแน่

(พระโพธิสัตว์ตอบว่า)

[๑๒๖]

บุคคลผู้ทำหน้าที่ของลูกผู้ชายอยู่

จะไม่ถูกหมู่ญาติ เทวดา และพรหมทั้งหลายนินทา

ทั้งจะไม่เดือดร้อนในภายหลัง

(เทพธิดากล่าวว่า)

[๑๒๗]

การงานที่ให้ถึงฝั่งไม่ได้

ปราศจากผล ก่อให้เกิดความลำบาก

และความตาย ย่อมมีได้เพราะทำการงานใด

ประโยชน์อะไรด้วยความพยายาม ในการงานนั้น

(พระโพธิสัตว์ตอบว่า)

[๑๒๘]

เทพธิดา บุคคลใดรู้ว่า

งานสุดวิสัยเกินตัวแล้ว ไม่รักษาชีวิตของตน

ถ้าผู้นั้นคลายความเพียรเสีย ก็จะพึงรู้ผลของงานนั้น

[๑๒๙]

เทพธิดา คนบางพวกในโลกนี้

พิจารณาเห็นผลแห่งความมุ่งประสงค์ของตน

จึงประกอบการงานทั้งหลาย

การงานเหล่านั้นจะสำเร็จหรือไม่ก็ตามที

[๑๓๐]

เทพธิดา ท่านกำลังเห็นผลงานที่ประจักษ์แก่ตนเองแล้วมิใช่หรือ

คนอื่นๆ พากันจมน้ำแล้ว

เราคนเดียวเท่านั้นพยายามข้ามอยู่

และยังเห็นท่านอยู่ใกล้เรา

[๑๓๑]

เรานั้นจักพยายามตามกำลังความสามารถ

จักไปให้ถึงฝั่งสมุทร

จักทำความเพียรอย่างลูกผู้ชาย

(ต่อมา พระโพธิสัตว์ได้ครองราชสมบัติในเมืองมิถิลาแล้ว ทรงระลึกถึงผลแห่ง ความเพียรชอบของพระองค์ ทรงเปล่งอุทานด้วยกำลังปีติว่า)

[๑๓๒]

ท่านใดถึงพร้อมด้วยความพยายามโดยธรรม

ไม่จมลงในห้วงมหรรณพที่หาประมาณมิได้เห็นปานนี้ด้วยการกระทำ

ท่านนั้นจงไปในสถานที่ที่ท่านชอบใจเถิด

ขุมทรัพย์ใหญ่ ๑๖ ขุม ๑- นี้ คือ

๑. ขุมทรัพย์ที่อยู่ทางดวงอาทิตย์ขึ้น

๒. ขุมทรัพย์ที่อยู่ทางดวงอาทิตย์ตก

๓. ขุมทรัพย์ที่อยู่ภายใน

๔. ขุมทรัพย์ที่อยู่ภายนอก

๕. ขุมทรัพย์ที่ไม่ใช่อยู่ภายในภายนอก

๖. ขุมทรัพย์ที่ทางขึ้น

๗. ขุมทรัพย์ที่ทางลง

@เชิงอรรถ :

@๑ ขุมทรัพย์ใหญ่ ๑๖ ขุมที่พระเจ้าโปลชนกทรงฝังไว้ อธิบายโดยย่อ ดังนี้

@๑. ขุมทรัพย์ที่อยู่ทางดวงอาทิตย์ขึ้น หมายถึงที่ต้อนรับพระปัจเจกพุทธเจ้า

@๒. ขุมทรัพย์ที่อยู่ทางดวงอาทิตย์ตก หมายถึงที่ส่งพระปัจเจกพุทธเจ้ากลับ

@๓. ขุมทรัพย์ที่อยู่ภายใน หมายถึงขุมทรัพย์ที่อยู่ภายในประตูใหญ่พระราชวัง

@๔. ขุมทรัพย์ที่อยู่ภายนอก หมายถึงขุมทรัพย์ที่อยู่ภายนอกประตูใหญ่พระราชวัง

@๕. ขุมทรัพย์ที่ไม่ใช่อยู่ภายในภายนอก หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ภายใต้ธรณีประตู

@๖. ขุมทรัพย์ที่ทางขึ้น หมายถึงขุมทรัพย์ตรงที่ลาดบันได เวลาเสด็จขึ้นช้างมงคล

@๗. ขุมทรัพย์ที่ทางลง หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ตรงที่เสด็จลงจากคอช้าง

@๘.-๑๑. ขุมทรัพย์ที่ไม้สาละทั้ง ๔ หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ที่เท้าพระแท่นบรรทมทั้ง ๔

@๑๒. ขุมทรัพย์ที่โยชน์หนึ่งโดยรอบ หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ชั่วแอก (หนึ่งวา) รอบที่บรรทม

@๑๓. ขุมทรัพย์ที่ปลายงาทั้ง ๒ หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ตรงปลายงาทั้ง ๒ ของช้างมงคลในโรงช้างมงคล

๘.-๑๑. ขุมทรัพย์ที่ไม้สาละทั้ง ๔

๑๒. ขุมทรัพย์ที่โยชน์หนึ่งโดยรอบ

๑๓. ขุมทรัพย์ที่ปลายงาทั้ง ๒

๑๔. ขุมทรัพย์ที่ปลายหาง

๑๕. ขุมทรัพย์ที่สระน้ำ

๑๖. ขุมทรัพย์ที่ยอดไม้ ธนูหนักหนึ่งพันแรงคน

บัลลังก์สี่เหลี่ยม ผู้ทำเจ้าหญิงสีวลีให้ยินดี

[๑๓๓]

บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงหวังร่ำไป

ไม่พึงเบื่อหน่าย

เราเห็นตนเองได้เป็นพระราชาตามที่ตนปรารถนา

[๑๓๔]

บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงหวังร่ำไป

ไม่พึงเบื่อหน่าย

เราเห็นตนเองถูกอุ้มจากน้ำขึ้นบกแล้ว

[๑๓๕]

บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงพยายามร่ำไป

ไม่พึงเบื่อหน่าย

เราเห็นตนเองได้เป็นพระราชาตามที่ตนปรารถนา

[๑๓๖]

บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงพยายามร่ำไป

ไม่พึงเบื่อหน่าย

เราเห็นตนเองถูกอุ้มจากน้ำขึ้นบกแล้ว

@เชิงอรรถ :

@๑๔. ขุมทรัพย์ที่ปลายหาง หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ตรงปลายหางของช้างมงคลในโรงช้างมงคล

@๑๕. ขุมทรัพย์ที่สระน้ำ หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ในสระโบกขรณีมงคล

@๑๖. ขุมทรัพย์ที่ยอดไม้ หมายถึงขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ใต้ต้นรังใหญ่ในพระราชอุทยาน เวลาเที่ยงวันเงาจะอยู่

@ที่โคนต้น จึงให้ขุดทรัพย์ที่นั้น ธนูหนักหนึ่งพันแรงคน หมายถึงธนูที่ใช้แรงคนโก่งหนึ่งพันคน แต่

@พระมหาชนกโก่งได้โดยง่ายเหมือนธนูดีดฝ้ายของสตรี บัลลังก์สี่เหลี่ยม ก็ทรงทราบด้านศีรษะของ

@บัลลังก์ให้พระนางสีวลีเอาปิ่นปักพระเกศาวาง ผู้ทำเจ้าหญิงสีวลีให้ยินดี หมายถึงพระนางสีวลี

@ยินดีกับชายใด ชายนั้นจะได้ครองราชย์ พระมหาชนกเป็นที่โปรดปรานของพระนางสีวลีตั้งแต่แรกพบ

@ถึงกับยื่นพระหัตถ์ให้เกาะ ท้าวเธอก็ทรงเกาะพระหัตถ์พระนางขึ้นสู่ปราสาท

@(ขุ.ชา.อ. ๙/๑๓๒/๖๔-๖๕)

[๑๓๗]

คนมีปัญญาแม้ถูกทุกข์กระทบแล้ว

ก็ไม่พึงทำลายความหวัง เพื่อการมาถึงแห่งความสุข

เพราะสัมผัสมีมากอย่างทั้งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์

ผู้ไม่นึกถึงประโยชน์ย่อมเข้าถึงความตาย

[๑๓๘]

สิ่งที่ไม่ได้คิดกลับเป็นไปได้ สิ่งที่คิดแล้วกลับพินาศไป

ทรัพย์สมบัติทั้งหลายของหญิงหรือชาย

หาได้สำเร็จด้วยความคิดไม่

(ชาวเมืองกล่าวกันว่า)

[๑๓๙]

ท่านผู้เจริญ พระราชาผู้ครอบครองพื้นที่ทั้งปวง

เป็นใหญ่ในทิศ ไม่เป็นเหมือนแต่ก่อนหนอ

วันนี้ ไม่ทอดพระเนตรการฟ้อนรำ

ไม่ทรงใส่พระทัยในการขับร้อง

[๑๔๐]

ไม่ทอดพระเนตรฝูงเนื้อ ไม่เสด็จประพาสพระราชอุทยาน

ไม่ทอดพระเนตรฝูงหงส์

พระองค์ทรงประทับนิ่งเฉยเหมือนคนใบ้

ไม่ทรงว่าราชการเลย

(พระโพธิสัตว์ทรงระลึกถึงพระปัจเจกพุทธเจ้า ทรงเปล่งอุทานว่า)

[๑๔๑]

นักปราชญ์ทั้งหลายผู้ใคร่ความสุข

มีปกติหลีกเร้น ปราศจากเครื่องผูกคือกิเลส

ทั้งหนุ่มทั้งแก่ ก้าวล่วงตัณหาเสียได้

ย่อมอยู่ ณ อารามของใครหนอในวันนี้

[๑๔๒]

ข้าพเจ้าขอนอบน้อมนักปราชญ์เหล่านั้นผู้แสวงหาคุณใหญ่

นักปราชญ์เหล่าใดเป็นผู้ไม่ขวนขวายอยู่ในโลกที่ถึงความขวนขวาย

[๑๔๓]

นักปราชญ์เหล่านั้นตัดข่ายคือตัณหาอันมั่นคงแห่งมฤตยู

ที่มีมายาอย่างยิ่งทำลายด้วยญาณไปอยู่

ใครเล่าจะพึงนำเราไปให้ถึงสถานที่อยู่ของนักปราชญ์เหล่านี้ได้

[๑๔๔]

เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง

ที่นายช่างผู้ฉลาดได้จัดจำแนกไว้

สร้างไว้เป็นสัดส่วนออกบวชได้

การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๔๕]

เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรืองกว้างขวาง

สว่างไสวทั่วทุกทิศ ออกบวชได้

การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๔๖]

เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง

ซึ่งมีปราการและเสาค่ายเป็นอันมาก ออกบวชได้

การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๔๗]

เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง

มีป้อมคูและซุ้มประตูมั่นคง ออกบวชได้

การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๔๘]

เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง

มีถนนหลวงตัดไว้อย่างดี ออกบวชได้

การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๔๙]

เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง

มีร้านตลาดที่จัดแยกไว้สวยงาม ออกบวชได้

การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๕๐]

เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง

ซึ่งมีโค ม้า และรถเบียดเสียดกัน ออกบวชได้

การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๕๑]

เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง

มีสวนสาธารณะมีระเบียบเรียบร้อย ออกบวชได้

การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๕๒]

เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง

ที่มีวนอุทยาน มีระเบียบเรียบร้อย ออกบวชได้

การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๕๓]

เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง

มีปราสาทราชมณเฑียร สถานที่และอุทยาน

เป็นระเบียบเรียบร้อย ออกบวชได้

การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๕๔]

เมื่อไร เราจักละกรุงมิถิลาอันรุ่งเรือง มีปราการ ๓ ชั้น

คับคั่งด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ที่พระเจ้าวิเทหะ

ผู้เรืองยศพระนามว่าโสมนัสได้ทรงสร้างไว้ ออกบวชได้

การละนครเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๕๕]

เมื่อไร เราจักละแคว้นวิเทหะอันรุ่งเรือง

พรั่งพร้อมด้วยการสะสมเสบียง เช่น

สะสมทรัพย์และธัญญาหารเป็นต้น

ที่พระเจ้าวิเทหะทรงปกครองโดยชอบธรรม ออกบวชได้

การละแคว้นเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๕๖]

เมื่อไร เราจักละแคว้นวิเทหะอันรุ่งเรือง

ที่พวกปรปักษ์ผจญไม่ได้

ซึ่งพระเจ้าวิเทหะทรงปกครองโดยธรรม ออกบวชได้

การละแคว้นเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๕๗]

เมื่อไร เราจักละพระตำหนักอันเป็นสถานที่น่ารื่นรมย์

ที่นายช่างผู้ฉลาดได้จัดจำแนกไว้

สร้างไว้เป็นส่วนสัด ออกบวชได้

การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๕๘]

เมื่อไร เราจักละพระตำหนักอันเป็นสถานที่น่ารื่นรมย์

ที่โบกฉาบด้วยปูนขาวและดินเหนียว ออกบวชได้

การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๕๙]

เมื่อไร เราจักละพระตำหนักอันเป็นสถานที่น่ารื่นรมย์

มีกลิ่นหอมสดชื่นรื่นรมย์ใจ ออกบวชได้

การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๖๐]

เมื่อไร เราจักละพระตำหนักเรือนยอด

ที่นายช่างผู้ชาญฉลาดจัดจำแนก

สร้างไว้เป็นสัดส่วน ออกบวชได้

การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๖๑]

เมื่อไร เราจักละพระตำหนักเรือนยอด

ที่โบกฉาบด้วยปูนขาวและดินเหนียว ออกบวชได้

การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๖๒]

เมื่อไร เราจักละพระตำหนักเรือนยอด

ที่มีกลิ่นหอมสดชื่นรื่นรมย์ใจ ออกบวชได้

การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๖๓]

เมื่อไร เราจักละพระตำหนักเรือนยอด

ที่นายช่างผู้ชาญฉลาดฉาบทา

และประพรมด้วยจุรณแก่นจันทน์ ออกบวชได้

การละพระตำหนักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๖๔]

เมื่อไร เราจึงจักละบัลลังก์ทอง

ที่ลาดด้วยพรมขนสัตว์อันวิจิตร ออกบวชได้

การละบัลลังก์ทองเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๖๕]

เมื่อไร เราจักละบัลลังก์แก้วมณี

ที่ลาดด้วยพรมขนสัตว์อันวิจิตร ออกบวชได้

การละบัลลังก์แก้วมณีเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๖๖]

เมื่อไร เราจักละผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าป่าน

และผ้าขนสัตว์อย่างละเอียด ออกบวชได้

การละผ้าเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๖๗]

เมื่อไร เราจักละสระโบกขรณีอันรื่นรมย์

มีนกจักรพากส่งเสียงร่ำร้องอยู่

ดารดาษไปด้วยดอกมณฑาลก ดอกปทุม

และดอกอุบล ออกบวชได้

การละสระโบกขรณีเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๖๘]

เมื่อไร เราจักละกองช้างพลาย

ที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

มีสายรัดทองคำ มีเครื่องปกกระพองและข่ายทองคำ

[๑๖๙]

มีนายควาญช้างถือโตมรและขอขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้

การละกองช้างเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๗๐]

เมื่อไร กองม้าสินธพชาติอาชาไนย ๑-

ที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ เป็นพาหนะเร็ว

@เชิงอรรถ :

@๑ ม้าสินธพชาติอาชาไนย หมายถึงฝูงม้าที่มีชื่อว่าอาชาไนย เพราะเป็นม้าที่รู้จักเหตุและมิใช่เหตุ (ฝึกง่าย)

@โดยกำเนิด (ขุ.ชา.อ. ๙/๑๗๐/๘๘)

[๑๗๑]

มีนายสารถีถือแส้และธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้

การละกองม้าเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๗๒]

เมื่อไร เราจักละกองรถที่ติดเครื่องรบ

ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๑๗๓]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้

การละกองรถเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๗๔]

เมื่อไร เราจักละรถทองคำที่ติดเครื่องรบ

ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๑๗๕]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้

การละรถทองคำเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๗๖]

เมื่อไร เราจักละรถเงินที่ติดเครื่องรบ

ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๑๗๗]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้

การละรถเงินเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๗๘]

เมื่อไร เราจักละรถม้าที่ติดเครื่องรบ

ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๑๗๙]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้

การละรถม้าเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๘๐]

เมื่อไร เราจักละรถเทียมด้วยอูฐที่ติดเครื่องรบ

ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๑๘๑]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้

การละรถเทียมด้วยอูฐเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๘๒]

เมื่อไร เราจักละรถเทียมด้วยโคที่ติดเครื่องรบ

ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๑๘๓]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้

การละรถเทียมด้วยโคเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๘๔]

เมื่อไร เราจักละรถเทียมด้วยแพะที่ติดเครื่องรบ

ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๑๘๕]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้

การละรถเทียมด้วยแพะเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๘๖]

เมื่อไร เราจักละรถเทียมด้วยแกะที่ติดเครื่องรบ

ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๑๘๗]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้

การละรถเทียมด้วยแกะเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๘๘]

เมื่อไร เราจักละรถเทียมด้วยเนื้อที่ติดเครื่องรบ

ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๑๘๙]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขี่ประจำ ออกบวชได้

การละรถเทียมด้วยเนื้อเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๙๐]

เมื่อไร เราจักละกองช้างที่ประดับ

ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเขียว

แกล้วกล้า ถือโตมรและขอ ออกบวชได้

การละกองช้างเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๙๑]

เมื่อไร เราจักละกองม้าที่ประดับ

ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเขียว

แกล้วกล้า สะพายธนูและแล่ง ออกบวชได้

การละกองม้าเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๙๒]

เมื่อไร เราจึงจักละกองรถที่ประดับ

ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเขียว

แกล้วกล้า สะพายธนูและแล่ง ออกบวชได้

การละกองรถเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๙๓]

เมื่อไร เราจักละกองธนูที่ประดับ

ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะสีเขียว

แกล้วกล้า ถือธนูและแล่ง ออกบวชได้

การละกองธนูเห็นปานนี้ออกบวชนั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๙๔]

เมื่อไร เราจักละพวกราชบุรุษผู้ประดับ

ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ สวมเกราะอันวิจิตร

แกล้วกล้า เหน็บกฤชทองคำ ออกบวชได้

การละพวกราชบุรุษเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๙๕]

เมื่อไร เราจักละหมู่พราหมณ์ผู้บำเพ็ญพรต

ประดับตกแต่งแล้ว ทาตัวด้วยกระแจะจันทน์เหลือง

ครองผ้ากาสิกพัสตร์เนื้อดี ออกบวชได้

การละหมู่พราหมณ์เห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๙๖]

เมื่อไร เราจักละหมู่อำมาตย์ผู้ประดับ

ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

สวมเกราะสีเหลือง แกล้วกล้า

เดินไปข้างหน้ามีระเบียบเรียบร้อยดี ออกบวชได้

การละหมู่อำมาตย์เห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๙๗]

เมื่อไร เราจักละพระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง

ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ ออกบวชได้

การละพระสนมกำนัลในเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๙๘]

เมื่อไร เราจักละพระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง

ผู้ละมุนละไมสะโอดสะอง ออกบวชได้

การละพระสนมกำนัลในเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๑๙๙]

เมื่อไร เราจักละพระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง

ผู้เชื่อฟัง พูดไพเราะ ออกบวชได้

การละพระสนมกำนัลในผู้น่ารักเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๐๐]

เมื่อไร เราจักละถาดทองคำหนักประมาณ ๑๐๐ ปละ

จำหลักลวดลายเป็นร้อย ออกบวชได้

การละถาดทองคำเห็นปานนี้ออกบวชนั้น

จักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๐๑]

เมื่อไร กองช้างพลายที่ประดับ

ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ มีสายรัดทองคำ

มีเครื่องปกกระพองและข่ายทองคำ

[๒๐๒]

มีนายคราญช้างถือโตมรและขอขึ้นขี่ประจำ

ที่เคยขี่ติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๐๓]

เมื่อไร กองม้าสินธพชาติอาชาไนย

ที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ เป็นพาหนะเร็ว

[๒๐๔]

มีนายสารถีถือแส้และธนูขึ้นขี่ประจำ

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๐๕]

เมื่อไร กองรถที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ

หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๒๐๖]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๐๗]

เมื่อไร รถทองคำที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ

หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๒๐๘]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๐๙]

เมื่อไร รถเงินที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ

หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๒๑๐]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๑๑]

เมื่อไร รถม้าที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ

หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๒๑๒]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๑๓]

เมื่อไร รถเทียมด้วยอูฐที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ

หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๒๑๔]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๑๕]

เมื่อไร รถเทียมด้วยโคที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ

หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๒๑๖]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๑๗]

เมื่อไร รถเทียมด้วยแพะที่ติดเครื่องรบ ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ

หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๒๑๘]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๑๙]

เมื่อไร รถเทียมด้วยแกะที่ติดเครื่องรบ

ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ

หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๒๒๐]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๒๑]

เมื่อไร รถเทียมด้วยเนื้อที่ติดเครื่องรบ

ชักธงชัยเฉลิมพลประจำ

หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองและเสือโคร่ง

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

[๒๒๒]

มีนายสารถีสวมเกราะถือธนูขึ้นขับขี่ประจำ

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๒๓]

เมื่อไร กองช้างที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

สวมเกราะสีเขียว แกล้วกล้า ถือโตมรและของ้าว

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๒๔]

เมื่อไร กองม้าที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

สวมเกราะสีเขียว แกล้วกล้า ถือแส้และธนู

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๒๕]

เมื่อไร กองรถที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

สวมเกราะสีเขียว แกล้วกล้า ถือธนูและแล่ง

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๒๖]

เมื่อไร กองธนูที่ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

สวมเกราะสีเขียว แกล้วกล้า ถือธนูและแล่ง

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๒๗]

เมื่อไร พวกราชบุตรผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

สวมเกราะอันวิจิตร แกล้วกล้า เหน็บกฤชทองคำ

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๒๘]

เมื่อไร หมู่พราหมณ์ผู้มีพรตประดับแล้ว

ทาตัวด้วยจุรณจันทน์เหลือง ใช้ผ้าเนื้อดีจากแคว้นกาสี

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๒๙]

เมื่อไร หมู่อำมาตย์ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

สวมเกราะสีเหลือง แกล้วกล้า

เดินนำไปข้างหน้าอย่างเป็นระเบียบ

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๓๐]

เมื่อไร พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง

ผู้ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๓๑]

เมื่อไร พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง

ผู้ละมุนละไม สะโอดสะอง

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๓๒]

เมื่อไร พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง

ผู้เชื่อฟัง เจรจาไพเราะ น่ารัก

ที่เคยติดตามเรา จักไม่ติดตามเรา

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๓๓]

เมื่อไร เราจักได้ปลงผม ห่มผ้าสังฆาฏิ

อุ้มบาตรเที่ยวบิณฑบาต

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๓๔]

เมื่อไร เราจักทรงผ้าสังฆาฏิที่ทำด้วยผ้าบังสุกุล

ที่เขาทิ้งไว้ที่หนทางใหญ่

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๓๕]

เมื่อไร เมื่อมีฝนตกพรำตลอด ๗ วัน

เราจึงมีจีวรเปียกชุ่มเที่ยวไปบิณฑบาต

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๓๖]

เมื่อไร เราจักได้เที่ยวจาริกไปตามต้นไม้น้อยใหญ่

ตามป่าน้อยใหญ่ตลอดทั้งคืนและวัน

โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๓๗]

เมื่อไร เราจักละความกลัวและความขลาดเสียได้

ไปที่ซอกเขาและลำธารได้ตามลำพัง

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๓๘]

เมื่อไร เราจักทำจิตให้ตรงได้เหมือนคนดีดพิณ

ดีดพิณทั้ง ๗ สายให้มีเสียงน่ารื่นรมย์จับใจ

ความดำรินั้นจักสำเร็จได้เมื่อไรหนอ

[๒๓๙]

เมื่อไร เราจักตัดกามสังโยชน์ทั้งที่เป็นของทิพย์

และของมนุษย์ได้เหมือนช่างหนังตัดรองเท้าโดยรอบ

(เมื่อพระมหาชนกทรงรำพึงอย่างนี้แล้ว ทรงถือเพศบรรพชา เสด็จลงจาก ปราสาทไป พระผู้มีพระภาคตรัสถึงเสียงคร่ำครวญของสตรีเหล่านั้นว่า)

[๒๔๐]

พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นางนั้น

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

ต่างประคองแขนทั้ง ๒ คร่ำครวญว่า

เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงละทิ้งพวกหม่อมฉัน

[๒๔๑]

พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นางนั้น

ผู้ละมุนละไม สะโอดสะอง

ต่างพากันประคองแขนทั้ง ๒ ร้องคร่ำครวญว่า

เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงละทิ้งพวกหม่อมฉัน

[๒๔๒]

พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นางนั้น

ล้วนเป็นผู้เชื่อฟัง เจรจาไพเราะ น่ารัก

ต่างพากันประคองแขนทั้ง ๒ คร่ำครวญว่า

เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงละทิ้งพวกหม่อมฉันเสีย

[๒๔๓]

พระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นางนั้น

ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ

ถูกพระราชาทรงละทิ้งไว้แล้ว เสด็จดำเนินไปมุ่งผนวช

[๒๔๔]

พระราชาทรงละพระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นาง

ผู้ละมุนละไม สะโอดสะอง เสด็จดำเนินไปมุ่งผนวช

[๒๔๕]

พระราชาทรงละพระสนมกำนัลใน ๗๐๐ นางนั้น

ล้วนแต่เป็นผู้เชื่อฟัง เจรจาไพเราะ น่ารัก

เสด็จดำเนินไปมุ่งผนวช

[๒๔๖]

ทรงละถาดทองคำหนักประมาณ ๑๐๐ ปละ

จำหลักลวดลายตั้งร้อย ทรงอุ้มบาตรดิน

นั้นเป็นการอภิเษกครั้งที่ ๒

(พระนางสีวลีกราบทูลพระโพธิสัตว์ว่า)

[๒๔๗]

เปลวไฟน่ากลัว ไหม้ท้องพระคลังตามลำดับ

คือ เงิน ทอง แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์มากมาย

[๒๔๘]

แก้วมณี สังข์ แก้วมุกดา ผ้า จันทน์เหลือง

หนังสัตว์ เครื่องงาช้าง ทองแดง

และเหล็กเป็นอันมากที่ไฟไหม้

ข้าแต่พระราชา มาเถิดพระเจ้าข้า

เชิญพระองค์เสด็จกลับก่อนเถิด

พระราชทรัพย์ของพระองค์อย่าได้พินาศเสียหายเลย

(พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๒๔๙]

เราผู้ไม่มีความกังวลอยู่เป็นสุขสบายดีหนอ

เมื่อกรุงมิถิลาถูกเพลิงเผาผลาญ

เรามิได้มีอะไรจะไหม้

(พระนางสีวลีกราบทูลว่า)

[๒๕๐]

พวกโจรป่าเกิดขึ้น ปล้นแคว้นของพระองค์

มาเถิดพระเจ้าค่ะ ขอเชิญพระองค์เสด็จกลับเถิด

แคว้นนี้อย่าได้พินาศเสียหายเลย

(พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๒๕๑]

เราผู้ไม่มีความกังวลอยู่เป็นสุขสบายดีหนอ

เมื่อแคว้นถูกพวกโจรปล้น

เรามิได้มีอะไรจะให้ปล้นเลย

[๒๕๒]

เราผู้ไม่มีความกังวลอยู่เป็นสุขสบายดีหนอ

เราจักมีปีติเป็นอาหารเหมือนเหล่าเทพชั้นอาภัสสรพรหม ๑-

@เชิงอรรถ :

@๑ เหล่าเทพชั้นอาภัสสรพรหมมีปีติเป็นอาหารให้เวลาผ่านไปด้วยความสุขในฌาน (ขุ.ชา.อ. ๙/๒๕๑/๙๓)

(นารทดาบสกล่าวว่า)

[๒๕๓]

เสียงอึกทึกกึกก้องอะไรกันนั่น

ใครกันหนอเล่นกันเหมือนอยู่ในบ้าน

ท่านสมณะ อาตมภาพขอถาม

มหาชนนั้นติดตามท่านมาเพื่อประโยชน์อะไร

(พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๒๕๔]

มหาชนนี้ติดตามข้าพเจ้าผู้ละทิ้งพวกเขามาในที่นี้

ผู้ล่วงเขตแดนคือกิเลสไป

เพื่อบรรลุถึงโมเนยยธรรม คือญาณของพระมุนี

แต่ยังเจือปนด้วยความเพลิดเพลินทั้งหลายอยู่

พระคุณเจ้าก็รู้อยู่จะถามไปทำไม

(นารทดาบสกล่าวว่า)

[๒๕๕]

พระองค์เพียงแต่ทรงสรีระ (เพศนักบวช) นี้

อย่าได้เข้าพระทัยว่า “เราข้ามเขตแดนคือกิเลสแล้ว”

กรรมคือกิเลสนี้จะพึงข้ามได้ด้วยเพศแห่งบรรพชิตก็หาไม่

เพราะอันตรายทั้งหลายยังมีอยู่มาก

(พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๒๕๖]

อันตรายอะไรหนอ

จะพึงมีแก่ข้าพเจ้าผู้มีปกติอยู่ผู้เดียวอย่างนี้

ข้าพเจ้าไม่ปรารถนากามทั้งหลายทั้งในปัจจุบันและในอนาคต

(นารทดาบสกล่าวว่า)

[๒๕๗]

อันตรายเป็นอันมากทีเดียว

คือ ความหลับ ความเกียจคร้าน

ความบิดกาย ความเหนื่อยหน่าย

ความเมาอาหารที่มีอยู่ในสรีระของพระองค์

(พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๒๕๘]

ท่านพราหมณ์ ท่านพร่ำสอนข้าพเจ้าดีหนอ

ท่านพราหมณ์ผู้นิรทุกข์

ข้าพเจ้าขอถามท่าน ท่านเป็นใครหนอ

(นารทดาบสกล่าวว่า)

[๒๕๙]

ชนทั้งหลายรู้จักอาตมภาพโดยชื่อว่า นารทะ

โดยโคตรว่า กัสสปะ

อาตมภาพมาในสำนักของพระองค์ด้วยเข้าใจว่า

การสมาคมกับสัตบุรุษเป็นการดี

[๒๖๐]

ขอความเพลิดเพลินและวิหารธรรมทั้งปวงจงมีแก่พระองค์เท่านั้น

พระองค์จงบำเพ็ญสิ่งที่บกพร่องให้บริบูรณ์เถิด

จงประกอบด้วยความอดทนและความสงบเถิด

[๒๖๑]

จงทรงคลี่คลายความยุบลงและฟูขึ้น

จงสักการะกรรม วิชชา ธรรม ๑-

และสมณธรรมแล้วบำเพ็ญพรหมจรรย์เถิด

[๒๖๒]

ข้าแต่พระชนก พระองค์ทรงละทิ้งช้าง ม้า

ชาวพระนคร และชนบทเป็นอันมาก

เสด็จออกผนวช ทรงยินดีในบาตรดิน

[๒๖๓]

ชาวชนบท มิตร อำมาตย์ และพระญาติเหล่านั้น

ได้ทำความผิดอะไรให้แก่พระองค์หรือหนอ

เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงชอบพระทัยบาตรดินนั้น

(พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๒๖๔]

ท่านฤๅษี ข้าพเจ้ามิได้เคยเอาชนะ

พระญาติอะไรๆ โดยส่วนเดียวในกาลไหนๆ โดยอธรรมเลย

แม้พระญาติทั้งหลายก็มิเคยได้เอาชนะข้าพเจ้าโดยอธรรม

@เชิงอรรถ :

@๑ คำว่า กรรม ได้แก่กุศลกรรมบถ ๑๐, คำว่า วิชชา ได้แก่ญาณในอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘

@คำว่า ธรรม ได้แก่สมณธรรมกล่าวคือการบำเพ็ญกสิณ (ขุ.ชา.อ. ๙/๒๖๑/๙๘)

[๒๖๕]

ข้าพเจ้าได้เห็นประเพณีของโลก

เห็นโลกถูกกิเลสกัดกร่อน ถูกกิเลสทำให้เป็นดุจเปือกตม

จึงได้ทำเหตุนี้ให้เป็นเครื่องเปรียบเทียบว่า

ปุถุชนจมอยู่ในกิเลสวัตถุใด

สัตว์เป็นจำนวนมากย่อมเดือดร้อน

และย่อมถูกฆ่า ในกิเลสวัตถุนั้น

ดังนี้แล้ว จึงได้บวชเป็นภิกษุ นะท่านผู้ครองหนังสัตว์ผู้เจริญ

(นารทดาบสกล่าวว่า)

[๒๖๖]

ใครหนอเป็นผู้จำแนกแจกธรรมคำสั่งสอนพระองค์

คำอันสะอาดนี้เป็นคำของใคร

ท่านผู้เป็นจอมทัพ เพราะบอกเจาะจงถึงดาบสผู้เป็นกรรมวาที

หรือสมณะคือพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วยวิชชา

นักปราชญ์ไม่เรียกผู้ประพฤติวัตรว่า เป็นสมณะ

เหมือนการก้าวล่วงทุกข์ได้เลย

[๒๖๗]

ท่านผู้ครองหนังสัตว์

แม้ข้าพเจ้าจะสักการะสมณะหรือพราหมณ์โดยส่วนเดียว

แต่ไม่เคยเข้าไปใกล้ไต่ถามอะไรๆ ในกาลไหนๆ เลย

(พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๒๖๘]

ข้าพเจ้ารุ่งเรืองด้วยสิริไปยังพระราชอุทยาน

ด้วยอานุภาพใหญ่ ขณะที่เพลงขับที่เขาขับร้อง

ดนตรีที่ไพเราะกำลังบรรเลงอยู่

[๒๖๙]

ข้าพเจ้านั้นได้เห็นต้นมะม่วงที่กำลังมีผลอยู่ภายนอกกำแพง

ถูกพวกมนุษย์ผู้ที่ต้องการผลฟาดอยู่

ในพระราชอุทยานอันกึกก้องด้วยการประโคมดนตรี

ประกอบด้วยคนขับและคนประโคม

[๒๗๐]

ข้าแต่ท่านผู้ครองหนังสัตว์

ข้าพเจ้านั้นละทิ้งสิรินั้นเสียแล้วลงจากยาน

เข้าไปใกล้ต้นมะม่วงทั้งที่มีผลและไม่มีผล

[๒๗๑]

ข้าพเจ้าได้เห็นต้นมะม่วง

อันมีผลถูกฟาดกระจัดกระจายย่อยยับ

ส่วนมะม่วงอีกต้นหนึ่งสีเขียวชะอุ่มน่าพอใจ

[๒๗๒]

ศัตรูทั้งหลายจักกำจัดแม้พวกเรา

ผู้เป็นอิสระ ผู้มีเสี้ยนหนามมาก

เหมือนต้นมะม่วงที่มีผลถูกมนุษย์ทั้งหลายเบียดเบียนแล้ว

[๒๗๓]

เสือเหลืองถูกฆ่าเพราะหนัง ช้างถูกฆ่าเพราะงา

คนมีทรัพย์ถูกฆ่าเพราะทรัพย์

ใครเล่าจักฆ่าคนที่ไม่มีที่อยู่ ที่ไม่มีความคุ้นเคย

ต้นมะม่วงที่มีผลและไม่มีผลทั้ง ๒ ต้นนั้นเป็นครูของข้าพเจ้า

(พระนางสีวลีกราบทูลว่า)

[๒๗๔]

ชนทั้งปวง คือ กองพลช้าง กองพลม้า

กองพลรถ กองพลราบ ต่างก็ตกใจว่า

พระราชาทรงผนวชเสียแล้ว

[๒๗๕]

ขอพระองค์ได้ทรงปลอบชุมชนให้เบาใจ

ทรงวางหลักปกครอง

ทรงอภิเษกพระราชโอรสไว้ในราชสมบัติแล้ว

จึงจักทรงผนวชในภายหลัง

(พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๒๗๖]

เราได้สละชาวชนบท มิตร อำมาตย์

และพระญาติทั้งหลายแล้ว พระราชโอรสของชาวแคว้นวิเทหะ

และคนผู้มีอายุยืน ผู้จักผดุงรัฐให้เจริญก็มีอยู่

เธอเหล่านั้นจักครองราชสมบัติในกรุงมิถิลา นะปชาบดี

[๒๗๗]

จงมาเถิด เราจะตามสอนเธอด้วยวาจาที่ชอบ

เธอจะไปสู่ทุคติด้วยกาย วาจา และใจ เพราะบาปใด

เมื่อเธอครองราชสมบัติก็จักทำบาปทุจริตนั้นเป็นอันมาก

[๒๗๘]

ผู้ที่ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยก้อนข้าวที่ผู้อื่นให้

ซึ่งสำเร็จมาแต่ผู้อื่นนี้ นั่นเป็นธรรมของนักปราชญ์

(พระนางสีวลีกราบทูลว่า)

[๒๗๙]

กุลบุตรผู้ฉลาดแม้คนใดไม่พึงบริโภคอาหารในภัตกาลที่ ๔ ๑-

จะพึงตายอย่างน่าอนาถเพราะความหิว

กุลบุตรผู้ฉลาดนั้นก็ไม่พึงบริโภคก้อนข้าว

ที่เปื้อนฝุ่น ซึ่งไม่ดีมิใช่หรือ

กิริยาของพระองค์นี้ไม่ดี ไม่งามเลย

ข้าแต่พระชนก พระองค์พึงเสวยก้อนเนื้อที่เป็นเดนสุนัข

(พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๒๘๐]

พระนางสีวลี บิณฑบาตใด

เป็นของอันบุคคลผู้ครองเรือน หรือสุนัขสละแล้ว

บิณฑบาตนั้นชื่อว่าไม่เป็นอาหารของอาตมภาพก็หามิได้

ของบริโภคเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่ได้มาโดยธรรม

ของบริโภคทั้งหมดนั้นกล่าวกันว่า ไม่มีโทษ

(พระโพธิสัตว์ตรัสกับเด็กหญิงว่า)

[๒๘๑]

กุมาริกาผู้นอนแนบมารดา ผู้ประดับอยู่เป็นนิตย์

เพราะเหตุไร กำไลมือข้างหนึ่งของเธอจึงมีเสียงดัง

อีกข้างหนึ่งไม่มีเสียงดัง

@เชิงอรรถ :

@๑ คำว่า ไม่พึงบริโภคอาหารในภัตกาลที่ ๔ พระนางสีวลีตรัสหมายถึงว่า ถ้าบุคคลเราไม่บริโภคอาหาร

@มื้อสุดท้าย จะพึงตายไปเพราะความหิว ผู้นั้นพึงเป็นสัตบุรุษเชื้อสายกุลบุตร จึงไม่พึงเสวยอาหารนั้น

@เพราะทรงรังเกียจเนื้อที่เป็นเดนสุนัขที่พระมหาชนกนำมาย่างเสวย (ขุ.ชา.อ. ๙/๒๗๙/๑๐๕)

(เด็กหญิงกราบทูลว่า)

[๒๘๒]

ท่านสมณะ กำไลมือ ๒ วงที่สวมอยู่ที่ข้อมือของดิฉันนี้

เพราะทั้ง ๒ วงกระทบกัน จึงเกิดเสียงดัง

คติของคน ๒ คนก็เป็นเช่นนี้

[๒๘๓]

ท่านสมณะ กำไลมือวงหนึ่งที่สวมอยู่ที่ข้อมือของดิฉันนี้

ไม่มีอันที่ ๒ จึงไม่มีเสียงดังเหมือนมุนีสงบนิ่งอยู่

[๒๘๔]

คนมีคู่จึงถึงความวิวาทกัน บุคคลคนเดียวจักวิวาทกับใคร

ท่านนั้นเป็นผู้ปรารถนาสวรรค์ ก็ขอจงชอบความเป็นผู้เดียวเถิด

(พระโพธิสัตว์ตรัสกับพระนางสีวลีว่า)

[๒๘๕]

พระนางสีวลี เธอได้ยินคาถาที่นางกุมาริกากล่าวแล้วหรือ

นางกุมาริกาเป็นสาวใช้มาติเตียนเรา มันเป็นคติของคนคู่เท่านั้น

[๒๘๖]

พระนางผู้เจริญ ทาง ๒ แพร่งนี้

เราทั้ง ๒ ผู้เดินทางได้สัญจรมาแล้ว

บรรดาทางทั้ง ๒ แพร่งนั้น เธอจงเลือกเอาทางหนึ่ง

อาตมภาพก็จักเลือกเอาอีกทางหนึ่ง

[๒๘๗]

เธออย่าเรียกอาตมภาพว่าเป็นพระสวามีของเธอ

และอาตมภาพก็จะไม่เรียกเธอว่าเป็นพระมเหสีของอาตมภาพต่อไป

เมื่อกษัตริย์ทั้ง ๒ ตรัสข้อความนี้แล้วต่างก็เสด็จเข้าไปยังถูณนคร

[๒๘๘]

เมื่อจวนเวลาอาหาร พระโพธิสัตว์ประทับอยู่

ณ ซุ้มประตูของช่างศร และ ณ ที่นั้น

ช่างศรนั้นหลับตาลงข้างหนึ่งเล็งดูลูกศรที่คด

ซึ่งตนดัดให้ตรงด้วยตาอีกข้างหนึ่ง

(พระโพธิสัตว์ตรัสว่า)

[๒๘๙]

ช่างศร ท่านจงฟังอาตมภาพ

ท่านเห็นความสำเร็จประโยชน์หรือหนอ

ที่ท่านหลับตาข้างหนึ่งลง เล็งดูลูกศรที่คดด้วยตาอีกข้างหนึ่ง

(ช่างศรกราบทูลว่า)

[๒๙๐]

ท่านสมณะ การเล็งดูด้วยตาทั้ง ๒ ย่อมปรากฏกว้างไป

เพราะเห็นไม่ถึงส่วนที่คดข้างหนึ่ง การดัดให้ตรงจึงไม่สำเร็จ

[๒๙๑]

แต่เมื่อหลับตาข้างหนึ่ง เล็งดูส่วนที่คดด้วยตาข้างหนึ่ง

เพราะเห็นส่วนที่คดข้างหน้า การดัดให้ตรงจึงสำเร็จได้

[๒๙๒]

คนที่มีคู่จึงวิวาทกัน คนเดียวจักวิวาทกับใคร

ท่านนั้นปรารถนาสวรรค์ ก็ขอจงชอบความเป็นผู้เดียวเถิด

(พระโพธิสัตว์ตรัสกับพระนางสีวลีว่า)

[๒๙๓]

พระนางสีวลี เธอได้ยินคำที่ช่างศรกล่าวแล้วหรือยัง

คนใช้มาติเตียนเรา นั้นเป็นคติของคนคู่เท่านั้น

[๒๙๔]

พระนางผู้เจริญ ทาง ๒ แพร่งนี้

เราทั้ง ๒ ผู้เดินทางได้สัญจรมาแล้ว

บรรดาทาง ๒ แพร่งนั้น เธอจงเลือกเอาทางหนึ่ง

อาตมภาพก็จักเลือกเอาอีกทางหนึ่ง

[๒๙๕]

เธออย่าเรียกอาตมภาพว่าเป็นพระสวามีของเธอ

และอาตมภาพก็จะไม่เรียกเธอว่า

เป็นพระมเหสีของอาตมภาพต่อไป

หญ้ามุงกระต่ายเล็กน้อยขาดไปแล้ว ๑-

เธอจงอยู่คนเดียวเถิด พระนางสีวลี

มหาชนกชาดกที่ ๒ จบ

@เชิงอรรถ :

@๑ หญ้ามุงกระต่ายเล็กน้อยขาดไปแล้ว พระโพธิสัตว์ตรัสหมายถึงหญ้ามุงกระต่ายเส้นเล็กๆ ที่พระองค์

@ถอนขึ้นมาแล้วดึงให้ขาดจากกัน ใครๆ ไม่สามารถต่อกันได้ เป็นการเตือนว่า พระองค์ไม่ปรารถนาจะ

@อยู่ร่วมกับพระเทวีอีก เป็นการห้ามไม่ให้ตามไป (ขุ.ชา.อ. ๙/๒๙๕/๑๑๑-๑๑๒)

ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๘ จาก 84000.org

รายงานข้อผิดพลาด

ภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นงานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย คัดมาตามต้นฉบับโดยไม่แก้ถ้อยคำ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากเจ้าของประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

หัวข้อก่อนหน้า๑. เตมิยชาดกกลับไปยังสารบัญเล่มที่ ๒๘มหานิบาตชาดกหัวข้อถัดไป๓. สุวรรณสามชาดก